ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา ปก6

[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา ตอนที่ 6 : อาจารย์ของตัวข้า

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

——————————————————————————

6

อาจารย์ของตัวข้า

ถึงอย่างไรเซวียเหมิงก็เติบโตบนยอดเขาสื่อเซิงตั้งแต่เด็ก ย่อมรู้เส้นทางลัดและที่ทางเป็นอย่างดี สุดท้ายก็จับตัวโม่หรานได้

คุมตัวเขามาตลอดทางจนถึงยอดเขาด้านหลัง บริเวณนี้ของยอดเขาสื่อเซิงเป็นจุดที่โลกมนุษย์และโลกภูตผีอยู่ใกล้กันมากที่สุด โดยมีเขตอาคมกั้นไว้ พ้นออกไปด้านหลังก็คือยมโลก

เห็นสภาพน่าสลดของพื้นที่แล้ว โม่หรานก็รู้ทันทีว่าเหตุใดทั้งที่คนผู้นั้นอยู่บ้านชัดๆ แต่ยังต้องให้หวังฟูเหรินออกไปรับแขกที่โถงหน้า

คนผู้นั้นมิใช่ไม่อยากช่วยเหลือ แต่ปลีกตัวไปไม่ได้จริงๆ…

เขตอาคมที่กั้นโลกภูตผีแตก!

เวลานี้ ทั่วทั้งบริเวณอบอวลด้วยกลิ่นอายเข้มข้นของภูตผี วิญญาณร้ายที่ยังไม่สำเร็จกายหยาบร้องโหยหวนลอยล่องอยู่ในอากาศ จากประตูเขาสามารถมองเห็นรอยแยกขนาดใหญ่แหวกผ่ามากลางอากาศได้ ด้านหลังรอยแยกนี้ก็คือโลกภูตผี บันไดศิลาครามทอดยาวนับพันขั้นยื่นออกมาจากรอยแยกของเขตอาคม วิญญาณร้ายที่บำเพ็ญจนได้กายหยาบกำลังคืบคลานมาตามขั้นบันไดนี้ ส่ายเอนโซเซเบียดเสียดกันไต่ลงมา จากแดนยมโลกสู่โลกมนุษย์

หากคนทั่วไปเห็นภาพเช่นนี้ต้องตกใจจนเสียสติเป็นแน่ ตอนโม่หรานเห็นครั้งแรกก็ตกใจจนเหงื่อกาฬผุดทั่วร่างเช่นกัน แต่ตอนนี้เขาคุ้นเคยแล้ว

เขตอาคมระหว่างโลกมนุษย์กับโลกภูตผีสร้างขึ้นโดยฝูซีนับแต่บรรพกาล จนถึงบัดนี้ จึงเปราะบางอ่อนกำลังอย่างยิ่ง ร่องรอยผุพังปรากฏให้เห็นเป็นระยะ ต้องให้ผู้ฝึกเซียนรุดมาซ่อมแซม ทว่าการจะทำเช่นนั้น ไม่เพียงต้องมีระดับการฝึกบำเพ็ญที่มากพอ แต่ยังสิ้นเปลืองพลังวิญญาณอย่างยิ่ง เป็นงานที่ยากลำบากอย่างหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เหล่าเซียนแห่งโลกบำเพ็ญเพียรระดับสูงที่ยินยอมรับภารกิจนี้จึงมีน้อยนัก

วิญญาณร้ายปรากฏบนโลก ผู้คนแห่งโลกบำเพ็ญเพียรระดับล่างคือกลุ่มแรกที่ต้องเผชิญวิบัติก่อน ในฐานะเทพผู้ปกปักแห่งโลกบำเพ็ญเพียรระดับล่าง ขุมกำลังแห่งยอดเขาสื่อเซิงจึงรับหน้าที่ซ่อมแซมเขตอาคม สาเหตุที่ยอดเขาด้านหลังของสำนักพวกเขาตั้งประจัญกับจุดเปราะบางที่สุดของเขตอาคม ก็เพื่อจะได้ซ่อมแซมรอยรั่วได้ทันท่วงที

