เมื่อผมเป็นเจ้าของสวนสัตว์ ปก4

[ทดลองอ่าน] เมื่อผมเป็นเจ้าของสวนสัตว์ : ตอนที่ 1.4

เมื่อผมเป็นเจ้าของสวนสัตว์
我开动物园那些年  

ลาเหมียนฮวาถังเตอะทู่จื่อ เขียน
拉棉花糖的兔子 

Himazan แปล

ติดตามกำหนดการวางขายหนังสือได้ที่เพจ Rose Publishing
…XOXO…
มาดามโรส  

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

+++++++++++++++++++

ลู่ยาเต้าจวิน [1] ผู้สง่างามสูงส่งไม่มีใครเปรียบยืนอยู่ในครัวพร้อมถือชามผักกาดขาวผัดเนื้อวัว ภาพที่เขากินอย่างเอร็ดอร่อยจริงจังทำให้ต้วนเจียเจ๋องุนงงเล็กน้อย

ประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือ ดูเหมือนว่าลู่ยาไม่ได้คิดที่จะเหลือไว้ให้เขาเลยสักนิดเดียว…

ท้องของต้วนเจียเจ๋อร้องโครกคราก แต่ลู่ยาแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินเลยแม้แต่น้อย

ต้วนเจียเจ๋อหน้าหนาเรียกลู่ยา ปากเต็มไปด้วยถ้อยคำหวานหู “เต้าจวิน ผมขอชิมเนื้อวัวหน่อยได้ไหมครับ”

“ไม่ได้” ลู่ยาเงยหน้า พูดอย่างเย็นชา “นี่เป็นอาหารหนึ่งมื้อของฉัน ถ้าแบ่งให้นายกิน เกรงว่าฉันจะกินไม่อิ่มกันพอดี”

ด้วยความมุ่งมั่นฝึกฝนบำเพ็ญเพียรของเขา เขาจึงงดธัญพืชทั้งห้ามาเป็นเวลานาน แต่วันนี้ตอนที่เห็นอาหารของมนุษย์ที่ไม่ได้เห็นมานาน กลับมีพลังดึงดูดที่แตกต่างไปจากเดิม

คำพูดพวกนี้ทำให้ต้วนเจียเจ๋อโมโหขึ้นมา ทำไมคุณถึงไม่งกจนตายไปเลยล่ะ การฝึกบำเพ็ญเพียรของอีกาทองสามขามันแปรผกผันกับสภาพจิตใจหรือยังไง ยิ่งฝึกฝนมากเท่าไหร่ใจก็ยิ่งแคบมากขึ้นเท่านั้น

ต้วนเจียเจ๋อพูดอย่างขุ่นเคืองว่า “ได้ ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้คุณก็ทำกินเองแล้วกัน!” มองดูอีกาทองสามขาตัวนี้แล้ว อย่าว่าแต่ทำอาหารเลย แค่รู้วิธีปรุงอาหารก็ดีแค่ไหนแล้ว

ลู่ยาเกรี้ยวกราด “นายกล้าขู่เปิ่นจุน?”

ช่างเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจจริงๆ ในระหว่างที่ลู่ยาพูด รอบกายของเขาก็ปรากฏกลุ่มเปลวเพลิงลุกอยู่รอบตัว อุณหภูมิในห้องครัวเพิ่มสูงขึ้น แม้กระทั่งอากาศเองก็บิดเบี้ยวจนดูน่ากลัวไปหมด

นี่ตกลงแล้วใครขู่ใครกันแน่

ต้วนเจียเจ๋อได้แต่สบถอยู่ในใจ เขารู้ตัวว่าตัวเองมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสวนสัตว์ จึงไม่ได้กลัวแรงกดดันของลู่ยาเลยแม้แต่น้อย “ผมไม่กล้าครับ ก็แค่ถ้าผมกินไม่อิ่ม ผมก็ไม่มีแรงไปดูแลพวกสัตว์ได้”

