fbpx

[ทดลองอ่าน] The Witcher II ช่วงเวลาแห่งการปรามาส Time of Contempt – แพรวสำนักพิมพ์

The Witcher II ช่วงเวลาแห่งการปรามาส Time of Contempt

Andrzej Sapkowski เขียน
ต้องตา สุธรรมรังษี และธนพร ภู่ทอง แปล

ติดตามการวางจำหน่ายได้ที่เพจ แพรวสำนักพิมพ์

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 


บทที่ 1

เวลาคุยกับผู้สมัครวัยหนุ่มสาว เอเพลแกตต์มักจะบอกว่าผู้ขี่ม้าส่งสาร จำเป็นต้องมีคุณสมบัติสองประการ ได้แก่สมองทองคำกับบั้นท้ายเหล็กสมองทองคำนั้นสำคัญมาก เอเพลแกตต์สอนว่ากระเป๋าหนังคาดหน้าอกที่ซ่อนอยู่ใต้อาภรณ์จะมีเพียงสารไม่สำคัญ ไม่ต้องกลัวว่ามันจะไปปรากฏบนเอกสารหรือจดหมายอันตรายที่ไหน สิ่งสำคัญจริง ๆ คือสารลับ สารที่เกี่ยวกับความเป็นความตาย ผู้ส่งสารต้องท่องจำให้ขึ้นใจและถ่ายทอดแก่ผู้รับด้วยคำพูดเท่านั้น คำต่อคำ และบางครั้งสารเหล่านั้นก็จำยาก อย่าว่าแต่จะจำให้ได้เลย แค่ออกเสียงยังลำบาก หากผู้ส่งสารต้องการท่องจำและถ่ายทอดโดยไม่มีข้อผิดพลาด เขาก็ต้องมีสมองทองคำ

                ส่วนประโยชน์ของบั้นท้ายเหล็กนั้น โอ เดี๋ยวผู้ส่งสารก็จะได้เรียนรู้เอง เมื่อเขาต้องนั่งบนหลังม้าสามวันสามคืน ควบตะบึงไปตามถนนไกลเป็นร้อยหรือสองร้อยไมล์ บางช่วงอาจไม่มีถนนด้วยซ้ำ เมื่อนั้นแหละบั้นท้ายเหล็กคือสิ่งจำเป็น ไม่อยู่แล้ว แน่นอนว่าไม่มีใครตะบี้ตะบันนั่งบนหลังม้าได้โดยไม่หยุดพัก ต้องลงจากหลังม้าและพักผ่อนกันบ้าง เพราะคนอาจไหว แต่ม้าย่อมไร้เรี่ยวแรง อย่างไรก็ตามเมื่อถึงเวลาต้องเดินทางอีกครั้งหลังได้พักบ้างแล้ว บั้นท้ายจะประท้วงว่า ‘ช่วยด้วย! ฆ่ากันชัด ๆ!’

               “แต่เดี๋ยวนี้ ใครยังต้องใช้ผู้ขี่ม้าส่งสารกันล่ะ ท่านเอเพลแกตต์” นาน ๆ ครั้งจะมีคนหนุ่มสาวถามด้วยความฉงน “ไม่มีใครเดินทางจากเวนเกอร์เบิร์กถึงวิซิมาภายในสี่หรือห้าวันได้หรอก ต่อให้ขี่อาชาฝีเท้าไวที่สุด ก็เถอะ ส่วนผู้วิเศษจากเวนเกอร์เบิร์กใช้เวลาเท่าใดในการส่งข่าวถึงผู้วิเศษในวิซิมา แค่ครึ่งชั่วโมง หรือไวกว่านั้นอีก ม้าของผู้ส่งสารอาจหมดแรงระหว่างทาง แต่สารจากผู้วิเศษจะถึงมือผู้รับเสมอ ไม่เคยหลง ไม่เคยล่าช้า ไม่เคยหล่นหาย แล้วจะมีผู้ส่งสารไปเพื่อการใด ในเมื่อมีผู้วิเศษอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง ประจำอยู่ทุกวัง ผู้ส่งสารหาได้มีความจำเป็นอีกต่อไปไม่ ท่านเอเพลแกตต์”

