เมื่อผมเป็นเจ้าของสวนสัตว์ ปก1

[ทดลองอ่าน] เมื่อผมเป็นเจ้าของสวนสัตว์ : ตอนที่ 1.1

เมื่อผมเป็นเจ้าของสวนสัตว์
我开动物园那些年  

ลาเหมียนฮวาถังเตอะทู่จื่อ เขียน
拉棉花糖的兔子 

Himazan แปล

ติดตามกำหนดการวางขายหนังสือได้ที่เพจ Rose Publishing
…XOXO…
มาดามโรส  

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

+++++++++++++++++++ 

 1

ยามเช้าตรู่ ไอหมอกบางๆ ปกคลุมยอดเขาไหเจี่ยวและบริเวณที่อยู่ใกล้เคียงราวกับจมอยู่ท่ามกลางทะเลเมฆ

สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ กลางสวนสาธารณะไหเจี่ยวที่ตั้งอยู่ระหว่างเนินเขาและพื้นที่ราบนั้นก็ปรากฏออกมาจากพุ่มไม้น้อยใหญ่ให้เห็นเป็นบางส่วน สิ่งก่อสร้างเหล่านี้คงอยู่มาราวๆ ยี่สิบปี ทำให้สวนสาธารณะแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ที่สร้างความทรงจำในวัยเด็กให้กับชาวตงไห่ไม่น้อย และในตอนนี้ก็มีมาผู้เยี่ยมชมอยู่เพียงไม่กี่คน

ต้วนเจียเจ๋อลากกระเป๋าเดินทางมาหยุดอยู่ที่หน้าสวนสาธารณะ เขากวาดสายตามองไปยังชิงช้าสวรรค์ จากนั้นก็ละสายตามองไปที่ลุงยามซึ่งกำลังนอนอ้าปากหาวอยู่ และในที่สุดก็เบนสายตามองไปที่สวนสัตว์ไหเจี่ยวที่ทั้งเล็กและทรุดโทรมซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ถึงร้อยเมตร บนใบหน้าที่งดงามเผยให้เห็นถึงสีหน้าที่ยากเกินจะบรรยายออกมา

ถึงแม้พวกเขาจะเรียกที่นี่ว่า “ไหเจี่ยว” แต่สวนสัตว์แห่งนี้ก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับสวนสาธารณะไหเจี่ยวเลยสักนิดเดียว

ต้วนเจียเจ๋อจำได้รางๆ ว่าสวนสัตว์แห่งนี้สร้างขึ้นยังไม่ถึงห้าปี และเป็นของเอกชน ส่วนชื่อก็ตั้งตามความนิยมของสวนสาธารณะไหเจี่ยว

สื่อท้องถิ่นได้มีการประชาสัมพันธ์สวนสัตว์แห่งนี้อยู่หลายต่อหลายครั้ง แต่ดูเหมือนว่าการบริหารงานจะไปได้ไม่สวย ธุรกิจเลยไม่เดินหน้าไปไหน และต้วนเจียเจ๋อเองก็เป็นเหมือนกับคนส่วนใหญ่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้

พอมองดูแล้วในขณะนี้ก็ไม่มีพนักงานให้เห็นเลยแม้แต่คนเดียว แผ่นป้ายปกคลุมไปด้วยฝุ่นละออง ประตูใหญ่—ซึ่งชื่อที่ถูก ควรเรียกว่า “ประตูเล็ก” มากกว่า ก็มีสนิมขึ้นเกรอะกรัง ด้านหน้าประตูเต็มไปด้วยเศษกิ่งไม้และใบไม้แห้งกองอยู่เต็มพื้น ยิ่งไปกว่านั้นตามมุมกำแพงก็ยังมีหยากไย่เต็มไปหมด สมกับที่ว่า “บริหารได้แย่” สามคำนี้จริงๆ

ในขณะที่ต้วนเจียเจ๋อกำลังคิดว่านอตบนป้ายแผ่นนั้นมันหลวม “โครม” เสียงป้ายร่วงตกลงมาบนพื้น ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว ทำให้ฉากที่อยู่ตรงหน้าดูเศร้าสลดยิ่งกว่าเดิมเข้าไปอีก

