โอตาคุวันสิ้นโลก ปก1

[ทดลองอ่าน] โอตาคุวันสิ้นโลก บทที่ 1 : เกิดใหม่

โอตาคุวันสิ้นโลก
重生宅男的末世守则  

暖荷 หน่วนเหอ เขียน
เมิ่งเหวิน เเปล

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

———————————————————————————–

ภาค 1ยุทธการหนูแฮมสเตอร์

บทที่ 1 เกิดใหม่

การเกิดใหม่ที่มีสาเหตุมาจากของขวัญวันเกิดหนึ่งชิ้น

“พับผ่าสิ ฉันไม่น่าเผลอใจอ่อนซื้อเจ้าเด็กเวรนั่นมาเลยแท้ๆ” หลัวซวินก่นด่าสาปแช่งอย่างฉุนเฉียวออกมาประโยคหนึ่ง เขาลัดซ้ายเลาะขวาอยู่กลางซอยเล็กแคบ รีบวิ่งตามร่างผอมแกร็นคล้ายกับปลาที่แวบผ่านหน้าไปไม่ไกลจากตรงนั้น

คนหนึ่งหนี คนหนึ่งไล่ตาม พ่อค้าแม่ขายที่เปิดแผงอยู่ริมทางต่างชี้ชวนกันวิพากษ์วิจารณ์สองคนนี้ราวกับกำลังดูเรื่องสนุก เห็นเด็กชายนุ่งถุงกระสอบป่านปิดต้นขาไม่มิดวิ่งห้อนำหน้า ดูก็รู้ว่าชายหนุ่มที่วิ่งตามหลังเคราะห์ร้ายทำ ‘สินค้า’ ของตัวเองหายไป

จุ๊ๆ ยุคนี้คนที่จ่ายเงินซื้อเด็กผู้ชายไหวล้วนเป็นพวกเศรษฐีทั้งนั้น ไหนเลยจะเหมือนพวกเขา ถ้าต้องการบำบัดความใคร่ อย่างเก่งก็ไปได้แค่ด้านหลังถนนเริงรมย์ [1] ตัดใจสละผลึกแก้วเกรดเอสักสองสามก้อน เฟ้นหาคนบั้นท้ายพอรับได้แก้ขัดส่งๆ ไปก็บุญโขแล้ว

เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ข้ามถนนข้างหน้า สิ่งที่ปรากฏสู่สายตามันชุลมุนจนหลัวซวินตะลึงงัน…พวกผู้ชายไหล่หนาตัวล่ำกลุ่มหนึ่งกำลังตีกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

“ให้ตายสิ เปลวเพลิงกับความโกลาหล” วันนี้มันวันซวยอะไรของเขาเนี่ย ทั้งที่อยากเอาผลึกแก้วที่เก็บไว้หลายปีมาซื้ออะไรสักอย่างเป็นของขวัญวันเกิดครบรอบอายุสามสิบสองให้ตัวเอง แต่ดันไปเจอพ่อค้าตรงหัวมุมถนนคนนั้น แววตาดำขลับสุกใสแฝงแววดื้อรั้นกับรอยแผลถูกทารุณกรรมตามเนื้อตัวของเด็กน้อยทำให้เขาวู่วาม เกิดความคิดประหลาดอยากซื้อเขาไว้ แต่เพิ่งจ่ายเงินเสร็จ เด็กนั่นก็หันหลังวิ่งปรู๊ดหนีหายไป ตอนนี้ยังมาเจอการยกพวกตีกันระหว่างแก๊งอย่างเอาเป็นเอาตายอีก

