“สินค้าลดราคา 50% ลดเยอะขนาดนี้จะซื้อดีไหมนะ” “รับเป็นคูปองเงินสดหรือคูปองส่วนลดดีนะถึงจะคุ้มกว่า” และอีกหลายคำถามที่เหล่าขา ช็อปปิ้ง ต้องรู้ก่อนซื้อสินค้าต่างๆ เพื่อไม่ให้โดนหลอก!
มาดู 3 เทคนิคการมองตัวเลขราคาสวยๆ ที่ซ่อนอยู่ในป้ายสินค้าให้ออก จากหนังสือ อยากทำธุรกิจต้องคิดเลขเป็น เขียนโดย ชินทะโร่ ฟุคะซะวะ ปรมาจารย์ด้านตัวเลขชาวญี่ปุ่น
ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเก่งเลข ชอบเรียนคณิตศาสตร์ ก็สามารถนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ประเมินสินค้าได้
รับรองว่า 3 เทคนิคต่อไปนี้จะทำให้คุณ ช็อปปิ้ง ได้อย่างคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์เลยค่ะ
ลดสูงสุด 50% คุ้มจริงหรือ?
ใครๆ ก็ชอบสินค้าลดราคา ถึงจะมีบางคนบอกว่า ไม่ชอบที่ที่คนเยอะ แต่จะพูดว่าเกลียดสินค้าลดราคาคงไม่ค่อยมี เพราะสินค้าลดราคาจะมี “ตัวเลขราคาสวย” อันเย้ายวนใจเรียงรายดาษดื่น เลยทำให้คุณเผลอซื้อโน่นด้วยซื้อนี่ด้วย แต่พอเห็นราคาที่ช่องชำระเงินแล้วมันดันเกินกว่าที่คิดไว้…สาวๆ ขาช็อปหลายคนคงเคยเจอประสบการณ์นี้
[su_note text_color=”#060607″ radius=”4″]ลดสูงสุด 50%!
[/su_note]
พอเห็นโปสเตอร์ลดราคานี้ ก็กระโจนเข้าร้านขายเสื้อผ้าทันที หยิบของทุกอย่างที่อยากได้ เสื้อแจ็กเก็ตเอย เสื้อคาร์ดิแกนเอย กระเป๋าเอย ของจุกจิกเอยติดไม้ติดมือมาหลายชิ้น แล้วเดินไปยังช่องชำระเงินแล้วก็ต้องตกใจว่าราคาที่เห็นในตอนนั้นคือ 5,516 บาท (รวมภาษีแล้ว) แต่ตอนนั้นเงินดันไม่พอ มีเงินติดกระเป๋า 5,000 บาท สุดท้ายก็ต้องเอาของในตะกร้าออกไปบ้าง
สาเหตุที่เราหยิบอย่างไม่คาดคิดก็เพราะว่าเราปักใจกับตัวเลข “ลด 50%” อย่างแรง
จริง ๆ แล้วพอมาดูดี ๆ ในภายหลังถึงพบว่าสินค้าลดราคา 50% ของร้านนี้มีแต่พวกถุงเท้าหรือเสื้อยืดที่ราคาต่ำ ในขณะที่เสื้อแจ็กเก็ตราคา 3,000 เยนลดราคาลง 30% หรือประมาณ 900 บาทซึ่งถือเป็นจำนวนราคาลดจริงที่สูงที่สุด แต่ร้านนี้ไม่ได้เป็น “ร้านที่ลดสูงสุด 50%” แต่เป็น “ร้านที่ลดให้ไม่เกิน 900 บาท” ถ้ามองอย่างนี้ ก็จะคิดก่อนว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อ