เขตอาคมชำรุด ปีหนึ่งๆ ต้องรั่วสักสี่ห้าครั้ง ก็ไม่ต่างจากหม้อรั่วที่ผ่านการอุดมา ย่อมไม่อาจนำมาใช้ได้

ยามนี้ บนบันไดศิลายาวตรงทางเข้าโลกภูตผี บุรุษผู้หนึ่งในชุดชาวปลอดพลิ้วสะบัด แขนเสื้อกว้างพัดกระพือ ปราณกระบี่วนเวียนโดยรอบส่องประกายสีทองวูบวาบ กำลังใช้พลังของตนกวาดล้างวิญญาณร้าย ซ่อมแซมรอยรั่วของเขตอาคม

คนผู้นั้นบุคลิกสง่างามดุจเซียน รูปโฉมหล่อเหลายิ่งนัก มองจากไกลๆ ชวนให้นึกโยงไปถึงปัญญาชนผู้พ้นโลก มือถือม้วนตำรายืนอ่านอยู่ท่ามกลางแมกไม้ได้อย่างง่ายดาย ทว่าเมื่อมองดูใกล้ๆ เขากลับมีคิ้วกระบี่คมกริบ นัยน์ตาหงส์เฉียงขึ้น สันจมูกเรียวตรง ดูสุภาพอ่อนโยน ทว่าแววตากลับแข็งกระด้างดุดัน ผิดมนุษย์มนาทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด

โม่หรานมองเขาจากที่ไกล แม้จะเตรียมตัวเตรียมใจมาบ้างแล้ว แต่ในความเป็นจริง เมื่อเห็นคนผู้นี้อยู่ตรงหน้าในสภาพที่ยังมีกำลังวังชาอีกครั้ง ทั้งร่างก็สะท้านไปถึงกระดูกขึ้นมานิดๆ

ครึ่งหนึ่งคือหวาดกลัว อีกครึ่งคือ…ตื่นเต้น

อาจารย์ข้า

ฉู่หว่านหนิง

ในชาติก่อน ผู้ที่เซวียเหมิงมาตามหาถึงตำหนักอูซานในท้ายที่สุด คร่ำครวญจะพบหน้าให้ได้ ก็คือคนผู้นี้

เป็นบุรุษผู้นี้เองที่ทำลายแผนการใหญ่ของโม่หราน ทำลายความปรารถนาอันแรงกล้าของโม่หราน สุดท้ายถูกโม่หรานกักบริเวณและทารุณจนตาย

ว่ากันตามหลักแล้ว โค่นล้มศัตรู ชำระบัญชีแค้นได้ โม่หรานสมควรดีใจ

มหาสมุทรกว้างให้มัจฉากระโดด นภาสูงให้วิหคโบยบิน[1] ไม่มีผู้ใดควบคุมเขาได้อีก เดิมโม่หรานเข้าใจว่าตนเองคิดเช่นนี้

ทว่า เหมือนจะมิใช่เช่นนั้น

หลังจากอาจารย์ตาย นอกจากความแค้นแล้ว คล้ายจะยังมีสิ่งอื่นที่ถูกฝังกลบไปพร้อมกันด้วย

โม่หรานมิได้มีความรู้มากนัก ไม่รู้ว่าความรู้สึกเช่นนั้นเรียกว่าพบคู่ปรับที่ทัดเทียม

เขารู้เพียงว่าใต้หล้านี้ ไม่มีคู่ประมือของตนอีกแล้ว

ตอนอาจารย์ยังมีชีวิต เขาเกรงกลัว หวาดผวาจนตัวสั่นทั้งที่ไม่หนาว เพียงเห็นแส้หลิ่วในมืออาจารย์เขาก็ขนลุกเกรียว เหมือนสุนัขที่ถูกตีจนชิน ยามได้ยินเสียงเคาะไม้ก็ปวดฟัน ขาอ่อน น้ำลายไหลย้อยจากมุมปาก เกร็งจนน่องกระตุกเป็นระยะ