ต้วนเจียเจ๋อ “…”

อันที่จริงต้วนเจียเจ๋อก็เพิ่งจะรู้ว่าตัวเองกับสวนสัตว์เสื่อมโทรมที่อยู่ตรงหน้านี้มีความเกี่ยวข้องกันอย่างถึงที่สุด

เรื่องราวมันเริ่มต้นจากเมื่อครึ่งเดือนก่อน

ช่วงฤดูจบภาคการศึกษา ต้วนเจียเจ๋อที่จบสาขาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมจากมหาวิทยาลัยอันดับสองในเมือง ผู้ซึ่งล้มเหลวในการสอบเข้าเรียนต่อปริญญาโท อีกทั้งสถานการณ์การจ้างงานก็ย่ำแย่ จึงไม่สามารถหางานที่จะแสดงศักยภาพออกมาได้

ขณะที่ต้วนเจียเจ๋อเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย เขาก็ตั้งใจทำงานพิเศษและประหยัดอดออมเพื่อที่จะนำเงินมาเป็นค่าเล่าเรียน เขามักจะตกอยู่ในสภาวะการเงินที่คับขันอยู่ตลอดเวลา ถ้าเกิดว่ายังหางานไม่ได้อีกละก็ เขาก็คงจะต้องไปย้ายอิฐ [1]  เพื่อประทังชีวิตแน่นอน

ทันใดนั้นเองก็ได้มีทนายความคนหนึ่งติดต่อมาหาต้วนเจียเจ๋อและบอกกับเขาว่า ญาติห่างๆ คนหนึ่งของเขาได้เสียชีวิตลงและทิ้งสวนสัตว์แห่งหนึ่งเอาไว้ อีกทั้งยังตัดสินใจยกมันให้กับต้วนเจียเจ๋อที่ไม่รู้ว่าเคยเจอหน้ากันเมื่อกี่ปีมาแล้ว

สำหรับต้วนเจียเจ๋อ ความจริงแล้วเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องดีมาก เหมือนกับพายที่หล่นลงมาจากสวรรค์ [2]  หลังจากที่แน่ใจแล้วว่านี่ไม่ใช่การต้มตุ๋นหลอกลวง และแถมเจ้าตัวเองก็ไม่ต้องจ่ายเงินสักแดงเดียว เขาเลยดีอกดีใจนัดคุยกับทนายความ จัดการเซ็นเอกสารรับมรดกกิจการสวนสัตว์แห่งนี้เพื่อที่จะเปลี่ยนมือแล้วขายต่อ เพราะสุดท้ายแล้วเขาที่ไร้ซึ่งประสบการณ์และไม่มีความกระตือรือร้นในการบริหารสวนสัตว์ หากขายสวนสัตว์แห่งนี้ได้ เงินที่ได้มาก็คงพอที่จะช่วยบรรเทาชีวิตความเป็นอยู่ของเขาได้อย่างมาก

วันนี้ในสำนักงานทนายความ หลังจากที่ต้วนเจียเจ๋อตรวจเช็กเอกสารเรียบร้อยแล้ว ก็ลงมือเซ็นชื่อของตัวเองลงไปทันที

หลังจากที่เซ็นเสร็จไปได้สักพัก ทันใดนั้นก็พบว่ายังมีสัญญาแปลกๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนแนบติดไว้อยู่อีกหนึ่งฉบับ ด้านบนเขียนข้อกำหนดเอาไว้ว่า คู่สัญญาฝ่าย ข [3] สมัครใจยินยอมที่จะเข้าร่วมกับ “โครงการแห่งความหวังหลิงเซียว” คู่สัญญาฝ่าย ข จะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลพนักงานที่คู่สัญญาฝ่าย ก ส่งมาเพื่อช่วยเหลือ และคู่สัญญาฝ่าย ก จะต้องช่วยคู่สัญญาฝ่าย ข เพื่อขยับขยายพื้นที่ทางธุรกิจ

“ทนายหวัง นี่มันคืออะไรเหรอครับ” ต้วนเจียเจ๋อดึงแผ่นสัญญาออกมา ทำไมตอนที่เช็กเอกสารเมื่อสักครู่นี้ตัวเองถึงจำไม่ได้ พลาดสัญญาฉบับนี้ไปได้อย่างไร

