โอตาคุวันสิ้นโลก ปก5

[ทดลองอ่าน] โอตาคุวันสิ้นโลก บทที่ 5 : เจ้าหมาน้อย

โอตาคุวันสิ้นโลก
重生宅男的末世守则  

暖荷 หน่วนเหอ เขียน
เมิ่งเหวิน เเปล

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

———————————————————————————–

บทที่ 5 เจ้าหมาน้อย

เสี่ยวจ้าวทำหน้าอึนพูดอะไรไม่ออก คิดว่าหลัวซวินเป็นลูกเศรษฐีคนเมือง

มีเงินทองเหลือเฟือจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร เลยหันมาสนใจทำฟาร์ม

ตอนนี้ในบ้านไม่มีอะไรต้องทำแล้ว เหลือเวลาอีกยี่สิบกว่าวันก่อนจะถึงวันสิ้นโลก เขายังไม่จำเป็นต้องเริ่มการถนอมอาหารในตอนนี้ แต่จะปล่อยเวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ก็ใช่ที่… อืม หรือจะไปดูสุนัขที่ร้านขายสุนัขดี

หลัวซวินล้วงโทรศัพท์มือถือออกมา ก่อนหน้านี้เขาหาฟาร์มสุนัขในเขตตะวันตกเฉียงใต้เจอแล้ว ที่นั่นเป็นหนึ่งในฟาร์มสุนัขขนาดใหญ่ของเมืองเอ ที่ฟาร์มแห่งนี้ใช้สุนัขเกรดประกวดมาเพาะพันธุ์ ผลรีวิวในอินเทอร์เน็ตก็ได้คะแนนไม่เลวเลย ถ้าเขาคิดจะซื้อสุนัข ที่นี่ย่อมเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดและอยู่ใกล้ที่สุด

หลัวซวินขับรถตู้มือสองมุ่งหน้าไปทางใต้

ฟาร์มสุนัขส่วนใหญ่มักสร้างอยู่แถวชานเมือง ยิ่งเมืองเอขยายตัวเร็ว ทำเลที่ตั้งรอบนอกก็ยิ่งเปลี่ยวร้างและอยู่ไกลออกไป ถึงอย่างไรฟาร์มสุนัขก็ต้องการพื้นที่กว้างขวาง หากไปสร้างใกล้เขตตัวเมืองก็จะมีปัญหาค่าเช่าที่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อต้นทุน

อาคารสิ่งปลูกสร้างสองข้างทางเริ่มบางตาลงเรื่อยๆ จนแทบไม่เหลืออาคารบ้านเรือนให้เห็นแล้ว หลัวซวินขับรถผ่านเรือนกระจกเพาะพันธุ์ดอกไม้ขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง จากนั้นก็เห็นท้องทุ่งที่เก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้วเหลือแต่ตอ ฝักข้าวโพดสองข้างทางก็หักเก็บฝักจนเกลี้ยงเหลือแต่ตอเป็นก้านๆ และกองซังที่กองรวมกันอยู่ริมท้องไร่

หลัวซวินขับรถต่อไปอีกประมาณครึ่งชั่วโมง ก็เห็นป้ายติดอักษรตัวโตๆ โดดเด่นสะดุดตาเขียนว่า ‘ฟาร์มสุนัขซินซิน’ ข้างใต้มีวงเล็บไว้ว่า น้องหมาหรรษาฟาร์ม

“ทำไมถึงตั้งชื่อแบบนี้กันนะ” หลัวซวินเปิดไฟเลี้ยว ขับต่อไปอีกสิบนาที ในที่สุดก็เห็นรั้วกำแพงล้อมรอบลานกว้างขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง บนประตูทางเข้าก็แขวนป้ายชื่อเดียวกันว่า ‘ฟาร์มสุนัขซินซิน’