ต่อมาอาจารย์ตายไป คนที่โม่หรานกลัวที่สุดตายไปแล้ว โม่หรานรู้สึกว่าตนเองเติบโตก้าวหน้าขึ้นแล้ว ในที่สุดก็ล้างอาจารย์ได้

ภายหลังกวาดตามองไปทั่วธุลีแดง[2] ไม่มีผู้ใดกล้าให้เขาคุกเข่าอีก ไม่มีผู้ใดตบหน้าเขาอีก

เพื่อเป็นการฉลอง เขาเปิดสุราขาวดอกสาลี่ป้านหนึ่ง นั่งดื่มอยู่บนหลังคาทั้งคืน

คืนนั้น รอยแผลเป็นบนหลังที่ถูกอาจารย์เฆี่ยนตีในวัยเยาว์คล้ายจะแสบร้อนขึ้นมาเพราะฤทธิ์สุรา

เวลานี้เห็นอาจารย์ปรากฏอยู่เบื้องหน้ากับตาตนเองอีกครั้ง โม่หรานจ้องเขาเขม็ง ทั้งหวาดกลัว ทั้งเคียดแค้น แม้กระนั้นก็ยังมีความปีติยินดีอย่างชอบกล

คู่ปรับเช่นนี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง จะไม่ยินดีได้อย่างไร

ฉู่หว่านหนิงมิได้สนใจศิษย์ทั้งสองที่บุกเข้ามายังยอดเขาด้านหลัง ยังคงจดจ่อกับการต้านทานวิญญาณที่แตกฉานซ่านเซ็นไปทั่ว

เครื่องหน้าของเขางดงาม คิ้วทั้งคู่สมส่วนยาวเรียว นัยน์ตาหงส์หลุบลงอย่างเย็นชา ดูพิสุทธิ์เหนือโลก บุคลิกงามสง่า สีหน้าไม่แปรเปลี่ยนแม้อยู่ท่ามกลางมารผจญ ดูแล้วจืดชืดยิ่งนัก ต่อให้เวลานี้เขานั่งลงจุดเครื่องหอมดีดพิณก็ไม่น่าประหลาดใจ

ทว่าบุรุษรูปงามที่หนักแน่นสูงสง่าเช่นนี้ ยามนี้กลับกำลังกวัดแกว่งกระบี่ยาวที่เปล่งประกายเย็นเยียบ ขับไล่ปีศาจ โลหิตสดหยดลงมาจากกระบี่ แขนเสื้อกว้างพลิกสะบัด ปราณกระบี่ตัดขั้นบันไดศิลาเบื้องหน้าระเบิดออกดังตูม เศษอิฐหินกลิ้งลงมา รอยแตกร้าววิ่งผ่าตั้งแต่ซุ้มประตูเขาไปตลอดแนว บันไดยาวพันขั้นแยกออกเป็นร่องลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้งทันที!

ช่างโหดเหี้ยมนัก

ไม่ได้ยลฤทธิ์เดชของอาจารย์มากี่ปีแล้วนะ

พลังครอบงำอันแข็งกล้าที่คุ้นเคยเช่นนี้ทำให้โม่หรานเข่าอ่อนตามความเคยชิน ไม่อาจยืนนิ่งอยู่ได้ ต้องทรุดลงคุกเข่ากับพื้น

ฉู่หว่านหนิงใช้เวลาไม่นานก็สังหารปีศาจได้ทั้งหมด ซ่อมแซมรอยแยกของโลกภูตผีอย่างแคล่วคล่อง เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็เหาะจากกลางอากาศ ลงมายังเบื้องหน้าโม่หรานและเซวียเหมิง

เขามองโม่หรานที่คุกเข่าอยู่ที่พื้นก่อน จากนั้นจึงเหลือบตาขึ้นมองเซวียเหมิง ความเย็นเยียบแทรกซึมไปทั่วนัยน์ตาหงส์คู่นั้น

“ก่อเรื่องมา?”