ลู่ยาถลึงตามองต้วนเจียเจ๋อ ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ แต่เปลวไฟพวกนั้นก็ค่อยๆ มอดลงทีละนิด

ต้วนเจียเจ๋อเห็นว่าเขามีท่าทีอ่อนลง จึงรีบวิ่งไปล้างช้อนแล้วตักเนื้อในจานของลู่ยา

ถึงแม้ว่าสายตาของลู่ยาจะมองไปยังมือของต้วนเจียเจ๋อด้วยแรงกดดันมหาศาล แต่ก็ไม่ได้ห้ามปรามอะไร

ต้วนเจียเจ๋อตกใจกับรสชาติของเนื้อวัวนี้มากจริงๆ เขาไม่ได้คิดว่าฝีมือการทำอาหารของตัวเองจะสะท้านฟ้าสะเทือนดินขนาดนั้น วิธีการปรุงก็ทำแบบง่ายๆ ทั่วไป แต่รสชาติกลับหอมอร่อยถูกปาก เนื้อสัมผัสอ่อนนุ่ม แม้กระทั่งผักกาดขาวเองก็หวานกรอบเป็นพิเศษ เมื่อเทียบกับข้าวกล่องที่กินไปเมื่อสองสามวันที่แล้ว ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ต้วนเจียเจ๋อกินไปก็แทบจะหลั่งน้ำตาออกมา

ต้วนเจียเจ๋อ “ทำไมมันถึงอร่อยขนาดนี้…เนื้อวัวกับผักกาดขาวพวกนี้มาจากไหนกันครับ สามารถสั่งซื้อออนไลน์ได้ไหม”

ถ้าหากว่าราคาไม่แพงมาก เขาก็อยากจะซื้อมันมาเลี้ยงฉลองให้ตัวเองบ้าง

ลู่ยายืนดูอย่างพอใจพลางพูดขึ้นว่า “นายซื้อมันไม่ได้หรอก นี่ไม่ใช่ของบนโลกมนุษย์”

โลกมนุษย์นั้นถูกแยกตัวออกมาเป็นเวลานานหลายสิบปี พลังวิญญาณในแต่ละวันก็เบาบางลงเรื่อยๆ มาจนถึงทุกวันนี้ มันช่างน่าสมเพชจริงๆ

และส่วนผสมพวกนี้ล้วนแต่สร้างขึ้นมาจากสวรรค์ที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งจิตวิญญาณ แม้จะไม่ได้เป็นอาหารชนิดที่วิเศษมาก แต่การเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์เป็นธรรมชาตินั้นย่อมดีกว่าในโลกมนุษย์หลายเท่า

เมื่อต้วนเจียเจ๋อได้ยินเช่นนั้นก็เสียใจอย่างสุดแสน จุดประสงค์ของการเกิดเป็นมนุษย์นั้นคืออะไร ไม่ได้ดีเท่าสัตว์ แถมตัวเองก็ยังเป็นผู้อำนวยการสวนสัตว์อีก

ลู่ยามองต้วนเจียเจ๋ออย่างใจจดใจจ่อ พูดเตือนขึ้นว่า “นายพอได้แล้ว”

ต้วนเจียเจ๋อรีบกินเข้าไปอีกคำ แล้ววางช้อนลงอย่างอาลัยอาวรณ์

หลังจากที่ต้วนเจียเจ๋อรู้ว่าส่วนผสมของอาหารแต่ละอย่างมีค่ามากขนาดนี้ เขาก็ปวดใจอย่างมาก เพราะท้ายที่สุดแล้วเขาก็ไม่มีโอกาสที่จะได้กินมันอีก แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องให้ความสำคัญกับมันเพิ่มขึ้น ในตอนที่พวกชาวบ้านที่จ้างมาทำงานชั่วคราวนำอาหารออกมาข้างนอกทีละถัง เขาก็ต้องจับตามองไว้ไม่ให้คลาดสายตา

