วิธีคิดของคนเก่งที่ประสบความสำเร็จในชีวิต

ใครๆ ก็อยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน แต่มักไม่รู้วิธีที่จะก้าวไปให้ถึงจุดที่ประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว และเรื่องความรัก จากอุเอะดะ จุนจิ อดีตที่ปรึกษาร้านสะดวกซื้อระดับท็อปของญี่ปุ่น โดยสรุปเป็น 27 วิธีคิดของคนเก่งที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตได้จริงในทุกสถานการณ์

คำแนะนำที่ใช้ได้ผลกับ “การคบหาผู้อื่น”

1.ไม่ว่าหัวหน้าจะเป็นคนแบบไหน ก็คือสไตล์ของแต่ละคน ทีมงานจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสไตล์ของหัวหน้า ถ้าทำได้เพียงเล็กน้อย รับรองว่าคุณจะมีความสุขกับชีวิตการทำงานมากขึ้น ขอให้จำไว้ว่า ไม่ว่าจะไปที่ไหน เราก็เลือกหัวหน้าไม่ได้ ขอให้อดทนและปรับตัวแม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี

2.คนทำงานหลายคนคงเคยพบเหตุการณ์หัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานไม่รับฟังความคิดเห็น ไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม หากกำลังพบเหตุการณ์แบบนี้ก็ขอย้ำว่า การพยายามเสนอแนะความเห็นอย่างเต็มที่เป็นเรื่องสำคัญ แต่ในเวลาเดียวกัน คุณต้องสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์แก่คนในองค์กรด้วย เมื่อทำได้เช่นนี้แล้ว คนอื่นจะรับฟังความคิดเห็นของคุณเอง

3.เมื่อพบหัวหน้าเป็นคนไร้เหตุผลมักตำหนิด้วยถ้อยคำรุนแรงเป็นประจำ นั่นแสดงว่าหัวหน้าอาจกำลังจับตามองคุณอยู่ด้วยความคาดหวังในตัวคุณ ดังนั้นหากต้องประสบปัญหานี้ก็ขอให้เดินหน้าต่อไป ห้ามหมดอาลัยตายอยากเด็ดขาด

4.ลูกทีมคงรู้สึกไม่ดีนัก หากพบว่าหัวหน้าทีมมาทำงานสายเป็นประจำ แต่การเฝ้าสังเกตแบบนี้ จะยิ่งทำให้เข้าใจผิดกันไปคนละทาง ซึ่งไม่ดีต่อทั้งสองฝ่าย ดังนั้นหากมีโอกาสเปิดใจคุยกันก็ให้ลองพูดคุยกันเยอะๆ เพื่อให้เข้าใจกันมากขึ้น

5.ในมุมมองของคนเป็นหัวหน้าทีม อาจมองเห็นบางเรื่องของลูกทีมว่า เป็นการกระทำที่ไม่ถูกกาลเทศะ ชวนหงุดหงิดใจ หากเก็บความคับข้องใจไว้ย่อมไม่ส่งผลดีต่อตนเองและลุกทีมอย่างแน่นอน ดังนั้นการสื่อสารเพื่อให้รู้ระหว่างกัน จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ หากอยากรู้ใจจริงๆ หรือลักษณะเฉพาะตัวของลูกทีมลองนำวิธีการดื่มสังสรรค์นอกสถานที่ไปใช้ ก็จะช่วยให้เปิดใจกันได้ดียิ่งขึ้น

6.ลูกทีมที่มีประสบการเยอะ มักมีความเชื่อมั่นในตนเองสูง ซึ่งอาจส่งผลให้ฉุดรั้งคนรอบข้างได้ ดังนั้นหากเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น หัวหน้าทีมอาจพูดคุยตามลำพังกับลูกทีมคนนั้น โดยไม่พูดต่อหน้าคนอื่นเด็ดขาด ก็จะทำให้เข้าใจกันมากยิ่งขึ้น หรือใช้กลยุทธ์เอะอะชมไว้ก่อนแบบไม่ยั้ง เพื่อรับมือกับลูกทีมผู้มีประสบการณ์มากก็ได้