เพราะฉะนั้นถ้าเดินผ่านไปร้านอื่นที่ติดประกาศไว้อย่างนี้ว่า…ลด 30% ทุกชิ้น! ก็จะคิดทบทวนดูว่าสินค้าร้านนี้ลดราคาสูงสุดเป็นเงินเท่าไหร่ สมมติว่าถ้าสินค้าราคา 10,000 บาท ลด 30% ก็จะลดไป 3,000 บาท ก็อาจจะคิดว่า “โอ้ ร้านนี้ลดให้ตั้ง 3,000 บาทแน่ะ 3,000 บาทตรงนี้เอาไปซื้อรองเท้าได้ 2 คู่ ถือว่าคุ้มทีเดียว งั้นลองเข้าไปดูหน่อยดีกว่า”ก็เป็นได้ สรุปคือแปลงเป็นตัวเลขราคาออกมาก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ จะถือเป็นการซื้อที่ชาญฉลาดกว่า
เคล็ดลับมีเพียงข้อเดียวคือแปลง “ลด X%” ออกมาเป็นราคา
“คืนกำไร 10%” กับ “คูปอง 500 บาท”…อย่างไหนคุ้มกว่ากัน
สมมติว่าเราจะซื้อเสื้อยืดราคา 1,000 บาท 1 ตัวอย่างไหนคุ้มกว่ากันระหว่างโจทย์ข้อ 1 ถึงโจทย์ข้อ 3
Q1 ร้านที่ลด 5% กับร้านที่ลด 10%
Q2 ร้านที่ให้แต้มสะสม 5% กับร้านที่ให้แต้มสะสม 10% (1 แต้ม = 1 บาททั้งสองร้าน)
Q3 ร้านที่ลด 10% กับร้านที่ให้แต้มสะสม 10% (1 แต้ม = 1 บาทสำหรับร้านหลัง)
Q1 คือร้านที่ลด 10% ส่วน Q2 คือร้านที่ให้แต้มสะสม 10% ง่ายใช่ไหม แต่พอเป็น Q3 แล้วชักตอบยาก ทำไมการตอบโจทย์ข้อนี้จึงยาก เพราะ “กรอบ” ในการสมนาคุณของทั้งสองร้านต่างกัน
Q1 มีกรอบอยู่ที่อัตราส่วนลด ส่วน Q2 มีกรอบอยู่ที่การให้แต้มสะสม ทั้ง 2 ข้อนี้อยู่ในกรอบเดียวกัน จึงตัดสินได้ว่าร้านไหนคุ้มกว่า แต่ Q3 ไม่ใช่ ถ้าไม่กำหนดว่าจะคุ้มจากมาตรฐานอะไรก็ตัดสินไม่ได้ ถ้าเช่นนั้นจะทำอย่างไร คำตอบนั้นง่ายมาก
เอาทั้งสองร้านมาจำกัดด้วยกรอบแบบเดียวกัน
หลักก็คือการคิดเปรียบเทียบว่าอย่างไหนคุ้มกว่า โดยนำทั้งสองร้านมาจำกัดด้วยกรอบแบบเดียวกันเพื่อคำนวณหาอัตราส่วนลดจริง ถ้าเรากำหนดว่า “คุ้มจากมาตรฐานอะไร” อย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นแต้มสะสมหรือคูปองส่วนลด เราก็จะสามารถเปรียบเทียบอัตราส่วนลดที่แท้จริงออกมาเป็นตัวเลขได้



ถ้าจำวิธีคิดอย่างนี้ไปใช้ เราจะไม่หลงกล “ตัวเลขราคาสวย” ที่ร้านค้าให้ดู และจะสามารถตัดสินใจได้อย่างสมเหตุสมผล
ทำให้ตัวเลขเล็กดูใหญ่
ไม่ว่าจะเป็นป้ายลดราคาของร้านต่าง ๆ ซูเปอร์มาร์เก็ตที่ขายกล้วย ผงโกโก้ที่ขายทางไปรษณีย์ บริการเปลี่ยนงานชื่อดัง หรือป้ายโฆษณาขายเครื่องสำอางหน้าร้าน ทั้งหมดนี้อยู่ในข่ายของสองประโยคข้างต้นทั้งสิ้น
นี่คือเทคนิคที่ทำให้ตัวเลขเล็กดูใหญ่และทำให้ตัวเลขใหญ่ดูเล็ก นั่นคือเปลี่ยนให้เป็น “หน่วย”