              มีอยู่ช่วงหนึ่ง เอเพลแกตต์ก็เคยคิดเช่นกันว่าเขาไม่มีประโยชน์อะไร และแน่นอนว่ามีสมองทองคำ เขาจะหางานอื่นทำเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตนกับภรรยาก็ได้ จะได้มีค่าสินสอดสำหรับบุตรสาวสองคนที่ยังโสด และจุนเจือลูกสาวอีกคนที่ออกเรือนไปแล้ว แต่ดันได้สามีเป็นคนไม่เอาไหน ทำมาหากินอะไรไม่เคยขึ้น ทว่าเอเพลแกตต์ไม่อาจตัดใจได้ เขานึกภาพไม่ออกด้วยซ้ำ เขาเกิดมาเพื่อเป็นผู้ขี่ม้าส่งสารเท่านั้น ไม่อาจเป็นอย่างอื่นได้เลย

              แต่แล้วจู่ ๆ หลังจากถูกลืมเลือนและตกงานจนตกเป็นขี้ปากคนอยู่นาน เอเพลแกตต์ก็กลับมาเป็นที่ต้องการอีกครั้ง ถนนหนทางทั้งนอกและในป่ามีเสียงฝีเท้าม้าดังกึกก้องให้ได้ยินอีกครา ผู้ส่งสารเริ่มเดินทางทั่วแคว้นแดนไกลเหมือนเช่นในอดีต

             เอเพลแกตต์รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด เขาเห็นกับตาและได้ยินข่าวหนาหู ปกติแล้วเขาต้องลบสารออกจากความทรงจำทันทีเมื่อถึงมือผู้รับ เขาต้องลืมเพื่อไม่ให้หลุดปากแม้ถูกทรมาน แต่เอเพลแกตต์จำได้ดี เขารู้ว่าทำไมจู่ ๆ เหล่าราชาก็เลิกใช้เวทมนตร์และผู้วิเศษในการส่งสาร ผู้ส่งสารไม่ควรรู้ เนื้อความในสาร จู่ ๆ ราชาก็เลิกไว้ใจผู้วิเศษ และเลิกบอกความลับแก่ผู้วิเศษ

              เอเพลแกตต์ไม่รู้ว่าอะไรก่อให้เกิดความร้าวฉานระหว่างเหล่าราชาและผู้วิเศษ แต่เขาไม่กังวลเรื่องนี้มากนัก เขามองว่าทั้งราชาและผู้วิเศษเป็นสิ่งมีชีวิตที่เขาไม่เข้าใจ คาดเดาลำบากโดยเฉพาะในช่วงวิบัติกาลเช่นนี้และเขาจะมองข้ามวิบัติกาลไปไม่ได้เลยหากต้องเดินทางระหว่างปราสาทต่อปราสาท เมืองต่อเมือง หรืออาณาจักรต่ออาณาจักร

               กองทัพจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วหัวระแหง ทุกย่างก้าวเป็นต้องพบเจอทหารราบหรือทหารม้าเดินเรียงเป็นแถว แม่ทัพทุกหน่วยดูลุกลนหวาดวิตก กระโชกโฮกฮาก และสำคัญตัวผิดราวกับแบกชะตากรรมของโลกทั้งใบเอาไว้แต่ผู้เดียว คนพกอาวุธกันทั่วเมืองและปราสาท ผู้คนระส่ำระสายกันทั้งกลางวันกลางคืน บรรดาเจ้าเมืองเจ้าปราสาทซึ่งปกติไม่เคยปรากฏตัว บัดนี้พากันวิ่งพล่านตามแนวกำแพงและลานปราสาท เกรี้ยวกราดโกรธาราวกับตัวต่อสำแดงฤทธิ์ก่อนพายุโหม ทั้งตะโกน สบถด่า ชี้นิ้วออกคำสั่งเสียงดังไปทั่ว เกวียนบรรทุกของหนักต่อแถวเข้าป้อมปราการกับค่ายทหารตลอดทั้งวันทั้งคืน สวนกับเกวียนเปล่าที่สลับออกไปอย่างรวดเร็วหลังระบายของลงแล้ว ฝูงม้าวัยสามขวบได้ออกจากคอก พากันวิ่งฝุ่นตลบเต็มถนน พวกมันยังไม่รู้จักกับการบรรทุกของหนักหรือแบกมนุษย์พร้อมอาวุธไว้บนหลัง จึงสนุกสนานเริงร่ากับช่วงเวลาสุดท้ายแห่งอิสรภาพ สร้างความวุ่นวายให้แก่เด็กเฝ้าคอกม้าและผู้สัญจรไปมาบนถนนมิใช่น้อย

