[ทดลองอ่าน] ฝันรักในเงาเมฆ ตอนที่ 2

ฝันรักในเงาเมฆ
别想打扰我暴富

เย่ว์หลิวกวง 月流光 เขียน
สี่เมษา แปล
Jadeline วาดปก

นิยายเล่มเดียวจบ

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

_________________________

 

 2

เริ่มต้นงานทนาย

 

ผูชิงชิงรู้สึกว่าตนเองนั้นน่าอนาถเกินไปจริงๆ แต่กลับคิดไม่ถึงว่าสิ่งที่น่าอนาถยิ่งกว่าจะเริ่มต้นหลังจากนี้ หลังจากที่เธอนอนหลับไปก็ได้ฝันถึงเรื่องหนึ่ง เธอฝันว่าตัวเองไปทำงานสาย และพอตื่นขึ้นมาก็รู้สึกว่าเธอสายแล้วจริงๆ!

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนาฬิกาปลุกไม่ดัง หรือดังแล้วเธอไปปิด ผูชิงชิงไม่ทันได้ล้างหน้า สวมเสื้อผ้าแล้วก็รีบวิ่งออกไปทันที ไม่ง่ายเลยกว่าจะขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินได้ทันเวลา ผูชิงชิงไม่สนใจแม้กระทั่งฝูงชนมากมายที่รายล้อม ควักเครื่องสำอางออกมาได้ก็เริ่มแต่งหน้าทันที

นี่เป็นกฎที่เจ้านายตั้งขึ้นตอนที่เธอเพิ่งเข้าทำงานในสำนักทนายความใหม่ๆ ถ้ามาสายหรือออกก่อนเวลาเลิกงาน หักเงินห้าสิบหยวน ไม่รับโทรศัพท์หักเงินห้าสิบหยวน ไม่แต่งหน้า ไม่สวมชุดทำงานหักเงินห้าสิบหยวน ช่วงที่เริ่มทำงานนั้น เธอก็แทบจะไม่ได้รับเงินเดือนเลย และก็เพราะเหตุผลนี้ผูชิงชิงจึงมีความสามารถในการแต่งหน้าได้ทุกที่ ไม่ว่าจะลงรองพื้น เขียนคิ้ว ทาลิปสติก ไม่ว่ารถจะส่ายแค่ไหน ผู้โดยสารจะเบียดเสียดกันขนาดไหน เธอก็มีวิธีแต่งหน้าให้เสร็จจนได้

พอออกมาจากสถานีรถไฟใต้ดิน ผูชิงชิงก็ตรงไปยังอาคารซินเฉิงทันที เพราะกลัวว่าคนจะเยอะเกินไปจนต้องรอลิฟต์ เธอจึงกลั้นใจวิ่งขึ้นบันได เธอค้ำร่างไว้กับประตูก่อนที่จะโผล่มาจากทางหนีไฟ เมื่อเห็นว่าประตูกระจกของสำนักงานทนายความยังคงล็อกอยู่ จึงได้ผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ

เจ้านายยังไม่มา

นี่เป็นข้อดีเพียงข้อเดียวของการทำงานในบริษัทที่มีพนักงานคนเดียว ผู้ช่วยก็เธอ ฝ่ายบุคคลก็เธอ หน้าที่ในการบันทึกเวลาเข้าออกงานก็ขึ้นอยู่กับเธอ ขอแค่อย่าให้เจ้านายรู้ก็พอแล้ว

ผูชิงชิงเดินเข้าไปสองสามก้าว เปิดประตู เปิดไฟ เปิดเครื่องปรับอากาศ เปิดคอมพิวเตอร์ ต้มน้ำ ทำทุกอย่างด้วยความคล่องแคล่ว

แน่นอนว่า ยังมีงานอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญมากที่สุด ก็คือ…ชงกาแฟ

เจ้านายของเธอชอบดื่มกาแฟ จะเป็นกาแฟสำเร็จรูปไม่ได้ กาแฟจากเครื่องทำกาแฟก็ไม่ได้ จะต้องเป็นกาแฟชงมือ [1] เท่านั้น อีกทั้งไม่ใช่กาแฟชงมือแบบธรรมดาๆ แต่จะต้องใช้เมล็ดกาแฟคัดพิเศษ ผ่านการบดอย่างพิถีพิถัน และจะต้องชงด้วยอุณหภูมิน้ำที่กำหนดไว้โดยเฉพาะ สัดส่วนของผงกาแฟกับน้ำก็ต้องอยู่ในปริมาณที่ถูกต้อง