ชั่วพริบตาที่หลัวซวินพบว่าเด็กนั่นวิ่งหนีเขา ก็เดาได้เลยว่าเขามีแนวโน้มถูกหลอกสูงถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ถึงอย่างไรเด็กคนนี้ก็ไม่ใช่สินค้า เขาจ่ายเงินซื้อแล้ว ตราบใดที่ไม่ถูกคนอื่นแย่งไป เด็กนั่นก็ยังเป็นของเขา ส่วนมากเด็กเหล่านี้เป็นพวกเดียวกับพ่อค้าเร่นั่น เมื่อพวกเขาได้รับเงินถึงมือ เด็กพวกนั้นก็จะเผ่นหนีทันที หาที่ซ่อนตัวรอให้คนซื้อกลับไปมือเปล่า จากนั้นก็ค่อยกลับมาหาพ่อค้าเร่เพื่อทำการต้มตุ๋นรอบถัดไป

ที่ผ่านมาหลัวซวินแค่เคยได้ยินเรื่องทำนองนี้มาบ้าง แต่ไม่เคยเจอเองกับตัวมาก่อน… เพราะเขาไม่เคยซื้อ แล้วจะเจอเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร วันนี้เป็นวันเกิดเขา อยู่ๆ ก็รู้สึกว่าแววตาของเด็กคนนั้นทำให้เขารู้สึกเห็นใจ พลันเกิดอยากได้ลูกชายมาอยู่เป็นเพื่อนในช่วงบั้นปลายชีวิตที่เหลือ เมื่อเทียบกับข้าวของสิ่งอื่นใดแล้ว เด็กน้อยคนนั้นก็สร้างความหวั่นไหวให้เขาได้มากกว่า…ผลปรากฏว่าบนโลกนี้ไม่มีการทำดีที่ได้ดีอีกต่อไปแล้ว

จู่ๆ ต้องมาอยู่ท่ามกลางสงครามโกลาหลอย่างกะทันหัน เห็นได้ชัดว่าเด็กชายคนนั้นกำลังตกตะลึง ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ไม่รู้จักหาที่หลบภัย ทันใดนั้นลูกไฟขนาดยักษ์ลูกหนึ่งพุ่งมาทางเขา ไม่รู้เป็นพลังวิเศษที่ถูกปล่อยออกมาจากใคร ความหวาดกลัวเกาะกุมก้นบึ้งหัวใจ เขาทนกับวันเวลาที่ถูกคนอื่นดูถูกแบบนั้นมามากพอแล้ว ดังนั้นจึงพยายามเผ่นหนีจากผู้ซื้อรายใหม่อย่างสุดชีวิต แต่เวลานี้…เขาจะต้องตายแล้วอย่างนั้นเหรอ

แรงผลักอันมหาศาลถูกส่งมาจากด้านหลัง เด็กชายตาโตสีรัตติกาลมองคนที่ผลักตนเองด้วยความรู้สึกตกตะลึง นั่นเป็นชายร่างผอมอ่อนแอคนหนึ่ง แต่ดูเหมือนเขาจะมีพละกำลังไม่น้อยเลย

ราวกับเกิดเสียงพรูลมหายใจดังขึ้นระลอกหนึ่ง ลูกไฟยักษ์กระแทกใส่ร่างชายคนนั้น ดวงตาสีชาคู่นั้นพลันสูญสิ้นไร้แวว

***

“ฉันตายแล้ว ฉันไม่ตาย ฉันตายแล้ว ฉันไม่ตาย…” บนเตียงไม้หลังเก่า หลัวซวินมองเพดานด้วยสายตาเลื่อนลอย ปากพูดพร่ำรำพึงรำพัน

วนซ้ำกว่ายี่สิบรอบในที่สุดก็หยุดลง หลัวซวินพ่นลมออกจากปากดัง ‘ฮู่ววว’ ทีหนึ่งก็กระเด้งตัวลุกพรวดขึ้นมา เดินไม่กี่ก้าวก็ไปยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้าในห้องนอน

กระจกเงาบานหนึ่งติดอยู่บนตู้เสื้อผ้า นี่เป็นเฟอร์นิเจอร์เก่าที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้เขา เวลานี้มันได้ให้คำตอบที่ตรงและชัดเจนที่สุดแก่หลัวซวินแล้ว

เขายกมือลูบคลำแก้มตัวเองอย่างอึ้งๆ ไม่มีร่องรอยความเหนื่อยล้าสะสมจากการย้ายถิ่นฐานไม่หยุดหย่อนหลังวันสิ้นโลก ไม่มีรอยตีนกา ผิวแห้งกร้านจากการตรากตรำทำงานหนักจนล้มป่วย ไม่มีความซูบตอบตัวเหลืองซีดจากการขาดสารอาหาร…ใบหน้านี้อ่อนเยาว์ลงถึงสิบปีเต็ม!