ครั้นเห็นว่ามีคนเข้ามาดูสุนัข เด็กหนุ่มวัยรุ่นอายุประมาณสิบแปดสิบเก้าคนหนึ่งก็มาพาหลัวซวินเดินเข้าไปข้างใน ระหว่างที่เดินอยู่ก็แนะนำตัวว่าชื่อ เสี่ยวจ้าว แล้วก็สอบถามหลัวซวินไปด้วยว่าเขาอยากเลี้ยงสุนัขพันธุ์อะไรแบบไหน

“มีเยอรมันเชพเพิร์ดหรือเปล่า เอาอายุประมาณสามสี่เดือนกำลังดี ลักษณะดี นิสัยดุๆ หน่อย”

“พี่ชายอยากได้สุนัขไว้เฝ้าบ้านสินะครับ มาได้จังหวะเชียว เมื่อไม่กี่เดือนก่อนฟาร์มของเรามีเยอรมันเชพเพิร์ดเพิ่งตกลูกออกมาสองครอก อ๊ะๆ เดี๋ยวก่อน พี่อย่าเพิ่งคิดว่าช่วงหลายปีมานี้เยอรมันเชพเพิร์ดราคาตกลงนะครับ ที่จริงสุนัขพันธุ์นี้เป็นสุนัขที่ยอดเยี่ยมมาก! ใช้เฝ้าบ้านได้ดีเยี่ยมหายห่วงเลยละครับ! มีประโยชน์กว่าเจ้าฮัสกี้หรือโกลเด้นรีทรีฟเวอร์หลายเท่า”

หลัวซวินพยักหน้า เขาอยากได้สุนัขเฝ้าบ้านที่ค่อนข้างดุกับคนแปลกหน้าประเภทนี้นี่แหละ แถมเยอรมันเชพเพิร์ดก็ฉลาดมาก ฝึกง่าย เรียนรู้ได้ไว

ทั้งคู่เดินเข้าไปในห้องห้องหนึ่ง ข้างในยังมีพนักงานสูงวัยสองสามคน พอได้ยินว่าหลัวซวินอยากซื้อสุนัขเยอรมันเชพเพิร์ด ชายร่างท้วมคนหนึ่งก็ยืนขึ้น “ตามมาทางนี้ได้เลยครับ”

ระหว่างทางได้ยินเสียงหมาเห่าดังแว่วมา มีทั้งอยู่ใกล้และอยู่ไกล หลัวซวินเห็นทิเบตันมาสทิฟฟ์สองตัวดูองอาจสง่าผ่าเผยมาก…ทว่าเขาไม่กล้าเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้หรอก ถ้าหากหลังวันสิ้นโลกน้องหมาเกิดกลายเป็นซอมบี้ขึ้นมาจริงๆ เยอรมันเชพเพิร์ดเขายังพอจัดการได้ แต่ทิเบตันนี่…มีหวังมันเขมือบเขาทั้งตัวยังไม่พอกินเป็นอาหารเลยมั้ง

คนทั้งสามเดินไปยังห้องหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกล ข้างในมีแต่กลิ่นสุนัขเต็มไปหมด อากาศร้อนมาก ในห้องมีกรงหนึ่งอยู่ท่ามกลางกรงอื่นๆ อีกหลายกรง ซึ่งในกรงนั้นมีแม่สุนัขตัวใหญ่อยู่กับลูกน้อยของมัน

“ครอกนี้อายุสามเดือนครึ่ง ส่วนอีกครอกเล็กกว่านี้หน่อย เพิ่งได้สองเดือนกว่า” ชายร่างท้วมรับบุหรี่ที่หลัวซวินยื่นให้ พลางชี้ไปที่ลูกสุนัขสองตัวในกรงและเอ่ยแนะนำ “แม้ครอกนี้จะเล็กไปหน่อย แต่พันธุ์ดี” เขาชี้ไปที่กรงใหญ่ ตรงนั้นมีเยอรมันเชพเพิร์ดยืนตัวตรงหนึ่งตัว ราวกับรู้ว่ากำลังมีคนจะมาพรากลูกมันไป มันจึงแยกเขี้ยวทำท่าดุร้ายใส่พวกเขา