                อีกนัยหนึ่งคือ สงครามกำลังคุกรุ่นท่ามกลางบรรยากาศอบอ้าวนิ่งงัน

                เอเพลแกตต์ยืนบนโกลนม้าพลางเหลียวมองโดยรอบ แม่น้ำตรงตีนเนินส่องประกายระยิบระยับ เลี้ยวลดคดเคี้ยวท่ามกลางทุ่งหญ้าและแมกไม้ ผืนป่าทอดไกลออกไปทางทิศใต้ ผู้ส่งสารเร่งม้าให้เร็วขึ้นเพราะแทบไม่เหลือเวลาแล้ว

                เขาเดินทางมาสองวัน พระราชโองการและพระราชสารมาถึงเขาขณะพักเหนื่อยอยู่ที่เมืองแฮกก์ หลังกลับจากเทรโทกอร์ เขาออกจากฐานที่มั่นยามดึก ควบตะบึงไปตามทางหลวง เลียบฝั่งซ้ายของแม่น้ำพอนทาร์ยามเที่ยงวันของวันต่อมาเขาก็ไปถึงฝั่งแม่น้ำอิสเมนา หากราชาฟอลเทสท์ประทับอยู่ที่วิซิมา เอเพลแกตต์คงส่งสารถึงพระองค์ได้ภายในคืนนั้นเลยแต่น่าเสียดายที่ราชาไม่อยู่ในเมืองหลวง พระองค์ประทับอยู่ทางใต้ของประเทศในเมืองมาริบอร์ ห่างจากวิซิมาเกือบสองร้อยไมล์ เอเพลแกตต์ รู้เช่นนั้นอยู่แล้ว เมื่อเข้าเขตสะพานขาว เขาจึงปลีกแยกออกจากถนน ซึ่งมุ่งหน้าตะวันตก แล้วขี่ม้าทะลุป่าไปทางเอลแลนเดอร์ เขากำลังเสี่ยงชีวิตเพราะพวกสกอยาเทล[1] ยังคงเพ่นพ่านอยู่ในป่า ใครที่ถูกจับได้หรืออยู่ในระยะยิงธนูเป็นต้องชะตาขาดทุกรายไป แต่ผู้ส่งสารของวังผู้นี้จำต้องวัดดวงเพราะหน้าที่สำคัญที่สุด

[1] หรือกระรอก เป็นกลุ่มกองโจรอมนุษย์ ส่วนใหญ่เป็นเอลฟ์ นอกจากนั้นยังมีพวก
ครึ่งมนุษย์และคนแคระ พวกเขาได้ชื่อว่ากระรอกเพราะชอบติดหางกระรอกไว้บนหมวกหรือ
เสื้อผ้า เป็นพันธมิตรกับนิล์ฟการ์ด เกลียดชังมนุษย์เพราะถูกเหยียดเผ่าพันธุ์ พวกเขาต่อสู้กับ
มนุษย์ทุกฝ่ายในอาณาจักรทางตอนเหนือ