โม่หรานยอมจำนน

อาจารย์มีความสามารถอย่างหนึ่ง นั่นคือมองขาดเรื่องราวได้ทันทีเสมอ

เซวียเหมิง “อาจารย์ โม่หรานลงเขาไปลักขโมยและล่วงประเวณี อาจารย์โปรดลงทัณฑ์”

ฉู่หว่านหนิงนิ่งเงียบ ไม่เผยอารมณ์ใดๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเย็นชา “รู้แล้ว”

โม่หราน “…”

เซวียเหมิง “…”

ทั้งสองต่างตกตะลึงอยู่บ้าง จากนั้นเล่า? ไม่มีแล้วหรือ

ทว่าชั่วขณะที่โม่หรานลอบรู้สึกว่าโชคช่วยโดยบังเอิญ เงยหน้าขึ้นมองฉู่หว่านหนิง ไม่คิดว่าจะเห็นประกายสีทองคบกริบแหวกอากาศเสียงดังเฟี้ยวอย่างรวดเร็วและรุนแรงดั่งสายฟ้า ฟาดใส่แก้มตนโดยตรง!

โลหิตสาดกระเซ็น!

ความเร็วของลำแสงสีทองนั้นน่าทึ่งนัก อย่าว่าแต่หลบเลี่ยง แม้กระทั่งหลับตาโม่หรานก็หลับไม่ทัน เนื้อหนังบนหน้าถูกเฉือนออก รู้สึกปวดแสบปวดร้อน

ฉู่หว่านหนิงยืนเอามือไพล่หลังอย่างเย็นชากลางสายลมยามราตรีอันสงัดเงียบ ในอากาศยังคงอบอวลด้วยกลิ่นอายวิญญาณร้าย และตอนนี้ก็คละเคล้าด้วยกลิ่นคาวเลือดของมนุษย์ ทำให้สถานที่ต้องห้ามแห่งนี้วังเวงน่าสะพรึงยิ่งกว่าเดิม

สิ่งที่ฟาดใส่โม่หราน คือแส้หลิ่วที่ไม่รู้มาอยู่ในมือฉู่หว่านหนิงตั้งแต่เมื่อใด แส้หลิ่วนี้ทั้งเรียวทั้งยาว ยังมีใบหลิ่วอ่อนสีเขียวติดอยู่ด้วย เวลานี้ห้อยอยู่ข้างเท้า

ของที่อ่อนโยนงดงามเช่นนี้ เดิมสมควรทำให้นึกถึงบทกวีอย่าง “มือเรียวหักกิ่งหลิ่ว ส่งมอบแด่คนรัก”1

น่าเสียดาย มือของฉู่หว่านหนิงทั้งไม่เรียวไม่บาง และไม่มีคนรัก

แส้หลิ่วในมือเขาแท้จริงคือเทพศัสตรา นามว่าเทียนเวิ่น[3] เวลานี้เทียนเวิ่นกำลังเปล่งแสงสีทอง ส่องสว่างในความมืดมิด สะท้อนดวงตาที่ลึกล้ำไม่เห็นก้นบึ้งของฉู่หว่านหนิงจนเป็นประกาย

ฉู่หว่านหนิงขยับริมฝีปาก เอ่ยเสียงเยียบเย็น “โม่เวยอวี่ เจ้าช่างกล้านัก คิดว่าข้าควบคุมเจ้าไม่ได้จริงหรือ”

หากเป็นโม่หรานขณะอายุสิบหกปีจริงๆ เขาคงไม่เก็บคำพูดนี้มาใส่ใจ คิดว่าอาจารย์เพียงแค่ขู่ให้กลัว

แต่โม่เวยอวี่ที่เกิดใหม่อีกครั้ง ผ่านการใช้เลือดของตนทำความเข้าใจการ “ควบคุม” ของอาจารย์มาอย่างถ่องแท้ตั้งแต่ชาติที่แล้ว รู้สึกปวดฟันขึ้นมาทันที ในใจร้อนรุ่ม ปากเริ่มไม่ยอมรับผิด คิดจะล้างมลทินให้ตนเอง

“อาจารย์…” โม่หรานเงยหน้าขึ้น เลือดยังไหลออกมาจากแก้ม นัยน์ตารื้น เขารู้ว่าสภาพตนในยามนี้ต้องน่าสงสารอย่างยิ่งแน่ “ศิษย์ไม่เคยลักขโมย…ไม่เคยล่วงประเวณี…เหตุใดอาจารย์แค่ฟังคำพูดประโยคเดียวของเซวียเหมิง ก็ตีข้าโดยไม่ถามไถ่สักคำ”