พนักงานชั่วคราวพวกนี้รู้สึกประหลาดใจอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ถึงแม้มองด้วยตาเปล่าจะไม่สามารถบอกได้ว่าอาหารพวกนี้ดีแค่ไหน ไม่แน่พวกเขาอาจจะคิดว่าอาหารเหล่านี้ไม่น่าจะดีเท่ากับผักที่ปลูกในหมู่บ้านของพวกเขาเอง

แต่ผลตอบรับบนร่างกายของสัตว์นั้นแสดงออกมาอย่างชัดเจนมาก

เจ้าสิงโตที่กินอิ่มหนำสำราญขึ้นในไม่กี่วันที่ผ่านมา เมื่อมันได้เห็นอาหารล็อตใหม่ที่โยนไปให้ตรงหน้า มันก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันที หรือพูดให้ถูกก็คือสัตว์ทุกตัวต่างกระตือรือร้นกันหมด แต่รูปร่างของเจ้าแมวใหญ่ตัวนี้กลับแสดงออกมาให้เห็นได้ชัดเจนที่สุด

ต้วนเจียเจ๋อจับตาดูชาวบ้านที่กำลังแบกถังอาหารซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณห้าสิบกว่าเมตร สิงโตลุกขึ้นเดินวนไปวนมารอบๆ กรง จ้องอีกฝั่งอย่างไม่ละสายตา สามารถพูดได้เลยว่ามันอยากกินจนน้ำลายไหล

เมื่อพวกชาวบ้านเดินเข้ามาใกล้กรง เจ้าสิงโตก็ยิ่งเอาหัวถูไปกับซี่ลูกกรง พอชาวบ้านขยับตัวเล็กน้อย มันก็ขยับร่างกายตามไปด้วย

การให้อาหารของพวกชาวบ้านไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันมากนัก พวกเขาใช้ที่หนีบด้ามยาวคีบเนื้อโยนเข้าไปในกรง จากนั้นก็ไม่ทำความสะอาด ทำให้ภายในกรงสกปรกมาก แต่พอต้วนเจียเจ๋อขอให้พวกเขารีบทำความสะอาดกรง สภาพมันก็ดูดีขึ้นมาก แต่วิธีการให้อาหารของพวกเขาก็ยังไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิม

เมื่อชาวบ้านโยนเนื้อวัวเข้าไปในกรง เจ้าสิงโตก็พุ่งเข้าหาอาหารทันทีและฝังหัวลงไป วิธีการกินของมันดูน่าเวทนายิ่งกว่าตอนที่มันหิวโซอดอยากและได้กินอิ่มครั้งแรกเสียอีก ยิ่งไปกว่านั้นมันยังส่งเสียง “แค็กๆ” ออกมาจากลำคอ ทำให้ต้วนเจียเจ๋อแอบกลัวว่ามันจะสำลักตาย

ชาวบ้านก็ส่งเสียง “เฮ้ย” ออกมา “ทำไมวันนี้ถึงหิวขนาดนี้นะ”

พวกสัตว์ตัวอื่นๆ ก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน ทำให้พวกชาวบ้านที่เห็นแล้วต่างรู้สึกว่า ผู้อำนวยการคนใหม่จะต้องยกระดับคุณภาพของอาหารอย่างแน่นอน ไม่แปลกใจเลยที่เห็นเขาปกป้องอาหารจากพวกตนเสียขนาดนั้น เพราะเมื่อก่อนพวกตนร่วมมือกันแอบโกงค่าอาหารและขโมยเนื้อสัตว์ไป

ต้วนเจียเจ๋อจ้องมองพวกชาวบ้านอยู่พักหนึ่ง ในขณะที่พวกเขาเริ่มทำความสะอาดอยู่นั้น ต้วนเจียเจ๋อได้เดินกลับไปที่กรงสิงโต เมื่อมาถึงก็มองเห็นเจ้าสิงโตที่เพิ่งจะกินอาหารเสร็จกำลังค่อยๆ ถูปากเลียอุ้งเท้าของมัน และไม่ปล่อยให้เศษอาหารเหลือแม้แต่ซาก