หลัวซวินหันไปมองครอกวัยสามเดือนครึ่ง ในกรงเหลือลูกสุนัขแค่สองตัว ส่วนครอกวัยสองเดือนมีลูกสุนัขทั้งหมดห้าตัว

“มีใบรับรองไหมครับ”

“มี แม่พันธุ์ครอกนี้เป็นสุนัขเกรดประกวด พวกลูกๆ ของมันต่างมีใบรับรอง” คนขายพูดพลางชี้ไปทางครอกที่อายุสองเดือน “ครอกนี้ราคาจะแพงหน่อยนะ ถ้าให้น้อยกว่าหกพันแปดเราไม่ขาย ส่วนครอกที่เหลืออยู่สองตัวเป็นตัวเมียทั้งคู่ ถ้าคุณมีใจอยากเอาไปเลี้ยงให้มันออกลูกขยายพันธุ์ต่อ ผมให้ราคาตัวละสองพันแล้วกัน แต่ตัวเมียไม่มีใบรับรองนะ”

หลัวซวินพลันเกิดความคิดอยากจะซื้อกลับไปทั้งสองตัว แต่สุดท้ายก็เป็นคนระงับความคิดวู่วามนั้นด้วยตัวเองในชั่วอึดใจต่อมา ขนาดแค่ตัวเดียวยังไม่รู้เลยว่าจะกลายเป็นซอมบี้หรือเปล่า ขืนเอาไปสองตัวยิ่งไปกันใหญ่

“ช่างเถอะ ผมเลือกจากครอกนี้ตัวหนึ่งก่อน จริงสิ พวกคุณมีเข็มฉีดยาไหมครับ แล้วก็ยาที่หมาต้องใช้ประจำกับอาหารหมาอะไรพวกนั้นด้วย”

“มีสิ มีครบเลย ถ้าเอาเดี๋ยวจะพาไปเลือก”

หลัวซวินเป็นคนซื้อของรวดเร็วฉับไวมาก ไม่นานก็เลือกลูกสุนัขแสนร่าเริงมาได้หนึ่งตัว มันเป็นตัวผู้ หลังจากทางฟาร์มออกใบรับรองให้แล้วก็แถมคู่มือเล่มเล็กให้เขาด้วย ในนั้นบอกวิธีว่าต้องเลี้ยงและฝึกสุนัขอย่างไร

เขาเดินดูภายในฟาร์มสุนัขหนึ่งรอบ ในรถตู้ก็มีอาหารสุนัขเพิ่มขึ้นมาอีกสองถุงใหญ่ นอกจากนี้หลัวซวินยังใช้โทรศัพท์มือถือกดสั่งซื้ออาหารสุนัขและของขบเคี้ยวไว้ให้สุนัขแทะเล่นมาอีกเป็นกอง แต่อีกใจหนึ่งก็อดรู้สึกเสียดายเงินไม่ได้ เรียกได้ว่าแพงหูดับตับไหม้กันเลยทีเดียว ขนาดข้าวสารกับแป้งสาลียังถูกกว่าของพวกนี้เลยด้วยซ้ำ ถ้าเจ้าหมาตัวนี้กลายเป็นหมาซอมบี้แล้วถูกกัดตายขึ้นมาจริงๆ ละก็ เกรงว่าเมื่อถึงเวลานั้นทั้งอาหารหมาและข้าวของอื่นๆ ที่เหลือพวกนี้คงต้องให้เขาค่อยๆ กินเองเสียแล้ว

และพอคิดต่อว่า อนาคตเมื่อเจ้าลูกสุนัขเยอรมันเชพเพิร์ดโตขึ้น ทั้งขนาดและอาหารก็ต้องเพิ่มปริมาณตามไปด้วย หลัวซวินยังไม่ทันออกจากฟาร์มสุนัขก็เริ่มนึกเสียใจภายหลังขึ้นมานิดๆ แล้วสิ

ครั้นก้มหน้าลง หลัวซวินก็สบสายตาเข้ากับดวงตาดำขลับใสแจ๋วคู่หนึ่งซึ่งกำลังจ้องเขาตาแป๋วอยู่ในอ้อมกอด เจ้าหมาน้อยผู้น่าสงสาร ท่าทางน่ารักน่าชังขนาดนี้ใครจะตัดใจเอาไปคืนได้ลงคอ…

