fbpx

[ทดลองอ่าน] เพราะเธอตายบนโซฟาตัวนั้น / แพรวสำนักพิมพ์

เพราะเธอตายบนโซฟาตัวนั้น  

(붉은 소파) 

โชยองจู เขียน

วิทิยา จันทร์พันธ์ แปล 

ติดตามการวางจำหน่ายได้ที่เพจ แพรวสำนักพิมพ์

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์) 

——————————————————————————————————————-

 

บทที่ 1

สถานที่เกิดเหตุ

 

 

1

 

ไม่มีใครสักคนสงสัยเลยว่า ทำไมโซฟาสีแดงถึงตั้งอยู่ที่นั่น

หลังเดินผ่านทางออกหมายเลขสี่ของสถานีอับกูจองออกมาด้านนอกและเลี้ยวเข้าไปในซอยเบื้องหน้า ก็จะพบอาคารหกชั้นทันที ชั้นแรกของตึกอยู่ระหว่างการปรับปรุงก่อสร้าง บริเวณหัวมุมจัดเป็นย่านการค้า ทว่าความคึกคักในละแวกนี้แทบไม่ส่งผลใดๆ กับที่นี่เลย เดิมที่นี่เคยเป็นร้านกาแฟ ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นร้านขายของชำ แฟรนไชส์อาหารฟาสต์ฟู้ด กระทั่งคราวนี้ได้กลายเป็นร้านเครื่องสำอางแบรนด์ดัง บริษัทก่อสร้างได้ติดตั้งแผ่นเหล็กสีขาวสูงลิบไว้หน้าอาคารเพื่อป้องกันเสียงรบกวนด้วย

วันหนึ่งที่เบื้องหน้าแผ่นเหล็กสีขาว คล้ายกับฮอริซอนต์[1]ขนาดใหญ่นี้ ได้มีคนนำโซฟาสีแดงมาวางตั้งไว้ มันเป็นโซฟาผ้าขนาดสองที่นั่ง ซึ่งหากเป็นเด็กก็อาจนั่งได้ถึงสามคน ผ้าคลุมของโซฟาไม่ได้มีสีแดงสด แต่เป็นสีแดงเลือดหมู ที่เท้าแขนทำมาจากท่อนไม้ลื่นเรียบ เวลาสัมผัสรู้สึกดีเหมือนยามเปิดฝาครอบเปียโนเก่า ขาของโซฟาตัวนี้เป็นไม้ โค้งงออ่อนช้อยมาก แต่ก็ดูสง่างามดังเช่นขาทั้งสี่ของแมวด้วย

ไม่ว่าลมจะพัดแรงแค่ไหน ฝนจะตกหนักเพียงใด โซฟาตัวนี้ก็ยังคงตั้งอยู่ที่นั่น ในวันที่ฝนตกกระหน่ำ จะมีร่มคันหนึ่งวางอยู่บนนั้น และวันที่รุ่งสางอากาศหนาวยะเยือก ก็มีผ้าห่มลายสก็อตสีแดงคลุมทับโซฟาไว้ เห็นได้ชัดว่าโซฟาตัวนี้มีใครคนหนึ่งคอยดูแลเป็นอย่างดี

ภายหลังมันได้กลายเป็นที่พักพิงสำหรับผู้คนมากมาย ชั้นหนึ่งของอาคารฝั่งตรงข้ามเป็นร้านอาหารพุนชิกจิบ[2] เนื่องจากเมนูหลักของทางร้านได้ออกรายการโทรทัศน์ ผู้คนจึงแห่กันมาซื้ออย่างคับคั่ง มันเลยกลายเป็นที่นั่งรอคิวไปโดยปริยาย หญิงสาวสวมกระโปรงเดรสใช้มันเป็นที่นั่งรอคนรัก นักธุรกิจใส่สูทละแวกนั้นใช้มันเป็นที่พักจากความเหนื่อยล้า หัวหน้าวัยใกล้เกษียณใช้มันเป็นที่ล้มตัวลงนอนยามดื่มหนัก และในบางครั้งผู้โดยสารก็ใช้มันเป็นที่นั่งเล่นเกมฆ่าเวลาขณะรอรถ ทว่าถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครสักคนสงสัยเลยว่า ทำไมโซฟาสีแดงตัวนี้ถึงได้มาตั้งอยู่เบื้องหน้าแผ่นเหล็กสีขาวในเขตก่อสร้าง เนื่องจากมันเป็นแค่โซฟาตัวหนึ่งเท่านั้น

ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่า พวกคนงานก่อสร้างคงเอามาวางไว้ เพราะการจะตั้งวัตถุใดไว้ในเขตก่อสร้าง จำเป็นต้องได้รับการอนุญาตก่อน ผู้คนอีกส่วนหนึ่งก็คาดเดาว่า นี่เป็นบริการจากร้านอาหารฝั่งตรงข้าม แต่ความจริงเรื่องราวเบื้องหลังนั้นลึกล้ำเกินกว่าที่ทุกคนจะจินตนาการได้

โซฟาสีแดงตัวนี้ทำหน้าที่เป็นเหยื่อล่อชนิดหนึ่ง

มันเป็นเครื่องมือของชายคนหนึ่งซึ่งออกตามหา ‘ใครคนนั้น’ และพยายามบันทึกภาพของ ‘ใครคนนั้น’ ลงในกล้องตัวเอง

 

 

2

 

ระหว่างนั้นเขาเช่าห้องบนชั้นสองของร้านอาหารไว้พักอาศัย

หนึ่งเดือนที่แล้ว ก่อนจะย้ายมาอยู่ที่นี่ เขาได้ลงมือทำภารกิจสองอย่าง หนึ่งคือซื้อโซจูหลายขวดไปดื่มกับคนงานก่อสร้าง พร้อมทั้งขอร้องว่าให้ช่วยวางโซฟาสีแดงไว้ที่นั่น อีกหนึ่งคือขอผูกปิ่นโตกับร้านอาหารชั้นล่าง ทั้งสองอย่างนี้เป็นเรื่องง่ายๆ เนื่องจากคนงานก่อสร้างจำเป็นต้องมีที่พักนั่ง ส่วนร้านอาหารด้านล่างก็เปิดบริการตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง จึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีลูกค้าประจำเพิ่มอีกคน

หลังจากนั้นเขาเก็บตัวอยู่ภายในห้อง ตัดขาดการติดต่อกับโลกภายนอก ไม่อาบน้ำ ไม่เปลี่ยนเสื้อผ้า ผูกชีวิตไว้กับกล้องตัวใหญ่ จ้องมองแน่วแน่ไปที่โซฟาสีแดงเบื้องหน้าสถานที่ก่อสร้าง ทุกครั้งยามถ่ายรูป เขามักจะเป็นเช่นนี้เสมอ ไม่สนใจว่าจะมีหนวดเคราขึ้นตามใบหน้า เนื้อตัวมีขี้ไคล ศีรษะเหนอะหนะหรือมีเหา มีแมลงคลานออกมาจากขาหนีบหรือไม่ เขาจะจดจ่อกับสิ่งตรงหน้าเท่านั้น จนกว่าพริบตาที่เหมาะสมจะมาถึง เหมือนคำกล่าวของ อ็องรี การ์ตีเย-แบรซง[3] ที่ว่า

การถ่ายภาพคือการกลั้นใจรอ

ความจดจ่อนั้นหล่อหลอมเป็นเนื้อตัวเขาในตอนนี้ ช่างภาพผู้ผ่านประสบการณ์มายาวนานกว่าสี่สิบปี ที่ทำให้โลกตะลึงงันด้วยผลงานรูปถ่ายเพียงใบเดียวตอนอายุสิบเก้า ชองซอกจูในวัยห้าสิบแปดคู่ควรกับคำว่าอัจฉริยะมากกว่าใคร

อาศัยเวลาไม่นาน โซฟาสีแดงเจ้าปัญหาตัวนี้ก็กลายเป็นจุดดึงดูดผู้คนทุกหนแห่ง ด้วยบรรยากาศที่เซตไว้เสมือนฉากถ่ายภาพยนตร์ ทำให้ที่นี่ถูกเรียกขานด้วยคำยอดฮิตอย่าง ‘จุดถ่ายรูปแลนด์มาร์ก’ ผู้คนที่มานั่งถ่ายรูปบนโซฟาตัวนี้ จะโพสต์ภาพลงในเอสเอ็นเอส[4] จนท้ายที่สุดหลายคนต่างก็มาที่อับกูจองทั้งที่ไม่มีธุระอะไรแถวนี้ เพียงเพื่อนั่งบนโซฟาสีแดงเท่านั้น

ชองซอกจูคอยจับตามองคนที่เขาถูกใจ กดชัตเตอร์เงียบๆ และแอบกังวลใจเล็กน้อยว่า เขาอาจเผลอใช้ฟิล์มที่เตรียมไว้สำหรับออกเดินทางจนหมด ซึ่งหากเป็นแบบนั้นก็คงจะแย่แน่ ฟิล์มของกล้องวิวคาเมร่าที่ชองซอกจูใช้ต่างจากฟิล์มถ่ายภาพทั่วไป มันเป็นฟิล์มแบบโบราณขนาดใหญ่ถึงแปดคูณสิบนิ้ว หากต้องสั่งซื้อใหม่ก็ค่อนข้างวุ่นวาย ทั้งที่คิดแบบนั้นแต่ชองซอกจูก็ยังคงกดชัตเตอร์ไปเรื่อยๆ โดยไม่นึกเสียดาย เขาหมุนปุ่มโฟกัสอย่างเชี่ยวชาญ เพื่อเตรียมตะครุบผู้ชายคนหนึ่ง

ขณะนั้นได้มีชายรูปร่างสูงใหญ่ ใส่เสื้อคลุมเบสบอลกับกางเกงยีนส์ สวมหมวกเบสบอล สะพายกระเป๋าปีนเขาขนาดใหญ่ ตรงดิ่งไปที่โซฟาสีแดง ท่าทางของเขาดูคล้ายคนที่พร้อมจะแซงคิวใครก็ตาม เขาเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าคู่รักหนุ่มสาววัยประมาณยี่สิบซึ่งกำลังนั่งอยู่บนโซฟาสีแดงและพูดอะไรบางอย่างพลางชี้มือไปมาจนผู้คนรอบข้างเริ่มมุงมอง ท่าทางของเขาเหมือนกำลังบอกให้อีกฝ่ายลุกขึ้น แต่ไม่มีใครฟังเขาเลย และแล้วสถานการณ์ก็เปลี่ยนไปทันทีที่เขาถอดหมวกเบสบอลออก เผยให้เห็นใบหน้าของตัวเอง เขาก้มศีรษะโค้งให้กับฝูงชนที่ยังรวมตัวอยู่ที่นั่น เพียงเท่านั้นก็เกิดเสียงอื้ออึงขึ้น หลายคนขอถ่ายภาพ รวมทั้งขอลายเซ็นจากเขา

ซอกจูสังเกตแผ่นหลังของชายผู้นั้น ซึ่งยังคงสะท้อนกลับหัวอยู่ในจอภาพ น่าสนใจดีที่เขากล้าปะทะกับผู้คน เพียงเพราะคิดอยากยึดครองที่นั้นไว้เพียงลำพังโดยไม่มีใครทราบเหตุผล อีกอย่างรูปร่างหน้าตาของเขาก็ถือว่ายอดเยี่ยม ลำตัวสูงใหญ่ แขนขายาว เหมาะสมที่จะเป็นวัตถุสำหรับถ่ายภาพ ส่วนกระเป๋าที่เขาสะพายอยู่ก็ยิ่งสะดุดตา มันมีขนาดใหญ่เท่ากับกระเป๋าของซอกจูยามออกเดินทาง เป็นเป้ทั่วไปซึ่งมีไว้เพื่อเตรียมออกไปถ่ายรูป…เดี๋ยวนะ หรือว่าจะเป็นหมอนั่น

หลังความโกลาหลสิ้นสุดลง ที่นั่นก็เหลือแค่ชายคนนั้นเพียงลำพัง เขาเงยหน้าขึ้นมองสำรวจไปรอบๆ ก่อนจะเพ่งด้านหลังหน้าต่างที่ชองซอกจูซ่อนตัวอยู่

ชั่ววินาทีนั้นสายตาของเขาซึ่งสะท้อนกลับหัวอยู่บนจอภาพ ประสานเข้ากับดวงตาของซอกจู โดยมีกล้องขนาดใหญ่กั้นกลาง

ซอกจูถึงกับเหงื่อตก ทันทีที่ชายผู้นี้ปรากฏตัวขึ้น เขาก็พลันระลึกถึงสัญญาที่ห้ามผิดคำพูดอย่างเด็ดขาด ก่อนจะรีบจัดแจงเก็บกล้องเตรียมจากไป ทว่ากล้องวิวคาเมร่านี้ค่อนข้างใหญ่ การถอดชิ้นส่วนต่างๆ ออกจึงใช้เวลาค่อนข้างนาน แล้วเขาก็ไม่อยากปล่อยกองฟิล์มซึ่งเรียงอยู่เต็มผนังห้องฝั่งหนึ่งไว้แบบนี้ด้วย หรือว่าควรทิ้งให้อีกฝ่ายจัดการแทน แล้วเผ่นหนีไปก่อนดี เรื่องแบบนี้ไม่เกินฝีมือของชายผู้นั้นอยู่แล้ว

“จะไปไหนเหรอครับ”

น่าเสียดายที่สายเกินไป ขณะที่ซอกจูกำลังลนลาน ชายผู้นั้นก็มายืนดักรออยู่ที่หน้าประตูแล้ว

“…โอ้ เจอตัวจนได้สิน่า”

“ผมเห็นในอินสตาแกรมครับ โซฟาสีแดงที่อับกูจอง ไม่คิดมาก่อนเลยว่าอาจารย์จะวางโซฟาสีแดงไว้ในที่ที่ใกล้แค่ปลายจมูก แล้วมาซ่อนตัวแบบนี้”

อีแจฮยอก เป็นทั้งช่างภาพและลูกศิษย์ของซอกจู

“แจฮยอก ที่นี่มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย…”

“หยุดติดต่อกับบริษัทนิตยสารไปดื้อๆ พวกเขาบอกว่าไม่มีใครติดต่ออาจารย์ได้ ตอนนี้ถึงผมจะเจอตัวอาจารย์แล้ว ก็ใช่ว่าจะตกลงกันได้ เวลาเบื่อขึ้นมาก็ไม่พกโทรศัพท์ หนีไปต่างจังหวัดเลิกติดต่อกัน พวกเขาถามว่าแล้วแบบนี้จะให้ติดต่อกับช่างภาพชื่อดังที่เอาแต่หมกมุ่นกับการถ่ายรูปขาวดำด้วยวิวคาเมร่าได้ยังไง ขอร้องละครับช่วยดูแลตัวเองหน่อยเถอะ”

“คนสมัยนี้ไม่มีความอดทนซะเลย ผลงานที่ดีมันก็ต้องค่อยๆ ถ่ายสิ…”

“ขืนทำแบบนี้ก็คงมีแต่หนี้สินแหละครับ”

แจฮยอกยุติคำพูดของซอกจูลงในทันใด

“หนี้สินอะไรเล่า นิทรรศการปีก่อนก็เห็นว่าทำเงินได้มากมาย ขายภาพได้ตั้งเยอะ”

“เงินกำไรจากนิทรรศการสูงทีเดียวครับ สิบเจ็ดล้านห้าแสนแปดหมื่นเก้าพันสี่ร้อยวอน[5]

“โอ้โห ไม่ลืมแม้กระทั่งหมื่นเก้าพันสี่ร้อยวอนเลยแฮะ”

ซอกจูยิ้ม

“ราคาสมุดภาพเดบิวต์ของฉันที่ขายให้กับลูกค้าคนสำคัญสินะ…”

“ใช่ครับ อาจารย์ขายสมุดภาพเดบิวต์ ‘การเกิด’ ฉบับตีพิมพ์ครั้งแรก ซึ่งเป็นรูปถ่ายในตำนานของอาจารย์ ในราคาหนึ่งหมื่นเก้าพันสี่ร้อยวอน ทั้งที่ราคาประมูลในอินเทอร์เน็ตโดดไปสูงถึงสิบล้านวอน”

ต่อให้นั่นเป็นเล่มที่บทส่งท้ายถูกตัดทิ้งไปแล้วก็เถอะ…แจฮยอกไม่ได้หลุดพูดออกมา ก่อนจะรู้สึกฉุนเฉียวขึ้นอีกระลอก

“ก็ป้าคนนั้นเขาบอกว่าไม่มีเงินนี่ ลูกชายดันมาป่วยอีก ถ้าหายดีเมื่อไหร่ เดี๋ยวก็เอาเงินมาให้เองละ”

“ไม่ได้สิ นั่นมันสมุดภาพที่ล้ำค่ามากนะครับ…เฮ้อ พอเถอะ เรื่องนี้ไม่สำคัญแล้ว เพราะไม่ว่าจะยังไงสุดท้ายอาจารย์ก็ใช้เงินทั้งหมดไปกับการท่องเที่ยวอยู่ดี จนเกิดเรื่องวุ่นวายแบบทุกวันนี้!”