ตอนที่ผูชิงชิงเพิ่งเริ่มทำงาน แค่การเรียนรู้ว่าจะต้องชงกาแฟอย่างไรก็ต้องเรียนอยู่เป็นอาทิตย์ และด้วยความตั้งใจของเธอ ในที่สุดก็ทำให้เสียงด่าของเจ้านายหลังจากดื่มกาแฟหมดถ้วยเบาลงได้อีกหน่อย

ตอนนี้เธอฝึกฝนเรื่องนี้จนชำนาญแล้ว ผูชิงชิงคิดว่าถ้าวันหนึ่งหากตกงาน เธออาจจะได้งานเป็นบาริสต้าก็ได้

สามนาที สิบห้าวินาที สกัดกาแฟสำเร็จแล้ว ผูชิงชิงเทแบ่งออกมาจากกาชงกาแฟเล็กน้อย ละเลียดชิมกาแฟที่ต้มเอง เพื่อที่จะถูกด่าให้น้อยลงผูชิงชิงจึงศึกษาความรู้เกี่ยวกับกาแฟเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นประเภทของเมล็ดกาแฟ อุปกรณ์ในการต้มกาแฟ รูปแบบของกาแฟชงมือชนิดต่างๆ …พอผ่านไปนานเข้าเธอก็สามารถเริ่มชิมรสชาติของกาแฟชนิดต่างๆ กันได้บ้าง พอจะแยกออกว่ากาแฟแบบไหนดีหรือไม่ดี

“อืม ใช้ได้…” ขณะที่ผูชิงชิงกำลังดื่มด่ำกับผลงานของตัวเอง เสียงฝีเท้าระลอกหนึ่งก็ดังขึ้น เงาร่างหนึ่งเดินผ่านเครื่อง Storm Glass [2]  ไป ทำให้ผูชิงชิงตกใจจนต้องวางแก้วในมือลงด้วยความรีบร้อน แล้วยืนตรงอย่างสุภาพเรียบร้อย

เจ้านายมาแล้ว!

เหรินเซี่ยงหย่วนใส่กางเกงขายาวสีดำ เสื้อเชิ้ตสีขาว พาดเสื้อสูทตัวนอกไว้ที่แขน หลังจากที่เห็นผูชิงชิงแล้วเขาก็ส่งกุญแจรถให้เธอ “เอารถไปจอดที”

“รับทราบค่ะ”

“เดี๋ยวก่อน” เหรินเซี่ยงหย่วนผลักประตูกระจกของห้องทำงานแล้วหันหลังกลับมาทันที จ้องมองผูชิงชิงนิ่งๆ ราวกับจะค้นหาอะไรบางอย่าง

“อะ อะไรเหรอคะ…” ผูชิงชิงถูกเขาจ้องมองจนขนลุกขนชัน ก่อนถามกลับไปด้วยน้ำเสียงสั่นเทา

ดวงตาที่จ้องมองมาเขม็ง คิ้วที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย นี่ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย และก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ เหรินเซี่ยงหย่วนพูดว่า “คุณไม่ได้เขียนขอบตา”

“คะ” ผูชิงชิงตกตะลึง เธอไม่ได้เขียนขอบตาจริงๆ บนรถไฟฟ้าใต้ดินคนแน่นเกินไป ให้เขียนคิ้วทาปากก็ยังพอทำเนา แต่ให้เขียนขอบตานี่มีโอกาสที่เธอจะเขียนพลาดมาก ตอนแรกเธอคิดว่าหลังจากมาถึงสำนักงานแล้วจะเติมสักหน่อย แต่กลับยุ่งจนลืมสนิท

ว่าแต่ เหรินเซี่ยงหย่วนมองออกได้อย่างไรกัน

เธอนึกว่าพวกผู้ชายจะมีพื้นฐานความสามารถเกี่ยวกับการแต่งหน้าเท่ากับศูนย์เสียอีก ก็เหมือนกับช่วงก่อนหน้านี้ที่เขาฮิตแต่งหน้าโทนสีพีชกัน เธอทาเปลือกตาสีแดง แต่ลู่วั่งเทียนกลับเอาแต่ถามว่าไปกรีดตาสองชั้นมายังไม่หายดีเหรอ ถ้าเธอไม่เห็นว่าเป็นงานวันเกิดของลู่วั่งเทียน เธอเองก็อยากเอาผ้าขี้ริ้วในร้านหม้อไฟเช็ดตาให้เขาจริงๆ

