โอตาคุวันสิ้นโลก ปก4

[ทดลองอ่าน] โอตาคุวันสิ้นโลก บทที่ 4 : แต่งห้องครั้งใหญ่

โอตาคุวันสิ้นโลก
重生宅男的末世守则  

暖荷 หน่วนเหอ เขียน
เมิ่งเหวิน เเปล

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

———————————————————————————–

บทที่ 4 แต่งห้องครั้งใหญ่

ย่านใจกลางเมืองของเมืองเอช่วงกลางคืนบรรยากาศมักคึกคักกว่าช่วงกลางวันเสมอ

ในไนท์คลับแห่งหนึ่ง หนุ่มสาวบางส่วนฉวยโอกาสใช้ความมืดสลัวของยามราตรีออกมาเที่ยวปลดปล่อยอารมณ์หาความบันเทิงอย่างสุดเหวี่ยงกันที่นี่

สาวสวยสุดเซ็กซี่นางหนึ่งใส่กระโปรงรัดรูปสั้นจู๋ เดินนวยนาดอวดทรวดทรงองค์เอวขนาดยี่สิบสองนิ้ว หุ่นทรงนาฬิกาทรายเยื้องกรายราวกับนางแมวยั่วสวาทตรงไปที่โซฟาหลบมุม

“สุดหล่อ ชนแก้วด้วยกันหน่อยไหม” สาวสวยหยาดเยิ้มส่งสายตาหวานฉ่ำให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนโซฟา ทว่าตอนอีกฝ่ายตวัดสายตามองเธอ วิญญาณคนถูกมองแทบจะหลุดออกจากร่าง

ชายหนุ่มผู้นั้นมีดวงตาดอกท้อที่แสนเย้ายวนดึงดูดใจคน ใต้หางตาซ้ายมีไฝรองน้ำตาหนึ่งเม็ดยิ่งชวนให้น่าหลงใหลมากขึ้นไปอีก เขากำลังเอนหลังพิงพนักโซฟาด้วยท่วงท่าแสนเกียจคร้าน อย่าว่าแต่หญิงสาวนางนี้เลย…ต่อให้เอาสาวสวยทุกคนในไนท์คลับมารวมกัน ก็ไม่อาจเทียบเทียมรูปโฉมและบุคลิกของชายหนุ่มผู้นี้ได้

ชายหนุ่มหรี่ตาลงน้อยๆ ดูผิวเผินเหมือนกำลังยิ้ม แต่ดวงตาคู่นั้นกลับฉายชัดถึงความเยือกเย็น เขาเอ่ยคำพูดหนึ่งออกมาจากริมฝีปากบางเฉียบแบบไม่ไว้หน้า “…ไปให้พ้น”

หญิงสาวอึ้งไปในทันที เหมือนได้ยินไม่ชัดว่าชายหนุ่มพูดว่าอะไร แต่ไม่รอให้เธอได้เอ่ยปาก ก็มีฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งสะกิดไหล่เธอ “คนสวย ตรงนี้ไม่มีที่สำหรับคุณหรอกนะ”

หญิงสาวคนนั้นหันขวับไปด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราด กลับเห็นผู้ชายวัยเลขสี่เลขห้าพาชายหุ่นล่ำที่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นบอดี้การ์ดประกบหลังตามมาด้วยอีกสองสามคนมายืนอยู่ข้างโซฟา ในใจเธอพลันกระตุกวาบ รีบลุกพรวดเดินหนีไปอย่างไว…คืนนี้ซวยชะมัด!

