Mentalist DaiGo ผู้เขียนหนังสือ “เปลี่ยนความชอบให้เป็นเงิน” ได้แนะนำ สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนสิ่งที่ชอบให้เป็นตัวทำเงิน ซึ่งสิ่งสำคัญอย่างแรกคือ ต้องเริ่มจากการทำให้ทุกคนรู้ว่า “ตัวเราชอบทำอะไร ทำสิ่งนั้นเก่งมากแค่ไหน แล้วสามารถทำอะไรกับมันได้บ้าง” แล้วความชอบนั้นจะนำมาซึ่งโอกาสและเปลี่ยนเป็นเงินในที่สุด สิ่งสำคัญนั้นจะมีอะไรบ้าง เราไปติดตามเคล็ดลับง่ายๆ นี้กัน
ประกาศให้ทุกคนได้รับรู้ว่าเราชอบอะไร
ก้าวแรกของการทำเงินจากสิ่งที่ชอบต้องเริ่มจากให้ทุกคนรู้ว่า “เราชอบทำอะไร ทำสิ่งนั้นเก่งมากแค่ไหน แล้วสามารถทำอะไรกับมันได้บ้าง” ไม่ว่าคุณจะเชี่ยวชาญเรื่องนั้นมากแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีใครรู้เลย ก็อาจไม่มีใครมาพูดกับคุณว่า “ตอนนี้มีโปรเจ็กต์หนึ่งที่อยากให้เธอเป็นคนทำ”
ความพยายามที่ทำให้คนรอบข้างรับรู้ถึงความสามารถของคุณ เรียกว่า “การดึงดูด & การผูกมัด” การยืนยันกับทุกคนว่าคุณมีสิ่งที่ชอบ และอยากนำสิ่งนั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับงาน จะทำให้คนรอบข้างเริ่มรับรู้และเข้าใจคุณ แต่ถ้าคุณไม่พูด คนรอบข้างก็จะไม่รู้ และไม่มีใครหยิบยื่นโอกาสดีๆ ในด้านนั้นให้ ส่งผลให้ “สิ่งที่คุณชอบ” กลายเป็น “งาน” ได้ยาก
คนส่วนใหญ่อาจเขินอายที่ต้องพูดถึงสิ่งที่ตัวเองชอบหรือสิ่งที่ตัวเองอยากทำ และกล้าที่จะบอกมันแค่เพื่อนสนิท คนรัก หรือคนในครอบครัวเท่านั้น ความลึกลับไม่ใช่เสน่ห์สำหรับเรื่องนี้ แต่มันเป็นสิ่งที่จะทำให้คุณพลาดโอกาสดีๆ ไป
ดังนั้นคุณจึงควรพูดถึง “สิ่งที่คุณชอบ” “สิ่งที่คุณถนัด” ให้ได้มากที่สุดกับใครหรืออะไรก็ตาม แม้จะเพิ่งเจอเป็นครั้งแรก เพราะนี่ถือเป็นการลงทุนด้วยคำพูด
“การให้และให้” ถ้าช่วยใครแล้วจะได้รางวัลอันยิ่งใหญ่เป็นการตอบแทน
“การให้และให้” สามารถทำให้เกิดมิตรภาพรอบกายได้ ถ้าทำควบคู่ไปกับ “การดึงดูด & การผูกมัด” จะยิ่งทำให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น เมื่อไรที่คุณใช้สมาธิกับ “สิ่งที่ชอบ” เพื่อเปลี่ยนให้มันกลายเป็นตัวทำเงิน คุณก็จะได้รับการช่วยเหลือ สนับสนุนจากคนรอบข้าง แต่ถ้าคุณไม่คิดจะ “ให้และให้” แถมเอาแต่คิดว่า “มันคงไม่ง่ายแบบนั้นหรอก” “ตั้งใจทำงานของตัวเองไปดีกว่า” คุณก็จะได้พบกับคนที่เข้ามาเป็นอุปสรรคแทน
ดังนั้นการเอาใจใส่ดูแลรุ่นพี่หรือหัวหน้าที่เป็นคนให้ความสนับสนุนคุณจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการให้และให้ สามารถสร้างเครือข่ายไปจนถึงคนรู้จักคนที่ 2 หรือคนที่ 3 ได้