ต้วนเจียเจ๋อเข้าใจการกระทำของมันอย่างถ่องแท้ เพราะเนื้อสัตว์ชิ้นนั้นมันอร่อยมากจริงๆ

ยิ่งไปกว่านั้นเขามักจะรู้สึกว่า หลังจากที่เจ้าสิงโตกินเนื้อพวกนั้นเข้าไป มันดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก ถึงขนาดเรียกว่าเปล่งประกายได้เสียด้วยซ้ำไป เขาไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือเป็นเพราะเขารู้ที่มาของอาหารเหล่านั้น จึงทำให้เกิดผลทางจิตวิทยาขึ้น

วันต่อมา แอพพลิเคชั่นของต้วนเจียเจ๋อได้ส่งข้อความมาอีกครั้ง ภารกิจที่สองถูกส่งมาแล้ว

คำอธิบายภารกิจ : โปรดเตรียมความพร้อมขั้นพื้นฐานเพื่อการเปิดให้บริการอย่างราบรื่นกันเถอะ! เพิ่มจำนวนสัตว์ สามสิบสายพันธุ์ภายในหนึ่งเดือน และรับสมัครพนักงานอย่างน้อยสามคน มิฉะนั้นจะตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวให้พึงพอใจได้อย่างไรกันล่ะ

รางวัลภารกิจ : หลังเสร็จสิ้นภารกิจ ทั้งสวนสัตว์จะได้รับอาหารสัตว์คุณภาพสูงสำหรับสามสิบวัน พร้อมอัพเกรดและปรับปรุงกรงฟรี

สำหรับการสนับสนุนของหลิงเซียวด้านล่างยังคงไม่มีความคืบหน้า ดูเหมือนว่าจะยังไม่มีสัตว์ตัวใหม่ส่งมาที่นี่ชั่วคราว ทำให้ต้วนเจียเจ๋อโล่งใจไปได้ เพราะแค่ลู่ยาคนเดียวเขาก็ลำบากใจจะแย่อยู่แล้ว

แต่ภารกิจนี้ก็ทำให้ต้วนเจียเจ๋อลำบากใจอยู่เล็กน้อย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการรับสมัครพนักงานใหม่ เพราะเขาก็กำลังทำอยู่แล้ว แต่เดิมทีสวนสัตว์แห่งนี้ก็ไม่ได้ใหญ่ เงินก็มีไม่มากพอ แถมยังจะต้องเพิ่มสัตว์เข้ามาใหม่อีกสามสิบสายพันธุ์ ทำไมรู้สึกว่าความยากของภารกิจที่สองนี้เพิ่มขึ้นมาเฉยเลย

ต้วนเจียเจ๋อรีบวิ่งไปนับจำนวนกรงที่ยังว่างอยู่ซึ่งเหลือไม่มากแล้ว ในตอนที่เขากำลังกระวนกระวายอยู่นั้นเอง ทันใดนั้นเขาก็นึกบางอย่างขึ้นได้ จึงหยิบตารางการให้อาหารสัตว์ก่อนหน้านี้ขึ้นมา แล้วก็เป็นอย่างที่คิดไว้!

ในการคำนวณพันธุ์สัตว์ชนิดต่างๆ ก่อนหน้านี้ ถึงจะเป็นพันธุ์นกเหมือนกัน แต่ว่านกยูงกับนกแก้วก็นับเป็นคนละชนิด หมายเลขทั้งหมดจึงเขียนไว้เป็น นกยูงหมายเลขหนึ่ง นกยูงหมายเลขสอง นกแก้วหมายเลขหนึ่ง นกแก้วหมายเลขสอง เป็นแบบนี้