“ในบัตรนี่มีเงินอยู่หนึ่งล้าน เอาไปให้แม่แกซะ” ชายวัยกลางคนหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ ชายหนุ่ม ก่อนจะวางบัตรใบหนึ่งลงบนโต๊ะตรงหน้าระหว่างพวกเขาทั้งสอง

“เกี่ยวอะไรกับผมด้วย ทำไมคุณไม่เอาไปให้เองล่ะ” ชายหนุ่มปรายตามองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง พลางแค่นหัวเราะเสียงเย็น “คุณเรียกผมออกมาเพราะเรื่องนี้น่ะเหรอ”

“แกเอาไปให้เธอเองจะดีกว่า อย่างน้อยก็มีหลักฐาน จะได้ไม่ต้องโมเมหาว่าฉันไม่โอนเงินเข้าบัญชีให้เหมือนคราวก่อน” ชายวัยกลางคนนวดขมับ “ฝากบอกเธอด้วยว่า เรื่องน้าชายแกจัดการเรียบร้อยแล้ว คราวหน้าคราวหลังให้เขาระวังตัวหน่อย อย่าเที่ยวหาเรื่องสร้างความเดือดร้อนให้มันมากนัก ช่วงนี้ยิ่งตรวจเข้มกันอยู่”

ชายหนุ่มใช้สองนิ้วคีบบัตรใบนั้นขึ้นมา โบกมันไปมาตรงหน้าเขาด้วยใบหน้าเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม “ยังไงพวกคุณก็ไม่หย่ากัน จำเป็นต้องให้ผมเป็นคนกลางคอยจัดการเรื่องหยุมหยิมพวกนี้ให้ด้วยเหรอ เหยียนฮั่น ผมไม่ใช่ลูกน้องคุณนะ เรื่องนี้ผมไม่ยุ่ง เชิญคุณส่งลูกน้องคุณไปจัดการเอาเองเถอะ!” พูดจบก็โยนบัตรใบนั้นลงบนโต๊ะ แล้วลุกขึ้นเดินไปทางประตู

เหยียนฮั่นชักสีหน้า “ฉันจะคอยดูแก…”

“ผมยังมีชีวิตอยู่ ไม่ต้องให้คุณเป็นห่วงหรอก” ชายหนุ่มพูดขึ้นโดยไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมา เขาเดินตรงดิ่งไปที่ประตูไนท์คลับ จวบจนพ้นจากสถานที่ชวนอึดอัดแห่งนั้นแล้วจึงพ่นลมหายใจออกมายาวพรืด…ข้างนอกอากาศดีกว่าตั้งเยอะ

***

เช้าวันรุ่งขึ้น หลัวซวินถูกเสียงกดกริ่งปลุกให้ตื่น

ของที่สั่งจากเมืองเดียวกันมาถึงแล้วเหรอเนี่ย เร็วดีจัง!

หลัวซวินเซ็นรับของพร้อมอุทานในใจ เมื่อก่อนเขาอาศัยอยู่เมืองเอ็ม เวลาสั่งซื้อของออนไลน์ไม่เคยเจอสถานการณ์ที่ส่งของจากเมืองเดียวกันมาก่อน ถ้าเป็นสินค้าที่ส่งมาไกลหน่อย อย่างน้อยต้องใช้เวลาสิบวันถึงครึ่งเดือน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติมาก คิดไม่ถึงว่าบริษัทส่งของในเมืองใหญ่จะขยันขันแข็งทำงานกันได้รวดเร็วทันใจปานนี้

เขาเปิดโทรศัพท์มือถือตรวจดูสถานะพัสดุรายการต่างๆ ก็พบว่าสินค้าส่วนใหญ่ต่างแสดงสถานะว่าอยู่ระหว่างจัดส่ง ส่วนของจากเมืองเดียวกันอีกสองชิ้นก็ขึ้นสถานะว่าพัสดุรอนำส่ง

ได้เลย วันนี้จะอยู่บ้านจัดข้าวของเตรียมตัวทั้งวันเลย

หลัวซวินตรวจดูข้าวของที่ต้องลงมือจัดการ ของรอบสองยังส่งมาไม่ถึง เขาเดินวนรอบห้อง หลังตรวจดูสภาพห้องแต่ละห้องจนแน่ใจแล้ว ก็เริ่มจัดการแยกข้าวของที่จะนำไปใส่ไว้ในแต่ละห้อง