แจฮยอกถอดหมวกออก

“อาจารย์เองก็รู้นี่ครับ โซฟาสีแดง มันไม่มีความหมายอีกแล้ว”

ภายในห้องไร้แสงสว่าง แจฮยอกยืนย้อนแสง ท่ามกลางความมืดสลัวใบหน้าของเขายังคงดูเด่นชัด แม้จะเป็นภาพเงาเลือนรางก็ยังพูดได้เต็มปากว่าหล่อหมดจด

“แจฮยอก”

“อาจารย์จะหยุดได้รึยังครับ จะกลับกันได้รึยัง”

“เธอออกจากวงการไปเกือบยี่สิบปีแล้ว แต่ยังดูมีแววนายแบบไม่เปลี่ยน”

“เฮ้อ พอเถอะครับ! ได้โปรด!”

ปกติแล้วแจฮยอกเป็นคนที่เข้าใจความคิดความอ่านของอาจารย์ทั้งหมด ทว่าในสถานการณ์ดังเช่นวันนี้ คำพูดเลื่อนลอยจากปากอีกฝ่ายทำให้เขาแทบขาดสติ

“ขอโทษนะ ฉันรู้ว่ามันคงไม่เพียงพอ แต่ลึกๆ ก็ยังอยากถ่ายรูปพวกนี้อยู่ดี”

ซอกจูเกาศีรษะซึ่งเส้นผมฟันกันยุ่งเหยิงด้วยความคัน

“ฉันอยากตามหามันให้เจอด้วยตัวเอง อยากถ่ายภาพตอนมันนั่งลงบนโซฟาตัวนี้ ถ่ายให้ทะลุถึงจิตใจมันให้ได้”

“ถ้าอาจารย์ทำแบบนั้น แล้วเราจะมีตำรวจสืบสวนไว้ทำไมล่ะครับ!”

“เพราะพวกตำรวจมันไร้ความสามารถยังไงล่ะ ไม่งั้นฉันคงไม่ต้องลงมือด้วยตัวเองหรอก”

“อาจารย์ครับ แล้วสตูดิโอล่ะ เราค้างค่าเช่ามาครึ่งปีแล้ว ตอนนี้เจ้าของตึกไม่ยอมแล้วนะครับ มีเรื่องมากมายที่ต้องทำ รบกวนอาจารย์ช่วยกลับมาจัดการหน่อยเถอะ”

“บอกเขาไปเลยว่าอยากยึดอะไรก็ยึดไป ถ้าขายอุปกรณ์พวกนั้นทั้งหมด น่าจะพอค่าเช่า แถมได้ค่าส่วนต่างอีกนิดหน่อย”

“อุปกรณ์ในสตูดิโอ อาจารย์ใช้สร้างผลงานชิ้นเอกมาชั่วชีวิต รักเหมือนลูกในไส้ จะยกให้คนอื่นง่ายๆ แบบนี้เหรอครับ”

“ใช่ ฉันยกให้”

ซอกจูแทรกศีรษะเข้าไปในผ้าคลุมของกล้องเบื้องหน้า

“ตอนนี้สำหรับฉันไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับโซฟาสีแดงอีกแล้ว…”

พอได้ยินเสียงบ่นพึมพำของอาจารย์ แจฮยอกก็นึกอยากจะตะโกนใส่

ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์เมื่อสิบห้าปีก่อน ซอกจูก็เอาแต่หลีกเลี่ยงความจริง ถึงจะถ่ายภาพได้ก็ไม่ยอมกดชัตเตอร์ ไม่สิ เขากดชัตเตอร์ แต่เฉพาะผู้คนที่นั่งบนโซฟาสองที่นั่งตัวนี้เท่านั้น เที่ยวตระเวนหอบกล้องวิวคาเมร่าขนาดใหญ่กับโซฟาสีแดงไปทั่วประเทศราวกับจอกแหนกระจายตัว ถ่ายภาพขาวดำแล้วนำมาย้อมสีแดงเฉพาะส่วนโซฟาอย่างพิถีพิถันด้วยเทคนิคแบบสมัยก่อน

เฝ้าตามหาใครคนนั้นตลอดมา

ปัญหาคือแทบไม่เจอเบาะแสใดๆ เลย ดูเหมือนอาจารย์ของเขาจะอาศัยแค่ความรู้สึกเชื่อมั่นในตัวเอง ออกไล่ตามไป เสียเวลาสิบห้าปีไปอย่างสูญเปล่า

การจะบรรจงสร้างผลงานละเมียดละไมไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ สมัยก่อนอาจารย์ของเขาใช้เวลาหลายปี เพื่อหมกมุ่นสร้างผลงานเพียงหนึ่งเดียว ทว่าสิ่งนี้พลาดไปตั้งแต่เริ่มต้น เนื่องจากมีช่างภาพหอบโซฟาสีแดงออกเดินทางถ่ายรูปไปทั่วโลกอยู่ก่อนแล้ว ผลงานของชองซอกจูจึงมีโอกาสถูกมองเป็นของลอกเลียนแบบได้ ดังนั้นไม่ว่าจะอย่างไร เขาต้องหยุดยั้งพฤติกรรมบ้าคลั่งนี้ให้ได้ ต่อให้อาจารย์ในวัยห้าสิบแปดปีถูกมองว่าเป็นคนเรื่อยเปื่อยก็ช่าง แต่เขาจะยุติความดื้อด้านน่าเหลือทนของซอกจูลงได้อย่างไร!

แจฮยอกจ้องมองด้านหลังของอาจารย์ ซึ่งซุกใบหน้าอยู่ในผ้าคลุม เฝ้ามองไปทางโซฟาสีแดงเช่นเดิม

ก่อนจะนึกวิธีหนึ่งขึ้นมาได้

“ถ้างั้นโซฟาสีแดงก็คงต้องถูกยึดไปด้วยนะครับ เพราะมันเป็นของสตูดิโอ จริงไหมครับ อาจารย์”

ผ้าคลุมไหวกระเพื่อมเล็กน้อย ซอกจูโผล่หน้าออกมาจากกล้อง ยืดร่างกายขึ้นช้าๆ ก่อนเดินตรงไปหาอีกฝ่าย ภายในห้องยังคงมืดสลัว ไม่มีมุมใดที่แสงลอดผ่านเข้ามาได้ นอกจากประกายในแววตาของแจฮยอก ประกายตาคู่นั้นจ้องมองซอกจูอย่างแน่วแน่ แต่ถ้ามองให้ดีจะเห็นว่าความสว่างนั้นมาจากแววตาของซอกจูด้วยเช่นกัน ซอกจูถลึงตา ตีนกาซึ่งเพาะบ่มขึ้นจากคืนวันในชีวิตถูกคลี่ออก สายตาของเขาจดจ่อเหมือนยามถ่ายรูป ขณะพูดด้วยเสียงกดต่ำกว่าที่ผ่านมา

“ถ้าเธออยากทำก็เอาเลยสิ เพราะถึงยังไงเธอพร้อมจะหักหลังฉันอยู่แล้วนี่ แต่ฉันจะไม่ยอมให้เธอแย่งโซฟาสีแดงตัวนี้ไปอย่างเด็ดขาด คุณแจฮยอก”

แจฮยอกสั่นสะท้านไปทั้งร่างกาย

มันคือสีหน้าเดียวกับเมื่อยี่สิบปีก่อน อาจารย์เคยถือกล้องด้วยสีหน้านี้ เขาเคยหวาดกลัวแววตาซึ่งมองทะลุความจริงแบบในตอนนี้มาก่อน

ผลงานชิ้นนั้นน่าทึ่งมาก แจฮยอกในรูปยืนอยู่ข้างภาพ ‘อาหารค่ำมื้อสุดท้าย’ ของลีโอนาโด ดาร์วินชี ด้วยบรรยากาศราวกับหลุดออกมาจากพระคัมภีร์ สีหน้าของแจฮยอกดูคล้ายคนหัวเราะและร้องไห้ในคราวเดียวกัน เป็นตัวตนของเขาที่ไม่เคยมีคนบนโลกนี้เข้าใจมาก่อน เขาสนิทกับผู้คนที่เกี่ยวข้องได้อย่างง่ายดาย ถึงจะบอกว่าเชื่อ ทว่าแววตากลับดูเย็นชาจัด กระทั่งทุกวันนี้ก็อาจไม่มีใครรู้จักตัวตนอีกด้านของเขาดีเท่านี้แล้ว

ภาพนั้นชื่อว่า ‘Judas’

แจฮยอกเคยถามซอกจูว่าทำไมเขาถึงถ่ายรูปนี้

ซอกจูตอบว่า

“ต้องมียูดาส อิสคาริโอท ก่อน ถึงจะมีพระเยซูได้ยังไงล่ะ”

เขาไม่ได้ถามว่าถ้างั้นพระเยซูของเขาคือใคร เพราะตระหนักได้เองว่าพระเยซูก็คือชายผู้อยู่เบื้องหน้าคนนี้

ภายหลังแจฮยอกยุติบทบาทนายแบบของตัวเองลง และหันมาเฝ้าติดตามซอกจู จนตอนนี้ตัวเองกลายเป็นช่างภาพมืออาชีพ ดำเนินสตูดิโอของตัวเองอย่างภาคภูมิด้วยความศรัทธา และความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ซึ่งถูกผูกร้อยไว้ด้วย ‘เหตุการณ์นั้น’ ก็ทำให้แจฮยอกทำอะไรไม่ได้ นอกจากเที่ยวออกตามหาอาจารย์ ผู้ชอบหลบหนีไปซ่อนตัวตน ทุกฉายาของอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ประหลาด ตำนาน ห้วงลึก ย้ำชัดว่าต่อให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน กิตติศัพท์พวกนี้ก็จะไม่มีวันถูกลบเลือนไปได้ง่ายๆ

ถ้าไม่ใช่เพราะเหตุการณ์นั้น

หรือว่ารูปถ่ายของยูดาส อิสคาริโอท จะเป็นคำทำนายล่วงหน้ากันแน่

เพราะสุดท้ายแจฮยอกก็หักหลังซอกจูจริงๆ เขามักหักหลังคนอื่นเสมอ นี่แหละคือตัวตนอีกด้านของเขาที่อาจารย์มองเห็น เขาได้ทำลายส่วนที่อ่อนแอที่สุดของอาจารย์ลง

จากนั้นอาจารย์ก็เริ่มทำในสิ่งที่แจฮยอกไม่มีวันเข้าใจเรื่อยมา นั่นคือเลือกทำเฉพาะสิ่งที่เรียกว่าการออกเดินทางจากโลกนี้ไปสู่เส้นทางผิดเพี้ยน เส้นทางที่เบี่ยงเบน โดยบันทึกการเดินทางนี้ถูกเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า ‘การออกท่องไปพร้อมกับโซฟาสีแดง’

ต่อให้ตอนนี้แจฮยอกสำนึกผิด ทุกอย่างก็สายเกินแก้ แม้จะคุกเข่าขอขมา อ้อนวอนให้อาจารย์กลับมาเป็นเหมือนเดิม อีกฝ่ายก็เอาแต่หลีกหนีเขา ซอกจูเป็นแค่คนธรรมดา ไม่ใช่พระเยซูที่แม้จะถูกตอกตะปูตรึงไว้บนไม้กางเขนก็ยังเฝ้าอ้อนวอนพระบิดาผู้อยู่บนท้องฟ้า ยอมรับความผิดทั้งหมดไว้เอง เขาไม่คิดจะเชื่อใจแจฮยอกอีกแล้ว ทว่าตอนนี้ วินาทีนี้ แจฮยอกต้องลองเสนอเงื่อนไขอื่นดูสักตั้ง ก่อนถึงขั้นขู่อีกฝ่ายว่าทำโซฟาสีแดงหายไปแล้ว

แจฮยอกลอบมองนัยน์ตาของอาจารย์และรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่าง สัตว์ประหลาดกำลังฟื้นคืนชีพแล้ว ผลงานชิ้นเอกที่ผุดขึ้นมาจากขุมนรกอาจกำเนิดขึ้นอีกหน ตอนนี้เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพูดว่า

“ไม่ว่าจะยังไง อาจารย์ก็ต้องถ่ายรูปครับ”

“ว่าไงนะ”

“มีสิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครถ่ายมันได้ นอกจากอาจารย์”

 

 

3

 

ห่างจากสถานีฮักดงไปห้านาที ประตูเหล็กของออฟฟิศที่ค่อนข้างสูงกว่าปกติ ซึ่งตั้งอยู่ชั้นบนสุดของตึกสีขาวห้าชั้น ได้ถูกเคลื่อนเปิดโดยอาศัยการออกแรงมากเป็นพิเศษ ซอกจูนึกไม่ออกว่า เขากลับมาที่นี่ครั้งสุดท้ายเมื่อไร สตูดิโอขนาดห้าสิบพย็อง[6]กว่าๆ รอคอยการกลับมาของซอกจูอย่างเงียบงัน โดยที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย ไม่ว่าจะเป็นเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ซึ่งมองเห็นได้ทันทีที่เดินเข้าไปด้านใน โซนรับแขกที่ประกอบด้วยโซฟาสีแดงขนาดสองที่นั่ง โซฟาสีดำขนาดสามที่นั่ง และโต๊ะตัวเล็กตรงกลาง ฮอริซอนต์ที่อยู่บนผนังฝั่งหนึ่ง ห้องมืด หรือแม้แต่ห้องครัว ทุกอย่างล้วนเหมือนเดิม ทว่าที่นี่ไม่มีสิ่งที่เขาต้องการ

ซอกจูถอนหายใจเฮือกใหญ่ เกาท้ายทอยด้วยเรียวนิ้ว ก่อนจะสัมผัสได้ว่าในซอกเล็บมีบางอย่างติดอยู่ในนั้น

นึกไม่ออกเลยว่า ตัวเองสระผมครั้งสุดท้ายไปเมื่อไร

เขาเดินตรงไปยังห้องน้ำเพื่อค้นหาแชมพู พอเห็นตัวเองในกระจก เขาก็พลันระลึกถึงสิ่งแรกที่มักทำเป็นอนุสรณ์ ยามย้อนกลับมาที่สตูดิโอแห่งนี้ทุกครั้ง

ย้อมผม

ระหว่างออกท่องไปพร้อมกับโซฟาสีแดง เขาแก่ตัวขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อย้อนคืนสู่สตูดิโอซึ่งเวลาหยุดนิ่ง ซอกจูจะดูหนุ่มขึ้นทันตา

 

 

4

 

ทำไมเพดานถึงสูงขนาดนี้นะ ซอกจูนึกแปลกใจ คงเพราะช่วงเวลาที่ผ่านมาเขาขังตัวเองอยู่แต่ในห้องชั้นสองของร้านอาหาร ภาพวิวที่เห็นจึงถูกจำกัด ต่างจากเพดานที่นี่ ที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็สูงเหมาะสำหรับการถ่ายรูป จากนั้นเขาก็นึกขึ้นได้ว่าที่นี่คือสตูดิโอ และห้องแห่งนี้คือห้องผู้บริหาร เขากลับมาที่นี่อีกครั้งจนได้ ทันใดนั้นซอกจูก็พบว่ามีโทรศัพท์มือถือแปลกตาเครื่องหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะทำงาน มันกำลังส่งเสียงร้องลั่น ความทรงจำของซอกจูย้อนกลับมาโดยสมบูรณ์แล้ว เที่ยงวันนี้แจฮยอกออกตามหาเขาจนเจอ ก่อนจะยื่นโทรศัพท์มือถือแบบพับรุ่นเก่า หรืออีกนัยก็คือ ‘ปลอกคอ’ ยัดใส่มือเขา

ซอกจูหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องนั้นมาเปิดดู บนหน้าจอมีเบอร์แปลกตาปรากฏอยู่

แต่ไม่ยอมกดรับสาย

แจฮยอกอ้อนวอนให้เขารับสายที่โทร.มาหา แน่นอนว่าซอกจูปล่อยคำพูดนั้นลอยผ่านเข้าหูซ้ายทะลุออกหูขวา เนื่องจากยังโกรธแค้นที่อีกฝ่ายเคยหักหลังตัวเองเมื่อสิบห้าปีก่อนอยู่ ซึ่งความเจ็บแค้นนี้อาจไม่จางหายไปตราบชั่วชีวิต เขาบิดขี้เกียจ เหยียดร่างกายพิงเก้าอี้นุ่ม เก้าอี้สีดำตัวนี้ต่างจากแจฮยอก เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน มันก็ไม่เคยหักหลังซอกจูเลยสักครั้ง แต่จะคอยโอบกอดร่างกายเขาไว้เสมอ ซอกจูพยายามข่มตาลงนอน ทว่าสุดท้ายก็นอนไม่หลับ

เขากลอกตามองดูบรรยากาศรอบๆ ขณะที่ร่างกายนอนนิ่งเช่นเดิม ก่อนจะพบสิ่งแปลกตาเข้า ขณะออกไปย้อมสีผม เขาซื้อปฏิทินฉีกที่กำลังอยากได้พอดีกลับมาด้วย ตอนนี้ซอกจูรู้แล้วว่าควรทำอะไรเป็นอันดับแรกก่อนรับโทรศัพท์ เขาลุกขึ้นไปหยิบปฏิทินมาฉีกทิ้ง นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม จนถึงวันที่ 3 พฤษภาคม 2015 หน้าที่เหลืออยู่จึงเริ่มต้นในวันที่ 4 พฤษภาคม 2015 หรือก็คือวันนี้ จากนั้นเขาก็ฉีกปฏิทินหลังวันที่ 18 มิถุนายนออกไปจนหมด ทันใดนั้นซอกจูก็รู้สึกถูกใจปฏิทินฉีกนี้มาก เขาครุ่นคิดว่าควรถ่ายภาพมันเก็บไว้เป็นที่ระลึกดีไหม ก่อนจะเดินไปหยิบกล้องไลก้าทรีเอฟ[7] ซึ่งพกติดตัวไว้เสมอ แล้วกดชัตเตอร์ถ่ายเก็บไว้หลายรูป

สิบนาทีต่อมา เขาถึงยอมรับสายจากโทรศัพท์ที่ส่งเสียงร้องไม่หยุด พอเปิดฝาโทรศัพท์ออก หน้าจอปรากฏชื่อคนรู้จัก ‘แจฮยอก’ แค่ซอกจูเห็นชื่อนั้นก็พานไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันใด เขาแสดงสีหน้าที่ลูกศิษย์กล่าวขวัญกันว่า ‘ต่อให้เป็นคนก็ฆ่าได้’ ขณะกดปุ่มรับสาย

“ไม่ทันไรก็โทร.มาแล้วนะ คุณแจฮยอก”

เขาได้ยินเสียงถอนหายใจดังมาจากปลายสาย ทุกครั้งที่ซอกจูเรียกแจฮยอกด้วยคำนี้ เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายจะเครียดจัดจนแทบหยุดหายใจ

“ทำไมไม่รับสายผมครับ”

“ก็รับแล้วนี่ไง”

“ผมโทร.หาอาจารย์ตั้งนานแล้ว”

“เผอิญไม่ได้ยินน่ะ”

“อาจารย์ครับ ได้โปรดเถอะ…”

เสียงถอนหายใจดังขึ้นอีกครั้ง

“ผมมีเรื่องอยากขอร้อง ยังไงช่วยตามไปที่อยู่นี้หน่อยนะครับ”

แจฮยอกบอกที่อยู่อย่างรวดเร็ว ซึ่งซอกจูนั้นไม่ได้จดข้อความใดๆ ความทรงจำของเขาแตกต่างจากคนทั่วไป เพียงแค่ฟังครั้งเดียวก็จำได้หมด อีกทั้งสถานที่ที่แจฮยอกบอกยังอยู่ใกล้มาก แค่ได้ยินก็นึกภาพตามในหัว ได้เหมือนเห็นรูปถ่ายใบหนึ่ง ซอกจูคำนวณคร่าวๆ ถ้าไปที่นั่น อาจใช้เวลาไม่เกินห้านาที

“ห้องสามศูนย์สามของตึกนั้นนะครับ”

ใจของเขาหายวาบ ทันทีที่ได้ยินตัวเลขนั้น

“ไม่ชอบเลยแฮะ”

เลข 303 ถือเป็นตัวเลขอัปมงคลสำหรับซอกจู ไม่มีทางที่แจฮยอกจะไม่รู้เรื่องนี้

“ถึงอย่างนั้น อาจารย์ก็ต้องไปให้ได้ครับ”

“ไม่มีเรื่องอื่นรึไง”

“โซฟาสีแดง”

“…รู้แล้วน่า”

ซอกจูวางสาย ระบายลมหายใจปนความหงุดหงิดออกมา แล้วจ้องมองไปที่ปฏิทินฉีก

เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันที่ 18 มิถุนายนแล้ว ต้องอดทนจนกว่าจะถึงวันนั้น

เขาหัวเราะอย่างชอกช้ำ ตระเตรียมอุปกรณ์ ปิดประตูเหล็กที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดไม่ต่างจากตอนเปิดเข้ามา ก่อนจะเดินออกจากสตูดิโอไป

 

 

5

 

ฝั่งหนึ่งของวิลล่า[8] มีเต็นท์สีน้ำเงินตั้งอยู่ พวกตำรวจกั้นบริเวณนั้นไว้

ซอกจูรู้สึกคันนิ้ว

เป็นระยะเวลานานถึงสิบห้าปีแล้วที่เขาหอบโซฟาสีแดงออกตระเวนถ่ายรูปนับไม่ถ้วนทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่คนที่นั่งบนโซฟาเท่านั้น แต่เขายังหันกล้องและกดชัตเตอร์รอบๆ บริเวณคนที่นั่งบนโซฟาด้วย กล่าวได้ว่ามันคือสัญชาตญาณของเขา เวลาที่ซอกจูรู้สึกนิ้วคัน เขาจะทำตามความรู้สึก ตอนนี้นิ้วของซอกจูกำลังร้องบอกว่าจงเข้าไปในเต็นท์สีน้ำเงินนั่น ทว่าครั้งนี้เขายอมหักห้ามใจ ถ้าเพื่อโซฟาสีแดงแล้ว ซอกจูก็ยอมตัดใจจากทุกสิ่งได้ เขาตรงดิ่งเข้าไปในวิลล่าทันที ขณะนี้ลิฟต์กำลังหยุดอยู่ที่ชั้นสาม ซอกจูจึงกวาดสายตามองหาบันได ขณะที่เขากำลังจะเดินขึ้นไป กลับมีผู้คนมากมายเดินสวนลงมาที่ชั้นล่าง ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเป็นตำรวจ มีเสียงพูดคุยดังผ่านวิทยุสื่อสารเป็นระยะ แค่เห็นตำรวจกับเต็นท์สีน้ำเงินด้านนอก ซอกจูก็พอเดาได้แล้วว่างานนี้เกี่ยวข้องกับอะไร ยิ่งเท้าของเข้าเดินใกล้ถึงห้อง 303 เท่าไร จำนวนตำรวจก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น ซอกจูพลอยรู้สึกกระวนกระวายใจไปด้วย

เลข 303 คือลางร้าย โดยเฉพาะเมื่อตัวเลขนี้อยู่ร่วมกับเต็นท์สีน้ำเงิน

หากไม่ใช่ว่าในเสี้ยววินาทีนั้นมีผู้หญิงคนหนึ่งเดินพรวดออกมาจากห้อง 303 ซอกจูคงเผ่นหนีไปแล้ว

รูปร่างหน้าตาอีกฝ่ายคล้ายคนอายุยี่สิบปลายๆ แต่ถ้าเพ่งมองให้ดี จะพบว่าน่าจะอยู่ในวัยสามสิบต้นๆ มากกว่า ผมสีดำขลับตรงยาวถึงกลางหลังของเธอ ถูกมัดรวบไว้ด้วยหนังยางสีดำ ใบหน้าไร้เครื่องสำอางดูเหมาะเจาะกับชุดสูทสีเทาเข้ม เครื่องหน้าของเธอสวยสะดุดตา แต่ก็ไม่อาจเรียกว่าสาวงามได้เต็มปาก เป็นความรู้สึกที่ค่อนข้างแปลกประหลาด ราวกับส่วนผสมระหว่างเทพพระเจ้าผลปีศาจ…ร่างหนึ่งของซูร่า[9] เทพเจ้าแห่งแสง ผู้มีนามว่า อหุระมาซดะ[10] เทพแห่งความโชคร้าย ซึ่งเดิมทีเป็นนางอัปสรผู้มีเมตตา เทพเจ้าแห่งลมหายใจ เทพเจ้าสองเพศ จอมอสูร ผู้ยามแปลงกายเป็นอิสตรีงดงามเทียบเท่าสรวงสวรรค์ ทว่ายามอยู่ในร่างบุรุษก็ชั่วช้าสามานย์อย่างที่สุด

“คุณชองซอกจู คุณมาสายไปห้านาทีนะคะ”

เสียงที่เปล่งผ่านใบหน้านั้น ทำให้ซอกจูหวนนึกถึงบุคคลผู้เป็นรักยิ่ง อึนฮเย ลูกสาวของเขาที่หวนคืนสู่ร่างซูร่าเมื่อสิบห้าปีก่อน

“ขอโทษด้วยครับที่ผมมาสาย”

ซอกจูพูดพึมพำโดยไม่ยอมสบตากับเธอ เขาล้วงกระเป๋าเสื้อ ยื่นนามบัตรส่งให้

“ผมชองซอกจูครับ คุณแจฮยอกแนะนำให้มาที่นี่…”

เธอไม่รับนามบัตรของซอกจู พลางสบตาคนตรงหน้า กระซิบบอกด้วยเสียงแผ่วต่ำ

“ไม่ใช่คุณสินะ”

“เอ่อ ไม่ใช่อะไรงั้นเหรอครับ”

ดูคล้ายซูร่าจะไม่ประสงค์คืนร่างเทพี เธอไม่ตอบคำถามของซอกจู แต่ฉวยนามบัตรของเขาไป แล้วยื่นนามบัตรในกระเป๋าเสื้อของตัวเองส่งคืนให้แทน บนนามบัตรสะอาดสะอ้านใบนั้นมีชื่อพร้อมสังกัดเขียนบอกไว้ด้วยตัวอักษรจีน ‘คิมนาย็อง กองปราบปรามที่หนึ่ง สถานีตำรวจคังนัม’

ซอกจูคาดว่าเขาถูกเรียกตัวมาที่นี่เพื่อถ่ายรูปสำหรับตีพิมพ์ลงในนิตยสารเกี่ยวกับตำรวจ นางแบบอาจเป็นสาวสวยคนนี้ ผู้มีภาพสะท้อนแห่งซูร่าแฝงอยู่ ถ้าเขานำโซฟาสีแดงมาถ่ายรูปร่วมได้ ก็อยากถ่ายให้หนำใจเลย

ซอกจูคิดในใจ พลางลูบกล้องไลก้าทรีเอฟที่แขวนไว้บนคอ เป็นเพราะความรู้สึกต่อต้านเจ้าแจฮยอกจอมอวดดี เขาจึงไม่ได้จัดเตรียมกล้องวิวคาเมร่า ซึ่งเป็นเทรดมาร์ก[11]ของตัวเองมาด้วย ตอนนี้เขามีแค่กล้องขนาดเล็กที่มักจะพกติดตัวไปไหนมาไหนด้วยตลอดสี่สิบปีตัวเดียวเท่านั้น

ต้องทำอย่างไร ถึงจะเผยเสน่ห์ของผู้หญิงคนนี้ออกมาได้ทั้งสองเพศกันนะ

สิ่งที่แวบขึ้นมาในหัวของซอกจูอีกครั้งก็คือโซฟาสีแดง เขาอยากให้เธอลองนั่งลงบนโซฟาสีแดง อยากบันทึกภาพ ณ ขณะนั้นไว้ ไม่รู้ว่าเธอจะแสดงสีหน้าอย่างไร จะเป็นสีหน้าของเทพีผู้งดงาม หรือแปรพักตร์เป็นอสูรยามโกรธเกรี้ยวกันแน่

นาย็องเดินนำไปข้างหน้า เธอหันมามองคนด้านหลังครู่หนึ่ง แล้วสะบัดหน้ากลับไปเช่นเดิม สุดท้ายก็ชะงักเท้า ราวกับไม่พอใจอะไรบางอย่าง เธอหมุนตัวกลับมาจ้องมองซอกจูตาเขม็ง ที่หว่างคิ้วมีรอยยับย่นปรากฏอยู่ นาย็องยกมือข้างหนึ่งขึ้นเสยผม แล้วปล่อยผมที่รวบรัดไว้ออก

ซอกจูตราตรึงกับท่าทางของเธอมาก ในพริบตานั้นสีหน้าของหญิงสาวแปรเปลี่ยนไปหลากหลาย น่าจะใช้ได้หลายรูป ซึ่งต่อให้ถ่ายไปเรื่อยๆ ก็อาจไม่มีคัตไหนเลยที่ต้องตัดทิ้ง

“พวกช่างภาพนี่ชอบแอบจินตนาการเหมือนกันหมดสิน่า”

ทว่าความคิดของนาย็องนั้นต่างจากท่าทางของเธอ

“ว่าไงนะครับ”

“คุณกำลังคำนวณว่าถ้าตอนนี้ถ่ายรูปฉันอยู่ รูปจะออกมาเป็นยังไงใช่ไหมล่ะคะ”

เธอรู้ได้อย่างไรกัน

“ก็ผมมาถ่ายรูปคุณตำรวจนี่ครับ เลยต้องคิดคร่าวๆ ในใจก่อน”

“ทำไมถึงคิดว่าเป็นรูปฉันล่ะคะ”

ซอกจูประหม่าเล็กน้อย แจฮยอกบอกเขาว่ามันเป็นการถ่ายภาพบุคคล ซึ่งนาย็องออกมาพบเขาและยื่นนามบัตรให้ ดังนั้นนางแบบที่ซอกจูต้องถ่ายรูปก็ควรจะเป็นนาย็อง ถ้าหากไม่ใช่เธอ แล้ววันนี้ซอกจูต้องถ่ายรูปใครกันล่ะ

“ดูท่าคุณแจฮยอกน่ายังจะไม่ได้อธิบายให้คุณฟังโดยละเอียดสินะคะ”

เขาหวังให้เธอช่วยอธิบายให้หายเข้าใจผิด ทว่าดูเหมือนนาย็องจะไม่มีใจอยากทำแบบนั้น เธอเดินเข้าไปในห้องรับแขกอย่างรวดเร็ว ไม่เปิดโอกาสให้ซอกจูได้กดชัตเตอร์ใดๆ

ขณะที่เขาเดินตามหลังเธอไป ก็อาศัยสัญชาตญาณทำความเข้าใจสภาพโดยรอบ รวมทั้งทำความเข้าใจข้อมูลที่ได้ยินเมื่อครู่ และมองหาวัตถุซึ่งเหมาะแก่การถ่ายรูปด้วยตัวเอง