สัตว์ชนิดอื่นไม่ง่ายต่อการที่จะนำเข้ามา แต่ถ้าพูดถึงพันธุ์ของนก ต้วนเจียเจ๋อสามารถไปตลาดดอกไม้และนกเพื่อซื้อพวกมันมาได้เลย ซื้อสายพันธุ์ละตัวและซื้อจนครบสามสิบตัว ก็จะสามารถทำภารกิจได้สำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้น นกก็ไม่ต้องใช้พื้นที่ในการเลี้ยงมาก ดังนั้นข้อจำกัดด้านพื้นที่ถือว่ามีน้อยมาก

ในตอนแรกที่เขาพูดว่าภารกิจเพิ่มความยากขึ้นอย่างกะทันหันนั้น ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะสามารถทำให้สำเร็จได้โดยง่าย

เมื่อคิดได้แล้วก็ลงมือทำทันที ต้วนเจียเจ๋อพกเงินที่มีไปตลาดดอกไม้และนกที่อยู่ในเมืองอย่างเบิกบานใจ

ตลาดดอกไม้และนกของเมืองตงไห่นั้นนับว่าเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหญ่ หลังจากที่ต้วนเจียเจ๋อเข้าไปแล้วก็รู้สึกว่า การหานกสามสิบสายพันธุ์นั้นน่าจะไม่ใช่ปัญหา

นกฮวยบี้จีน นกซีซคิน นกปักกิ่งโรบิน นกคีรีบูน นกจาบฝน นกกระจิ๊ดหางขาว นกซีบราฟินช์…

ต้วนเจียเจ๋อไม่ได้มีกฎเกณฑ์อะไรในการเลือกซื้อ เขาจึงเลือกซื้อพันธุ์ที่ถูก ดูแล้วแข็งแรง (แต่ถึงแม้ว่ามันจะไม่แข็งแรง กลับไปป้อนอาหารไม่กี่วันก็จะฟื้นตัวดีขึ้นเอง) การเลือกซื้อผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นจึงถือโอกาสเช่ารถเข็นจากร้านค้า สั่งซื้อกรงมาเป็นพิเศษเจ็ดแปดกรง และวางนกลงไป

แม้ว่านกจะมีหลากหลายสายพันธุ์ แต่ที่สวนสัตว์ก็พอจะมีนกอยู่บ้างแล้ว แถมราคาก็ไม่ได้แพงมาก หลังจากที่ซื้อไปได้ยี่สิบตัวเขาก็นึกอะไรขึ้นได้…เพราะว่าตอนนี้เขามองเห็นร้านขายปลานั่นเอง

อันที่จริงซื้อปลามันสะดวกกว่าซื้อนกเสียอีก!

ต้วนเจียเจ๋อมีความสุขมากที่หาร้านเจอ เขาเลือกซื้อปลาสวยงามหลายสิบสายพันธุ์ในราคาที่ย่อมเยา เพียงเท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว จนถึงตอนนี้เขาใช้เงินหมดไปสองสามพันหยวนเป็นค่าตู้ปลาไปจนถึงกรงนกเพื่อให้พวกมันอยู่ร่วมกัน

เดิมทีแล้วภายในสวนสัตว์ไหเจี่ยวก็เคยเลี้ยงปลาเอาไว้ แต่บ่อน้ำนั้นเหือดแห้งไปนานแล้ว บรรดาปลาจึงตายไปหมด อีกทั้งในบ่อน้ำนั้นล้วนแต่เป็นเพียงปลาทองธรรมดาๆ ซึ่งเมื่อก่อนก็ได้ให้นักท่องเที่ยวเช่าตาข่ายตักพวกมันกลับไป

ต้วนเจียเจ๋อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ถ้าบ่อน้ำว่างเปล่าแบบนั้นก็คงจะน่าเกลียด ดังนั้นเขาเลยซื้อปลาทองเพิ่มอีกสามสิบตัว

มาถึงตอนนี้เขามีปลาทั้งหมดสามสิบตัวแล้ว ในตอนที่ต้วนเจียเจ๋อซื้อตู้ปลา เขาก็วางแผนที่จะใส่ปลาสวยงามลงไปรวมกันทั้งหมด ส่วนปลาทองก็ใส่ลงไปในบ่อน้ำ แต่ตอนนี้เขาเอาพวกมันทั้งหมดมารวมอยู่ในตู้เดียวกัน พอมองดูแล้วก็รู้สึกอึดอัดอยู่นิดหน่อย