แน่นอนว่าตรงระเบียงใหญ่ชั้นล่างกับระเบียงกลางแจ้งของชั้นลอยเป็นพื้นที่ไว้ใช้ปลูกพืช ประโยชน์ใช้สอยของห้องครัวยังคงเดิม ห้องเก็บของชั้นหนึ่งอยู่ติดกับครัวพอดี อีกทั้งไม่มีหน้าต่าง สามารถดัดแปลงทำเป็นห้องเพาะชำ ห้องมืด ห้องตัดแต่งพันธุกรรมอะไรจำพวกนี้ได้ ห้องรับแขกชั้นหนึ่งค่อนข้างใหญ่ วันหน้าสามารถแบ่งสรรพื้นที่ไว้ใช้เก็บของได้

ห้องนอนสองห้องบนชั้นลอยสามารถเลือกห้องใดห้องหนึ่งไว้เก็บอุปกรณ์และเสบียงอาหาร ส่วนอีกห้องใช้เป็นห้องนอนตัวเอง ห้องอาบน้ำชั้นลอยมีทั้งอ่างอาบน้ำและฝักบัว ตอนนี้ยังไม่ต้องทำอะไรกับมันเป็นการชั่วคราว

หลัวซวินกางแปลนห้องที่เขาวาดไว้เรียบร้อยแล้ว ขีดๆ เขียนๆ ลงไปบนนั้น…ถึงอย่างไรวันหน้าก็ไม่ได้ใช้เจ้าสิ่งนี้แล้ว และคงไม่มีใครมาขอใช้ห้องต่อจากเขา…

ระหว่างที่กำลังขีดเขียนอยู่ เสียงกริ่งประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง สินค้าที่สั่งซื้อเริ่มทยอยมาส่ง

***

“จื๊ด…จื๊ด…”

เสียงสว่านไฟฟ้าดังขึ้นอย่างต่อเนื่องครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้คนที่ได้ยินต่างปวดหัวบาดหูไปตามๆ กัน

เสียงนี้ดังก้องมาจากตึกเจ็ดยาวนานต่อเนื่องกว่าครึ่งเดือน ในห้องมุมสุดของฝั่งตะวันออกบนชั้นสิบหก มีอุปกรณ์ กล่อง ลัง และข้าวของที่ถูกดัดแปลงจนแปลกตาพิลึกพิลั่นกองเกลื่อนกลาดเต็มพื้นไปหมด

วันที่ยี่สิบสอง เดือนตุลาคม ของที่หลัวซวินสั่งซื้อทางออนไลน์ถูกส่งมาที่บ้านครบหมดทุกชิ้นแล้ว

ตอนนี้ห้องรับแขกถูกเขาแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งติดกับระเบียง ใช้วางเครื่องมือกับของที่ต้องดัดแปลง อีกส่วนหนึ่งอยู่ใกล้ประตูห้อง เอาไว้วางเฟอร์นิเจอร์กับของอื่นๆ ที่ซื้อมา

ธัญพืช เมล็ดพันธุ์ ของที่กักตุน อาหารสำเร็จรูป ทุกอย่างถูกแยกไปเก็บไว้ในห้องเก็บของชั้นหนึ่งกับห้องนอนเล็กบนชั้นลอย

เครื่องเรือนก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องซื้อ อย่างน้อยในห้องรับแขกต้องมีโต๊ะ เก้าอี้ โซฟา ในห้องนอนก็ต้องมีเตียง จริงไหม

พอดัดแปลงท่อพีวีซีปลอดสารพิษให้กลายเป็นชั้นปลูกผักเสร็จก็นำไปตั้งไว้ด้านข้าง หลัวซวินพรูลมหายใจยาวเหยียดเฮือกหนึ่ง เขาลากสังขารแสนเมื่อยขบเดินไปล้างมือล้างหน้าในห้องน้ำ ตอนออกมาอีกรอบ เขาเดินไปหน้าไมโครเวฟ เอาแฮมเบอร์เกอร์หมูสับส่านซีที่อุ่นเสร็จแล้วขึ้นมากัดคำโต