“…”

โม่หรานมีไม้ตายอยู่สองอย่างเวลารับมือกับท่านลุง อย่างแรก แสร้งทำน่ารักน่าเอ็นดู อย่างที่สอง แสร้งทำน่าสงสาร ตอนนี้กำลังใช้วิธีหลังกับฉู่หว่านหนิง ทำท่าน้อยอกน้อยใจจนน้ำตาหยด “หรือว่าในสายตาท่าน ศิษย์เหลือทนถึงเพียงนั้น เหตุใดอาจารย์จึงไม่ยอมให้ข้ามีโอกาสแม้แต่จะแก้ต่างบ้าง”

เซวียเหมิงโกรธจนกระทืบเท้าอยู่ข้างๆ “โม่หราน! เจ้า…เจ้ามันคนปลิ้นปล้อน! ไร้ยางอาย! อาจารย์ ท่านอย่าไปฟังเขา อย่าให้ไอ้ตัวบัดซบนี่หลอกเอา! เขาขโมยจริงๆ! ของกลางล้วนยังอยู่!”

ฉู่หว่านหนิงหลุบตาลง สีหน้าเย็นชา “โม่หราน เจ้าไม่เคยลักขโมยจริงๆ หรือ”

“ไม่เคย”

“…เจ้าคงรู้ว่า โกหกข้าจะมีผลลัพธ์เช่นไร”

โม่หรานขนลุกจนผิวขึ้นตุ่มหนังไก่ไปหมดแล้ว เขาจะไม่รู้ได้หรือ แต่ยังคงปากแข็ง “อาจารย์โปรดเมตตา!”

ฉู่หว่านหนิงเงื้อมือ แส้หลิ่วเปล่งแสงสีทองขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งนี้มิได้ฟาดลงมาบนร่างโม่หราน แต่กลับรัดตัวเขาเอาไว้แน่น

ความรู้สึกนี้ช่างคุ้นเคยนัก นอกจากแส้หลิ่ว “เทียนเวิ่น” จะฟาดคนเป็นอาจิณแล้ว ยังมีการใช้งานอีกอย่างหนึ่ง…

ฉู่หว่านหนิงจ้องโม่หรานที่ถูกเทียนเวิ่นรัดแน่น ถามอีกครั้ง “ไม่เคยลักขโมย?”

โม่หรานรู้สึกเหมือนถูกความเจ็บปวดที่คุ้นเคยจู่โจมเข้าหัวใจ ชั่วขณะนั้นราวกับมีอสรพิษน้อยฟันแหลมคมทะลวงเข้ามาในอก ปั่นป่วนอวัยวะภายใน

สิ่งที่มาพร้อมกับความเจ็บปวดคือการล่อลวงอันไม่อาจต้านทาน โม่หรานอ้าปากอย่างสิ้นท่า น้ำเสียงแหบพร่า “ข้า…ไม่เคย…เลย…!”

คล้ายสัมผัสได้ว่าเขากำลังพูดปด ประกายสีทองของเทียนเวิ่นสว่างวาบยิ่งกว่าเดิม โม่หรานเจ็บจนเหงื่อผุดพราย แต่ยังขืนต้านทานการทารุณนี้สุดชีวิต

นี่ก็คือการใช้งานอย่างที่สองนอกจากการฟาดคนของเทียนเวิ่น “ไต่สวน”

เมื่อถูกเทียนเวิ่นมัดไว้ ก็ไม่มีผู้ใดโกหกต่อหน้าผู้เป็นนายของเทียนเวิ่นได้ ไม่ว่าคนหรือผี เป็นหรือตาย เทียนเวิ่นล้วนมีวิธีทำให้พวกเขาปริปาก ตอบสิ่งที่ฉู่หว่านหนิงต้องการรู้ออกมา