ต้วนเจียเจ๋อตบตู้ปลา พูดเองเออเองว่า “พวกแกอยู่ในนั้นกันดีๆ นะ กลับไปแล้วค่อยแยกบ้านกัน”

พ่อค้าช่วยต้วนเจียเจ๋อย้ายตู้ปลาไปวางบนรถเข็น ต้วนเจียเจ๋อเป็นเพียงแค่คนธรรมดา ส่วนเขาที่เป็นพ่อค้าทำไมจะต้องเอ่ยปากเตือนลูกค้าที่เอาปลามารวมกันไว้แบบนี้ว่าไม่ดีด้วยล่ะ เขาแทบอยากจะให้ปลาพวกนั้นตายๆ ไปซะ ลูกค้าจะได้กลับมาซื้อปลาใหม่อีกรอบ

แต่ในตอนที่ต้วนเจียเจ๋อจะไสรถเข็นเดินออกไปนั้นเอง ก็ถูกคุณลุงคนหนึ่งรั้งตัวเอาไว้

“พ่อหนุ่ม ทำไมเธอถึงเอาปลามาใส่ไว้ในตู้เดียวกันหมดเลยล่ะ!” คุณลุงถือตัวกรองไว้ในมือ คาดว่าเขาน่าจะเป็นคนชอบเลี้ยงปลาสวยงาม จึงทนดูไม่ได้ที่เห็นปลาในตู้ปลาขนาดใหญ่ของต้วนเจียเจ๋อผสมปนเปกันแบบนั้น

ต้วนเจียเจ๋อถามอย่างงุนงง “ทำไมเหรอครับ”

คุณลุงบอก “ปลาในนี้ของพ่อหนุ่มมีทั้งใหญ่ทั้งเล็ก แถมยังมีปลากัด ปลาออสการ์…โอ๊ย เธอไม่ต้องการปลาพวกนี้แล้วเหรอ ยังไม่รีบตักมันออกมาอีก! กลับไปนี่เหลือถึงครึ่งหนึ่งก็ไม่เลวแล้ว”

“เหรอครับ ปลามันทะเลาะกันได้ด้วยเหรอ” ต้วนเจียเจ๋อสังเกตปลาที่อยู่ในตู้ของตัวเองอย่างละเอียด “คุณลุง แต่ทำไมผมรู้สึกว่าพวกมันดูจะเข้ากันได้ไม่เลวเลยล่ะครับ”

“เข้ากันได้ไม่เลวตรงไหนกัน” คุณลุงก้มตัวเพื่อต้องการจะชี้ให้เห็นถึงความเข้ากันไม่ได้ของพวกมัน แต่หลังจากที่มองดูอย่างละเอียดแล้ว เขาก็อดไม่ได้ที่จะสบถออกมา “…โอ้ มันเข้ากันได้ไม่เลวจริงๆ ด้วย”

ในตู้ปลานี้มีปลาหลายพันธุ์หลากสี มีทั้งใหญ่ทั้งเล็ก มีทั้งดุร้ายและเชื่อง แต่กลับไม่กัดกันเลยแม้แต่น้อย แม้กระทั่ง…แม้กระทั่งจะอยู่เบียดเสียดกันมาก ปลาที่สายพันธุ์เดียวกันก็จะว่ายเป็นแถวไปด้วยกัน แต่ถ้าไม่ใช่ พวกมันก็จะว่ายเรียงตามขนาดเล็กไปใหญ่ ต่างคนต่างว่าย อย่างกับมีคนจับพวกมันเข้าแถวอย่างนั้น