ทนายหวังไม่มั่นใจ เขาจึงหยิบเอาสัญญาฉบับนั้นกลับมาดู แล้วก็ต้องแปลกใจ “ผมเองก็ไม่ทราบ เอกสารฉบับนี้ไม่ได้มาจากผม… รูปแบบเอกสารฉบับนี้มันไม่ถูกต้อง ตราประทับก็ไม่มี โดยทั่วไปแล้วจะถือว่าไม่มีผลทางกฎหมายครับ”

ด้วยความเป็นมืออาชีพของทนายหวัง เขายังวิพากษ์วิจารณ์ประโยคสุดท้ายที่อยู่ในสัญญาฉบับนั้นอีกด้วย

“น่าแปลก เอกสารฉบับนี้มาจากไหนกัน” ทนายหวังสีหน้าสับสน จากนั้นก็เอาออกไปถามกับผู้ช่วยที่เป็นคนพิมพ์สัญญา

ผู้ช่วยก็มีสีหน้าที่สับสนไม่ต่างกัน พูดว่า “มีคนใช้คอมพ์ของเราพิมพ์เอกสารฉบับนี้ออกมาหรือเปล่าครับ จากนั้นผมที่ไม่ทันระวังก็พิมพ์สัญญาออกมาอีกหนึ่งฉบับ แล้วหยิบซ้อนติดกันมา”

เขาแทบจะเค้นสมองคิดอย่างหนักถึงหาคำอธิบายที่ไม่สมเหตุสมผลนี้ออกมาได้ อย่าว่าแต่ตัวเขาเองที่ไม่ค่อยอยากจะเชื่อเลย ทนายหวังและต้วนเจียเจ๋อเองก่อนหน้านี้ก็ไม่มีใครเคยเห็นเอกสารแผ่นนี้มาก่อน ทุกคนจึงทำได้แค่ยอมรับเหตุผลง่ายๆ นี้ไปโดยปริยาย

“น่าจะ…ใช่นะครับ” ต้วนเจียเจ๋อทำได้เพียงจำใจพูดประโยคนี้

เขาเดินออกมาจากสำนักงานทนายความ ในมือยังถือนามบัตรไว้อีกหนึ่งแผ่น มันเป็นนามบัตรของนายหน้าคนกลางที่ทนายหวังเป็นคนแนะนำให้กับเขา ซึ่งสามารถช่วยเหลือเกี่ยวกับเรื่องการซื้อขายสวนสัตว์ได้ และเขาวางแผนที่จะติดต่อกลับไปภายหลัง

บนถนนสายใหญ่ที่เต็มไปด้วยเสียงวุ่นวายของผู้คน ทันใดนั้นเอง ต้วนเจียเจ๋อก็ได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นชัดเจนเป็นพิเศษ มันชัดเจนราวกับเสียงนั้นดังออกมาจากในหัวของเขาเอง

[สวัสดีท่านผู้ใช้งาน ต้องการติดตั้งแอพพลิเคชั่น “โครงการแห่งความหวังหลิงเซียว” หรือไม่]

ต้วนเจียเจ๋อตกใจจนเกือบจะสะดุดล้มหน้าทิ่ม

โครงการแห่งความหวังหลิงเซียว นี่เป็นคำที่ปรากฏอยู่บนหนังสือสัญญาฉบับเมื่อสักครู่นี้ไม่ใช่เหรอ แต่ว่าสัญญาฉบับนั้นทนายหวังให้ผู้ช่วยของเขาโยนมันลงไปในเครื่องทำลายเอกสารแล้วนี่

ต้วนเจียเจ๋อหันซ้ายหันขวา คนอื่นๆ ที่เดินผ่านไปมาดูเหมือนจะไม่มีใครได้ยินเสียงนี้เลย นี่มันกลางวันแสกๆ นะ เขาตกใจกลัวจนเหงื่อแตกพลั่ก

ไม่นะ! คงไม่ใช่วิญญาณหรอกนะ

ช่วงเวลาเที่ยงวัน ตลาดที่ครึกครื้นเจริญหูเจริญตา ผู้คนสัญจรไปมา รถราวิ่งกันขวักไขว่ไม่ขาดสาย