ที่นี่เป็นวิลล่าขนาดยี่สิบห้าพย็อง เพดานต่ำ น่าจะสร้างขึ้นเมื่อประมาณสิบห้าปีก่อน หลังจากเดินผ่านประตูหน้าบ้านเข้ามาด้านใน เบื้องหน้าคือห้องนอน ส่วนฝั่งซ้ายถูกแบ่งออกเป็นห้องครัวกับห้องรับแขก โดยมีประตูเลื่อนกั้นกลางไว้ หากเปิดประตูเลื่อนออกจะเจอกับห้องรับแขก ผนังฝั่งหนึ่งของห้องนี้มีโทรทัศน์กับรูปถ่ายแต่งงานของสามีภรรยาคู่หนึ่งแขวนไว้ ทั้งคู่น่าจะเป็นสมาชิกของบ้านหลังนี้ กลางห้องมีโต๊ะขนาดใหญ่ตั้งอยู่ บนโต๊ะเต็มไปด้วยพิซซ่าและไก่ทอดที่กินไปเกือบหมดแล้ว รวมทั้งจานชามซึ่งวางอยู่เกลื่อนกลาด มีแก้วโคล่ากับแก้วเบียร์ที่เหลือน้ำอยู่ครึ่งหนึ่ง ส่วนแก้วเปล่าอีกสองใบมีรอยลิปสติกติดอยู่จางๆ ฉากนี้ดูยุ่งเหยิงเกินกว่าจะถ่ายรูปได้ ถ้างั้นตำแหน่งที่ดีที่สุดก็น่าจะเป็น…สายตาของซอกจูเบนไปทางนอกระเบียงโดยอัตโนมัติ

นาย็องยืนอยู่ตรงธรณีประตู ซึ่งกั้นระหว่างห้องครัวกับระเบียง อย่างน้อยที่สุดเขาก็เดาถูกหนึ่งเรื่อง ถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่รู้ว่าคนที่จะมาเป็นแบบวันนี้คือใคร แต่ฉากต้องเป็นห้องครัวรกๆ นี้แน่ ไม่งั้นนาย็องคงไม่จ้องเขาเงียบๆ จากตรงนั้นหรอก ซอกจูสาวเท้าออกไปนอกระเบียง ยกกล้องเล็งมาทางห้องรับแขก ซึ่งอีกฝั่งของเลนส์มีนาย็องกำลังทำหน้าบูดบึ้งอยู่

“กำลังทำอะไรอยู่คะ”

“ว่าไงนะครับ”

เขาลดกล้องลงจากใบหน้าและจับจ้องนาย็อง

“ก็กำลังจะถ่ายรูปยังไงล่ะครับ”

นาย็องชี้ไปที่เหนือหัวไหล่ของเขาแทน

“ต้องถ่ายฝั่งโน้นค่ะ”

ซอกจูหมุนตัวกลับไปทันที ภาพเบื้องหน้ามีแค่ผนังอาคารจัดพิธี ไม่มีภาพวิวอะไรทั้งสิ้น

“จะให้ผมถ่ายผนังอาคารฝั่งตรงข้ามเหรอครับ”

ปลายนิ้วชี้ของนาย็องชี้ไปทางด้านล่างฝั่งซ้ายมือ

“ที่นอกระเบียง ข้างล่างค่ะ”

แม้ซอกจูจะยังลังเล แต่ก็ยอมเดินออกไปแถวราวระเบียง ก้มศีรษะมองลงไปยังด้านล่าง ภาพที่เห็นดูอลหม่านไปหมด

ในเต็นท์สีน้ำเงินที่สว่างจ้าด้วยแสงจากสปอร์ตไลต์ มีหญิงสาวคนหนึ่งนอนล้มอยู่ท่ามกลางบรรดาตำรวจซึ่งพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียด เธอใส่ชุดเดรสแขนกุดสีขาว สวมรองเท้าผ้าใบ ผู้หญิงคนนั้นผมดำขลับและยาวตรงเช่นเดียวกับนาย็อง ใบหน้าถูกบรรจงแต่งแต้มอย่างตั้งใจ แม้จะอยู่ห่างลิบๆ ก็ยังเห็นริมฝีปากแดงจัดบนผิวขาวเซียว เธอไม่ใช่แบบถ่ายรูปที่แย่นัก แต่เขามีปัญหาเล็กน้อยเกี่ยวกับเธอ

“จะให้ผมถ่ายภาพเธองั้นเหรอครับ”

“ค่ะ”

“คนนั้น ไม่สิ ศพ ไม่ใช่ๆ…ผู้เสียชีวิต”

ผู้หญิงที่ตายแล้ว

“ใช่ค่ะ เรียกว่าผู้เสียหายน่าจะเหมาะกว่า”

นาย็องตอบเต็มเสียง

“หวังว่าคุณจะให้ความร่วมมือกับตำรวจนะคะ”

 

 

6

 

วันที่ 4 เดือนพฤษภาคม ปี 2015 เวลาสิบเจ็ดนาฬิกาสี่นาที ท้องฟ้าแจ่มใส อุณหภูมิไม่ติดลบ…ซอกจูหยุดมือที่ถือปากกาอยู่ เส้นผมที่เพิ่งเสยแนบใบหูเมื่อครู่ตกลงมาบังตาอีกครั้ง เขาวางปากกาในมือซ้ายลง ตั้งใจจะใช้มือนั้นเสยผมไปด้านหลังอีกรอบ ทว่ามือกลับไม่ขยับตามหัวใจ

แม้จะเป็นแค่บันทึกรูปถ่ายที่เขียนมาตลอดชีวิต แต่ซอกจูกลับตัวสั่น

ภาพถ่ายเป็นผลงานที่ต้องคำนวณด้วยความพิถีพิถัน ระหว่างกดชัตเตอร์ จำเป็นต้องคิดให้ถี่ถ้วนล่วงหน้าว่า เวลาล้างรูปในห้องมืด ภาพพวกนั้นจะออกมาเป็นอย่างไร ถึงแม้จะรู้ทุกสิ่งดี แต่ตอนนี้ซอกจูกลับบันทึกไม่ได้

เป็นเพราะความผิดของผู้หญิงหลังเลนส์คนนั้น

เธอผู้มีผิวสีขาวเหมือนกับสีกระโปรงเดรสสั้นเหนือเข่าและรองเท้าผ้าใบที่เธอสวมอยู่ สีขาวนั้นตัดกับเส้นผมสีดำขลับเป็นที่สุด เส้นผมของผู้หญิงคนนั้นปราศจากความเงางาม เป็นสีเดียวกับนัยน์ตาของเธอผู้นอนแน่นิ่ง มองตรงมาทางซอกจูคนเดียว

ถ้าคิดว่าเธอคือนางแบบ ท่าโพสต์นั้นก็ถือว่าไร้ที่ติ ขอเพียงแค่กดชัตเตอร์ รูปที่ได้จะต้องออกมาเท่มาก ทว่าสาเหตุหลักที่ทำให้เขาถ่ายภาพเธอไม่ได้ก็คือรอยฟกช้ำที่กระจายทั่วเรือนร่างนั้น และดวงตาทั้งสองไม่มีกะพริบ แม้เวลาจะผ่านไปนานนับชั่วโมง ทั้งสองสิ่งนี้ทำให้สมาธิของซอกจูแตกกระเจิง

ซอกจูสบตากับศพหลังเลนส์ แต่กลับกดชัตเตอร์ตามใจไม่ได้ เขาเม้มปาก ก่อนวิ่งพรวดพราดออกไปจากเต็นท์ผ้าใบจนเผลอชนเข้ากับตำรวจในชุดเครื่องแบบที่เพิ่งเดินสวนเข้ามา ซอกจูกล่าว “ขอโทษ” ซ้ำๆ ขณะเดินโซเซเลี่ยงตำรวจทั้งในชุดเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบออกไปทรุดนั่งลงที่บันได เขาพยายามจะอาเจียน แต่เพราะยังไม่ได้กินอะไรเข้าไป เลยไม่มีอะไรพุ่งสำลักออกมา

การออกไปถ่ายรูปกับโซฟาสีแดง…

ซอกจูหวนนึกถึงช่วงเวลาที่ตัวเองร่อนเร่ออกไปถ่ายรูปกับโซฟาสีแดง ระหว่างเดินทางเขามีความสุขมาก ขณะถ่ายภาพ ซอกจูลืมเลือนเหตุผลรวมทั้งวัตถุประสงค์แรกในการออกเดินทางไปจนสิ้น ความสุขจากการถ่ายรูปไปเรื่อยๆ คือเพื่อนร่วมทางของเขา แล้วดูตอนนี้สิ ทำไมเขาถึงกลับมาที่ห้อง 303 อีกครั้งได้ เดินกลับมาสู่พื้นที่แห่งความทุกข์ ซึ่งอัดแน่นไปด้วยความทรงจำเมื่อสิบห้าปีก่อน เขาเฝ้าฉีกปฏิทิน นับเวลาถอยหลัง รอคอยวันที่ 18 มิถุนายน โดยหวังให้มันเป็นวันสุดท้ายของชีวิตตัวเอง

“ครั้งแรกใครก็แบบนี้ทั้งนั้นละค่ะ”

มีใครคนหนึ่งช่วยลูบหลังให้เขา

“คุณแจฮยอกบอกว่าครั้งแรกก็ประมาณนี้เหมือนกัน”

เธอคือนาย็องนั่นเอง

“คุณแจฮยอกเคยทำงานนี้มาก่อนเหรอครับ”

“ค่ะ เห็นบอกว่าทำมาหลายปีแล้ว น่าจะสิบห้าปีได้”

แจฮยอกเป็นช่างภาพในวงการแฟชั่น โดยพื้นฐานแล้วเขามีนิสัยไม่ดีเท่าไร ชอบถ่ายเฉพาะรูปที่สวยงามคู่ควรกับการถ่าย หรือไม่ก็ต้องตรงตามหลักการ ทว่าหลังจากเขาผันตัวเป็นช่างภาพอิสระและเปิดสตูดิโอของตัวเอง ผลงานระยะหลังของเขาก็เฉียบคมขึ้นมาก เขาเริ่มเชี่ยวชาญในการถ่ายรูปที่ดูแข็งกร้าวบ้าบิ่น ซึ่งก็คงเป็นเพราะงานนี้ บรรดาช่างภาพที่ถ่ายรูปแนวนี้ได้ ส่วนใหญ่จะเป็นพวกที่อาสาไปถ่ายรูปในสนามรบ หรือเข้าสังกัดนิตยสาร หนังสือพิมพ์ เพื่อออกไปตามถ่ายภาพแนวโหดร้าย

หึ ขณะที่เจ้านั่นเติบโตขึ้น ตัวฉันกลับมัวทำอะไรอยู่

ตลอดระยะเวลาสิบห้าปี ซอกจูเอาแต่หมกมุ่นกับการถ่ายภาพโซฟาสีแดง ดื้อดึงถ่ายเฉพาะภาพขาวดำ ย้อมสีแค่ส่วนของโซฟาเท่านั้น ถึงขั้นที่ว่าถ้าตอนนี้ต้องกลับมาเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ก็อาจจะลำบากมาก ห้องมืดเปรียบเสมือนบ้านเกิดของเขา ซอกจูอยู่ที่นั่นมาชั่วชีวิต ไม่ว่างานแก้ไขฟิล์มหนักหนาแค่ไหน เขาก็ทำได้ แล้วระบบดิจิทัลล่ะ ในช่วงที่ซอกจูเริ่มออกตามหาใครคนนั้น โลกได้เปลี่ยนเข้าสู่ยุคแห่งดิจิทัลพอดี ภายหลังแม้ซอกจูจะได้ลองใช้กล้องดิจิทัลหลายครั้ง แต่ก็คิดว่าตัวเองไม่เหมาะกับมัน เรื่องโปรแกรมคอมพิวเตอร์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง นอกจากนี้ในระหว่างนั้นตัวเขาก็กำลังวุ่นวายกับการท่องเที่ยวไปกับกล้องวิวคาเมร่าคู่ใจ เลยไม่มีเวลาได้ฝึกใช้มันจนคุ้นมือ

“เดี๋ยวอีกพักก็คุ้นขึ้นเองค่ะ เคยได้ยินคุณแจฮยอกบอกว่าพอได้ทำงานเคสหนักๆ หลายครั้งเข้าก็ทำใจได้เอง”

“เคยได้ยิน คำนี้ฟังแล้วทะแม่งหูจังเลยนะครับ”

“คุณนี่ไหวพริบดีจัง”

นาย็องหัวเราะร่วน

“คุณแจฮยอกเริ่มทำงานนี้เมื่อสิบห้าปีก่อน ตอนนั้นฉันไม่ใช่ตำรวจสืบสวนหรอกค่ะ”

“เป็นนักศึกษาใช่ไหมครับ”

“ค่ะ ตอนนั้นฉันยังไม่ได้คิดถึงอนาคตด้วยซ้ำ”

ถ้าสิบห้าปีก่อนเธอเป็นนักศึกษา ตอนนี้ผู้หญิงคนนี้ก็ต้องอายุสามสิบห้าปีเป็นอย่างน้อย…ซอกจูตกตะลึงเมื่อรู้ว่า นาย็องดูเด็กกว่าที่คิดมาก แต่พอลองมาคิดดูแล้ว ซอกจูเองก็เหมือนกัน เวลาคนทั่วไปมองเผินๆ จะคิดว่าเขาอายุแค่สี่สิบกว่าปีเท่านั้น

ซอกจูลุกขึ้นช้าๆ โดยมีนาย็องช่วงประคอง

“พักสักเดี๋ยว แล้วค่อยกลับมาเริ่มทำงานใหม่ก็ได้นะคะ”

นาย็องพาซอกจูไปยังที่จอดรถ เธอให้เขานั่งพักที่เบาะหลังของรถตำรวจซึ่งจอดอยู่ ส่วนตัวเองนั่งลงที่เบาะหน้า

“ฉันอยากคุยกับคุณสักหน่อยค่ะ”

น้ำเสียงนาย็องฟังดูนุ่มนวลขึ้นกว่าเมื่อครู่มาก ภาพสะท้อนของซูร่าถูกกลืนหายไปจนหมด คงเพราะเห็นใจซอกจู ที่เพิ่งเสียขวัญจากการเห็นศพของผู้เสียหายมา เลยเลือกใช้โทนเสียงสดใส

“คุยเรื่องผู้เสียหายน่ะเหรอครับ”

“เปล่าค่ะ ไม่ใช่ คุณแจฮยอกบอกว่าอย่าเพิ่งแจ้งข้อมูลของผู้เสียหายให้อาจารย์ทราบเด็ดขาด”

“แจฮยอกเหรอครับ”

“ค่ะ เขาห้ามไว้ บอกกว่าให้พูดตอนที่อาจารย์อยากฟังเอง”

“ทำไมล่ะ”

“เขาบอกว่า เพราะมนุษย์เราไม่มีทางหยั่งรู้ห้วงลึกของสัตว์ประหลาดได้”

“ผมไม่เข้าใจว่าคุณกำลังพูดอะไรอยู่…หมายความว่ายังไงกันแน่ครับ”

“อาจารย์เริ่มต้นถ่ายรูปยังไงเหรอคะ”

“คุณกำลังจะสัมภาษณ์ผมใช่ไหม”

“ถ้าจะคิดแบบนั้นก็ได้ค่ะ”

“ตอนผมเข้าเรียนชั้นมัธยมปลาย ผมได้รับกล้องมาจากพ่อ จากนั้นก็ใช้มันถ่ายรูปเรื่อยมา ประมาณนี้แหละ”

“เก่งจังเลยค่ะ อาจารย์ได้รับการยอมรับเรื่องพรสวรรค์ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วใช่ไหมคะ”

“เปล่าครับ ผมมาได้รับรางวัลจริงๆ ตอนเรียนอยู่มหาลัยฯ ปีหนึ่ง แค่ครั้งเดียวเท่านั้น”

“รางวัลเหรอคะ”

“งานประกวดภาพถ่ายทงอา ที่หนังสือพิมพ์รายวัน อิลโบ เป็นผู้จัดประกวดน่ะครับ ผมได้รับรางวัลจากเวทีนี้ แค่ครั้งเดียวเท่านั้น”