คุณลุงเลี้ยงปลามานานหลายปียังไม่เคยพบเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน เขามึนงงอยู่พักหนึ่ง แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “พ่อหนุ่ม เธอนี่มีความสามารถจริงๆ ทำแบบนี้ได้ยังไง”

ต้วนเจียเจ๋ออายจนเหงื่อตก “ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ ผมเลี้ยงปลาเก่งมากมาตั้งแต่เด็กแล้ว”

ตอนที่เขาเป็นเด็กก็เลี้ยงพวกปลาทองและเต่าตัวเล็กๆ ต่างจากเพื่อนร่วมชั้นของเขาที่เลี้ยงไปไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ก็หงายท้องตาย ปลาทองตัวน้อยที่เขาเลี้ยงไว้อยู่ได้เป็นสิบๆ ปีถึงจะตายลง เขาไม่เคยรู้สึกว่าการเลี้ยงปลานั้นเป็นเรื่องยุ่งยากมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

บางครั้งเขาก็จะซื้อพวกปลาที่เหี่ยวเฉากลับมา แต่ตอนนั้นเขาไม่สามารถหาตู้ปลามาใส่มันไว้ได้ เลยเอามันไปใส่รวมไว้ในตู้ปลาทองชั่วคราว ก็ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น

คุณลุงตื่นเต้นขึ้นมาทันที “ยังมีพรสวรรค์แบบนี้อยู่ด้วยเหรอ เธอเคยเลี้ยงปลาหางนกยูงไหม ในบ้านฉันมีอยู่ตัวหนึ่ง ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร ช่วงนี้มันไม่ค่อยเคลื่อนไหว แถมยังไม่รวมกลุ่มกับตัวอื่นๆ อีก ฉันถามมาหลายคนแล้วก็ยังแก้ปัญหานี้ไม่ได้เลย”

ต้วนเจียเจ๋อจะไปรู้วิธีแก้ปัญหานี้ได้อย่างไรกัน ตัวเขาเองก็เลี้ยงปลามาด้วยความมึนงงอยู่เรื่อยๆ จึงรีบพูดว่าไม่รู้เรื่องทันที คุณลุงผิดหวังมากและเฝ้ามอง “ปาฏิหาริย์” ในตู้ปลาของเขาสักพักก่อนจะกล่าวลา

เมื่อต้วนเจียเจ๋อกลับไปถึงสวนสัตว์ก็เอากรงนกทั้งหมดไปแขวนไว้ที่โรงนก เขาถือโอกาสตอนที่พวกชาวบ้านมาให้อาหารสัตว์ให้พวกเขาช่วยกันทำความสะอาดบ่อน้ำและใส่น้ำสะอาดลงไปอีกครั้ง จากนั้นเอาปลาทองทั้งหมดใส่ลงไป

ส่วนปลาสวยงามที่เหลืออยู่ในตู้ปลาก็ถูกต้วนเจียเจ๋อวางไว้ตรงทางเดินชั้นแรกของอาคารขนาดเล็ก จากนั้นขยับโต๊ะมาแล้ววางไว้ด้านบนเหมือนเป็นตู้โชว์

ลู่ยารู้ว่าตอนนี้ถึงเวลาอาหารแล้ว เขาเดินออกมาเห็นต้วนเจียเจ๋อกำลังจัดตู้ปลาอยู่ก็ถามว่า “นี่อะไร”

ต้วนเจียเจ๋อ “อควาเรียม…”

ลู่ยา “…”

ลู่ยาเผยสีหน้า “นายบ้าไปแล้วเหรอ” ออกมา

แต่เรื่องนี้มันก็ไม่ได้เกี่ยวกับเขา เขารีบเบี่ยงเบนความสนใจทันที “วันนี้เป็นเนื้ออะไร”

ความหมายของประโยคนี้ก็คือ เต้าจวินอยากกินข้าวแล้ว

ในตอนนี้สัตว์ในสวนสัตว์ทั้งหมด ผู้อำนวยการต้วนเป็นผู้ดูแลอาหารของสัตว์ทุกตัว รวมทั้งยังเป็นผู้ดูแลอีกาทองสามขาแต่เพียงผู้เดียว เขายอมรับชะตากรรมตัวเอง อุ้มถังเนื้อแกะสดใหม่เข้าไปในครัว ตัดสินใจว่าวันนี้จะทอดเนื้อแกะ