แม้ผูชิงชิงจะไม่มีความสามารถอะไร แต่ความสามารถในการยอมรับผิดเธอก็ไม่แพ้คนอื่น ไม่ต้องให้เหรินเซี่ยงหย่วนพูดอะไรออกมาอีก ผูชิงชิงก็รีบตอบกลับทันที “ฉันจะไปเติมเดี๋ยวนี้ค่ะ” ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องเล่นลิ้น แค่ทำใจให้สงบแล้วรอรับคำตำหนิ นี่ก็เป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐานในการเป็นลูกน้อง

เหรินเซี่ยงหย่วนถอนสายตากลับโดยไม่พูดอะไร ยกกาแฟที่ผูชิงชิงเพิ่งชงเสร็จขึ้นดื่มอึกหนึ่ง และตอนนี้เอง คิ้วของเขาก็ยิ่งขมวดเข้าหากันมากขึ้น “คุณมาสายใช่ไหม”

“คะ” ผูชิงชิงต้องตกตะลึงอีกครั้ง นี่เขารู้ได้อย่างไรกัน

เหรินเซี่ยงหย่วนวางแก้วลง ถอนหายใจเบาๆ จนแทบไม่ได้ยิน ราวกับตำหนิผูชิงชิงว่าทำเรื่องที่ผิดมหันต์ “ตอนที่บดเมล็ดกาแฟรีบเกินไป รสชาติยังใช้ไม่ได้ ไปทำมาใหม่”

“ระ รับทราบค่ะ”

เมื่อใช้สายตาส่งเหรินเซี่ยงหย่วนเข้าห้องทำงานไปแล้ว ร่างของผูชิงชิงก็อ่อนยวบราวกับถูกกระชากวิญญาณไปทันที

มนุษย์เงินเดือน ความหมายตรงตัวคือมนุษย์ที่ใช้แรงงานแลกกับเงินเดือน ปกติแล้วจะใช้เป็นคำพูดถากถางตนเองของพนักงานออฟฟิศ พวกเขาต้องทำงานเป็นวัวเป็นม้า ปฏิบัติตามคำสั่งภายใต้แรงกดดันของเจ้านาย

ผูชิงชิงรู้สึกว่าคำคำนี้นำมาใช้อธิบายสถานะของตัวเธอได้เป็นอย่างดี เพราะในสำนักงานทนายความแห่งนี้มีเธอเป็นพนักงานแค่เพียงคนเดียว เธอจึงไม่เพียงแค่เป็นผู้ช่วยของเจ้านาย แต่ยังเป็นฝ่ายธุรการ ฝ่ายบุคคล พนักงานต้อนรับ แม่บ้าน และตอนนี้เธอก็ต้องเป็นคนขับรถของเจ้านาย นำรถไปจอดให้อีกด้วย

ผูชิงชิงถือกุญแจรถยนต์แล้วเดินไปยังลิฟต์ ตัวเลขบนแผงหน้าจอเปลี่ยนเป็นบางครั้งบางคราว ราวกับจะพาเธอย้อนไปเมื่อหนึ่งปีก่อนหน้านี้

ผูชิงชิงยังจำเหตุการณ์ตอนที่มาที่นี่เป็นครั้งแรกได้ ตอนนั้นเธอเพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัย หางานไม่ได้มาโดยตลอด ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้มีโอกาสมาสัมภาษณ์งาน จึงไม่แปลกใจที่เธอจะตั้งใจมาก

คนที่ทำหน้าที่รับสมัครเธอเป็นพี่สาวผมดัดลอนใหญ่ ใส่กระโปรงหนัง พี่กระโปรงหนังไม่ได้ดูประวัติส่วนตัวของเธอแม้แต่น้อย เอ่ยปากถามว่า

“มีประสบการณ์มาก่อนหรือเปล่า”

“ไม่มีค่ะ”

“คะแนนไอเอลส์ [3] ได้เท่าไหร่”

“ไม่เคยสอบค่ะ”

“ขับรถเป็นไหม”

“ไม่เป็นค่ะ”

“มีความรู้เรื่องสัญญาเช่าทางการเงินหรือเปล่า”