“มันเป็นภาพอะไรงั้นเหรอ”

“ก็แค่รูปคนทั่วๆ ไปน่ะครับ”

“ใช่ภาพ ‘การเกิด’ ที่เป็นผลงานเดบิวต์ของอาจารย์รึเปล่าคะ สมุดภาพนั้นมีการประมูลกันตั้งสิบล้านวอน”

“คนก็พูดกันไปเรื่อย”

“แบบนี้นี่เอง คุณแจฮยอกถึงได้แนะนำอาจารย์”

ใช่ที่ไหนเล่า อีกฝ่ายข่มขู่เขาด้วยโซฟาสีแดงต่างหาก

“คราวนี้ผมขอถามคุณกลับบ้าง คุณมาเป็นตำรวจสืบสวนได้ยังไงครับ”

“ฉันไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี ก็เลยลองมาทำดูน่ะค่ะ”

“แล้วทำไมไม่แต่งงานไปล่ะ”

“คุณพูดเหมือนคุณพ่อของฉันเลย ผู้หญิงเราควรแต่งงานนะ แต่ช่วยไม่ได้นี่ มันไม่ใช่ความผิดของฉันสักหน่อย ในเมื่อไม่มีใครขอฉันแต่งงานเอง”

“ไม่ใช่ว่าคุณหัวสูงเกินไปหรอกเหรอ”

นาย็องหัวเราะ

“ผมน่าจะพูดถูกสินะ เพราะอายุผมน่าจะรุ่นเดียวกับคุณพ่อคุณตำรวจ เลยค่อนข้างมั่นใจมาก”

“คุณดูไม่เหมือนคนที่อายุเยอะเท่านั้นเลย”

“ถ้างั้นผมดูเหมือนคนอายุเท่าไหร่เหรอครับ”

“ประมาณสี่สิบต้นๆ ละมั้งคะ รุ่นเดียวกับแจฮยอก แต่ถ้าสังเกตบางมุม จะพอมองออกว่าอายุเยอะกว่านั้น”

“ผมย้อมสีผมน่ะ”

ซอกจูเป็นฝ่ายหัวเราะบ้าง

“เอาละ ตอนนี้ได้เวลากลับไปทำงานกัน คุณน่าจะหายเครียดลงบ้างแล้วนะคะ”

ทันทีที่เธอพูดจบ ซอกจูก็เอื้อมมือไปแตะที่จับประตูรถ ทว่าบริเวณนั้นกลับไม่มีสิ่งที่ควรจะมีอยู่

“โอ๊ะ เดี๋ยวฉันเปิดประตูให้เองค่ะ”

นาย็องหัวเราะเบาๆ ก้าวเท้าลงจากรถ และช่วยเปิดประตูให้เขา

“ปกติแล้วที่นั่งด้านหลังรถตำรวจจะไม่มีที่เปิดประตูน่ะค่ะ”

ซอกจูลงจากรถแล้วเดินขึ้นบันไดไปอีกครั้ง รอบข้างมีเสียงพูดคุยของตำรวจดังมาจากทุกทิศ เขารู้สึกหนวกหูกับเสียงพวกนี้ โดยเฉพาะคำว่า ศพ อาวุธ ตาย ที่แล่นเข้าไปฝังอยู่ในหูของซอกจู ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงพวกนั้น ซอกจูจะนึกถึงแบบที่ต้องถ่ายในเต็นท์สีน้ำเงิน เขาข่มใจว่าในเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว ก็ควรลองชิมรสชาติความยุ่งยากใจดูสักครั้ง ซอกจูเตรียมใส่เลนส์พื้นฐานลงในกล้องไลก้าทรีเอฟ ซึ่งห้อยอยู่บนคอ เขาไม่ได้นำแม้กระทั่งเลนส์ถ่ายภาพระยะไกลติดตัวมาด้วย แต่ยังฝืนกลับมาทำงานนี้ต่อ จะถ่ายยังไงล่ะเนี่ย…แต่แล้วจู่ๆ ความคิดหนึ่งก็ลอยขึ้นมาในหัว

“พวกคุณอนุญาตให้ผมถ่ายรูปได้ตามใจชอบเลยเหรอครับ”

“ใช่ค่ะ”

“ต่อให้เปลี่ยนตำแหน่งท่าทางของผู้เสียหาย ก็ไม่เป็นไรงั้นเหรอครับ”

“ได้เต็มที่เลยค่ะ”

“ดูคุณไม่แปลกใจเลยสักนิด”

“ฉันคิดว่าลูกศิษย์คุณเป็นยังไง อาจารย์ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น มีครั้งหนึ่งตอนคุณแจฮยอกมาที่เกิดเหตุ เขาพาช่างแต่งหน้าทำผมมืออาชีพมาด้วย บอกว่าเป็นตำรวจสายสืบ ตรวจเช็คแม้กระทั่งเครื่องแต่งกายของผู้เสียหาย”

“หึ”

ซอกจูตกตะลึงจนพูดไม่ออก คิดว่าถ้าเป็นแจฮยอกก็คงทำแบบนั้น

ก่อนพลันสงสัยเรื่องหนึ่งขึ้นมา

“มีอีกเรื่องที่ผมอยากทราบครับ ถ้าพูดไปแล้วอาจฟังดูน่าขำ แต่ขอถามสักหน่อยเถอะ”

“ลองพูดมาสิคะ”

“คุณตำรวจยศสูงมากใช่ไหม ถึงจัดการทุกเรื่องได้ขนาดนี้”

“เปล่าเลยค่ะ”

“ถ้าเขายอมให้แจฮยอกพาลูกมือเข้ามาในที่เกิดเหตุได้ ก็น่าจะอนุญาตให้ผมนำบางอย่างมาที่นี่ได้เช่นกันสินะ”

“เขาน่าจะอำนวยความสะดวกให้ได้นะคะ”

“ขอถามได้ไหม เขาเป็นใครเหรอครับ”

“ก็แค่…แฟนคลับคนหนึ่งของอาจารย์”

“แฟนคลับของผม…ถ้างั้นผมจะลองเชื่อมั่นและขอร้องเขาดู”

“ได้ค่ะ ถ้าไม่ใช่ช่างแต่งหน้ากับช่างทำผมก็พอจะเป็นไปได้ เพราะพวกนั้นไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในที่เกิดเหตุ”

นาย็องอธิบายเสริมว่า เนื่องจากมันอาจกลายเป็นปัญหายามขึ้นศาลในภายหลังได้

“ไม่ใช่พวกนั้นหรอกครับ เป็นของที่ผมต้องไปเอามาจากสตูดิโอของตัวเอง”

และแล้วหนึ่งชั่วโมงถัดมา โซฟาสีแดงก็เดินทางมาถึงสถานที่เกิดเหตุ

 

 

7

 

ซอกจูกลับมาที่วิลล่าพร้อมกับนาย็อง แต่ชะงักเท้าหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้อง 303 ซึ่งกำลังเปิดอยู่

เขารู้สึกไม่สบายใจกับตัวเลขนี้เช่นเดิม ทว่าถึงอย่างนั้นก็ยังปลอบใจตัวเองว่าคงไม่เป็นไร เพราะโชคร้ายที่สุดได้เกิดขึ้นไปนานแล้ว จะเจอเรื่องโชคร้ายที่สาหัสกว่านั้นในห้อง 303 อีกได้อย่างไร

ซอกจูเลิกใส่ใจตัวเลขนี้ แล้วเดินเข้าไปในห้อง เขาตรงดิ่งไปที่ระเบียงด้วยความรู้สึกเสียดาย เมื่อครู่เขาน่าจะบอกให้เอากล้องวิวคาเมร่ามาด้วย ตอนสั่งให้นำโซฟาสีแดงมาที่นี่ เขาอยากบอกตำรวจให้นำกล้องวิวคาเมร่ากับอุปกรณ์ทั้งหมดมาให้ครบ แต่รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา เพราะกล้องวิวคาเมร่าเป็นของหายาก ค่าซ่อมแพงมาก หากดูแลจัดการผิดเพียงนิดเดียว อาจเกิดปัญหาขึ้นได้ ซึ่งทั้งคนสั่งและคนรับคำสั่งน่าจะรู้สึกลำบากใจพอๆ กัน จึงเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เขาบ่นพึมพำคนเดียว พลางลูบกล้องไลก้าทรีเอฟเบาๆ ก่อนจะตัดความรู้สึกเสียดายทิ้งไป และวางกล้องตัวนั้นลงบนขาตั้ง เขาบอกนาย็องว่า

“เอาละ ตอนนี้เริ่มงานกันเถอะครับ”

ทว่าข้างๆ ไม่มีนาย็องอยู่แล้ว เธอกำลังยืนอยู่ที่ประตูทางเข้า ภาพสะท้อนซูร่าฉายขึ้นอีกครั้ง ซอกจูพานรู้สึกอึดอัดใจตามไปด้วย อาจเพราะเขาขอให้นำโซฟาสีแดงมาที่นี่ เธอก็เลยอารมณ์เสีย ถึงอย่างนั้นก็ช่วยไม่ได้ ตอนนี้มีภาพที่เขาอยากถ่ายขึ้นมาแล้ว

ผู้หญิงที่ซอกจูมองเห็นผ่านการซูมมีบาดแผลทั่วร่าง น่าจะเป็นรอยช้ำหลังการกระโดดลงไปจากระเบียง รอยแผลพวกนั้นดูทั้งเศร้าหมองและน่ากลัวในขณะเดียวกันจนเขากดชัตเตอร์ไม่ได้ ซอกจูพยายามจินตนาการว่าเธอแค่กำลังนั่งอยู่บนโซฟาสีแดง เขาพร่ำกระซิบถามเธอผ่านเลนส์ว่าทำไมคุณถึงมาอยู่ในสภาพนี้ได้ ประหนึ่งว่าเธอกำลังมีชีวิตอยู่จริงๆ และลองถ่ายช็อตแรกจากมุมมองระเบียงแห่งนี้

เขาพิงราวระเบียง สายตาจับจ้องร่างของผู้หญิงด้านล่าง ตอนนี้เธอกำลังเอนกายอยู่บนโซฟาสีแดง หนุนศีรษะไว้บนที่เท้าแขนโซฟา หัวเข่าพาดอยู่บนที่เท้าแขนอีกข้างอย่างเป็นธรรมชาติ คล้ายคนที่ไม่อาจฝืนความเหนื่อยล้าได้ จึงผล็อยหลับไป

เป็นท่าทางที่ซอกจูถูกใจมาก

เขาแตะนิ้วบนกล้อง ทว่าชั่วขณะที่กำลังจะกดชัตเตอร์ก็เกิดลังเลขึ้นมา

การทำให้เธอดูเหมือนคนที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นเรื่องถูกต้องจริงๆ หรือเปล่า

รูปถ่ายคือการเลือกสรรตามลำดับขั้น ยกตัวอย่างเช่น ต้องครุ่นคิดให้ดีก่อนว่าจะเลือกถ่ายรูปผู้เสียหายด้านล่างให้ดูเหมือนยังมีชีวิตอยู่ หรือแสดงให้เห็นว่าเธอได้ตายไปแล้ว และถ้าคิดจะถ่ายรูปเธอออกมาในฐานะคนเป็น ซอกจูก็ควรรู้ก่อนว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร

งานที่ซอกจูทำเรื่อยมาจนถึงตอนนี้คือลำดับขั้นตอนดังกล่าว ในช่วงเวลาสิบห้าปีที่เขาออกท่องเที่ยวไป ยามผู้คนมากมายนั่งลงบนโซฟาสีแดงตัวนี้ เขามักจะชวนคุย ถามไถ่อีกฝ่ายว่าคุณเป็นใคร ใช้ชีวิตมาอย่างไร แล้วจากนี้ไปจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร ซอกจูอยากได้คำตอบทั้งหมดจากเธอ อยากสะท้อนภาพจิตใจนั้นให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งผ่านรูปถ่ายใบหนึ่ง

“ผมคงต้องขอฟังเรื่องราวก่อนครับ”

“ว่าไงนะคะ”

“เธอคนนั้น ผมอยากทราบว่าทำไมเธอถึงกลายมาเป็นศพได้ แค่เล่าให้ฟังคร่าวๆ ก็พอครับ”

“นี่คงเป็นห้วงลึกของสัตว์ประหลาดที่แจฮยอกเคยบอกสินะคะ”

ซอกจูกังวลใจชั่วขณะ ก่อนเอ่ยขึ้น

“ความจริงผมไม่เข้าใจว่านั่นหมายถึงอะไร ทำไมพวกเขาถึงเรียกผมว่าสัตว์ประหลาด ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไอ้ห้วงลึกนั่นมันคืออะไร แต่ที่รู้ก็คือตอนนี้ผมต้องรู้ก่อน ถึงจะกดชัตเตอร์ได้”

“ดีค่ะ”

นาย็องเห็นด้วย

“ฉันจะเล่าเหตุการณ์ให้คุณฟังคร่าวๆ แล้วกัน ชื่อของผู้หญิงคนนี้คือ อีจองฮยอน อายุสามสิบสองปี เธอเป็นแม่บ้าน คุณอีจองฮยอนกับสามีรักใคร่กันดี แต่ระหว่างกินมื้อเย็นด้วยกัน คุณอีจองฮยอนเกิดพลาดตกลงมาจากระเบียง”

“พลาดตกลงมาจากระเบียง…”

ซอกจูทวนคำพูดของนาย็องขณะยกกล้องขึ้นอีกครั้ง เขาจ้องมองผู้หญิงในชุดเดรสสีขาว ผู้ซึ่งกำลังหลับใหลอยู่บนโซฟาผ่านช่องมองภาพ พลางจินตนาการถึงเสี้ยววินาทีที่เธอพลัดตกลงไป เธอสวมชุดเดรสกับรองเท้าผ้าใบ แล้วตกลงมาจากระเบียง ไม่มีใครรู้เลยหรือไง ทั้งที่กินข้าวอยู่ตรงหน้าด้วยกัน…แต่ถ้าเธอกำลังกินข้าวอยู่จริง จะตกลงไปได้อย่างไร

ซอกจูตระหนักขึ้นได้ในฉับพลัน เหตุผลที่เขากดชัตเตอร์ไม่ได้ ไม่ใช่เพราะไม่รู้สาเหตุที่เธอเสียชีวิต แต่เพราะท่าทางตอนเธอตาย มันมีบางอย่างที่ดูผิดปกติ

“คุณตำรวจครับ เธอกำลังสวมรองเท้าผ้าใบอยู่”

“รองเท้าผ้าใบมันทำไมเหรอคะ”

“ก็คุณบอกเองว่าเธอตกลงไปจากระเบียง ถ้างั้นทำไมคนที่พลัดตกจากระเบียงถึงไม่สวมรองเท้าแตะหรือสลีปเปอร์ อย่างน้อยๆ เธอก็ควรจะเท้าเปล่าสิ ทำไมเธอถึงสวมรองเท้าผ้าใบได้ หรือว่าเธอใส่รองเท้าผ้าใบเดินในบ้านครับ”

“เรื่องนั้น…”

คำพูดของเขาทำให้รอยย่นตรงหว่างคิ้วนาย็องระบายขึ้นเป็นริ้ว เป็นครั้งแรกที่เธอแสดงทีท่าประหม่า

ซอกจูมองแววตาคู่นั้นอย่างคาดคั้น ก่อนจะกระซิบเสียงกดต่ำ

“หรือว่าคุณมีอะไรที่ปิดบังผมกันแน่”

“คุณอีจองฮยอนตกลงไปจากที่นี่จริงๆ ค่ะ”

น้ำเสียงของนาย็องสั่นไหว

“แต่สาเหตุการตายนั้นต่างจากที่คาดการณ์ไว้ เธอถูกตีที่ท้ายทอยจนเสียชีวิต หลังจากระบุสาเหตุการตายแน่ชัด คนที่กินข้าวร่วมกับเธอก็กลับคำให้การทันที เล่าว่าผู้เสียหายบอกว่าจะออกไปซื้อซอสถั่วเหลือง หลังจากช่วยกันตามหาก็มาพบว่าอยู่ในสภาพนี้แล้ว”