คุณอาจจะไม่ได้สังเกตว่าคนเรามักจะดูหรือพูดถึงตัวเลขควบคู่ไปกับหน่วยเสมอ ถ้ามีแค่ตัวเลข “100” อย่างเดียวก็ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร แต่ถ้าใส่หน่วยว่า “100คน” ก็จะเข้าใจความหมายของตัวเลขนั้น
มองในอีกมุมหนึ่ง จริง ๆ แล้ว “หน่วย” ที่อยู่ข้างหลัง “ตัวเลข” ที่คุณเห็นในชีวิตประจำวันมีความสำคัญยิ่งกว่าตัวเลขเสียอีก และถ้าคุณมองหน่วยที่ว่านี้ผิดไปคุณก็จะหลงกลตัวเลขเข้าให้
ถ้าไม่อยากหลงกลตัวเลข ก็จงดู “หน่วย” ก่อนจะดูตัวเลข
นี่เป็นตัวอย่างต้นแบบซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีสำหรับกรณีแบบนี้ เป็นโฆษณาเครื่องดื่มให้สารอาหารซึ่งแสดงให้เห็นด้วยวิธีเดียวกัน
ทอรีน 1,000 (มิลลิกรัม) = ทอรีน 1 (กรัม)
(รู้สึกใหญ่ ⇔ รู้สึกเล็ก)
พอเปลี่ยนหน่วยแล้วก็ทำให้ตัวเลขเล็กดูเป็นตัวเลขใหญ่ได้ ดังนั้นหากเราสามารถจับจุดหน่วยที่ถูกต้องได้ ก็จะไม่หลงกลตัวเลข ส่วนตัวอย่างด้านล่างนี้เป็นการทำให้ตัวเลขเล็กดูใหญ่ขึ้น โดยอาศัยการเปลี่ยนหน่วยอย่างชำนาญ (ซึ่งใช้เทคนิคอยู่บ้าง)
มะนาว 1 (ลูก) = วิตามินซี 20 (มิลลิกรัม)
(รู้สึกใหญ่ ⇔ รู้สึกเล็ก)
ได้ยินว่าในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มจำกัดนิยามของมะนาว 1 ลูกว่าเท่ากับวิตามินซี 20 มิลลิกรัม โดย 20 มิลลิกรัมนั้นมีน้ำหนักไม่เกินยาเม็ดหรือยาแคปซูลแก้หวัด 1 เม็ด แต่ถ้าได้ยินว่าวิตามินซี 20 มิลลิกรัมจะรู้สึกว่าน้อย แต่ถ้าได้ยินว่าเท่ากับมะนาว 1 ลูกก็จะนึกถึงมะนาวอันแสนเปรี้ยวทั้งลูก และพลอยคิดไปถึงวิตามินซีจำนวนมากแทน เมื่อเราเข้าใจ “หน่วย” ของสินค้าเหล่านี้อย่างถูกต้องแล้ว เราก็จะไม๋โดนหลอกอีกต่อไปนะ
อ่านตัวเลขได้เฉียบขาด ด้วยเทคนิคคิดเลขไว ที่คนไม่เก่งเลขก็ทำได้
ราคา 245 บาท
สั่งซื้อ คลิกที่นี่
บทความอื่นๆ
บริหารจัดการเงินอย่างไร เมื่อต้องสร้างครอบครัว
แบบทดสอบ คุณเป็นคนเก็บเงินเป็นหรือไม่ ฉบับมนุษย์เงินเดือน

ราชินีโพดำ
ทักษะทบต้นความสามารถ เพิ่มโอกาสสำเร็จแบบทวีคูณ
เลิกเป็นคนดี แล้วจะมีความสุข
ครอบครัวหนูย้ายบ้าน (ปกแข็ง)
รวมโจทย์อัปสมอง ประลองความคิดเชิงวิพากษ์
Social Listening การตลาดแบบฉลาดฟังเสียงลูกค้า
How to Know a Person ศิลปะการรู้จักกันให้ลึกซึ้ง
บ้านซุนรเย ห้องเช่าดัดนิสัยของผู้ใหญ่ (ไม่) รู้จักโต
ร้านขนมแห่งความลับ ตอนความลับของความรัก 