แล้วเราควรจะให้อะไรดี คำตอบจริงๆ ก็คือ “สิ่งของ” เพราะเป็นสิ่งที่สามารถแจกจ่ายได้จากการให้และให้นั่นเอง สิ่งของที่จะให้ผู้อื่นนั้นไม่จำเป็นว่าต้องเป็นของแพง เพราะถ้าไม่นับคนสนิทสุดๆ อย่างคนในครอบครัวหรือคนรักแล้ว การให้ของขวัญแพงๆ อาจให้ผลลัพธ์ตรงกันข้าม
จุดสำคัญคือต้องให้ของขวัญด้วยท่าทีสบายๆ แต่ถ้าใครให้ก่อน คนนั้นก็คือผู้ชนะ แม้ของขวัญนั้นจะเป็นเพียงลูกอมหนึ่งเม็ดก็ตาม แต่ถ้าคุณให้ผู้อื่นทุกวัน เขาจะรู้สึกว่าคุณ “ช่างเป็นคนที่เอาใจใส่ผู้อื่นเหลือเกิน”
“ให้การสนับสนุน” ผู้อื่นผ่าน “สิ่งที่เราชอบ”
“การให้ความสนับสนุน” คือขั้นตอนที่เราจะทำสิ่งที่ชอบ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่น เช่น ชอบหนังสือ = การได้ความรู้ จึงมักจะให้การสนับสนุนผู้อื่นด้วยการใช้ความรู้ สมมติว่าใครบางคนที่คุณเจอจากการทำงานมาบ่นกับคุณว่า “ตอนนี้บริษัทของผมกำลังเกิดปัญหาอยู่ ผมก็เลยค่อนข้างกลุ้มใจ”
ในสถานการณ์นี้ เราสามารถหยิบยกความรู้ที่ตัวเองมีมาให้ความสนับสนุนผู้อื่นด้วยการช่วยหาทางแก้ไขปัญหาได้ เช่น “ปัญหานี้เคยมีอยู่ในทฤษฎีของนักจิตวิทยาที่ชื่อ…. นะครับ แล้วทฤษฎีนั้นก็บอกว่า…” วิธีนี้จะช่วยสร้างความประทับใจให้อีกฝ่ายได้ ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญของการสร้างความดึงดูดเลยทีเดียว
ต่อไปคนที่เราช่วยแก้ปัญหาก็อาจจะไปพูดต่อให้คนรอบข้างได้รู้ว่า “…เป็นคนมีความรู้ด้านจิตวิทยาเยอะมาก เขาก็เลยรู้จักการสร้างมนุษยสัมพันธ์และธุรกิจเป็นอย่างดี ถ้าใครมีอะไรอยากให้เขาช่วยก็ติดต่อเขาได้เลย” นั่นจึงทำให้เกิดโอกาสช่วยเหลือใครได้อีกหลายคน
การให้ความสนับสนุนผู้อื่นด้วย “สิ่งที่เราชอบ” ไม่ใช่การเล่าถึงความใฝ่ฝันของเราเพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งสำคัญคือเราต้องรับฟังความใฝ่ฝันของผู้อื่นด้วย
“เครือข่ายที่ห่างเหิน” นี่แหละที่ต้องให้ความสำคัญ
“วิธีการรีคอนเนคชั่น” เป็นการฟื้นฟูสายสัมพันธ์ที่ขาดหายแล้วนำกลับมาสร้างเป็น “เครือข่ายที่ห่างเหิน” เพื่อรักษามิตรภาพใหม่อีกครั้ง ซึ่งสามารถทำได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้
การจดจำ 3 จุดสำคัญ ประกอบด้วย การจดจำใบหน้า ชื่อ และตัวตน (เช่น ครอบครัว สิ่งที่ชอบ สิ่งที่ถนัด) ของอีกฝ่าย หลังจากที่แนะนำตัวในการพบกันครั้งแรก อย่าปล่อยให้เขากลายเป็นเพียงความทรงจำ แต่ให้จดบันทึกรายละเอียดของเขาไว้ในสมุดโน้ต นามบัตร หรือฟังก์ชั่นกระดาษโน้ตในสมาร์ทโฟน วิธีนี้อาจจะดูเหมือนเป็นสิ่งที่นักขายเก่งๆ ทำกัน แต่จริงๆ แล้วคนที่เก่งในด้านการสร้างเส้นสายก็จะทำแบบนี้ผ่านงานธุรกิจ