คำพูดพวกนั้นล้วนโกหก ตำรวจลองสอบถามไปยังซูเปอร์มาร์เก็ต ทว่ากล้องวงจรปิดกลับไม่พบคนที่มีลักษณะเหมือนผู้เสียหายเลยสักคน พวกเขาเลยไม่ปักใจเชื่อคำพูดนี้ และพอสืบสวนลึกลงไปอีก ความจริงที่คาดไม่ถึงก็เปิดเผยออกมา

อีจองฮยอนออกจากบ้านไปซื้อซอสถั่วเหลืองตอนหกโมง

จากนั้นก็หายตัวไป

“พอพวกเขาเห็นว่าผ่านไปนานเกินครึ่งชั่วโมงแล้ว คุณอีจองฮยอนที่ออกจากบ้านไปเพราะซอสถั่วเหลืองหมดยังไม่กลับมา คุณชเวเซจุนกับเพื่อนที่เป็นคู่สามีภรรยา ก็รีบโทร.ไปถามเธอว่าทำไมถึงยังไม่กลับบ้าน แต่โทรศัพท์ของเธอดันอยู่ที่บ้าน พวกเขาเลยชวนกันไปที่ซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อลองถามดู แต่กลับไม่มีใครเห็นคุณอีจองฮยอนที่นั่นเลย ขณะที่ยังคิดไม่ตกก็บังเอิญกลับมาเห็นศพของเธออยู่นอกระเบียงค่ะ”

ครั้งแรกที่ตำรวจฟังคำพูดนี้ก็สันนิษฐานตรงกันว่าอีจองฮยอนน่าจะตกลงมาจากดาดฟ้าด้วยสาเหตุบางประการ เลยพากันขึ้นไปที่นั่น ทว่าประตูดาดฟ้าปิดอยู่ โดยมีโซ่ล่ามไว้อย่างแน่นหนา อีกทั้งบนราวจับยังไม่มีรอยนิ้วมือของใครอยู่เลย รวมถึงรอยนิ้วมือของเธอด้วย

เมื่อหาจุดที่เธอตกลงมาไม่ได้ ความน่าเชื่อถือของคำพูดพยานก็ลดลงทันควัน พวกตำรวจต่างค้นหาความเป็นไปได้ทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น ขณะที่ทั้งสามออกตามหาอีจองฮยอน เธอกลับมาที่ห้อง 303 แล้วกระโจนออกไปจากระเบียงด้วยตัวเอง เลยไม่พบรอยนิ้วมือของเธอบนราวระเบียง ซึ่งก็พอจะเป็นไปได้ แต่แล้วในการตรวจสอบกลับพบว่า บริเวณท้ายทอยของเธอมีแผลจากการถูกตีด้วยอาวุธหนัก ตำรวจจึงมุ่งเป้าไปที่การฆาตกรรม

“เพราะเหตุการณ์ค่อนข้างซับซ้อนแบบนี้ ทางเราเลยบอกอาจารย์ตรงๆ ไม่ได้ค่ะ”

ซอกจูค่อยๆ ปลุกตัวเองขึ้นจากห้วงภวังค์ สาเหตุเบื้องหลังที่คนอื่นเรียกเขาว่าสัตว์ประหลาด เป็นเพราะหากมีใครหักหลังเขา เขาก็พร้อมจะเอาคืนหนักเป็นสองเท่าอย่างเหี้ยมโหด

ตอนนี้เขาอาจโกรธจัด ขอตัวกลับไปดื้อๆ และสร้างความทุกข์ใจให้แจฮยอก โดยการเค้นถามว่า ‘เธอให้ฉันไปดูอะไร ฝากงานถ่ายรูปศพให้ทำงั้นเหรอ’ ทว่าตัวเลข 303 นั้นตรึงซอกจูเอาไว้ รวมทั้งใบหน้าของตำรวจสืบสวนนามว่าคิมนาย็อง ซึ่งกำลังมองตรงมาที่เขาอยู่ ณ ขณะนี้ด้วย

ซอกจูค้นพบใบหน้าลูกสาวตัวเองบนใบหน้าของตำรวจหญิงผู้นี้นับครั้งไม่ถ้วน พอพิจารณาอย่างละเอียด เธอไม่เพียงให้บรรยากาศของภาพสะท้อนซูร่าเท่านั้น แต่ใบหน้ายังคล้ายลูกสาวเขามาก เมื่อคิดแบบนั้นอีกตัวตนของเขาก็สลายไป ความอ่อนโยนกลับคืนมาดังเดิม ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

“ทราบแล้วครับ เดี๋ยวผมจะถ่ายภาพให้”

“ขอบคุณค่ะ”

ซอกจูตรงไปที่ระเบียงอีกครั้ง จ้องมองลงมายังผู้เสียหาย ซึ่งกำลังนอนหลับใหลอยู่บนโซฟาเบื้องล่าง

ตอนนี้แววตาที่ซอกจูมองเธอคนนั้นแปรเปลี่ยนไป เธอเหมือนผู้คนที่เขาได้ถ่ายรูปให้จนถึงตอนเช้าวันนี้ หนุนศีรษะไว้บนที่เท้าแขนโซฟาฝั่งหนึ่ง พาดขาไว้บนที่เท้าแขนอีกฝั่ง เหมือนกำลังหลับสบาย เขาบอกเสียงแผ่วว่าเธอเป็นใครกันนะ และกำหนดตำแหน่งให้เธอด้านล่างอยู่กลางช่องมองภาพ ขยายฉากหลังให้กว้างที่สุด จนผู้เสียหายดูเล็กคล้ายจุดจุดหนึ่ง แล้วระรัวกดชัตเตอร์อย่างรวดเร็ว

 

 

8

 

หนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น นาย็องแวะมาที่สตูดิโอ

“เราเอาไปฆ่าเชื้อจนสะอาดให้เรียบร้อยแล้วค่ะ เวลาใช้จะได้ไม่รู้สึกลำบากใจ”

นาย็องสั่งนายตำรวจคนอื่นให้แบกโซฟาสีแดงเข้ามาในสตูดิโอ

“ขอบคุณมากครับ”

ซอกจูให้ตำรวจวางโซฟาตัวนั้นไว้ที่โซนรับแขก ตามตำแหน่งเดิมของมัน

“เอ่อ เดี๋ยวค่ะ ยกมาทางนี้ดีกว่า”

นาย็องพูดแทรกขึ้น สั่งให้ผู้ยกวางโซฟาสีแดงลงเบื้องหน้าฉากสีขาวของฮอริซอนต์

“พอเห็นว่ามันเคยใช้ถ่ายรูปพวกนั้น ก็เลยอยากลองนั่งดูน่ะค่ะ”

“แต่มันเป็นโซฟาที่เคยมีศพนอนมาก่อนนะครับ”

“ยังไงก็ฆ่าเชื้อแล้วนี่นา”

นาย็องเอนกายนอนลงด้วยท่าเดียวกับอีจองฮยอน เธอพิงศีรษะไว้บนที่เท้าแขนข้างหนึ่ง แล้วพาดเท้าลงบนที่เท้าแขนอีกฝั่ง ซอกจูรู้สึกว่าตรงนี้มืดไปหน่อย จึงขยับมือไปทางโคมไฟโดยไม่รู้ตัว ปรับระดับแสงของโคมไฟ รอบๆ พลันสว่างขึ้นช้าๆ

เงาของนาย็องบนพื้นเหยียดยาวขึ้น

ในยามนี้ภาพสะท้อนซูร่าได้จางหายไปจากใบหน้าเธอหมดแล้ว เหลือเพียงความงดงามเท่านั้น รูปหน้าของเธอถือว่าไร้ที่ติ หากแต่งอีกนิดจะต้องสวยไม่แพ้นางแบบแน่ๆ ซอกจูนึกถึงองศาและบรรยากาศที่ควรใช้ถ่ายรูปให้เธอไปโดยปริยาย

จากนั้นเขาก็นึกสงสัยขึ้นมา เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงต้องนำโซฟามาคืนด้วยตัวเอง แค่สั่งให้คนอื่นเอามาให้ก็น่าจะพอแล้วนี่

หลังจากเหตุการณ์วันนั้น ซอกจูกลับมาที่สตูดิโอทันทีที่ถ่ายรูปเสร็จ ก่อนจะขังตัวเองอยู่ในห้องมืด เนื่องจากนาย็องบอกว่าขอรูปเลย เขาจึงทำงานโต้รุ่งแล้วมอบฟิล์มต้นฉบับให้แก่เธอทันที ซึ่งตัวเขาเองก็ได้รับเงินค่าตอบแทนอย่างรวดเร็วเช่นกัน เช้าวันนั้นมีเงินจำนวนที่ตกลงไว้โอนมายังบัญชีของซอกจูผ่านบัญชีนาย็อง ทั้งคู่เลยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพบเจอกันอีก

ทว่าหนึ่งสัปดาห์ต่อมา นาย็องกลับมาที่สตูดิโอของซอกจู แล้วนอนลงบนโซฟาตัวนี้ด้วยสีหน้าอ่อนเพลียคล้ายกับกำลังผล็อยหลับไป เสียงหายใจของเธอดังสม่ำเสมอ คุณตำรวจหญิงครับ คุณตั้งใจจะมานอนอยู่แบบนี้ หรือคุณแค่มาที่นี่เพราะถูกใจโซฟาตัวนี้กันแน่

“คราวนี้ก็ขอฝากอีกครั้งนะคะ”

ว่าแล้วเธอต้องมีธุระบางอย่างกับเขา นาย็องลืมตาช้าๆ บอกด้วยเสียงแผ่วเบา

“ทางเรามีเรื่องอยากให้อาจารย์ช่วยถ่ายรูปให้อีกครั้งน่ะค่ะ”

“ผมไม่ถ่ายครับ”

“มันเป็นงานที่พวกเราต้องอาศัยคุณค่ะ”

“ทำไมถึงต้องเป็นผมด้วย ทำไมคุณไม่ไปขอร้องคุณแจฮยอกแทนล่ะ”

“เพราะพวกเรากำลังค้นหาเบาะแสจากวิธีการถ่ายรูปของอาจารย์ ซึ่งคนที่จะพบเบาะแสด้วยวิธีนี้ได้ มีอยู่น้อยมากค่ะ”

“ถ้างั้นก็ลองถามคุณแจฮยอกดูสิครับ เขาน่าจะเป็นหนึ่งในบรรดาช่างภาพกลุ่มนั้นนะ”

“ทางเราคุยกับคุณแจฮยอกเช่นกันค่ะ แต่มีคนบอกว่าให้มาขอร้องคุณแทน”

“ขอร้องเหรอ ใครกันครับ”

“คุณพ่อของฉันเอง”

“คุณพ่อเหรอครับ คุณพ่อของคุณเป็นใครล่ะ”

“ฉันบอกไม่ได้ค่ะ”

“คงเป็นคนที่มีตำแหน่งใหญ่โตมาก”

“ประมาณนั้นค่ะ”

“หรือว่าเป็นตำแหน่งที่บอกใครไม่ได้ครับ”

“คุณพ่อแค่ไม่ชอบให้พูดถึงค่ะ”

“คุณเป็นลูกสาวผู้เชื่อฟังคำสั่งของคุณพ่อตัวเองอย่างเคร่งครัดสินะ”

นาย็องไม่ตอบ เธอหลับตาลงพลางยิ้มมุมปาก

ซอกจูหงุดหงิด เขาเกลียดความลับ จากประสบการณ์ส่วนตัว ความลับส่วนใหญ่มักนำพาหายนะมาให้ ยกตัวอย่างเช่น ความลับเมื่อสิบห้าปีก่อนของแจฮยอก

“ผมขอปฏิเสธครับ ลาก่อน”

เขาบอกห้วนๆ เดินกลับไปที่ห้องผู้บริหาร แล้วปิดประตูลง ก่อนจะหย่อนร่างกายลงบนเก้าอี้ เอนแผ่นหลังไปทางด้านหลัง ปฏิทินฉีกซึ่งแขวนไว้บนประตูลอยผ่านเข้ามาในสายตา

วันนี้คือวันที่ 11 พฤษภาคมแล้ว แต่วันที่ในปฏิทินยังคงหยุดอยู่ที่ 5 พฤษภาคม

โอ้ ฉันลืมฉีกปฏิทินไปสนิท

ช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาซอกจูค้นตู้เหล็กเหมือนคนถูกอะไรบางอย่างเข้าสิง เขาจำได้รางๆ ว่าเคยถ่ายรูปคนที่คล้ายๆ กับผู้เสียหายรายนี้มาก่อน ที่ไหนสักแห่ง เขาได้ถ่ายรูปผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งบนโซฟาสีแดงด้วยบรรยากาศคล้ายคลึงกัน แต่เธอเป็นใครกันแน่นะ ภาพที่เขาถ่ายเก็บไว้มีมากมายเหลือเกิน การจะค้นพบรูปถ่ายใบนั้นท่ามกลางรูปถ่ายนับไม่ถ้วนสมัยที่เขาหอบโซฟาสีแดงตระเวนไปทั่วประเทศตลอดสิบห้าปี แทบเป็นไปไม่ได้เลย

ซอกจูลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินไปฉีกปฏิทินออก 6, 7, 8…ตัวเลขเปลี่ยนไปเรื่อยๆ นอกประตูยังคงเงียบสงัด ตำรวจสืบสวนคนนั้นอาจกลับไปแล้ว หรือไม่ก็คงยังนอนอยู่บนโซฟา

เธอเป็นผู้หญิงที่แปลกมาก

มานอนหลับบนโซฟาในสตูดิโอของคนอื่น เพราะภาพที่เห็นไม่ได้แย่มาก เขาเลยให้อภัย

ขณะที่ซอกจูฉีกปฏิทินวันที่ 10 ออกไปครึ่งใบ นอกประตูก็มีเสียงดังขึ้น

“อายุความของคดีฆาตกรรมยาวนานยี่สิบห้าปีค่ะ”

นาย็องยังอยู่ที่นี่

“แต่โดยมากมักไม่ค่อยมีใครสนใจอายุความในคดีฆาตกรรมนัก เพราะว่าอาจจับตัวฆาตกรได้ในที่เกิดเหตุ หรือไม่ก็สรุปผลกันภายในหนึ่งเดือน แน่นอนค่ะ มีบางคดีที่แม้อายุความจะสิ้นสุดลงแล้วก็ยังคลี่คลายไม่ได้ ซึ่งทางตำรวจทำดีที่สุดแล้ว การที่ประชาชนจะลุกขึ้นมาตามล่าตัวคนร้ายเอง เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ คุณรู้ใช่ไหมว่าเพราะอะไร”

นาย็องกำลังยืนชวนซอกจูคุยอยู่ที่หน้าประตู ซึ่งเขายืนอยู่หลังประตูพอดี ราวกับรู้ว่าเขากำลังฟังถ้อยคำนี้อยู่

“เพราะว่าไม่เจอเบาะแสยังไงล่ะคะ ไม่มีเบาะแสเพียงพอที่จะเชื่อมไปสู่การคลี่คลายคดี ไม่มีใครพบมัน คดีจึงยุติการสืบลง ตอนนี้ฉันก็คิดเหมือนกันว่าคดีที่ทำอยู่อาจจบลงไปเฉยๆ เพราะทางตำรวจไม่มีเบาะแสพอ…แต่เมื่อวานนี้ตอนประมาณสามทุ่ม พวกเราพบชายคนหนึ่งเสียชีวิตที่วิลล่า แขวงนนฮยอนค่ะ”

ผู้เสียหายรายนี้ชื่อว่าคิมชอลอัน เป็นพนักงานบริษัทอายุสามสิบห้าปี อาศัยอยู่เพียงลำพัง