แต่ต้วนเจียเจ๋อที่ยืนตะลึงอยู่ท่ามกลางฝูงชนที่หลั่งไหลไปมากลับก้าวขาไม่ออก รู้สึกหนาวเหน็บไปทั่วร่าง

ผ่านไปราวๆ หนึ่งนาที หัวใจที่เต้นตึกตักของต้วนเจียเจ๋อจึงค่อยๆ สงบลง แต่เสียงนั้นกลับดังขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้ต้วนเจียเจ๋อสะดุ้งตกใจอีกรอบ

[ไม่มีการตอบรับ เริ่มดาวน์โหลดค่าเริ่มต้น——]

…ไอ้แอพพลิเคชั่นหลอกลวง!

ต้วนเจียเจ๋อแทบจะดีดตัวขึ้นมา พร้อมกับสบถก่นด่าอยู่ในใจชุดใหญ่

ตกลงนี่มันคือเทคโนโลยีสีดำ [4]  อะไรกันแน่ และนี่มันแอพพลิเคชั่นบ้าบออะไรอีก อย่าบอกนะว่าจะมาติดตั้งอะไรพวกนี้ในสมองของเขาน่ะ

ต้วนเจียเจ๋อยืนนิ่งอย่างเคร่งเครียดอยู่พักหนึ่ง ในสมองดูเหมือนว่าจะไม่ปรากฏสิ่งแปลกปลอมอะไร แต่เป็นเพราะแสงที่สว่างเจิดจ้าอย่างน่าอัศจรรย์ เขาจึงล้วงโทรศัพท์ออกมา ปรากฏว่าในโทรศัพท์มีไอคอนของแอพพลิเคชั่นใหม่อยู่แอพหนึ่ง

ต้วนเจียเจ๋อลองลบมันดูแล้ว แต่ลบไม่ออก

รูปไอคอนของแอพพลิเคชั่นนี้เป็นรูปก้อนเมฆ พื้นหลังสีฟ้าอ่อน ชื่อของมันก็คือ “โครงการแห่งความหวังหลิงเซียว”

เห็นได้ชัดว่าแอพพลิเคชั่นนี้ไม่ใช่แอพที่ผู้ใช้งานทั่วไปจะสามารถกดใช้งานได้ และต้วนเจียเจ๋อก็อดไม่ได้ที่จะอยากรู้อยากเห็น เขาจึงเงยหน้ามองไปรอบๆ มองหาแปลงดอกไม้ จากนั้นก็นั่งลงไปบนขอบปูนและใช้มือที่สั่นเทาเปิดเข้าไปในแอพพลิเคชั่น

หากพูดว่าไอคอนของแอพพลิเคชั่นนี้ยังคงมีความสวยงามอยู่บ้างแล้วละก็ ถ้าอย่างนั้นอินเตอร์เฟซของแอพพลิเคชั่นนี้ก็ล้วนแต่บ่งบอกถึง “ความเป็นผู้นำ” อยู่เต็มไปหมด

ถ้าถามว่าอะไรที่เรียกว่าความเป็นผู้นำ

นั่นก็คือตัวหนังสือที่มีขนาดใหญ่โต สีสันโดดเด่นสะดุดตา ยิ่งใช้สีเหลืองกับสีแดงก็ยิ่งโดดเด่นเข้าไปใหญ่ แต่จะดีกว่านี้ถ้าเพิ่มเส้นตัดกรอบสีดำลงไป

แต่เรื่องพวกนี้ไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือเนื้อหารายละเอียดด้านใน

รายละเอียดของแอพพลิเคชั่นนี้ง่ายมาก ง่ายเสียจนสามารถบอกได้ว่ามันทำขึ้นมาแบบลวกๆ และผู้ที่อยู่เบื้องหลังก็ได้เข้าสู่ระบบบัญชีผู้ใช้งานให้โดยอัตโนมัติ สิ่งที่ปรากฏชัดเจนก็คือชื่อของต้วนเจียเจ๋อ และยังมีแถบ “ข้อมูลของฉัน” “ภารกิจของฉัน” “การจัดการสัตว์” และอื่นๆ