เพียงแค่กล่าวคนทักทายคนรู้จักที่ไม่ได้เจอกันนานโดยการเอ่ยชื่อ “คุณ… สบายดีหรือเปล่าครับ” และการเอ่ยถึงชื่อลูก “แล้วน้อง… อายุเท่าไรแล้วเนี่ย” จากนั้นก็คุยถึงหัวข้อที่เกี่ยวกับงานอดิเรกของเขา เพียงการทักทายเล็กๆ น้อยๆ ที่แทรกรายละเอียดเช่นนี้ลงไป เราก็สามารถฟื้นฟูสายสัมพันธ์ที่เคยห่างเหินให้กลับมาเชื่อมต่อกันใหม่ได้อีกครั้ง
แม้ยุคนี้จะมีโซเชียลมีเดียที่ทำให้สามารถรับรู้เรื่องราวของทั้งเราและเขาได้ก็จริง แต่บางคนก็อาจจะไม่ได้เจอกันมา 4-5 ปีแล้ว ถ้าคุณปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ มิตรภาพจะยิ่งจืดจาง แต่ถ้าเราใช้จุดสำคัญ 3 ข้อในการรีคอนเนคชั่น มาช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ เราก็จะได้ค่อยๆ กลับมาคุยกับเขาใหม่อีกครั้ง
เมื่อไรที่เราเจอปัญหาทุกข์ร้อน เราอาจจะนึกขึ้นมาได้ว่า “คนนั้นเก่งเรื่องนี้นี่นา” “เขาอาจจะยอมช่วยเราแก้ปัญหาก็ได้” แล้วจึงรีบติดต่อไปเพื่อฟื้นฟูสายสัมพันธ์ นี่แหละคือการรีคอนเนคชั่น การรีคอนเนคชั่นก็จะกลายเป็นตัวช่วยที่ทรงพลังเมื่อคุณต้องการเปลี่ยนสิ่งที่ชอบให้เป็นตัวสร้างเงิน เพราะเงินเกิดมาจากเครือข่ายที่ห่างเหินได้
เชื่อ “สัญชาตญาณ” ในวันที่ต้องตัดสินใจ
จุดสำคัญข้อที่ 5 ของการเปลี่ยนสิ่งที่ชอบให้เป็นเงิน คือ “สัญชาตญาณ” คนที่กล้าเดินออกมาคว้าโอกาส คือคนที่เชื่อในพลังของสัญชาตญาณ มีงานวิจัยพบว่า การตัดสินใจด้วยสัญชาตญาณนั้นมีความถูกต้องถึง 90% โดยเรื่องใดที่เราไม่สามารถคิดวิเคราะห์ได้ด้วยการใช้เหตุผล เราสามารถใช้สัญชาตญาณตัดสินใจแทนเพื่อคำตอบที่ถูกต้องได้
สรุปว่า สัญชาตญาณของมนุษย์จะมีการพัฒนาเพื่อปกป้องตัวเอง ซึ่งในหลายๆ กรณีก็พบว่าการตัดสินใจตามมสัญชาตญาณคือการตัดสินใจที่ถูกต้อง มันจึงสามารถนำคุณไปสู่หนทางแห่งการสร้างเงินจากสิ่งที่ชอบได้ ดังนั้นถ้าเราเห็นว่าสิ่งใดคือโอกาส ก็ให้เชื่อสัญชาตญาณแล้วลงมือทำได้เลย อย่ารีรออีกต่อไป
“ถ้าเชื่อว่านี่คือโอกาส
ก็ให้เชื่อสัญชาตญาณแล้วลงมือทำเลย“
สิ่งสำคัญของการเปลี่ยนสิ่งที่ชอบให้เป็นตัวทำเงิน
หนังสือ “เปลี่ยนความชอบให้เป็นเงิน”
เขียนโดย Mentalist DaiGo
วางจำหน่ายแล้วที่ร้านหนังสือทั่วประเทศ
สั่งซื้อออนไลน์ คลิก
บทความอื่นๆ
วิธีวางแผนการใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ต้องประหยัดก็มีเงินใช้