ชาติที่แล้วมีคนเพียงผู้เดียว ที่อาศัยการบำเพ็ญอันแก่กล้า จนในที่สุดก็รักษาความลับต่อหน้าเทียนเวิ่นได้

คนผู้นั้นคือโม่เวยอวี่ที่ได้กลายเป็นตี้จวินแห่งโลกมนุษย์แล้ว

โม่หรานที่เกิดใหม่กอดเศษเสี้ยวของโชคนี้เอาไว้ คิดว่าตนเองจะยังเหมือนในตอนนั้น ต้านการทารุณของเทียนเวิ่นได้ แต่หลังจากกัดริมฝีปากแน่นอยู่นาน เหงื่อเม็ดโตไหลลงมาตามหว่างคิ้ว เขาก็สั่นเทิ้มไปทั้งร่าง สุดท้ายก็เจ็บจนฟุบอยู่แทบเท้าฉู่หว่านหนิง พลางหอบหายใจ

“ข้า…ข้า…ขโมย…”

ความเจ็บปวดพลันสลาย

โม่หรานยังไม่ทันได้พักหายใจ ก็ได้ยินฉู่หว่านหนิงถามต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชากว่าเดิม

“เคยล่วงประเวณี?”

คนฉลาดไม่ทำเรื่องโง่เขลา ในเมื่อเมื่อครู่ต้านทานไม่อยู่ ตอนนี้ยิ่งเป็นไปไม่ได้ ครั้งนี้โม่หรานจึงไม่ต้านทานใดๆ ขณะที่ความเจ็บปวดจู่โจม เขาก็ตะโกนติดๆ กัน “เคยๆๆๆ! ไม่เอาแล้ว อาจารย์! ไม่เอาแล้ว!”

เซวียเหมิงหน้าเขียวคล้ำอยู่ข้างๆ น้ำเสียงตื่นตระหนก “เจ้า…เจ้า เหตุใดจึง…หรงจิ่วผู้นั้นเป็นบุรุษ แต่เจ้ากลับ…”

ไม่มีใครสนใจเขา ประกายสีทองของเทียนเวิ่นค่อยๆ จางลง โม่หรานหอบหายใจ เหงื่อชุ่มโชกทั้งร่างราวกับเพิ่งขึ้นจากน้ำ หน้าซีดเผือดราวกระดาษ ริมฝีปากยังคงสั่นระริกไม่หยุด ล้มกองอยู่กับพื้นอย่างไม่อาจขยับเขยื้อน

มองผ่านแพขนตาชุ่มเหงื่อ เห็นร่างสูงสง่าที่สวมครอบเกี้ยวหยกเขียวและแขนเสื้อยาวระพื้นของฉู่หว่านหนิงเพียงรางๆ

ความเคียดแค้นแรงกล้าพลันผุดขึ้นในใจ…ฉู่หว่านหนิง! ชาติที่แล้วตัวข้าทำกับเจ้าเช่นนั้น ไม่ผิดดังคาด! ต่อให้มีชีวิตอีกครั้ง ก็ยังคงชิงชังเจ้า! ข้าจะสมสู่บรรพบุรุษเจ้าสิบแปดชั่วโคตร!

ฉู่หว่านหนิงไม่รู้ว่าศิษย์เดรัจฉานผู้นี้จะสมสู่บรรพบุรุษสิบแปดรุ่นของตนเอง เขายืนนิ่งอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าอึมครึมครู่หนึ่ง จากนั้นจึงกล่าวว่า

“เซวียเหมิง”

แม้เซวียเหมิงจะรู้ว่าทุกวันนี้บรรดาบุตรหลานพ่อค้าคหบดีมีรสนิยมชมชอบบุรุษ ทั้งมีไม่น้อยที่เริงรักกับนายบำเรอเพียงเพื่อแสวงหาความแปลกใหม่ มิได้ชมชอบบุรุษจริงๆ แต่เขาก็ยังคงรับไม่ได้อยู่บ้าง ยืนแข็งทื่อไปครู่หนึ่งก่อนรับคำ “อาจารย์ เชิญสั่งการ”

“โม่หรานลักขโมย ล่วงประเวณี และโป้ปด นำตัวเขาไปสำนึกผิดที่ตำหนักเหยียนหลัว[4] พรุ่งนี้คุมตัวไปที่แท่นซ่านเอ้อ[5] ลงโทษต่อหน้าทุกคน”

เซวียเหมิงตกใจ “อะ…อะไรนะ ลงโทษต่อหน้าทุกคน?”