“ฉันกลับมาแล้ว…จริงหรือนี่” เขาก้มมองมืออันสั่นเทาทั้งสองข้าง แม้มือคู่นี้ไม่ถึงกับนุ่มนิ่มเนียนละเอียด แต่ก็สะอาดเกลี้ยงเกลาและเรียวยาว เมื่อเทียบกับชีวิตในช่วงหลังที่ต้องทำงานหนักและใช้แรงงานมากเกินไปจนข้อแตก กระดูกปูดๆ เสียรูป แถมเล็บยังดำปิ๊ดปี๋ นี่อย่างกับเป็นมือของคนละคนกัน

หลัวซวินยกมือสองข้างปิดหน้า ทรุดกายนั่งลงบนพื้นอย่างหมดแรง น้ำตาเอ่อล้นขอบตาไหลลงมาอย่างเงียบๆ

เขาไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นเวลาอะไรแล้ว และก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขากันแน่ แต่กลับสัมผัสได้อย่างกระจ่างชัดว่าอากาศนั้นต่างกัน บรรยากาศแวดล้อมก็ต่างกัน ตัวเขาแตกต่างไปจากเดิม และทุกหนทุกแห่งล้วนไม่เหมือนเดิม

ที่นี่คือเมืองเอฟ บ้านเก่าของเขา มรดกเพียงหนึ่งเดียวที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ในช่วงก่อนวันสิ้นโลกจะมาเยือน เป็นบ้านที่เขาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ยาวนานยี่สิบสองปีเต็ม

ชายหนุ่มนั่งที่พื้นอยู่อย่างนั้นจนความมืดโรยตัวไปทั่วแผ่นฟ้า หลัวซวินถึงค่อยยันตัวลุกขึ้นอย่างแข็งทื่อ ก่อนจะเดินไปที่ห้องครัว ต้มบะหมี่ยี่ห้อคังไซว่ปั๋วหนึ่งซอง …ช่างเป็นกลิ่นที่หอมหวนชวนคิดถึงเสียเหลือเกิน ช่วงแรกของวันสิ้นโลกผู้คนยังพอคุ้ยหาเจ้าพวกนี้ได้จากซากศูนย์การค้าน้อยใหญ่ที่มีสภาพเละเทะได้บ้าง แต่พอถึงช่วงหลัง พวกมันก็เรียกได้ว่าหายสาบสูญไปอย่างถาวร

ในฐานที่มั่นสองแห่งที่เขาเคยไปอยู่มาหลังจากนั้น ด้วยความที่มีปัญหาเรื่องพืชกลายพันธุ์ ถึงแม้จะมีบะหมี่อบแห้งวางจำหน่าย แต่รสชาติก็ไม่เหมือนแบบนี้อีกต่อไปแล้ว

แม้รสชาติของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในยุคปัจจุบันจะแตกต่างจากยุควันสิ้นโลกช่วงแรกๆ แต่สำหรับหลัวซวินที่ได้กลับชาติมาเกิดใหม่ เขารู้สึกว่ามันยังสัมผัสได้ถึงรสชาติความอร่อยอย่างมนุษย์ทั่วไป

หลังกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปลงท้องไปหนึ่งถ้วย ความอยากอาหารก็ถูกกระตุ้น กระเพาะของหลัวซวินเวลานี้ยังเป็นกระเพาะของชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ ขนาดย่อมไม่เล็กแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความรู้สึกที่ได้กลับคืนชีพมาจากยุควันสิ้นโลก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแค่ซองเดียวไม่พอยาไส้เขาอยู่แล้ว