เมื่อกดเข้าไปที่ “ข้อมูลของฉัน” ก็จะปรากฏเนื้อหาข้อมูลเหมือนด้านล่าง

ชื่อ : ต้วนเจียเจ๋อผู้อำนวยการสวนสัตว์

เพศ : ชาย

อายุ : 23

สถานที่ : สวนสัตว์ไหเจี่ยว

พื้นที่ : 40 ไร่

พนักงาน : 0

ความนิยม : 0

ต้วนเจียเจ๋อไม่ได้ดูอะไรมากนัก เขาเลื่อนลงมาข้างล่าง เห็นคำว่า “เกี่ยวกับเรา” จากนั้นก็กดเข้าไปดู

แนะนำ : โครงการแห่งความหวังหลิงเซียว มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการหนุ่มสาวที่โดดเด่น เพื่อเริ่มต้นธุรกิจของตนเอง และจะได้รับสวัสดิการสนับสนุนต่างๆ ฟรีทุกประเภท ซึ่งรวมไปถึงการจัดส่งพนักงานประจำไปให้อย่างไม่จำกัด เพื่อช่วยเหลือปรับเปลี่ยนแผนการเติบโตทางธุรกิจของผู้ใช้งาน ส่วนรางวัลจะได้รับหลังจากผู้ใช้งานดำเนินการทุกอย่างเสร็จสิ้นเรียบร้อย หลังจากพัฒนามาเป็นเวลาหนึ่งร้อยปี โครงการแห่งความหวังหลิงเซียวจัดเป็นระบบกึ่งอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นระบบจะทำการเซ็นสัญญาให้ทันที เพื่อสร้างแผนการเติบโตต่อไป…

เมื่อมองดูอีกครั้ง ในนั้นยังมีอีกหัวข้อหนึ่ง ดูเหมือนจะเป็น “สัญญาจ้าง” เมื่อกดเข้าไปดูด้านในจะมีเนื้อหาสองแถวที่สำคัญมากอยู่

การยกเลิกสัญญา : ดาวน์โหลดแบบฟอร์มและกรอกข้อมูลตามคำแนะนำ จากนั้นส่งไปยังสำนักงานโครงการแห่งความหวัง หลิงเซียว เป็นอันเสร็จสิ้น ระยะเวลาในการตรวจสอบคือเจ็ดสิบปี

การละเมิดสัญญา : ฟ้าผ่าห้าครั้ง

การลงโทษ : หากผู้ใช้งานไม่สามารถทำภารกิจให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาที่กำหนดหลังจากที่ได้รับภารกิจ จะต้องโดนฟ้าผ่าหนึ่งครั้งเพื่อเป็นการลงโทษ ถ้าหากโดนฟ้าผ่าเกินสามครั้งจะถือว่าละเมิดสัญญา

ฟ้าผ่าห้าครั้ง? มันใช่ฟ้าผ่าแบบที่เขาคิดไว้หรือเปล่านะ

ต้วนเจียเจ๋อดวงตามืดมน แทบอยากจะจับไอ้คนที่ทำระบบบ้านี่มาตะโกนใส่หน้า “เฮ้ย! นี่มันระบบบ้าบออะไรของพวกแก มีสิทธิ์อะไรที่แกจะมาเลือกฉันตามใจชอบ ใครอยากจะให้แกมาช่วยเริ่มต้นธุรกิจกันฮะ! แล้วทำไมการยกเลิกสัญญาของฉันจะต้องมารอพวกแกตรวจสอบตั้งเจ็ดสิบปี และไอ้การละเมิดสัญญาบ้านี่ ยังจะต้องมาโดนฟ้าผ่าอีกตั้งห้าครั้งเนี่ยนะ!”

และประโยคสุดท้ายที่ว่าการลงโทษสำหรับการทำภารกิจเสร็จไม่ทันในเวลาที่กำหนดนั่น พอฟังดูแล้วทำไมมันไม่สมเหตุสมผลเลย หรือว่าโดนฟ้าผ่าแล้วจะไม่ตาย?