หลังจากที่เขาซื้อไมโครเวฟมา หลังตรวจดูจนแน่ใจแล้วว่าเครื่องใช้ได้ปกติ ไม่มีปัญหาใดๆ หลัวซวินก็จัดการชำแหละตัวเครื่องดึงเอาตัวส่งสัญญาณเสียงออกมา…ป้องกันว่าหลังวันสิ้นโลกตัวเครื่องจะได้ไม่ต้องส่งเสียงดังให้เป็นที่ดึงดูดความสนใจของผู้คน

หลัวซวินกวาดตามองห้องรกระเกะระกะอย่างพึงพอใจ เอนหลังพิงพนักโซฟา ข้าวของต่างๆ ที่ต้องดัดแปลงล้วนถูกจัดการเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว เขาใช้เวลาเก็บกวาดสองวัน จากนั้นเอาเวลาที่เหลือมาเตรียมทำอย่างอื่น อาทิ เพาะต้นกล้า นำข้าวสารและแป้งสาลีบางส่วนออกมาแปรรูปเป็นอาหารไว้ล่วงหน้า ถึงอย่างไรหลังวันสิ้นโลกจะจุดไฟหุงหาอาหารทุกวันก็ไม่ใช่ความเคยชินที่ดี

หลังกินเสร็จหลัวซวินนำถุงพลาสติกไปทิ้งถังขยะ แล้วปัดไม้ปัดมือลุกขึ้นเก็บกวาดห้องอีกรอบ นอกจากเศษขยะและเศษชิ้นส่วนที่นำไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้แล้ว ของอย่างอื่นที่ยังพอมีประโยชน์อาจนำไปใช้ต่อได้ก็ขนขึ้นไปเก็บไว้ในห้องนอนเล็กชั้นลอยอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย

ของจำพวกกระบะเพาะต้นกล้ากับชั้นปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ที่ทำเสร็จล้วนถูกย้ายไปตั้งไว้ที่ระเบียงและระเบียงกลางแจ้ง ทีนี้ในบ้านก็ดูสะอาดโล่งตาขึ้นทันที

หลัวซวินดันโซฟาไปไว้ในจุดที่มันควรอยู่ จากนั้นก็เข็นตู้ปลาขนาดใหญ่หลายใบไปกลางห้องรับแขก ทำเสร็จหลัวซวินก็ทิ้งตัวนอนแผ่อยู่บนโซฟาด้วยความโล่งใจ จากนั้นเขาก็ล้วงโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพลางครุ่นคิดจนหน้ายุ่งอีกครั้ง

เวลานี้เขาเหลือเงินแค่ห้าหมื่นต้นๆ เงินจำนวนนี้สามารถนำไปซื้อธัญพืช อาหาร และเวชภัณฑ์ได้อีกล็อตก็จริง แต่เขาก็ยังมีแผนการอื่นอยู่ในใจ เช่น…จะเลี้ยงสัตว์ไว้ในบ้านดีหรือเปล่าน้า

ช่วงแรกที่วันสิ้นโลกมาถึง นอกจากมนุษย์แล้วก็ยังมีสัตว์อีกจำนวนหนึ่งที่กลายเป็นซอมบี้ ตอนหลังนอกจากซอมบี้สัตว์แล้ว ก็ยังมีสัตว์กลายพันธุ์ด้วย สัตว์กลายพันธุ์มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งนำอันตรายมาสู่มนุษย์และร้ายแรงยิ่งกว่าซอมบี้ทั่วไป

แต่หากเป็นสัตว์ที่ถูกมนุษย์เลี้ยงจนเชื่อง แล้วเกิดการกลายพันธุ์ในภายหลัง ขณะเกิดกระบวนการกลายพันธุ์ ถ้าไม่เป็นบ้าไปเสียก่อน มันจะมีพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งสุดขีด