“ช่างเถอะ นับจากนี้แกมาอยู่กับฉันก็ทำตัวให้ดีๆ ก็แล้วกัน พวกเราทั้งคู่ต้องพยายามมีชีวิตอยู่ต่อไป ต้องผ่านวันที่ยี่สิบแปดไปให้ได้…” นึกถึงตัวเองในชาติที่แล้ว ขนาดตอนตายยังตายอย่างโดดเดี่ยวอ้างว้าง ชาตินี้ถ้ามีเจ้าหมาน้อยอยู่เป็นเพื่อนจนถึงวันที่ยี่สิบแปด เดือนพฤศจิกายน อย่างน้อยคืนวันข้างหน้าเขาก็มีคู่หู ไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย เมื่อถึงเวลานั้นเขาก็ไม่ต้องอุตริคิดซื้อเจ้าเด็กหมาป่าตาขาว [1] ใจคดคนนั้นมาเป็นลูกชายแล้ว

หลังขนอาหารสุนัข ยา เวชภัณฑ์ ชามใส่อาหาร กรงเหล็กขนาดใหญ่ และข้าวของจำพวกนี้เสร็จแล้ว หลัวซวินก็หันไปถามเสี่ยวจ้าวที่ช่วยยกของขึ้นรถว่า “เมื่อกี้ตอนขับรถเข้ามา ฉันเห็นมีบ้านอยู่หลายหลัง เป็นคนในหมู่บ้านนี้อาศัยอยู่ที่นี่กันเหรอ”

เสี่ยวจ้าวพยักหน้าหงึกหงัก “ใช่ครับ เป็นบ้านของคนในหมู่บ้านนี่แหละ”

“ที่นี่มีใครขายเป็ดไก่อะไรทำนองนี้ไหม”

เสี่ยวจ้าวหัวเราะ “พี่ชายอยากซื้ออาหารปลอดสารพิษกลับบ้านเหรอครับ ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองเท่าไร ถึงที่บ้านพวกเขาจะมีขาย แต่ราคาก็ไม่ได้ถูกกว่ากันสักกี่มากน้อยหรอกพี่ แต่ถ้าพี่อยากซื้อจริงๆ เดี๋ยวผมพาไปที่หนึ่ง”

ปกติในฟาร์มสุนัขงานไม่ยุ่งมากนัก มิหนำซ้ำที่นี่ยังมีพนักงานหลายคน แวบหายไปสักคนสองคนยังไงก็ไม่เป็นไร รอจนเสี่ยวจ้าวขึ้นมานั่งบนรถ ทั้งสองพูดคุยกัน หลัวซวินจึงได้รู้ว่า บ้านเสี่ยวจ้าวก็อยู่ในหมู่บ้านนี้แหละ เลยมีเพื่อนแนะนำให้มาช่วยงานที่ฟาร์มสุนัข คนในหมู่บ้านเลิกทำไร่เพาะปลูกไปนานแล้ว ส่วนที่ดินก็ให้คนอื่นเช่า ทว่าแต่ละบ้านแต่ละครัวเรือนก็ยังเลี้ยงเป็ดไก่ห่านกันอยู่ ถ้าบ้านใครมีพื้นที่มากหน่อยก็ปลูกผักบ้างตามประสา

หลัวซวินคิดๆ แล้วก็ตัดสินใจซื้อไก่ที่ยังเป็นๆ สิบตัว เป็ดเป็นๆ สิบตัว ห่านขาวตัวใหญ่สองตัว แล้วให้คนขายช่วยชำแหละให้ เดี๋ยวตอนกลับไปค่อยเอาไปตากแห้ง หรือไม่ก็ใส่ตู้แช่แข็งไว้เป็นเสบียง