ความหมายของการลงโทษต่อหน้าทุกคนก็คือ นำตัวศิษย์ที่กระทำความผิดวินัยร้ายแรงมาที่เบื้องหน้าศิษย์ทั้งสำนัก แม้กระทั่งท่านป้าที่โรงอาหารก็ให้มาด้วย จากนั้นตัดสินโทษ และลงโทษตรงนั้น

อับอายขายหน้า

ควรรู้ว่าโม่หรานคือคุณชายแห่งยอดเขาสื่อเซิง แม้กฎเกณฑ์ในสำนักจะเข้มงวด แต่เนื่องจากโม่หรานมีสถานะพิเศษ ท่านลุงสงสารที่เขาสูญเสียบิดามารดาตั้งแต่ยังเด็ก เร่ร่อนอยู่ข้างนอกถึงสิบสี่ปี ด้วยเหตุนี้จึงคอยปกป้องด้วยความรู้สึกส่วนตัวอย่างอดไม่ได้ ต่อให้เขาทำผิด ก็เพียงแค่ว่ากล่าวตักเตือนเล็กน้อย ไม่เคยเฆี่ยนตี

แต่อาจารย์กลับไม่ไว้หน้าประมุขแม้แต่น้อย จะหิ้วตัวหลานรักของผู้อื่นไปประจานต่อหน้าคนทั้งสำนักที่แท่นซ่านเอ้อให้ได้ หาวิธีสร้างความอัปยศให้คุณชายโม่ นี่คือสิ่งที่เซวียเหมิงคาดไม่ถึง

โม่หรานกลับไม่ผิดคาดแม้แต่น้อย

เขานอนอยู่บนพื้น มุมปากยกยิ้มเย็นชา

อาจารย์ของเขาผู้นี้ยิ่งใหญ่เพียงใด เที่ยงตรงยุติธรรมเพียงใด

ฉู่หว่านหนิงเป็นคนเลือดเย็น ชาติที่แล้ว ซือเม่ยตายต่อหน้าเขา โม่หรานร้องไห้อ้อนวอนเขา คว้าชายเสื้อของเขา คุกเข่าลงขอความช่วยเหลือจากเขา

แต่ฉู่หว่านหนิงทำหูทวนลม

ศิษย์ของเขาจึงขาดใจตายต่อหน้าต่อตา โม่หรานเองก็ร้องไห้แทบขาดใจอยู่ข้างๆ เช่นกัน ทว่าเขากลับนิ่งดูดาย ไม่นำพาแม้แต่น้อย

ตอนนี้ก็แค่เอาตัวเขาไปที่แท่นซ่านเอ้อ ลงโทษต่อหน้าธารกำนัล มีอะไรแปลกประหลาด

โม่หรานแค้นเพียงเวลานี้ระดับการบำเพ็ญเพียรของตนยังอ่อนด้อยนัก ไม่อาจถลกหนังเขา ดึงเส้นเอ็นเขา ดื่มเลือดเขา ไม่อาจกระชากผมเขา ลบหลู่เขา ไม่อาจทรมานเขา ทำลายศักดิ์ศรีเขาให้สาแก่ใจ ทำให้เขาอยู่มิสู้ตาย…

ชั่วขณะนั้นความดุร้ายเยี่ยงสัตว์ป่าในแววตาไม่อาจเก็บซ่อนเอาไว้ได้ และฉู่หว่านหนิงก็สังเกตเห็น

เขาเหลือบมองใบหน้าของโม่หรานอย่างเย็นชา บนใบหน้างามไม่เผยอารมณ์เกินจำเป็น

“เจ้ากำลังคิดอะไร”

แย่แล้ว!

เทียนเวิ่นยังมิได้เก็บกลับไป!