                   เขาข้ามแม่น้ำมาได้โดยสะดวกเพราะไม่มีเค้าฝนมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน แถมน้ำในแม่น้ำอิสเมนายังลดลงจนตื้นเขิน เมื่อใกล้ชายป่า เขาก็พบเส้นทางจากวิซิมาที่มุ่งไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ ไปทางโรงหลอมโรงตีเหล็ก และชุมชนคนแคระในเทือกเขามาฮาคัม เขาพบเกวียน จำนวนมากซึ่งมักจะมีทหารม้ากองเล็ก ๆ ควบคุมตามเส้นทางนี้ เอเพลแกตต์ถอนหายใจอย่างโล่งอก ที่ใดมีมนุษย์คลาคล่ำ ที่นั่นย่อมไม่มีพวกสกอยาเทล เขตเทเมเรียมีการรณรงค์ต่อต้านกลุ่มกองโจรเอลฟ์มาหนึ่งปีแล้วหลังชาวบ้าน ถูกปล้นสะดมในป่า หน่วยจู่โจมของสกอยาเทลก็แตกออกเป็นหน่วยย่อย ๆ และกองโจรหน่วยย่อยเหล่านี้มักจะหลีกเลี่ยงเส้นทางพลุกพล่าน และจะไม่ซุ่มโจมตีพวกเขา

                  ก่อนอาทิตย์ตกดิน เขาเดินทางไปถึงชายแดนของเขตปกครองเอลแลนเดอร์ ตรงทางแยกใกล้กับหมู่บ้านซาวาดา จากที่นี่มีถนนที่ตัดตรงและปลอดภัยไปยังมาริบอร์ ยาวสี่สิบสองไมล์ เป็นเส้นทางในป่าที่พื้นดินแน่นเพราะมีคนสัญจรบ่อย แถมมีโรงเตี๊ยมตรงทางแยก เขาตัดสินใจพักเหนื่อยกับม้าที่นั่น หากออกเดินทางตอนย่ำรุ่ง เขารู้ว่าจะเห็นธงสามเหลี่ยมสีเงินกับสีดำบนหลังคาสีแดงของยอดปราสาทมาริบอร์ก่อนอาทิตย์ตกโดยไม่ต้องเร่งม้าให้มากนัก

เขาปลดอานม้าออกและหวีขนให้ม้าด้วยตัวเอง โดยไล่เด็กประจำคอกม้ากลับไป เขาเป็นผู้ส่งสารหลวง และผู้ส่งสารหลวงจะไม่อนุญาตให้ใครมาแตะม้าของตน เขากินไข่คนกับไส้กรอกจนเปรม และกินขนมปังข้าวไรย์ไปอีกเศษหนึ่งส่วนสี่ก้อน ซัดเอลล้างคอตามไปหนึ่งแก้วใหญ่เขาฟังข่าวซุบซิบทุกชนิด นักเดินทางจากทั่วทุกมุมโลกกำลังรับประทานอาหารอยู่ที่โรงเตี๊ยมแห่งนั้น

                   เอเพลแกตต์ได้รู้ว่าโดลแองกราเจอมรสุมหนัก กองทหารม้าลิเรียปะทะกับหน่วยโจมตีบนหลังม้าของนิล์ฟการ์ด มีฟ ราชินีแห่งลิเรียประกาศข้อกล่าวหาว่านิล์ฟการ์ดเป็นฝ่ายยั่วยุก่อน…อีกครั้ง และขอความช่วยเหลือ จากราชาเดมาเวนด์แห่งเอเดิร์น ชาวเทรโทกอร์ได้เห็นการประหารบารอนแห่งเรดาเนีย โทษฐานลักลอบเป็นพันธมิตรกับสายลับของเอเมียร์ จักรพรรดิแห่งนิล์ฟการ์ด เหล่ากองโจรสกอยาเทลผนึกกำลังกันที่เคดเวน เพื่อก่อการสังหารหมู่ที่ป้อมเลย์ดา นั่นทำให้ประชาชนแห่งอาร์ดคาร์เรก์ อาฆาตแค้น ระดมพลกันมาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อื่นที่ไม่ใช่มนุษย์เกือบสี่ร้อยรายในเมืองหลวง

                   ระหว่างนั้นเหล่าพ่อค้าซึ่งเดินทางจากทางใต้ ได้บรรยายถึงความโศกเศร้าอาลัยของผู้อพยพชาวซินทราที่มารวมตัวกันในเทเมเรีย ภายใต้การนำของจอมพลวิสเซเกิร์ด พวกเขายืนยันว่าข่าวสุดสลดเรื่องการสวรรคตขององค์หญิงซิริลลา ฉายาลูกสิงห์น้อย ผู้เป็นสายเลือดคนสุดท้ายของราชินีคาลานเธนั้นเป็นความจริง