7.เป็นธรรมดา หากที่ทำงานมีงานล้นจนพนักงานทุกคนไม่สามารถทำงานของตนเองได้เสร็จทันกำหนดในเวลางาน การทำโอทีจึงถูกนำมาใช้ในสถานการณ์นี้ หากพบเพื่อนร่วมงานไม่ยอมทำโอทีเด็ดขาด จนเรารู้สึกว่าโดนเอาเปรียบ ก็ขอให้อดทนและอย่าบอกให้พนักงานคนนั้นทำโอทีเด็ดขาด เพราะเป็นหน้าที่ของหัวหน้า เพราะอาจทำให้สองฝ่ายผิดใจกันได้

8.หากคุณกำลังพบว่าที่ทำงานของตัวเองมีแต่พวกไม่ได้เรื่อง จนทำให้ไม่อยากไปทำงาน ขอให้เปลี่ยนวิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสด้วยการตะครุบโอกาสทองนี้ไว้  ใครไม่ทำขอให้เรายินดีที่จะทำ

9.พนักงานหมดความมุ่งมั่นในการทำงาน ถือเป็นเรื่องที่ส่งผลเสียต่อองค์กรอย่างมาก นอกจากประสิทธิภาพของพนักงานจะลดลงแล้ว ภาพรวมธุรกิจก็อาจลงลงตามไปด้วยเช่นกัน ดังนั้นหัวหน้าทีมต้องรีบลงไปคลุกคลีกับคนทำงานและฟังพวกเขาให้มากๆ ถึงปัญหาและอุปสรรคที่พวกเขากำลังพบเพื่อช่วยแก้ปัญหา

คำแนะนำที่ใช้ได้ผลกับ “ตัวเอง”

10.ใครที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์อยากย้ายกลับไปทำงานหน่วยงานเก่า เพราะรู้สึกว่ามีดอกาสพัฒนาตัวเองมากกว่าหน่วยงานปัจจุบัน ขอให้ปรับความคิดใหม่ว่า ไปอยู่ที่ไหนก็ต้องสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ให้ได้ จงแสดงความสามารถที่มีอยู่ออกมาให้หมด นี่แหละเป้นทางลัดสู่การเติบโต

11.ทุกคนหวังที่จะเติบโตในหน้าที่การงาน อยากเลื่อนตำแหน่ง ส่งผลให้ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มา หากเป็นแบบนี้คุณอาจกำลังปล่อยพลังด้านลบออกมาก็ได้ หากเปลี่ยนความคิดให้การทำงานเป็นความสนุกสนาน ก็จะส่งผลให้รู้สึกเต็มที่กับงาน ทำให้งานประสบความสำเร็จ ดังนั้น ลองหาวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ในแบบที่เป็นตัวคุณเองเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

12.การเป็นคนชอบทำงานตอนจวนตัวอาจไม่ส่งผลดีมากนัก เพราะจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานได้ แต่การทำงานตอนจวนตัวอาจไม่ใช่ปัญหา เพราะสิ่งสำคัญคือ ช่วงเวลาที่วิ่งเพื่อออกแรงส่งตัวมีความสำคัญกว่า หรือสรุปง่ายๆ คือ การรู้จักเตรียมตัวในวันก่อนส่งงานจึงเป็นสิ่งที่ควรเน้นมากที่สุด

13.คนทำงานหลายคนมักเคยตัดพ้อตัวเองว่าเป็นมนุษย์ไร้ค่า เพราะเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น จนพลังชีวิตหดหาย ดังนั้นขอให้ดึงพลังใจออกมา พกความกล้าหาญด้วยใจที่เบิกบาน แล้วมาคิดว่า ถ้าตั้งใจทำงานปัจจุบันจะช่วยต่อยอดไปสู่ความฝันได้ ไม่ต้องใส่ใจคนอื่น แล้วหันมาชมเชยตัวเองเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