อย่างน้อยถ้าเลี้ยงสุนัขไว้ในบ้านสักตัว ตอนเขาออกไปหาซื้อข้าวของนอกบ้าน เจ้าสุนัขก็ช่วยเฝ้าบ้านแทนเขาได้

หลัวซวินยังจำได้ ตอนที่เพิ่งเกิดเหตุการณ์วันสิ้นโลกใหม่ๆ ด้วยความที่มีสัตว์จำนวนมากกลายเป็นซอมบี้ อานุภาพของพวกมันน่ากลัวกว่ามนุษย์ซอมบี้เสียอีก ดังนั้นคนส่วนมากจึงเลือกที่จะหลีกเลี่ยงหรือเดินอ้อมให้ห่างจากสัตว์พวกนั้น

ตอนนั้นเขายังอยู่เมืองเอ็ม มีบ้านผู้สูงอายุหลังหนึ่งเลี้ยงหมาพันธุ์เล็กเอาไว้ในบ้านหนึ่งตัว หมาตัวนั้นไม่ได้กลายเป็นซอมบี้ หลังวันสิ้นโลกมาเยือน กฎระเบียบในสังคมก็ล่มสลาย มีคนจำนวนมากบุกเข้าไปแย่งชิงของในบ้านคนอื่น แต่ด้วยความที่บ้านหลังนั้นเลี้ยงหมาเอาไว้ แม้แต่พวกขโมยขโจรก็ยังไม่กล้าบุกเข้าไป!

แต่ถ้าหลัวซวินคิดจะเลี้ยงสุนัขสักตัว ประการแรก ต้องเตรียมอาหาร ของเล่นไว้ให้มันแทะขัดฟัน และอื่นๆ อีกสารพัด ประการที่สอง ถ้าเจ้าสุนัขที่เขาเลี้ยงไว้เกิดกลายพันธุ์ตั้งแต่ช่วงแรกที่เกิดเหตุการณ์วันสิ้นโลกขึ้นมาล่ะ ต่อให้ไม่เปลี่ยนในช่วงแรก แต่เมื่อถึงช่วงกลายพันธุ์ระลอกสอง ถ้าเจ้าสุนัขตัวนั้นเกิดเป็นบ้าขึ้นมา ตนเองอาจโชคร้ายหรือรุนแรงถึงขั้นรักษาชีวิตเอาไว้ไม่ได้…

“เฮ้อ…รออีกสักระยะก็แล้วกัน” สัตว์ชนิดอื่นก็เหมือนกัน ถ้าเลี้ยงไก่ไว้ในบ้านสักหลายๆ ตัว แม้หลังวันสิ้นโลกจะมีไข่กับเนื้อไก่ไว้กิน แต่เสียงไก่ขันก็อาจดึงดูดความสนใจจากคนอื่นได้เช่นกัน หลัวซวินไม่อยากหาเหาใส่หัว แต่เขาอยากเลี้ยงสุนัขไว้สักตัวจริงๆ

ในห้องเพาะต้นกล้า หลัวซวินนำเมล็ดพันธุ์บางส่วนมาหย่อนใส่กระบะเพาะต้นกล้า ภายในห้องถูกดัดแปลงเรียบร้อยแล้ว หลังปรับอุณหภูมิและระดับความชื้นให้เหมาะสม ผ่านไปไม่กี่วันเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นก็เริ่มงอก

เนื่องจากจวนเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว แม้ว่าหลัวซวินจะสามารถรักษาอุณหภูมิภายในห้องได้ แต่ก็ไม่กล้าเพาะเมล็ดพันธุ์พืชมากเกินไป ข้อแรก เพราะตัวเองกินคนเดียวไม่หมด และขณะนี้ก็ยังไม่สะดวกที่จะเอาออกไปขาย ข้อสอง เพราะสิ่งที่กลายพันธุ์ได้ไม่ได้มีแค่สัตว์ แต่พืชก็กลายพันธุ์ได้ด้วยเช่นกัน