                   ข่าวบางข่าวก็ดำมืด เป็นลางร้ายยิ่งกว่านั้น วัวในหลายหมู่บ้านแถบเอลเดอร์สเบิร์ก จู่ ๆ ก็มีเลือดออกจากเต้าขณะชาวบ้านรีดนม ตอนเช้ามืดในสายหมอกมีคนเห็นเวอร์จินเบนซึ่งเป็นตัวกาลกิณี กองทัพผีพรายควบม้าข้ามเวหาที่ชื่อว่าไวลด์ฮันท์ได้ปรากฏตัวในบรูจจ์ ภายในเขตแดนของป่าโบรคิลอน อาณาจักรต้องห้ามของนางไม้ และไวลด์ฮันท์ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นลางแห่งสงครามเสียด้วย นอกจากนี้ยังมีผู้พบเห็นเรือผีนอกแหลมเบรเมอร์วูร์ดพร้อมกับผีกินซากหนึ่งตน ลักษณะเป็นอัศวินดำสวมหมวกเกราะที่ประดับด้วยปีกนกนักล่า…

                   ผู้ส่งสารเลิกฟัง เขาเหนื่อยล้าเกินไปแล้ว จึงเดินไปห้องนอนรวมทิ้งตัวบนที่นอนฟาง แล้วผล็อยหลับไปทันที

                   เขาตื่นขึ้นตอนย่ำรุ่ง พอก้าวออกไปยังลานด้านนอก เขาก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อพบว่าตนเองไม่ใช่คนแรกที่เตรียมตัวออกเดินทางนี่ถือเป็นเรื่องแปลกพอตัว ม้าตอนสีดำสวมอานม้าเรียบร้อยยืนอยู่ข้างบ่อน้ำ ใกล้ ๆ กันนั้นมีสตรีนางหนึ่งในเครื่องแต่งกายบุรุษกำลังล้างมือในรางน้ำ นางเหลียวมามองเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของเอเพลแกตต์ จากนั้นก็รวบผมสีดำหนาไว้ในมือเปียกแล้วสะบัดไปด้านหลัง ผู้ส่งสารก้มศีรษะให้ นางจึงพยักหน้าตอบเบา ๆ

                   เขาเกือบชนเข้ากับผู้ตื่นเช้าอีกคนขณะเดินเข้าไปในคอกม้า นางเป็นเด็กสาวสวมหมวกกำมะหยี่ทรงกลม กำลังจูงม้าสีเทาลายด่างออกไปลานด้านนอก เด็กสาวเอามือลูบใบหน้า อ้าปากหาว พร้อมกับเอนพิงหนอกคอม้า

“โอ แย่จริง” นางพึมพำขณะเดินผ่านผู้ส่งสาร “ข้าจะต้องม่อยหลับ
บนหลังม้าแน่ ๆ…คงร่วงไปเลย…ฮ้าว…”
“อากาศหนาวเย็นจะทำให้เจ้าตื่นเอง เมื่อเจ้าให้ม้าวิ่งเต็มฝีเท้า”
เอเพลแกตต์พูดอย่างสุภาพพลางยกอานม้าขึ้นจากราวแขวน “โชคดีนะแม่หนู”

                   เด็กสาวหันกลับมามองเขาราวกับเพิ่งสังเกตเห็น ดวงตาของนางกลมโต สีเขียวเข้มดั่งมรกต เอเพลแกตต์เหวี่ยงอานม้าขึ้นบนหลังม้า

                   “ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ” เขากล่าว ปกติแล้วเขาไม่ชอบเสวนาหรือพูดจาน้ำไหลไฟดับ แต่ตอนนี้เขารู้สึกอยากคุยกับใครสักคน แม้คนผู้นั้นจะเป็นเพียงเด็กสาวขี้เซาคนหนึ่งก็ตาม อาจเป็นเพราะเขาเดินทางอย่างเหงาหงอยมานานหลายวัน หรืออาจเป็นเพราะเด็กสาวทำให้เขานึกถึงลูกสาวคนกลางขึ้นมา