14.หากกำลังรู้สึกว่างานที่กำลังทำอยู่ไม่เหมาะสมกับตัวเอง อาจด้วยภาระงานที่ล้นจนจัดการไม่ได้ หากคุณกำลังเป็นเช่นนี้ เวลาได้รับมอบหมายงานอะไร  ให้กำหนดขอบเขตที่ตัวเองทำไหวแล้วทำให้ได้ตามนั้นพอ มองให้ออกว่าตนเองมีศักยภาพระดับไหนแล้วนำจุดแข็งมาใช้

15.คนที่อยากทำอะไรใหม่ๆ แต่กลัวว่าจะล้มเหลวนั้นมีอยู่ไม่น้อย ขอบอกว่าให้ทำและอย่ากลัว ก่อนลงมือทำจริง ให้บอกหัวหน้าทีมเลยว่า คุณกำลังจะทำอะไร ถึงแม้จะล้มเหลวก็ไม่ถูกตำหนิ แต่ถ้าคุณคิดเอง ทำเอง โดยไม่บอกหัวหน้าทีมแล้วเกิดล้มเหลวขึ้นมา ก็ย่อมถูกโกรธเป็นธรรมดา ดังนั้นใช้หัวหน้าทีมเป็นตัวประกันในกรณีที่เกิดความผิดพลาดได้

16.พนักงานที่พูดไม่เก่งอาจมีความรู้สึกโกรธตัวเองที่อธิบายให้คนอื่นฟังแล้วไม่ได้อย่างใจต้องการ กรณีเป้นเรื่องพบได้ทั่วไปโดยเฉพาะผู้ที่มีประสบการณ์การทำงานน้อย หากใครที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานแล้วพูดไม่เก่งขอให้คิดว่าตอนนี้เป็นช่วงเวลาเรียนรู้ความผิดพลาดไม่ต้องรู้สึกแย่หรือโกรธตัวเองที่พูดไม่เก่ง

17.เมื่อต้องทำงานอยู่ในหน่วยงานที่ไม่สร้างผลกำไรให้แก่องค์กร ขอให้ปรับโฟกัสไปที่งานที่ได้รับมอบหมายเป็นหลัก อย่าเพิ่งห่วงเรื่องผลสำเร็จมากนัก ให้ลุยกับงานตรงหน้าด้วยความคิดว่าต้องเรียนรู้ ไม่ทำงานแบบขอไปที ไม่หนี และไม่เหลาะแหละ พร้อมตระหนักว่าเราอยู่ในหน่วยงานที่เป็นการลงทุนและตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด

18.อคติกับการทำงานเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ เช่น ทำงานในเมืองกับทำงานในชนบท หรือทำงานในองค์กรขนาดใหญ่กับทำงานในองค์กรขนาดเล็ก ดังนั้นถ้ารู้สึกเกลียดงานที่ทำเพราะอคติ ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดาย ดังนั้นหากมีความคิดจะลาออกก็ขอให้ทบทวนจุดที่ตัวเองยืนอยู่อีกครั้ง

19.ใครที่ทำงานหน่วยงานเดิมกับหัวหน้าคนเดิมมา 10 ปี หรือมากกว่า อาจทำให้เกิดความอัดอั้นหรือเบื่อได้ ดังนั้นขอให้เปลี่ยนความคิดลบๆ เหล่านั้นเป็นความมุ่งมั่นแล้วเดินหน้าต่อไปอย่างมีพลัง เพื่อปลดปล่อยความรู้สึกเหล่านั้นออกไป ไม่ต้องย้ายงาน ลงหน้างาน ลุยต่อไป

20.หากตกอยู่ในสภาพไม่มีงานให้ทำเมื่ออายุเกือบ 50 ปี จากการปรับเปลี่ยนองค์กร และอาจถูกพักงานชั่วคราว ขอให้ลองมองว่านี่เป็นโอกาสดีๆ ที่จะได้ใช้ช่วงเวลานี้ในการศึกษาเพิ่มเติมและขัดเกลาความสามารถของตัวเอง