วันที่แปด กันยายน…เขาตรวจดูวันที่วันนี้ซ้ำๆ หลายรอบจนแน่ใจ จากนั้นหลัวซวินจึงหยิบกระเป๋าเงินมาแล้วลุกขึ้นเดินตรงไปที่ประตู เขายืนลังเลอยู่หลังประตูหนึ่งนาที สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วผลักประตูเดินออกไป

หลัวซวินเหน็บมีดปอกผลไม้เล่มหนึ่งไว้ตรงบั้นเอว เขาค่อยๆ ก้าวลงบันไดอย่างระมัดระวังตัว จวบจนเดินไปถึงหน้าประตูใหญ่ เห็นคนเดินสัญจรไปมาอยู่ในเขตชุมชน จึงรู้สึกใจสั่นขึ้นมาอย่างทนไม่ไหว ฉันกลับมาแล้วจริงๆ โลกในเวลานี้ ยังไม่เผชิญกับวันโลกาวินาศที่ทำให้คนรู้สึกสิ้นหวัง

เขานั่งอยู่ในร้านราเม็งแถวล็อกขายของ [2] นอกเขตชุมชน มือซ้ายถือแป้งย่างไส้เนื้อ มือขวาจับตะเกียบ เขากัดแป้งย่างไส้เนื้อหนึ่งคำ แล้วก็หันไปซดราเม็งเนื้อหอมฉุยเข้มข้นอีกหนึ่งอึก หลัวซวินมีความสุขมากจนน้ำตาแทบไหล

แม้ว่าภายหลังเขาจะไปถึงฐานที่มั่นของเมืองเอได้แล้ว แต่หลัวซวินก็เจอแป้งสาลีน้อยมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงราเม็งเนื้อที่ชอบกินเป็นประจำในสมัยก่อน ของพวกนี้ไม่ใช่ของที่ชนชั้นแรงงานขั้นต่ำอย่างเขาจะหาซื้อได้

ตัวอย่างเช่น ต่อให้เขามีผลึกแก้วพอจ่ายเงินซื้อแป้งสาลีไหว แต่กลับไม่มีใครยอมเอาแป้งสาลีมาขายเลยสักราย ข้าวของพวกนี้ที่ปลอดภัยจากการกลายพันธุ์ในยุคหลังวันสิ้นโลกจัดว่าเป็นสินค้าอาหารพิเศษ ทางการแทบไม่อนุญาตให้ซื้อขายกันเองเป็นการส่วนตัว

“อ้าว หลัวซวินนี่ วันนี้ไม่ไปทำงานเหรอ” เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างกาย คนถูกทักเงยหน้าขึ้นด้วยความฉงน เขาเห็นคุณปู่หน้าตาใจดีคนหนึ่งหิ้วถุงพลาสติกสีดำอยู่ในมือ ในนั้นคงบรรจุสัตว์น้ำอะไรสักอย่าง ฝ่ายตรงข้ามก็มองเขาด้วยสีหน้าใคร่รู้

“เอ่อ อ้า…วันนี้ไม่มีงานอะไรให้ทำครับ” ช่วงเวลานี้เมื่อสิบปีก่อนเขาคงยังทำงานอยู่สินะ

“ไม่มีงานอะไรให้ทำงั้นเหรอ” คุณปู่ครุ่นคิดอย่างงงงัน จากนั้นก็ตบบ่าเขาด้วยสีหน้าเห็นใจพลางกล่าวว่า “ไม่เป็นไรๆ งานนี้ไม่ดีไว้ค่อยหาเอาใหม่ก็ได้ เธอยังหนุ่มยังแน่น ยังมีโอกาสอีกมาก…”

ฝ่ายนั้นพูดพล่ามยาวเหยียดจนพอใจจึงเดินจากไป ถึงอย่างนั้นหลัวซวินก็ยังนึกไม่ออกว่าอีกฝ่ายเป็นใครชื่ออะไร รู้เพียงดูเหมือนว่าน่าจะเป็นเพื่อนบ้านเขา แต่กลับนึกไม่ออกว่าตกลงฝ่ายตรงข้ามอยู่ตึกเดียวกันหรือเป็นเพียงเพื่อนบ้านที่อยู่ในเขตชุมชนเดียวกันที่เคยพยักหน้าทักทายกันมาบ้างกันแน่

เข้างาน? ทำงาน?