เนื้อแกะที่ไร้การปรุงรสถูกเทลงไปในน้ำมันร้อนๆ ชิ้นเนื้อค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนออกมา เขาพลิกเนื้อกลับอีกด้านเพื่อทอดส่วนที่ยังไม่สุกดี ทำให้เนื้อมีสีเข้มขึ้นกว่าเดิม

นายท่านลู่ยายืนดูอยู่ข้างๆ คอยจับตาควบคุมพนักงานทอดเนื้ออยู่ตลอดเวลา

ต้วนเจียเจ๋อทอดเนื้อไปได้ครึ่งทาง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เมื่อมองดูแล้วเป็นหมายเลขที่ไม่รู้จัก เขากดรับสายพูดว่า “สวัสดีครับ”

“สวัสดีค่ะ คุณต้วนเจียเจ๋อหรือเปล่าคะ พอดีฉันเห็นข้อความประกาศรับสมัครพนักงานใหม่ที่คุณโพสต์บนเว็บไซต์หางานตงไห่ค่ะ…”

“อ๊ะ ใช่ครับ ผมเอง” ต้วนเจียเจ๋อดีใจมาก มีคนมาสมัครงานแล้ว…”

เขาวางตะหลิวและรีบวิ่งออกไปด้านนอก

แต่ลู่ยายืนดักขวางหน้าต้วนเจียเจ๋อ เขาออกไปแล้วจะทำยังไงกับเนื้อแกะ เนื้อแกะจะทำยังไงถ้าเขาออกไป

“…” ต้วนเจียเจ๋อชนเข้ากับร่างของลู่ยาและไม่สามารถเดินต่อไปข้างหน้าได้ จึงได้แต่จำใจหันกลับไปทอดเนื้อแกะไปพลางคุยกับผู้สมัครงานไปด้วย

ตำแหน่งที่อีกฝ่ายยื่นสมัครก็คือแผนกบัญชี แน่นอนว่าเรียกแผนกบัญชีเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่ถูก เพราะเนื้อหาของงานยังครอบคลุมไปถึงเหตุการณ์หลังจากที่เปิดสวนสัตว์ซึ่งก็จะต้องขายตั๋วและตรวจตั๋วด้วย…

ฟังจากน้ำเสียงแล้วยังเป็นวัยรุ่นอยู่ ต้วนเจียเจ๋อจึงถามเพื่อความแน่ใจว่าเธอได้รับทราบเกี่ยวกับรายละเอียดของการทำงานแล้วหรือไม่

ในตอนนี้เนื้อแกะทอดเสร็จแล้ว ลู่ยายืนถลึงตาอยู่ข้างๆ ต้วนเจียเจ๋อใช้มือข้างหนึ่งตักเนื้อแกะออกมาวางไว้ในจาน จากนั้นก็ถูกลู่ยาใช้สองมือยกจานออกไปทันที

ต้วนเจียเจ๋อพูดคุยกับหญิงสาวอีกสองสามประโยค และนัดให้มาสัมภาษณ์ในวันพรุ่งนี้

ถ้าหากไม่มีเรื่องราวแปลกๆ เกิดขึ้น ต้วนเจียเจ๋อที่ตอนนี้กำลังขาดแคลนคนงานและต้องการทำภารกิจให้สำเร็จ ขอแค่เธอไม่บกพร่องอะไรก็สามารถรับเธอไว้ได้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าเธอจะยอมอยู่ที่นี่หรือไม่


[1] 道君หมายถึงผู้สูงส่งหรือผู้ยิ่งใหญ่ ในเรื่องจะเป็นคำเรียกที่ผู้อื่นใช้เรียกแทนตัวลู่ยา

ใส่ความเห็น