21.มีคำสั่งโยกย้าย นี่เป็นสัญญาณว่าเรากำลังถูกบีบให้ลาออกหรือไม่ เช่น การย้ายสาขา ดังนั้นอย่าเพิ่งกังวล การย้ายหน่วยงานไม่ใช่การบีบให้ลาออกเสมอไป เพราะบางครั้งการสับเปลี่ยนตำแหน่งก็เป็นการใช้ศักยภาพของคนทำงานได้อย่างเต็มที่ ให้ดูสถานการณ์พิจารณาด้วย

22.เมื่อพบว่าตนเองไม่สามารถทำงานเต็มเวลาไหวด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม สิ่งสำคัญคืออย่ามัวมานั่งกังวล ให้บอกบริษัทไปตามตรงถึงความกลุ้มใจ และต่อรองหาวิธีทำงานที่รับได้ทั้งสองฝ่าย

23.หัวน้าชอบใช้อำนาจข่มเหง เลยอยากย้ายไปทำงานส่วนอื่น ความคิดแบบนี้เป็นการฝืนกระแสน้ำและทำให้เหนื่อย ถ้าปล่อยตัวตามสบาย ไม่ฝืนกระแสน้ำ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยปลดปล่อยความสามารถที่มีอยู่ออกมาได้อย่างเต็มที่

คำแนะนำที่ใช้ได้ผลกับ “ความรักและการใช้ชีวิต”

24.รายได้ต่อปีและพื้นฐานครอบครัวจัดว่าดี แต่กลับล้มเหลวหาคู่แต่งงาน ความจริงแล้วเรื่องนี้เป็นค่านิยมและมาตรฐานขิงแต่ละคน ซึ่งมีไม่เหมือนและไม่เท่ากัน หากเราถอยห่างจากโลกของตัวเอง แล้วมองดูความเป็นไปของโลกใหม่อีกครั้ง ก็จะทำให้เราได้มุมมองใหม่ๆ ได้

25.ความรักในที่ทำงานไม่ใช่สิ่งต้องห้ามเสมอไป หากรู้ชอบหรือถูกใจใครควรเริ่มทำความรู้จักเค้าให้มากขึ้น อย่ากลัวข่าวลือในที่ทำงาน หากเราไม่ทำผิดอะไรที่ส่งผลกระทบต่อผู้อื่น

26.ความอึดอัดจากการที่พ่อแม่ของสามีหรือภรรยามาหาทุกสัปดาห์ จนทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัดแต่ต้องเกรงใจและให้ความเคารพ นี่อาจเป็นต้นเหตุให้สถานการณ์ในครอบครัวเลวร้ายลงได้ ดังนั้นอย่าเกรงใจที่จะเปิดใจถึงความอึดอัด เพื่อช่วยกันจัดการปัญหานี้ไม่ให้กระทบความรู้สึกของทุกฝ่าย

27.หลังจากเกษียณอายุ ผู้สูงอายุหลายคนรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าลง โดยเฉพาะเมื่อต้องไปงานเลี้ยงรุ่น ดังนั้นอย่ารู้สึกด้อยค่า เพราะเมื่อออกจากงานแล้ว ชีวิตการทำงานบริษัทก็จบไป เพราะฉะนั้นจงไปงานเลี้ยงรุ่น ไปด้วยความรู้สึกผ่อนคลายและเปิดใจ อย่ารู้สึกด้อยค่าใดๆ ทั้งสิ้น

วิธีคิดของคนเก่งที่ประสบความสำเร็จในชีวิต

หนังสือ “เรื่องแบบนี้คนเก่งๆ เขารับมือกันแบบไหน

เขียนโดย อุเอะดะ จุนจิ

วางจำหน่ายแล้วที่ร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์
คลิก

บทความอื่นๆ

เป็นไร ไหนเล่าซิ EP.3 วิธีอยู่ร่วมกับสรรพสิ่งในออฟฟิศอย่างสันติ

พัฒนาการทำงานของคุณให้ดีขึ้น ด้วยการพยายามให้ถูกวิธี

ใส่ความเห็น