ผ่านไปครึ่งค่อนวันอารมณ์ของต้วนเจียเจ๋อถึงค่อยๆ สงบลง มือหนึ่งกุมศีรษะแล้วถอนหายใจออกมา ผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาอยู่บนถนน เมื่อเห็นสภาพนี้ของเขาต่างก็เห็นอกเห็นใจ และคิดว่าพ่อหนุ่มคนนี้ทำกระเป๋าเงินหายหรือเปล่า

เฮ้อ!

ตอนนี้ดูเหมือนว่าสวนสัตว์คงไม่สามารถขายออกไปได้แล้ว เขาลองพยายามเปลี่ยนชื่อผู้ประกอบการที่เป็นชื่อของเขา แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนได้ ราวกับระบบนี้เป็นระบบที่ตายตัวและมีขอบเขตในการใช้งาน

ถ้าหากต้วนเจียเจ๋อขายสวนสัตว์นี้ทิ้งและไม่สามารถที่จะจัดการควบคุมมันได้ เขาก็ไม่สามารถที่จะทำงานให้เสร็จสิ้นทันเวลา จากนั้นก็จะถูกฟ้าผ่า… หรือไม่ก็อาจจะถูกตัดสินว่าละเมิดสัญญาและโดนฟ้าผ่าห้าครั้ง… ไม่ว่าจะทางไหนสุดท้ายก็แย่อยู่ดี

มาลองคิดในแง่ดีดีกว่า ต้วนเจียเจ๋อปลอบใจตัวเอง หากไม่ได้คิดเกี่ยวกับเป้าหมายที่แท้จริงของมันมากนัก เช่นนั้นก็นับว่านี่เป็นดัชนีทองคำจากสวรรค์เลยนะ!

เมื่อเห็นโครงการแห่งความหวังอะไรนี่คุยโม้ว่าตัวเองดีเลิศ แถมความสามารถทางเทคโนโลยียังน่าอัศจรรย์เหนือจินตนาการจนน่าทึ่ง ตามหลักการแล้ว หากเขายอมรับความช่วยเหลือในการเปิดสวนสัตว์นี้ ธุรกิจก็น่าจะเจริญรุ่งเรืองอยู่ไม่น้อย ชีวิตของเขาก็คงจะสุขสมหวัง…ใช่ไหม

หลังจากนั้น จุดเริ่มต้นของทุกอย่างก็ได้เปิดฉากขึ้น


[1] 搬砖 เป็นคำสแลงที่วัยรุ่นชอบใช้ มีความหมายว่า “ทำงาน” ใช้พูดถึงสภาพการทำงานของตัวเองซึ่งเป็นงานที่หนักและเหนื่อยมากๆ แต่ได้เงินไม่มาก

[2] 天上掉馅饼เป็นการเปรียบเปรยว่า อยู่ดีๆ ก็มีโชคลาภหรือสิ่งๆ ดีลอยเข้ามาหา

[3] คู่สัญญาฝ่าย ข และ ก โดยปกติแล้วการเขียนสัญญาภาษาไทยและอังกฤษจะระบุว่าคู่สัญญาทำหน้าที่อะไรในสัญญา เช่น ผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้าง ผู้ซื้อกับผู้ขาย แต่สัญญาภาษาจีนส่วนใหญ่มักระบุเป็น 甲方 กับ 乙方 甲方 คือฝ่าย ก และ 乙方 คือฝ่าย ข

[4] 黑科技 หมายถึง แอพพลิเคชั่นหรือเทคโนโลยีลึกลับ ​

One thought on “[ทดลองอ่าน] เมื่อผมเป็นเจ้าของสวนสัตว์ : ตอนที่ 1.1

  1. NDay says:

    เรื่องราวออกแนวสตาร์ทอัปแบบจีนๆ นิดๆ อ่านแล้วก็สนุกสนานดีค่ะ แต่ว่าการเรียงคำบางย่อหน้ายังสลับกันนะคะ เช่น “มีผู้มาเยี่ยมเยียนเพียงไม่กี่คน” ในย่อที่สอง และ คำพูดของทนายหวังเกี่ยวกับสัญญาค่อนข้างแข็งกระด้างไปนิดค่ะ ถ้าปรับอีกนิดน่าจะดีนะคะ

ใส่ความเห็น