“ผู้เสียหายถูกฆ่าด้วยอาวุธหนัก ทางตำรวจค้นพบเส้นผมที่คาดไม่ถึงบริเวณท้ายทอยของเขา มันเป็นเส้นผมของคุณอีจองฮยอน ผู้เสียหายในคดีก่อน ไม่เพียงเท่านั้นนะคะ ตำรวจยังพบเส้นผมและรอยนิ้วมือของคุณอีจองฮยอนทุกที่ในบ้านของเขาด้วย หลังจากพวกเราค้นดูในมือถือของเขา ก็พบว่ามีข้อความที่เคยคุยกับคุณอีจองฮยอน มีบันทึกการโทร.ถึงกันมากมาย จากหลักฐานนี้ทางตำรวจจึงสันนิษฐานว่าคุณคิมชอลอันกับคุณอีจองฮยอนน่าจะมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวต่อกัน ซึ่งถ้าเป็นเรื่องจริง หากคุณชเวเซจุนผู้เป็นสามีรู้เข้าจะเกิดอะไรขึ้นล่ะ ใช่ค่ะ เขาจะกลายเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ทันที”

ในช่วงเวลาที่คิมชอลอันเสียชีวิต ชเวเซจุนอ้างอิงหลักฐานที่อยู่ไม่ได้ แต่ปัญหาอยู่ที่คดีแรก เพราะขณะที่อีจองฮยอนถูกฆ่า เขามีเพื่อนซึ่งเป็นคู่สามีภรรยาช่วยเป็นพยานยืนยันที่อยู่ให้

“มันอาจเป็นแค่ความรู้สึกก็ได้ แต่ฉันคิดว่าชเวเซจุนมีสิทธิ์เป็นฆาตกร ไม่ใช่แค่ฉันนะคะ ตำรวจที่สอบสวนชเวเซจุนต่างก็คิดเหมือนกันหมด ถ้ามีแค่ฉันที่คิดว่าเขาเป็นฆาตกร มันก็อาจเป็นเพียงการคาดเดาสุ่มๆ แต่นี่ตำรวจสืบสวนทั้งหมดกลับคิดเห็นตรงกัน มันจะเป็นไปได้ยังไง พวกเราเลยเมินเฉยความรู้สึกนี้ไปไม่ได้ค่ะ”

“แต่เพราะไม่มีอะไรพิสูจน์เรื่องนี้ การสืบสวนของพวกคุณก็เลยติดขัดจนต้องมาขอร้องผมสินะครับ ผมดูเหมือนคนที่จะช่วยค้นพบเบาะแสว่าชเวเซจุนเป็นฆาตกรรึไง”

“พวกเรามั่นใจค่ะว่าถ้าเป็นอาจารย์ จะต้องเจอเบาะแสบางอย่างแน่นอน”

“ด้วยวิธีไหนกันครับ”

“จากกล้องค่ะ”

“กล้องเนี่ยนะ”

“คุณคิมชอลอันเป็นช่างภาพมือสมัครเล่น แต่ขณะที่เขาถูกฆาตกรรม ในกล้องของเขากลับไม่มีรูปอะไรเหลืออยู่เลย”

นาย็องถอนหายใจอยู่ด้านหลังประตู

“กล้องถูกปาออกไปจากระเบียงโดยไม่ทราบสาเหตุ รวมทั้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดด้วย พวกเราเดาว่ากล้องนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรม”

โยนกล้องทิ้งไป แล้วถูกฆาตกรรม ใครกัน แล้วทำไมถึงต้องโยนกล้องทิ้งด้วย ฆาตกรหรือผู้เสียหายเป็นคนทำ

ซอกจูเริ่มสนใจเรื่องที่เธอเล่า

เขาฉีกปฏิทินเบื้องหน้าออกจนครบ วันนี้ตรงกับแผ่นวันที่ 11 พอดี เขาจ้องมองตัวเลขนั้นครู่หนึ่ง ก่อนเปิดประตูออกไปสบตากับนาย็อง

“ไปกันเถอะครับ แต่ผมตอบไม่ได้หรอกนะว่าจะเจอหลักฐานอะไรไหม”

นาย็องยืดตัวตรง ขยับเท้าทั้งสองชิดกัน แล้วยกมือซ้ายขึ้นวันทยหัตถ์เขา

“ขอฝากด้วยนะคะ”

ซอกจูฉีกยิ้ม ยกมือซ้ายขึ้นทำวันทยหัตถ์ตอบ พอหมุนตัวเข้าไปจัดเก็บอุปกรณ์ สิ่งที่สายตาเหลือบไปเห็นก็คือกล้องวิวคาเมร่าที่ตัวเองพาตะลอนออกเดินทางตลอดสิบห้าปีด้วยกัน

งานนี้นายอาจต้องไปกับฉันนะ

ซอกจูจัดเตรียมกล้องวิวคาเมร่าพลางถามนาย็องที่ยืนอยู่ด้านหลังว่า

“พวกเราต้องไปที่ไหนกันเหรอครับ”

“อ้อ ที่ตึกข้างหน้านี่เองค่ะ”

“ตึกข้างหน้า”

“ใช่ค่ะ วิลล่าคอซอง ห้องสามศูนย์สาม”

คำพูดนั้นเกือบทำให้ซอกจูทิ้งกระเป๋าในมือลงพื้น

ห้อง 303 วิลล่าคอซอง คือสถานที่เกิดคดีนั้นเมื่อสิบห้าปีก่อน นี่คือที่ที่แจฮยอกหักหลังซอกจู ซึ่งนับเป็นชนวนเหตุที่ทำให้เขาออกเดินทางร่อนเร่ไปพร้อมกับโซฟาสีแดง

ซอกจูสูญเสียอึนฮเยลูกสาวคนเดียวไปในบ้านหลังนั้น

 

 

9

 

ห้อง 303 แห่งวิลล่าคอซองต่างจากห้องในความทรงจำเมื่อนานมาแล้วของซอกจูมาก สมัยก่อนซอกจูมาที่นี่อยู่บ่อยๆ ในตอนนั้นมีสามีภรรยาหนุ่มสาวคู่หนึ่งอาศัยอยู่ด้วยกัน เบื้องหน้าประตูกระจกเลื่อน ตั้งแต่ห้องรับแขกไปยังระเบียง มีกระถางต้นไม้วางเรียงราง ผนังฝั่งหนึ่งเป็นโต๊ะทำงาน ชั้นวางหนังสือ

และโซฟาสีแดง

โซฟาตัวนั้นที่ตอนนี้ครอบครองพื้นที่ส่วนหนึ่งในสตูดิโอของซอกจู คือเฟอร์นิเจอร์ซึ่งครั้งหนึ่งเคยอยู่ที่นี่

ข้าวของทุกชิ้นของที่นี่ในเวลานั้นเป็นเสมือนคำอวยพรแก่บ่าวสาว ทว่าห้องรับแขกเบื้องหน้าในเวลานี้กลับดูน่าสยองสยองอย่างที่สุด สาเหตุส่วนหนึ่งคงจะมาจากคดีฆาตกรรม แต่ปัญหาที่หนักกว่าคือการตกแต่งภายใน

ห้องรับแขกดูว่างเปล่า เฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดมีแค่โซฟาหนังสีดำหนึ่งที่นั่งกับโทรทัศน์แบบติดผนัง ภายในห้องนอนซึ่งซ่อนตัวอยู่ด้านหลัง มีเตียงขนาดพอเหมาะสำหรับคู่สามีภรรยาตั้งอยู่ ทางตำรวจไม่พบหลักฐานว่าอีจองฮยอนกับคิมชอลอันเคยมีเพศสัมพันธ์กันบนเตียงนี้ เลยจับประเด็นการฆาตกรรมคร่าวๆ ผ่านเรื่องราวของเขาแทน

สถานที่ที่คิมชอลอันถูกฆาตกรรมคือห้องรับแขก เขาเสียชีวิตหลังจากต่อสู้กับคนร้าย แต่สถานที่ที่เขาสิ้นลมหายใจจริงๆ คือบริเวณธรณีประตูไปสู่ระเบียงด้านนอก ทางตำรวจเล่าว่าร่างของคิมชอลอันนอนล้มทับธรณีประตูอยู่

ซอกจูเดินไปที่ระเบียง เขาลองออกมาดู เพราะนาย็องบอกว่าคิมชอลอันเก็บอุปกรณ์กล้องทั้งหมดไว้ในห้องเก็บของฝั่งหนึ่งของระเบียง

แต่ภายในกลับว่างเปล่า

เขาเพ่งมองไปทางนอกระเบียง อุปกรณ์กล้องอาจตกลงไปที่ไหนสักแห่งด้านล่าง ทว่าขณะนี้เขามองไม่เห็นวี่แววของมันเลย

“คุณตำรวจครับ อุปกรณ์ทั้งหมดตกลงไปที่ไหนเหรอ”

ซอกจูตะโกนถามขณะกวาดสายตาไปยังนอกระเบียง แต่ไม่มีเสียงตอบรับจากนาย็อง เมื่อเขาเดินย้อนกลับมาที่ห้องรับแขกก็ไม่พบเธอที่นั่นแล้ว

นาย็องกำลังยืนหันหลังอยู่ไกลออกไปตรงบริเวณโถงทางเดินของอาคาร ดูเหมือนว่าเธอกำลังจ้องมองผนังซีเมนต์มืดมิดที่ไม่มีหน้าต่างเลยสักบาน

ภาพแผ่นหลังของนาย็องทำให้ซอกจูไม่กล้าพูดอะไรออกมา เขารู้สึกราวกับว่าลูกสาวได้หวนคืนมาอีกครั้ง คงต้องโทษอารมณ์ตัวเอง ที่นี่เป็นที่แห่งความอัปมงคลจริงๆ ทันทีที่คิดแบบนั้น เขาก็ตะโกนเรียกเธอ

“คุณตำรวจครับ”

ทว่านาย็องกลับยืนนิ่งไร้การตอบรับเช่นเดิม

ซอกจูแปลกใจเล็กน้อย ถึงจะไม่เห็นกัน แต่ถ้าได้ยินเสียงก็น่าจะร้องตอบกันหน่อย อีกอย่างที่นี่เป็นสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรม ทำไมถึงยอมปล่อยให้คนนอกอย่างเขาอยู่ตามลำพัง ยิ่งไปกว่านั้นมันยังเป็นสถานที่เกิดเหตุเมื่อสิบห้าปีก่อนด้วย…

ซอกจูสับสน เขาเลิกสนใจเรื่องอุปกรณ์กล้องที่ถูกทิ้งไปยังนอกระเบียงชั่วครู่ ก่อนสาวเท้ากลับไปที่ห้องรับแขก

เมื่อเขาสำรวจห้องครัวรอบๆ ก็พลันตระหนักว่าบ้านหลังนี้แทบไม่มีกลิ่นของคนอยู่เลย ไม่มีทั้งกลิ่นกาแฟและกลิ่นเหล้า แม้กระทั่งโต๊ะกินข้าวซึ่งตั้งอยู่ในห้องอเนกประสงค์ติดกับห้องครัวก็สะอาดเอี่ยมอ่อง ไม่มีถุงเท้าสักข้างถอดวางไว้ เป็นไปได้ไหมที่ทางตำรวจจะเก็บกวาดห้องเรียบร้อยแล้ว

“คุณตำรวจครับ!”

เขาตะโกนเรียกนาย็องอีกครั้ง ทว่าไม่มีคำตอบใดๆ ซอกจูคิดว่าเธออาจกำลังจมอยู่ในห้วงความคิดของตัวเอง สุดท้ายเขาก็เดินออกมาจากประตูหน้า ตรงไปหานาย็องที่กำลังยืนหันหลังอยู่ ตะโกนเรียกคุณตำรวจอีกครั้ง เธอไม่ตอบเช่นเดิม ซอกจูเลยวางมือลงบนบ่าของเธอช้าๆ น้ำหนักของมือนั้นทำให้นาย็องสะดุ้งตกใจอย่างเห็นได้ เธอหมุนตัวกลับมาสบตากับซอกจู สีหน้าของนาย็องดูตกตะลึงระคนหวาดกลัว ดวงตากลมโตคู่นั้นมีเลือดคั่งประปราย เธอพูดด้วยเสียงสั่นเทา

“มีอะไรให้ช่วยรึเปล่าคะ”

“คือ…สภาพบ้านหลังนี้ยังเหมือนกับตอนเกิดเหตุรึเปล่าครับ ไม่ทราบว่าทางตำรวจได้ทำความสะอาดบ้านไปแล้วหรือยัง”

“พวกเรายังไม่ได้แตะต้องอะไรเลยค่ะ”

“อีกอย่าง…ผมสงสัยเรื่องราวความรักของคุณคิมชอลอันกับคุณอีจองฮยอนน่ะครับ”

“อ้อ ได้ยินมาว่า ทั้งคู่รู้จักกันในชมรมออนไลน์น่ะค่ะ”

มันคือเว็บไซต์ออนไลน์ที่ชื่อว่า ผู้คนที่คลั่งไคล้รูปถ่าย เรียกย่อๆ ว่า คนคลั่งรูป คิมชอลอันเป็นพวกชอบถ่ายรูป ส่วนอีจองฮยอนเป็นพวกอยากถูกถ่ายรูป ทั้งคู่รู้จักกันนานกว่าสิบปีแล้ว

“เราไม่รู้ว่า ทั้งคู่คบกันตั้งแต่ตอนนั้นไหม เพราะถึงคุณอีจองฮยอนจะรู้จักกับคุณคิมชอลอันมานานมาก แต่สุดท้ายในปี 2014 เธอก็เลือกไปดูตัวและแต่งงาน อีกฝ่ายคือคุณชเวเซจุนสามีคนปัจจุบันค่ะ”

เธอมีคนรักที่รู้จักกันมานาน แต่ทิ้งเขาไปดูตัวและแต่งงานกับผู้ชายอีกคน มีเหตุผลอะไรรึเปล่านะ หรือว่าคิมชอลอันต่างหากที่เป็นฝ่ายมีปัญหา ไม่มีเงิน ไทม์มิงไม่ตรงกัน หวั่นไหวไปชั่วขณะ…เลยต้องยอมปล่อยเธอไป เป็นเลิฟสตอรีที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตของใครก็ตาม

“อยากให้ฉันเล่าเหตุการณ์ให้ฟังโดยละเอียดไหมคะ”

“ไม่เป็นไรครับ”

ซอกจูปฏิเสธที่จะฟัง เนื่องจากเขารู้ว่าอีกฝ่ายถ่ายรูปเหมือนกัน เท่านี้ก็น่าจะพอช่วยได้แล้ว

เขาเดินกลับเข้าไปในห้อง 303 อีกครั้ง แม้จะเป็นพื้นที่เดียวกับอดีต ทว่าบรรยากาศแตกต่างกันมาก สาเหตุที่ทำให้ซอกจูรู้สึกว่าห้องนี้ว่างเปล่า ไม่ได้มาจากคดีของลูกสาวเมื่อสิบห้าปีก่อนเท่านั้น แต่เพราะสัมผัสได้ว่าคนที่มาอาศัยอยู่ต่อมีชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวมาก พื้นที่แห่งนี้ถูกเติมเต็มขึ้นมาใหม่โดยคนที่สูญเสียบางสิ่งไป

ขณะมีชีวิตอยู่ มนุษย์เราสูญเสียอะไรบางอย่างไปเสมอ ไม่มีใครเลี่ยงหนีการสูญเสียได้ ทว่าสำหรับมนุษย์บางคนก็เกิดการสูญเสียอย่างรุนแรงอยู่บ่อยๆ

สถานที่เองก็เช่นกัน บางแห่งถูกความสูญเสียแทรกซึมมากเป็นพิเศษ ซึ่งสถานที่แห่งนั้นก็คือที่นี่ ห้อง 303 แห่งวิลล่าคอซอง

ซอกจูยืนอยู่บนธรณีประตูระหว่างห้องรับแขกกับระเบียง ตรงจุดที่ตำรวจบอกว่าคิมชอลอันถูกฆ่า เขากางกล้องวิวคาเมร่าออก แทรกศีรษะเข้าไปด้านในผ้าคลุม แล้วจ้องมองความสูญเสียภายในห้องแบบกลับหัว

ก่อนจะรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง

มันคือความเศร้าท่วมท้น อารมณ์ทุกข์ที่คล้ายจะเป็นบ้า ขณะกดชัตเตอร์ที่นี่เมื่อสิบห้าปีก่อน ความรู้สึกนั้นไม่เคยดีขึ้นเลยจนเขาตัดสินใจหอบโซฟาสีแดงออกเดินทางไป