และยังซื้อไข่ไก่สองกระจาด ไข่เป็ดหนึ่งกระจาด กระจาดที่ว่าก็คือภาชนะที่ใช้ไม้ไผ่สานทำเป็นตะกร้าขนาดใหญ่ สุดท้ายหลัวซวินยังเดินดูรอบๆ บ้านเสี่ยวจ้าวจนทั่ว จนพบว่าที่บ้านเสี่ยวจ้าวปลูกต้นพริกไทยเสฉวน [2] กับโป๊ยกั้ก [3] เอาไว้ด้วย

“ช่วยแบ่งกิ่งของพืชสองชนิดนี้ให้ฉันหน่อยได้ไหม” เขาลืมสนิทเลย! ว่าของพวกนี้ก็เอาไปปลูกได้นี่นา!

“พี่จะเอามันไปทำอะไรครับ ของพวกนี้ในซูเปอร์มาร์เก็ตก็มีขายอยู่ทั่วไปหมดไม่ใช่เหรอ” ถามก็ส่วนถาม แต่หลัวซวินก็อุดหนุนสินค้าเขาตั้งมากมายขนาดนี้ แถมยังไม่ต่อราคาสักคำ เสี่ยวจ้าวจึงใช้กรรไกรตัดมาอย่างละสามสี่กิ่งพลางกล่าวว่า “ที่บ้านผมปลูกต้นพวกนี้ไว้ใช้ยามฉุกเฉิน แต่ว่ากลิ่นของมันเทียบกับที่ซื้อตามร้านไม่ได้หรอก”

“ไม่เป็นไร พอดีระเบียงที่บ้านค่อนข้างใหญ่ เลยอยากลองเอาไปปลูกดูเล่นๆ” หลัวซวินรับของมาด้วยความดีใจ ก่อนจะนึกถึงข้าวของอย่างอื่นเพิ่มเติมอีก

“พี่สนใจปลูกต้นไม้เหรอ ที่บ้านผมมีต้นกล้าสตรอว์เบอร์รี่ด้วยนะ สนใจไหมพี่ สตรอว์เบอร์รี่โตเร็ว เพาะง่าย ปลูกทิ้งไว้ไม่ต้องไปสนใจมัน เผลอแผล็บเดียวต้นเบ้อเริ่ม พี่เอากลับไปปลูกเล่นเพลินๆ แก้เซ็งดูสิ” ครั้นเห็นหลัวซวินสนใจเจ้าสิ่งนี้ เสี่ยวจ้าวจึงไปขอจากแม่เขามาหลายต้น แล้วใช้หนังสือพิมพ์ห่อให้เสร็จสรรพ

“ขอบใจนะ ขอบใจ” หลัวซวินเอ่ยขอบคุณติดๆ กัน ก่อนจะชี้ไปทางหินโม่แป้งที่ตั้งอยู่ตรงมุมกำแพงพลางถามขึ้น “อันนั้นขายไหม”

เสี่ยวจ้าวทำหน้าอึนพูดอะไรไม่ออก คิดว่าหลัวซวินเป็นลูกเศรษฐีคนเมือง มีเงินทองเหลือเฟือจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร เลยหันมาสนใจทำฟาร์ม

“โหย นั่นมันหนักมากเลยนะพี่ ขนขึ้นรถพี่ไม่ไหวหรอก ที่บ้านผมยังมีรุ่นมือหมุนอีกสองชุด ขนาดย่อมกว่านี้ พี่เอาไหม ตอนนี้เขาใช้รุ่นไฟฟ้ากันแล้ว ยังมีใครใช้เจ้านี่กันอีกเหรอ”

หินโม่แป้งรุ่นใช้มือหมุนขนาดเล็กสองชุด กับเครื่องสีข้าวไฟฟ้าขนาดเล็กอีกหนึ่งเครื่อง ด้วยความที่เป็นของมือสองดังนั้นราคาจึงถูกแสนถูก