เขาค่อยๆ ดื่มน้ำแกงอึกสุดท้ายจนหมดเกลี้ยง หลัวซวินระบายลมหายใจออกมายาวเหยียด มองไปยังถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนรถราสัญจรไปมากันให้ขวักไขว่…ยังเหลือเวลาอีกสองเดือนกว่าก็จะถึงวันสิ้นโลก เขาจะไม่ทำงานอะไรอีกต่อไปแล้ว

หลัวซวินลุกขึ้นจ่ายเงิน หันกายเดินไปยังบริษัทนายหน้าขายบ้านแห่งหนึ่งที่อยู่ละแวกนั้น แม้การประกาศขายในอินเทอร์เน็ตจะช่วยให้เขาประหยัดค่านายหน้าไปได้ส่วนหนึ่ง แต่ตอนนี้หลัวซวินมีเวลาจำกัด ก็จำเป็นต้องรีบขายบ้านซึ่งเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในกรรมสิทธิ์เพียงหนึ่งเดียว แล้วย้ายไปยังเมืองเอโดยเร็วที่สุด

ถูกต้อง เขาต้องไปเมืองเอ ที่นั่นเป็นหนึ่งในสถานที่ไม่กี่แห่งที่สามารถใช้ชีวิตยืนหยัดในช่วงหลังวันโลกาวินาศได้เป็นสิบปี และเป็นสถานที่ที่เขาดำรงชีพมาแปดปีกว่าแล้ว

ชาวบ้านพากันมาขนเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาถูกออกมาจากสถานีรีไซเคิลในเขตชุมชนด้วยใบหน้ายิ้มกริ่ม ฝ่ายนิติบุคคลของเขตชุมชนเก่าแค่มีชื่อไว้ให้ดูดี แต่ไม่เคยดูแลจัดการอะไรเลย ประตูทางเข้าออกก็เปิดหราทิ้งไว้แบบนั้นไม่เคยปิด ตกกลางคืนก็ยิ่งไม่มีคนคอยเฝ้าดูแล นี่เองที่เป็นเหตุทำให้ตอนวันสิ้นโลกพวกซอมบี้บุกเข้ามากัดกินคนที่พักอาศัยในย่านนี้ได้ตามสบาย

เขาเพิ่งแขวนป้ายประกาศขาย วันรุ่งขึ้นก็มีคนมาดูบ้านถึงที่ มิหนำซ้ำได้ดำเนินการเจรจาครั้งที่สองจากราคาที่หลัวซวินตั้งไว้ ด้วยความที่หลัวซวินอยากเร่งขายห้องให้ได้เร็วๆ จึงจงใจตั้งราคาต่ำกว่าตลาดเล็กน้อย แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้ตัวเองเป็นพวกซื่อบื้อโดนคนอื่นหลอกเอาเปรียบกันได้ง่ายๆ ราคาต่ำสุดที่เขาตั้งไว้อยู่ที่สามแสนหยวน เขายังมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงินอีกมาก จึงปล่อยห้องราคาต่ำกว่านี้ไม่ได้แล้ว

ผลปรากฏว่าจนกระทั่งคนซื้อมาดูบ้านเป็นรอบที่สาม ในที่สุดสองฝ่ายก็ตกลงเซ็นสัญญาโอนกรรมสิทธิ์และชำระเงิน

การซื้อขายบ้านเป็นเรื่องเปลืองเวลามาก หลัวซวินต้องใช้เวลายี่สิบวันเต็มกว่าจะเดินเรื่องทำเอกสารเสร็จสิ้นทั้งหมด เขาหอบเงินทั้งหมดขึ้นรถไฟหัวกระสุนมุ่งหน้าสู่เมืองเอ