โม่หรานรู้สึกได้ว่าแส้ที่มัดตนอยู่กระหวัดรัดอีกครั้ง อวัยวะภายในถูกบิดจนแทบแหลกลาญ เจ็บปวดจนส่งเสียงร้องออกมา หอบหายใจพลางตะโกนสิ่งที่อยู่ในใจ…

“ฉู่หว่านหนิง เจ้าร้ายกาจนัก! กลับไปข้าจะสมสู่เจ้าให้ตาย!”

เงียบกริบ

ฉู่หว่านหนิง “…”

เซวียเหมิงตกตะลึง “…”

เทียนเวิ่นพลันตวัดกลับไปอยู่ในฝ่ามือฉู่หว่านหนิง กลายเป็นประกายแสงเล็กๆ ก่อนจะหายวับไป เทียนเวิ่นผสานอยู่ในร่างของฉู่หว่านหนิง เรียกออกมาและเก็บกลับไปได้ตามใจปรารถนา

เซวียเหมิงหน้าซีดเผือด เอ่ยตะกุกตะกัก “อะ…อะ..อาจารย์…”

ฉู่หว่านหนิงมิได้พูดอะไร ขนตายาวดำสนิทหลุบลง มองฝ่ามือตนเองอย่างใจลอยครู่หนึ่ง จากนั้นก็เหลือบตาขึ้น สีหน้ายังคงไม่เปลี่ยน แต่เหมือนจะเย็นชากว่าเดิมอยู่บ้าง ด่าด้วยสายตาว่า ‘ศิษย์เดรัจฉานสมควรตาย’ จ้องโม่หรานนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำ

“เทียนเวิ่นพังแล้ว ข้าจะไปซ่อม”

ฉู่หว่านหนิงทิ้งคำพูดไว้เพียงเท่านั้นก็หันกายผละจากไป

เซวียเหมิงเด็กทึ่ม “เทพ…เทพศัสตราเช่นเทียนเวิ่น พังได้ด้วยหรือ”

ฉู่หว่านหนิงได้ยินก็หันมามองเขาแวบหนึ่ง ด่าด้วยสายตาอีกครั้งว่า ‘ศิษย์เดรัจฉานสมควรตาย’

เซวียเหมิงสั่นสะท้านทันที

โม่หรานนอนหายใจรวยรินอยู่ที่พื้น สีหน้าอึ้งงัน

เขาเพิ่งคิดเพ้อเจ้อว่าจะหาโอกาสสมสู่ฉู่หว่านหนิงให้ตาย เขารู้ดีว่าปรมาจารย์ฉู่ผู้มีฉายาอันน่าเคารพว่า “หว่านเยี่ยอวี้เหิง เป๋ยโต่วเซียนจุน”[6] ผู้นี้ให้ความสำคัญกับบุคลิกสูงสง่ามาตลอด ย่อมรับไม่ได้ที่สุดหากถูกคนเหยียบขยี้ใต้ฝ่าเท้า

แต่เรื่องทำนองนี้จะให้ฉู่หว่านหนิงรู้ได้อย่างไร!

โม่หรานคราง “อูย” คล้ายสุนัขถูกทอดทิ้ง พลางเอามือปิดหน้า

นึกถึงสายตาของฉู่หว่านหนิงยามจากไป เขาก็รู้สึกว่าตนเองคงเข้าใกล้ความตายแล้วจริงๆ


[1] อุปมาว่า คนเรามีอิสรเสรีที่จะแสดงความสามารถในโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้

[2] หมายถึง โลกมนุษย์ที่ยังข้องอยู่ในโลกียะ

1 จากบทกวีหักกิ่งหลิ่ว ของจางจิ่วหลิง

[3] สวรรค์ถาม

[4] ตำหนักพญายม

[5] แท่นดีชั่ว

[6] แปลว่า เซียนจุนแห่งหมู่ดาวเป๋ยโต่ว (กลุ่มดาวหมีใหญ่) อวี้เหิงยามราตรี (ดาวอัลลิออธ ดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในกลุ่มดาวหมีใหญ่)

ใส่ความเห็น