หลัวซวินกำลังเข้าอินเทอร์เน็ตเช็กดูจึงพบว่า แม้จะมีประกาศขายเครื่องสีข้าวอยู่บ้าง แต่น้อยมาก เกรงว่าถ้าเขาจะซื้อก็ต้องไปตระเวนหาตามตลาดเกษตรกรขนาดใหญ่ หรือไม่ก็ต้องหาร้านขายเครื่องมือการเกษตรโดยเฉพาะ ซึ่งดูยุ่งยากเกินไป สู้เขาซื้อจากบ้านเสี่ยวจ้าวไปเลยง่ายกว่า

เครื่องสีข้าวไฟฟ้านี่ถึงขนาดจะเล็ก แต่บ้านสกุลจ้าวเพิ่งใช้มันไปแค่ไม่กี่ครั้ง ตามคำบอกเล่า หลังซื้อเจ้าเครื่องนี้ได้ไม่นานที่นาของบ้านก็ปล่อยให้คนเช่า จึงไม่ค่อยได้ใช้งาน เครื่องจึงใหม่มาก

ครั้นได้ยินว่ามีลูกเศรษฐีจากในเมืองเป็นพวกซื่อบื้อ รวยจัดจนไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไรมาที่นี่ เด็กน้อยข้างบ้านก็รีบแจ้นมา กระตุกเสื้อเขาพลางถาม “พี่ๆ บ้านผมมีนกกระทาด้วยนะ ยังเป็นๆ อยู่เลย เอาเปล่าพี่”

“นกกระทาเหรอ” หลัวซวินอึ้งไปสักพักก็พยักหน้าหงึกๆ “ขอพี่ดูก่อนนะ”

นกกระทาตัวจ้อยอยู่ในกรง ตามที่เด็กคนนั้นเล่า เขาจับพวกมันได้จากทุ่งนาตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ร่วง ช่วงนี้อากาศหนาว นกกระทาไม่ยอมออกไข่ ที่บ้านเลยไม่อยากเลี้ยงไว้แล้ว กะจะฆ่าเอามากิน พอได้ยินว่ามีพวกซื่อบื้อมือเติบมากว้านซื้อของ จึงให้เจ้าหนูน้อยไปตามมา ไม่แน่อาจขายได้กำไรเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังดี

หลัวซวินลูบคาง เจ้าสิ่งมีชีวิตตัวจ้อยร้องเสียงค่อย ซ้ำยังออกไข่ได้ แม้ไม่มีเนื้ออวบอ้วน แต่อย่างน้อยก็เป็นเนื้อสัตว์ปีก ต่อให้หลังวันสิ้นโลกมันกลายพันธุ์ ตัวเล็กจิ๋วแค่นี้เขาจัดการได้สบายมาก

ในกรงมีนกแปดตัว จากที่เด็กชายบอก มีตัวผู้แค่สองตัว ที่เหลือเป็นตัวเมียหมดเลย หลัวซวินก็ไม่ติว่ามีน้อยไป เขาหิ้วกรงไปใส่ไว้ในรถ แถมยังซื้อไข่เค็มกับไข่เยี่ยวม้าจากบ้านนี้ติดมือกลับไปด้วยอีกนิดหน่อย

ในรถมีถุงห่อใหญ่ห่อเล็กเต็มไปหมด หลังหลัวซวินขนของใส่รถเสร็จเรียบร้อย ก็อุ้มเจ้าหมาน้อยกลับมานั่งที่เบาะหน้าข้างคนขับ จากนั้นเขาก็ขึ้นประจำที่นั่ง สตาร์ตรถตรงกลับบ้าน

เมื่อกลับมาถึงบ้าน หลัวซวินตั้งกรงไว้ ให้ลูกสุนัขทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมในบ้าน หลัวซวินตรวจสอบยอดเงินในธนาคาร ก่อนนับเงินสดที่พกติดตัว รวมๆ กันแล้วยังเหลืออยู่เกือบสองหมื่น