หากพืชเกิดการกลายพันธุ์ในระยะที่ยังเป็นต้นอ่อน หลัวซวินสามารถกำจัดทิ้งได้ไว แต่หากเป็นต้นที่โตแล้ว ไม่แน่อาจแตะต้องมันไม่ได้ด้วยซ้ำ ต้องคิดหาทางกำจัดมันทิ้ง

แม้บนระเบียงกลางแจ้งจะสะดวกแก่การใช้เป็นที่ปลูกพืช แต่หลัวซวินก็เน้นปลูกพืชชนิดที่ปลูกในน้ำมากกว่า แน่นอนว่าพืชที่ปลูกด้วยดินก็มีเช่นกัน เขากะว่าพรุ่งนี้หรือไม่ก็มะรืน จะไปขุดดินจากพื้นที่ใกล้ๆ กลับมา

พืชที่ปลูกด้วยน้ำมีข้อดีหลายอย่าง ประการแรก ดูแลง่าย ประการที่สอง ไม่เปลืองพื้นที่ ขอแค่คอยใส่อาหารเลี้ยงเชื้อลงไปก็พอ ช่วงแรกยังสามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ แต่หลังวันสิ้นโลกคงต้องผสมอาหารเอง โชคดีที่เขาพอมีประสบการณ์ด้านนี้อยู่บ้าง

ผักที่เอามาเพาะตอนนี้มีแค่ผักชี ผักกาดขาว และผักกวางตุ้งฮ่องเต้ อย่างละนิดอย่างละหน่อย นอกจากนี้ยังมีต้นกล้าส้ม ต้นกล้าแอ๊ปเปิ้ล ต้นกล้าเชอร์รี่ และอื่นๆ อีกสารพัดที่เขาสั่งซื้อทางออนไลน์มาก่อนหน้านี้ โดยแยกปลูกใส่กระถางตั้งไว้ในบ้าน

ส่วนที่เหลือเขาตั้งใจเอาไว้ว่า จะรอไปอีกสักระยะ พอใกล้ถึงวันสิ้นโลกค่อยเพาะเมล็ดพันธุ์ตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียวและถั่วเหลือง เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

หลังเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านมาหลายวัน เมล็ดในกระบะเพาะกล้าส่วนใหญ่ต่างพากันแตกยอดอ่อนแล้ว ที่ไม่มีความเปลี่ยนแปลงสามารถตีความได้ว่าเป็นเมล็ดตายปลูกไม่ขึ้น

หลัวซวินใช้แถบฟองน้ำที่ตัดเตรียมไว้ล้อมต้นกล้าอย่างพิถีพิถัน ก่อนนำพวกมันใส่ลงในท่อปลูกผักไฮโดรโปนิกส์รุ่นดัดแปลง จากนั้นก็สอดท่อเครื่องปั๊มออกซิเจนขนาดเล็ก ใส่ปุ๋ยเติมอาหารเลี้ยงเชื้อลงไปในน้ำ เพียงเท่านี้รางปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ขนาดย่อมของเขาก็เสร็จสมบูรณ์แล้ว

พวกนี้เป็นพืชที่ปลูกก่อนเกิดเหตุการณ์วันสิ้นโลก ดังนั้นหลัวซวินจึงเลือกใช้รางปลูกที่ขนาดค่อนข้างเล็ก แต่ละรางปลูกเพียงสิบกว่าต้น หลายรางตั้งเรียงเป็นชั้นโดยต่อเข้ากับถังน้ำใบเดียวกัน

จากนั้นหลัวซวินก็ตรวจดูแบตเตอรี่พลังงานแสงอาทิตย์ลูกที่ห้าซึ่งชาร์จเต็มนานแล้ว ก่อนจะไปสำรวจห้องที่ถูกเก็บกวาดจนสะอาดเอี่ยม เขาเดินวนดูทั่วบ้านสี่ห้ารอบจนสุดท้ายถึงมั่นใจ…ดูเหมือนว่าตอนนี้ไม่มีอะไรให้เขาทำแล้ว

ใส่ความเห็น