น้ำใสๆ เอ่อคลอดวงตา ซอกจูกดปุ่มรีลีส[12]โดยที่ไม่มองจอ เขาเพียงแต่หวังให้รูปที่ตัวเองกำลังถ่ายอยู่ในขณะนี้ช่วยคลี่คลายคดีลงได้ ถึงแม้ว่ามันอาจไม่ใช่รูปที่คุณภาพดีนักก็ตาม

 

 

10

 

ในครั้งนี้นาย็องขอรูปถ่ายกับฟิล์มทั้งหมดจากซอกจูเช่นเดิม ทว่ามีบางอย่างที่ต่างออกไปเล็กน้อย ก่อนนำมันกลับไป เธอจ้องมองภาพพวกนั้นด้วยแววตาเปล่าเปลี่ยวอยู่ครู่หนึ่งจนซอกจูอยากชวนเธอคุย เขาอยากถามเธอว่า ‘คุณเห็นอะไรอยู่ สิ่งนั้นใช่ความเศร้าเหมือนที่หัวใจผมรู้สึกไหม’ แต่ปากไม่ยอมขยับไปตามหัวใจที่มีความเศร้าอัดแน่นอยู่

ช่วงเวลาสิบห้าปีที่ผ่านมา ซอกจูออกท่องไปกับโซฟาสีแดงด้วยความเชื่อมั่นอย่างโง่เขลาว่าโซฟาที่ลูกสาวสร้างขึ้นจะช่วยทำให้เขารู้ตัวคนร้าย กระทั่งตอนนี้ถึงรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้เลย ถึงอย่างนั้นซอกจูก็ยังจำเป็นต้องจากไป เพราะหากไม่ทำเช่นนั้น ตัวเขาก็อาจเป็นบ้าได้

การที่ลูกสาวเกิดมาถือเป็นปาฏิหาริย์ ซอกจูถ่ายภาพเธอเก็บไว้ ซึ่งภาพนั้นได้กลายเป็นผลงานเดบิวต์ของเขา ความจริงซอกจูไม่ได้ตั้งชื่อรูปนั้นเอง ทว่าผู้คนทั่วไปเรียกขานมันว่า ‘การเกิด’ ซอกจูจึงไม่อาจยอมรับความตายของลูกสาวได้ เขาอยากสะสางปมคดีนี้ด้วยตัวเอง หลังจากนั้นเขาก็อาจจะกลับมาถ่ายรูปได้ ด้วยเหตุนี้ซอกจูเลยหอบโซฟาสีแดงซึ่งเธอเป็นผู้สร้างออกเดินทางไป โดยมีเป้าหมายเลือนรางว่าจะต้องจับตัวคนร้ายที่ฆ่าเธอให้ได้

เป็นการไว้อาลัยให้แก่ความตายของลูกสาว

ทว่าแม้เวลาจะผ่านไปนานถึงสิบห้าปี การไว้อาลัยก็ยังไม่สิ้นสุดดี หัวใจของเขายังคงโศกเศร้า ความทุกข์ไม่คลายลงเช่นเดิม ไม่ใครติดต่อมาเลยสักคนว่าจับตัวคนร้ายได้แล้ว

และก่อนที่การไว้อาลัยจะสิ้นสุดก็เกิดคดีฆาตกรรมอื่นขึ้นพอดี สถานที่เกิดเหตุก็คือห้อง 303 คนคนหนึ่งได้ตายในบ้านที่ลูกสาวของเขาเคยถูกฆ่า

หลังจากนาย็องจากไปแล้ว ซอกจูนั่งนึกถึงคดีนั้น รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี หรือว่ามันจะเป็นคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง 303 ซึ่งเชื่อมโยงจากคดีเมื่อสิบห้าปีก่อนกันนะ อาจจะไม่ใช่ก็ได้ เพราะคดีที่เกิดขึ้นเมื่อสิบห้าปีก่อน เป็นฝีมือของผู้ร้ายสติฟั่นเฟือน ฆาตกรจงใจเลือกเฉพาะเหยื่อที่เป็นผู้หญิง และอาศัยอยู่คนเดียวเท่านั้น ต่างจากคดีครั้งนี้ ที่ผู้เสียหายทั้งสองมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวต่อกัน มีความเป็นไปได้สูงที่สามีของผู้เสียหายอาจเป็นฆาตกรเสียเอง ทั้งที่ซอกจูเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด แต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าเกิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง 303 ขึ้นอีกครั้ง นี่อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เขารู้สึกราวกับพระเจ้ากำลังล้อเล่นเขาอยู่ ผลักเขาให้ตกลงไปในโคลนดูดที่ชื่อว่าคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง 303 อีกรอบ ทำให้เขาปวดใจเล่น ซอกจูเดินออกไปจากสตูดิโอ เพราะหากขืนอยู่คนเดียวเงียบๆ แบบนี้ต่อไป เขาอาจเป็นบ้าได้ เขาอยากคลี่คลายคดีนี้ให้ได้ด้วยตัวเอง จึงถือกล้องตรงไปยังที่เกิดเหตุ

ช่วงรุ่งสาง แม้จะย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้ว แต่อากาศก็ยังคงหนาวจัด เต็นท์สีน้ำเงินในที่เกิดเหตุคดีแรกถูกรื้อถอนออกไปแล้ว ซอกจูยืนอยู่บริเวณที่อีจองฮยอนเสียชีวิต จินตนาการถึงภาพศพที่แสนเศร้าของเธอ จากนั้นก็ไปยังสถานที่เกิดเหตุคดีที่สอง ระหว่างทางเขานึกขึ้นมาได้

เขาไม่มีกุญแจห้อง 303 แห่งวิลล่าคอซอง จึงไม่มีทางจะเปิดประตูเข้าไปเองได้

ทว่าด้วยความคาใจ ซอกจูเลยไม่อาจบังคับเท้าให้กลับไปเฉยๆ ได้ เขาจับลูกบิดประตูหน้าแน่น ทั้งที่ยังลังเลใจ และคิดว่าประตูห้องน่าจะล็อกอยู่ แต่เขาก็ลองหมุนมันดู

เปิดได้

ซอกจูเดินเข้าไปในห้องนั้นด้วยความแปลกใจ ก่อนจะพบใครอีกคน

แจฮยอก ชายรูปร่างสูงใหญ่ที่เวลายืนนิ่งๆ จะงดงามดั่งภาพวาด ทว่าตอนนี้เขากำลังนอนพาดลำตัวยาวเหยียด อยู่ตรงธรณีประตูของระเบียง เป็นท่าเดียวกับตอนที่ผู้เสียหายล้มลงตามที่นาย็องเคยอธิบายไว้ แจฮยอกนอนจ้องมองเพดานนิ่ง ทันทีที่รู้ว่าซอกจูอยู่ที่นี่ด้วย เขาก็สะดุ้งตกใจลุกพรวดขึ้น

“ทำอะไรอยู่น่ะ”

“มาทำอะไรครับเนี่ย”

ทั้งสองถามคำถามที่คล้ายกัน ก่อนจะยิ้มขมขื่น เนื่องจากต่างฝ่ายต่างรู้คำตอบดี พวกเขามาที่นี่เพราะเกิดคดีฆาตกรรมขึ้นอีกครั้ง ในที่ซึ่งเคยเกิดคดีฆาตกรรมเมื่อสิบห้าปีก่อน

“เธอเอากุญแจมาจากไหน”

“มีคนให้มาครับ บอกว่าคืนนี้ให้มาดูที่นี่หน่อย”

เสียงหัวเราะแห้งๆ ของแจฮยอกทำให้ซอกจูนึกถึงใบหน้าตำรวจหญิงคนนั้น

“เธอสนิทกับตำรวจหญิงคนนั้นงั้นเหรอ”

“ก็ไม่เชิงครับ”

แจฮยอกตอบพลางนั่งพิงผนังห้อง สีหน้าของเขาเหม่อลอยไม่ต่างตอนที่นอนลงเมื่อครู่นี้ ซอกจูสัมผัสได้ถึงความอ้างว้างของอีกฝ่าย เช่นเดียวนาย็องเมื่อวานนี้

“ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย”

แจฮยอกบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ไม่จำเป็นจะต้องฆ่าแกงกันนี่ ทำไมถึงต้องทำขนาดนี้ด้วย”

ซอกจูไม่ตอบ เขารับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าแจฮยอกไม่ได้พูดถึงแค่คดีในปัจจุบันเท่านั้น ทว่าเขาปริปากตอบอะไรไม่ได้เลย

ซอกจูนั่งเงียบๆ ข้างแจฮยอกแทน อีกฝ่ายหยิบบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ คาบไว้ที่ปากตัวเอง และยื่นอีกมวนส่งให้ซอกจู ทว่าเขาไม่รับ แจฮยอกจึงหยิบบุหรี่ซึ่งคาบไว้ในปากใส่ลงในซองตามเดิม ก่อนยื่นซองเอกสารบนตักส่งให้เขา ในนั้นมีเอกสารและรูปถ่ายอยู่หลายแผ่น

“เป็นเอกสารจากทางตำรวจครับ”

“เธอเอามาจากไหน”

“คนที่ให้กุญแจห้องนี้กับผมให้มา”

รูปถ่ายของคิมชอลอันในเอกสารที่แจฮยอกยื่นให้มีรูปร่างหน้าตาต่างจากที่ซอกจูจินตนาการไว้มาก เขาเป็นชายหนุ่มหน้าตาน่าหลงรัก ใบหน้าสุภาพเรียบร้อย ไม่แปลกเลยหากอีจองฮยอนจะหลงรักผู้ชายคนนี้

ทว่าบริเวณท้ายทอยของเขาในรูปถ่ายมีบางอย่างที่สะกิดใจซอกจู รอยถูกตีนั้นดูแปลกประหลาดมาก ฝั่งหนึ่งที่เจาะลึกเข้าไปในเนื้อไม่ได้มีทรงเหลี่ยม แต่ดูโค้งมน หากเพ่งมองดีๆ จะเห็นว่าบริเวณบาดแผลด้านล่างมีรอยเหลี่ยม

“อาวุธที่มีทรงกลมและทรงเหลี่ยมในอันเดียวกัน สรุปแล้วเขาถูกตีด้วยอะไรกันแน่”

“นั่นสินะ”

“ผมรู้สึกว่าอาวุธนี้สื่อถึงอะไรบางอย่าง”

“อะไรล่ะ”

“เจตนา…มุ่งมั่นที่จะฆ่าให้ตาย ผมไม่ชอบเลย การฆ่าโดยไม่เจตนาหรือการฆ่าเพื่อปกป้องตัวเองยังจะดีซะกว่า แบบนั้นต่างหากที่คู่ควรกับการขอโทษขอขมาจากใจจริง”

นัยน์ตาของแจฮยอกชุ่มชื้นขึ้น เขาน่าจะหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อสิบห้าปีก่อน ซอกจูไม่คิดจะปลอบใจอีกฝ่าย แม้จะรู้สึกสงสาร แต่เขาก็ไม่อาจข่มใจให้ยอมรับความรู้สึกของแจฮยอกได้

ซอกจูสงสัยในตัวแจฮยอกมาตลอดสิบห้าปี ตอนนั้นผู้ชายคนนี้แต่งงานกับชองอึนฮเยลูกสาวของเขา และอาจเป็นคนฆ่าลูกสาวเขาตายก็ได้…แต่พอเห็นแจฮยอกเศร้าหมองขนาดนี้ ก็ดูไม่เหมือนคนโกหกเลย

ความคิดทั้งหลายตีกันยุ่งเหยิงในหัวซอกจู

เขาลูบใบหน้าตัวเองด้วยฝ่ามือทั้งสอง ก่อนจะเบนสายตาไปที่รูปถ่ายในเอกสาร ต้องตั้งสติ ตอนนี้ต้องมีสมาธิกับคดีที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น ชายที่ถ่ายรูปได้เหมือนแจฮยอกถูกฆาตกรรม ว่าแต่เขาถูกฆ่าด้วยอะไรล่ะ…ทันใดนั้นดวงตาของซอกจูก็เบิกกว้างขึ้นขณะที่เขายกรูปถ่ายขึ้นมาจ้องมองใกล้ๆ

“เป็นไปไม่ได้น่า”

เขาหลุดพูดออกมาโดยไม่รู้ตัว แจฮยอกจึงหันมาจ้องมองซอกจู ครั้นเห็นใบหน้าจดจ่อกับสีหน้าตื่นตะลึง เขาก็รับรู้ได้ในทันทีโดยสัญชาตญาณ

“รู้อะไรแล้วใช่ไหมครับ”

สีหน้าของแจฮยอกกลับมาเย็นชาตามเดิมขณะถามซอกจูด้วยเสียงนิ่งขรึม ซอกจูยกกล้องในมือข้างหนึ่งขึ้นแทนคำตอบ เขาเอามาทาบที่ดวงตาเหมือนตั้งใจจะถ่ายรูป และกวาดสายตาไปรอบๆ อย่างช้าๆ ห้องเก็บของที่ระเบียง ห้องรับแขกที่ว่างเปล่า โทรทัศน์แบบติดผนัง ห้องครัวที่อยู่อีกฝั่ง ทุกอย่างสะอาดสะอ้านหมดจด ซอกจูจ้องมองทั่วทุกแห่งผ่านเลนส์กล้อง ราวกับต้องการบันทึกภาพทั้งหมดไว้

สีหน้าแจฮยอกซึ่งเคลื่อนสายตามองตามซอกจู แปรเปลี่ยนจากประหลาดใจเป็นประทับใจ

“อาวุธสังหารก็คือสิ่งนั้นนี่เอง!”

“คุณแจฮยอก ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องให้เราจัดการมากมายทีเดียว ตอนนี้สิ่งที่รู้อาจเป็นแค่ส่วนหนึ่ง เธอช่วยเป็นเฟิร์ส[13]ให้ฉันหน่อยได้ไหม”

“แน่นอนครับ”

แจฮยอกพยักหน้า

“เฟิร์สเป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว”

 

[1] คำศัพท์เฉพาะใช้เรียกสตูดิโอที่ฉากเบื้องหลังมีสีขาวล้วน

[2] ร้านอาหารจานเดียว ขายอาหารที่กินได้ง่ายๆ จำพวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ข้าวห่อสาหร่าย เป็นต้น

[3] Henri Cartier-Bresson (22 สิงหาคม 1908 – 3 สิงหาคม 2004) ช่างภาพชื่อดังชาวฝรั่งเศส

[4] ย่อมาจาก Social Networking Service คือ คำที่คนเกาหลีนิยมใช้เรียกสื่อโซเชียลมีเดียโดยรวม

[5] ประมาณห้าแสนสองหมื่นแปดพันบาท

[6] หน่วยวัดพื้นที่ของเกาหลี หนึ่งพย็องมีขนาดเท่ากับสามจุดสามตารางเมตร

[7] Leica IIIF ชื่อรุ่นของกล้องฟิล์มที่ผลิตครั้งแรกในปี 1958 โดยบริษัทไลก้าจากประเทศเยอรมนี

[8] ชื่อเรียกที่พักแบบหนึ่งในประเทศเกาหลีใต้ มีลักษณะคล้ายตึกแถวสูงสี่ถึงห้าชั้น ซึ่งโดยปกติจะแบ่งให้มีผู้อยู่อาศัยชั้นละหนึ่งครอบครัวหรือมากกว่านั้นตามขนาดวิลล่า

[9] หนึ่งในคำเรียก ‘อสุรา’ ในทางพุทธ เทพอสูรซึ่งมีหนึ่งพักตร์หลายกร

[10] เทพเจ้าแห่งแสงสว่างและปัญญาตามความเชื่อในศาสนาโซโรอัสเตอร์

[11] เครื่องหมายทางการค้า ในที่นี้หมายถึงสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของบุคคลนั้น

[12] ปุ่มสำหรับกดชัตเตอร์ถ่ายรูปของกล้องวิวคาเมร่า

[13] ตำแหน่งผู้ช่วยช่างภาพลำดับที่หนึ่ง

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า