หลัวซวินเปิดดูสินค้าออนไลน์สารพัดอย่าง เขาตรึกตรองอยู่หลายรอบ สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าวันพรุ่งนี้จะไปถอนเงินทั้งหมดที่มีออกมาให้เกลี้ยงแต่เช้า จากนั้นค่อยไปซื้อข้าวสารอาหารแห้ง ยา เวชภัณฑ์ที่ตลาดเกษตรกรมาตุนไว้เป็นรอบสุดท้าย แล้วค่อยไปขุดดินแถวชานเมืองขนกลับบ้าน สุดท้ายก็เก็บตัวนับวันรออยู่ที่บ้าน

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น หลัวซวินเอาน้ำและอาหารมาใส่กรงให้เจ้าหมาน้อย จากนั้นก็ไปตรวจดูรังนกกระทาที่เมื่อวานเขาเพิ่งดัดแปลงเสร็จหมาดๆ พร้อมกับเติมน้ำให้พวกมัน เมื่อเตรียมทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็คว้าเสื้อคลุมเดินตรงไปที่ประตู

เจ้าเยอรมันเชพเพิร์ดตัวน้อยที่เพิ่งซื้อกลับมาเมื่อวานนั่งมองแผ่นหลังหลัวซวินหน้าจ๋อยอยู่ในกรง ปากก็ครางหงิงๆ อยู่ตลอด คนฟังได้ยินก็อดสงสารไม่ได้

หลังกลับมาถึงบ้านเมื่อเย็นวานนี้ เจ้าหมาน้อยก็ถูกหลัวซวินใจร้ายจับขังเข้ากรง นอกจากให้น้ำให้อาหารก็ไม่สนใจไยดีมันเลย

พูดตามตรง สำหรับเจ้าหมาน้อยตัวนี้ หลัวซวินไม่ได้อะไรกับมันมากนัก ตอนนี้เขายังไม่อยากใกล้ชิดสนิทสนมกับมันมากเกินไป เพราะหากเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่เขาไม่ได้รู้สึกผูกพันอะไรด้วย เมื่อถึงวันสิ้นโลกแล้วมันกลายพันธุ์ เขายังแข็งใจฆ่ามันได้ แต่ถ้าเขาเห็นมันเป็นสัตว์เลี้ยงใกล้ชิด ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันทั้งวันทั้งคืน ใครจะทำลง…

ที่จริงแล้วในบางมุมหลัวซวินก็มีความอ่อนแอเปราะบางอยู่ไม่น้อย จนถึงตอนนี้เขายังจำเหตุการณ์วันสิ้นโลกเมื่อชาติก่อนได้ขึ้นใจ เพื่อนบ้านที่อยู่รอบตัวเขาต่างทยอยกันกลายเป็นซอมบี้ไปทีละคนสองคน ตอนเห็นคนที่เคยสนิทกันออกตามล่าหาอาหารอยู่ข้างนอก ความรู้สึกของเขามันพังทลายแทบแตกสลาย

ดังนั้นเมื่อได้เริ่มต้นใหม่ในชาตินี้ เขาจึงเลือกเดินทางออกมาจากเมืองเอฟ พูดให้น่าฟังคือเขากำลังเตรียมการรับมือกับอนาคต แต่ถ้าพูดแบบไม่น่าฟังคือเขากำลังหลีกหนี

เขายอมออกไปฆ่าฝูงซอมบี้แปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนได้ทั้งโขยง แต่ไม่ขอเผชิญหน้ากับคนที่เคยคุ้นหน้าคุ้นตากัน

ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่กล้าแม้แต่จะตั้งชื่อให้เจ้าหมาน้อยเลยด้วยซ้ำ เพราะกลัวว่าจะเกิดความผูกพันกับมันนั่นเอง


[1] หมายถึง คนอกตัญญู เนรคุณคน

[2] ฮวาเจียว ชวงเจีย หรือพริกหอม มีหลายชื่อเรียก เป็นเครื่องเทศกลิ่นหอม รสเผ็ดซ่า ช่วยดับกลิ่นคาวและปรุงรสให้อาหารอร่อยยิ่งขึ้น

[3] โป๊ยกั้ก หรือจันทน์แปดกลีบ เป็นเครื่องเทศที่มีผลเป็นรูปดาว

ใส่ความเห็น