หลัวซวินมองเมืองที่ทั้งคุ้นเคยระคนแปลกตานอกหน้าต่างรถ พลันเกิดความรู้สึกว่าโลกกลับตาลปัตรไปหมดผุดขึ้นกลางใจเขา ชาติที่แล้วนอกจากตอนที่ยังเรียนหนังสืออยู่เขาเคยไปเที่ยวนอกเมืองเอกับพ่อแม่แค่ครั้งเดียว จวบจนวันสิ้นโลก หลังจากเมืองเอ็มถูกซอมบี้ถล่ม เขาก็หนีเอาชีวิตรอดจนกระทั่งกลับมาที่นี่อีกครั้ง

หลัวซวินยอมรับว่าเขาเองเป็นคนระวังตัวแจ แต่ก็มีบางทีที่กลับสู้สุดใจในเวลาที่ต้องเสี่ยงภัย หาไม่แล้วในฐานะปุถุชนคนธรรมดาที่ไม่ได้มีพลังวิเศษและก็ไม่มีญาติเป็นผู้นำฐานที่มั่นอย่างเขา จะสามารถแคล้วคลาดจากอันตรายครั้งแล้วครั้งเล่า มีชีวิตรอดพ้นจากวันโลกาวินาศมาตลอดสิบปีเต็มได้อย่างไร

แม้สุดท้ายตัวเองต้องตายเพราะความวู่วาม ดันกระโจนไปรับลูกไฟยักษ์แทนเด็กชายคนนั้น ไม่อย่างนั้นหลัวซวินมั่นใจมากว่าเขาต้องมีชีวิตอยู่ในฐานที่มั่นของเมืองเอไปได้อีกเป็นสิบปีแน่นอน

ทว่าตอนนี้เขาได้กลับชาติมาเกิดใหม่แล้ว แม้ว่าจะยังคงไม่มีพลังวิเศษใดๆ และก็ยังไม่คิดอยากจะไปเกาะต้นขาอนุชนผู้แข็งแกร่งคนไหนไว้ล่วงหน้า แต่เขาก็ยังคงมีความมั่นใจที่จะเอาชีวิตรอดไปได้ในวันโลกาวินาศอย่างระมัดระวัง

ดังนั้นก้าวแรกของเขาก็คือขายบ้านตัวเองและข้าวของในบ้านที่ไม่มีประโยชน์ต่อการยังชีพในช่วงวันสิ้นโลก รวมถึงของที่ขนไปเมืองเอไม่ได้ด้วย รองลงมาก็คือการไปที่เขตตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเอ…

เขาตระเวนดูตามบริษัทนายหน้าขายบ้านที่แล้วที่เล่า ในที่สุดก็เจอเป้าหมายที่ตามหาจากบริษัทนายหน้าขายบ้านที่ค่อนข้างใหญ่แห่งหนึ่ง

“…เป็นเขตชุมชนที่เพิ่งสร้างใหม่ครับ คูหานี้เพิ่งตกแต่งเสร็จหมาดๆ ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีคนอยู่มาก่อนเลย เป็นห้องที่อยู่ชั้นบนสุดแบบมีชั้นลอย ทัศนวิสัยดี อากาศก็ดี แม้ราคาจะแพงไปหน่อย แต่มันก็คุ้มค่าสมราคามากนะครับ…”

นายหน้าขายบ้านพูดแนะนำเสียงเจื้อยแจ้ว หลัวซวินอ่านข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับห้องคูหานี้อย่างละเอียด และผ่านการวิเคราะห์พื้นฐานแล้วว่า นี่แหละคือห้องที่เขาต้องการ

“พาผมไปดูหน่อยสิ”

“ได้อยู่แล้ว เชิญตามมาได้เลยครับ”


[1] ซ่องโสเภณี

[2] ร้านขายของใต้ตึกคอนโด แบ่งพื้นที่ให้เช่าเป็นล็อกๆ

ใส่ความเห็น