                    “ขอให้พระเจ้าคุ้มครอง” เขาเสริม “จากอุบัติเหตุและอากาศเลวร้ายพวกเจ้ามีกันแค่สองคน แถมเป็นผู้หญิงทั้งคู่…ในช่วงเวลาวิปริตเช่นนี้อันตรายซุกซ่อนอยู่ทั่วทุกหนแห่ง”

                    เด็กสาวเบิกดวงตาสีเขียวกว้างขึ้น ผู้ส่งสารรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
“อันตราย…” เด็กสาวโพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงผิดแปลกไป “อันตรายคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ไร้สุ้มเสียง โฉบลงมาด้วยขนปีกสีเทา

ข้าเกิดนิมิต ทราย…ทรายที่โดนแดดเผาจนร้อนระอุ”
“อะไรนะ” เอเพลแกตต์ยืนตัวแข็งขณะกอดอานม้าแนบท้อง “เจ้าว่าอะไรนะ แม่หนู ทรายอะไร”
เด็กสาวตัวสั่นรุนแรงพร้อมกับยกมือขึ้นถูใบหน้า เจ้าม้าขนเทา
ลายด่างสะบัดหัวไปมา
“ซิริ!” สตรีผมดำตะโกนด้วยเสียงเฉียบขาดจากลานด้านนอกพลาง
ขยับสายรัดบนตัวอาชาสีดำ “เร็วเข้า!”
เด็กสาวอ้าปากหาว มองเอเพลแกตต์แล้วกะพริบตาปริบ ๆ นางทำหน้าแปลกใจที่เห็นเขาในคอกม้า ผู้ส่งสารไม่พูดอะไรเลย
“ซิริ” สตรีผู้นั้นเรียกซ้ำ “เผลอหลับไปแล้วหรืออย่างไร”
“ข้ามาแล้ว ท่านหญิงเยนเนเฟอร์”
กว่าเอเพลแกตต์จะสวมอานเสร็จและจูงม้าออกมายังลานด้านนอกก็ไม่มีวี่แววของเด็กหญิงกับสตรีผู้นั้นอีกต่อไปแล้ว ไก่โต้งโก่งคอขันเสียงแหบ สุนัขเห่า นกกาเหว่าขับขานจากแมกไม้ ผู้ส่งสารกระโดดขึ้นนั่งบนอานม้า จู่ ๆ เขาก็นึกถึงดวงตาสีเขียวของเด็กสาวผู้ง่วงงุนกับคำพูดประหลาดของนางขึ้นมา อันตรายคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบเชียบ

                     อย่างนั้นหรือ ขนปีกสีเทาอย่างนั้นหรือ ทรายร้อนระอุอย่างนั้นหรือแม่หนูคนนี้น่าจะไม่เต็มเต็ง เขาคิด เดี๋ยวนี้พบเห็นได้บ่อยไป เด็กสาวที่วิปลาสเพราะถูกคนพเนจรหรือพวกชาติชั่วข่มขืนในช่วงเวลาแห่งสงครามเช่นนี้…ใช่ ต้องวิปลาสแน่ ๆ หรืออาจแค่ง่วงงุนเพราะถูกปลุกขึ้นมากลางคันยังตื่นไม่เต็มตา น่าทึ่งนักว่าพวกคนเพี้ยนพูดอะไรออกมาได้บ้างเวลาเดินเตร็ดเตร่ยามรุ่งสางในสภาพสะลึมสะลือ…

                     เขาสะท้านวาบขึ้นมาอีกระลอกก่อนจะรู้สึกเจ็บระหว่างสะบักไหล่สองข้าง เลยนวดหลังตัวเองด้วยกำปั้นเข่าของเขาอ่อนแรงขณะกระตุ้นม้าให้เร่งฝีเท้าทันทีที่ไปถึงถนนมาริบอร์แล้วควบตะบึง เวลาใกล้หมดเต็มที

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า