“ไม่มีค่ะ”

แต่ละครั้งที่พี่กระโปรงหนังถามคำถาม ศีรษะของผูชิงชิงก็จะก้มต่ำลงทีละน้อย จนสุดท้ายก็ก้มลงจนไม่รู้จะก้มอย่างไรได้อีก ผูชิงชิงรู้ตัวดีว่าคงไม่มีหวังแน่

หลังจากถามคำถามจบ พี่สาวกระโปรงหนังก็ลุกยืนขึ้น แล้วพูดว่า “ดีมาก เธอมีคุณสมบัติตรงตามที่เราต้องการมาก ตามฉันมาเถอะ”

“อะไรนะคะ” ผูชิงชิงมึนงงไปหมด

เมื่อเดินตามพี่กระโปรงหนังเข้าห้องไป เธอก็ได้พบกับเหรินเซี่ยงหย่วน เขาในตอนนั้นก็ยังคงเหมือนกับในตอนนี้ ใส่สูทผูกไทด์ สวมนาฬิกาข้อมือสีเงิน ดูดีไปทุกระเบียดนิ้ว สัมผัสได้ถึงความสูงส่งดูดีมีการศึกษาอยู่จางๆ

เหรินเซี่ยงหย่วนพลิกดูประวัติส่วนตัวของเธอเล็กน้อย ก่อนที่คิ้วจะขมวดเข้าหากันบางๆ

ตอนนี้เองพี่กระโปรงหนังก็ยกมือขึ้นกอดอก พูดอย่างหมดความอดทน “มีแค่นี้แหละค่ะ คุณจะรับหรือไม่ก็แล้วแต่คุณ อย่างไรฉันก็ไม่รับใช้คุณต่อไปแล้ว”

ผูชิงชิงมองพี่กระโปรงหนังคนนั้นเล็กน้อย ก่อนมองเหรินเซี่ยงหย่วนที่สีหน้าไร้อารมณ์อีกครั้ง ก้มหน้าลงไม่กล้าพูดอะไร

เหรินเซี่ยงหย่วนวางประวัติส่วนตัวลง พูดกับผูชิงชิง “คุณไปเถอะ”

“ค่ะ…” ผูชิงชิงเข้าใจแล้ว ความหมายของเหรินเซี่ยงหย่วนก็คือเขาเลือกที่จะไม่รับเธอไว้

ตอนที่ผูชิงชิงเดินออกมาจากตึกสำนักงานก็พบว่าฝนตกลงมาแล้ว อีกทั้งยังตกลงมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ราวกับจงใจจะซ้ำเติมเธออย่างนั้น ความผิดหวังตลอดหลายวันที่ผ่านมาทำให้เธออ่อนแอลงอย่างไม่เป็นท่า ผูชิงชิงเดินเข้าท่ามกลางสายฝน ร้องไห้ออกมาพร้อมกับหยาดฝนที่โปรยปราย

เธอรู้ดีว่าตัวเองแย่ แต่ไม่เคยคิดว่าจะแย่ได้ถึงขนาดนี้

เพื่อนๆ ในชั้นต่างทยอยมีการงานเป็นหลักเป็นแหล่ง เหลือแค่เธอคนเดียว ความจริงพอมาคิดดูดีๆ แล้ว การที่ทุกคนมีการมีงานทำกันนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไร เพื่อนบางคนที่ถึงแม้จะคะแนนไม่ดี ถ้าไม่มีทักษะทางด้านการพูด ก็ต้องมีหน้าตาที่โดดเด่น หรือไม่ฐานะทางบ้านก็ดีอยู่แล้ว มีเพียงแต่เธอที่หาข้อดีอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง

แต่นั่นก็ไม่ใช่ว่าเธอไม่พยายาม ถึงแม้ใบประวัติจะถูกโยนทิ้ง เธอก็ยังคงหน้าทนมาสอบถามถึงสถานที่สัมภาษณ์งาน เพื่อขอให้อีกฝ่ายให้โอกาสเธอสักครั้ง เธอเคยตกสัมภาษณ์รอบแรกมาแล้ว สัมภาษณ์รอบสองก็เคยตกมาแล้ว ไม่ง่ายเลยกว่าจะสั่งสมประสบการณ์จนมาถึงรอบสุดท้ายได้ แต่ผลก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม ต่อมาในที่สุดเธอก็ได้ผ่านการสัมภาษณ์งานเข้ามาทำงานในสำนักทนายความแห่งหนึ่ง ทนายความที่รับเธอบอกว่าครั้งนี้รับสมัครผู้ช่วยสองคน หลังจากผ่านไปหนึ่งอาทิตย์จะตัดสินอีกครั้งว่าใครจะได้ทำงานต่อ ผูชิงชิงไม่กล้าชะล่าใจ เธอนอนดึกตื่นเช้าทุกวันเพื่อทำงานทุกอย่างด้วยความละเอียดรอบคอบ แต่ใครจะรู้ว่ายังไม่ทันจะถึงหนึ่งอาทิตย์ ทนายความที่รับเธอเข้ามาจะให้เธอรีบเก็บข้าวของออกไปด้วยเหตุผลที่เธอโง่เกินไป

ผูชิงชิงรู้สึกว่าตนเองคงไม่เหมาะที่จะทำงานสายนี้ เธอจำเป็นต้องขยายขอบเขตในการส่งประวัติส่วนตัวออกไปอีก ไม่ได้สนใจว่างานนั้นจะตรงกับสายที่เรียนมาหรือไม่ ขอแค่อีกฝ่ายต้องการรับสมัครงาน เธอก็จะไปลองดู การลองทำแบบนี้ก็ได้ผลอย่างที่คิดไว้จริงๆ ไม่นานบริษัทที่ถูกเรียกว่าเป็นหนึ่งในห้าร้อยบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก [4]  เรียกตัวเธอ และต้องการให้ไปสัมภาษณ์งานมาก หลังจากที่ผูชิงชิงไปแล้วจึงได้พบว่า ที่แท้ก็เป็นบริษัทประกันภัย ใช้ข้ออ้างการรับสมัครงานบังหน้า แต่ความจริงแล้วแค่อยากให้เธอซื้อประกัน และที่แย่มากไปกว่านั้นก็คือ หลังจากผ่านไปแล้วหนึ่งเดือน ผูชิงชิงถึงเพิ่งจะรู้ตัวว่า นอกจากไม่ได้เงินเดือนไม่ได้แล้ว ยังต้องเสียเงินไปอีกหลายพันไคว่

ผูชิงชิงรู้สึกราวกับว่าตัวเองถูกโลกใบนี้ละทิ้ง ความกังวล ความสับสนทำให้เธอคิดแง่ร้ายกับตัวเองไม่หยุด จนกระทั่งมีโทรศัพท์เรียกไปสัมภาษณ์งานที่เป็นสิ่งจุดประกายความหวังของเธอให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง แต่ตอนนี้ความหวังของเธอก็ได้ถูกทำลายลงอีกครั้ง

เพราะฝนตกหนัก บนท้องถนนจึงแทบจะไม่เห็นผู้คน ในที่สุดผูชิงชิงก็สามารถปล่อยโฮออกมาได้โดยไม่ต้องสนใจภาพพจน์ใดๆ

ถ้าพูดกันตรงๆ แล้ว จนกระทั่งตอนนี้ผูชิงชิงก็ไม่ชอบเหรินเซี่ยงหย่วนเลย คำว่า “ไม่ชอบ” นี้ไม่ได้มีความหมายในเชิงชู้สาว แต่เป็นแค่ความรู้สึกไม่ชอบระหว่างคนสองคน หรือบางทีอาจจะไปถึงขั้นเกลียดเลยด้วยซ้ำ

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมท่าทีของพี่ผู้หญิงกระโปรงหนังถึงได้หนักแน่นถึงเพียงนั้น ไม่สนใจแม้แต่มารยาทขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรีบลาออกจากที่นี่ให้ได้ เหรินเซี่ยงหย่วนตอนที่เป็นเจ้านายก็ช่างเลือกและเจ้าระเบียบเกินไป ไม่ว่าเรื่องอะไรก็คิดเล็กคิดน้อยไปเสียทั้งหมด ตอนที่เป็นทนายนั้นก็ช่วยพูดให้คนชั่ว ปฏิเสธจะช่วยเหลือคนจน และที่สำคัญที่สุดก็คือ เขาเป็นคนที่เห็นความเป็นความตายต่อหน้าต่อตา แต่กลับไม่ช่วยเหลือ ล้มเหลวแม้กระทั่งความเป็นมนุษย์!

ผูชิงชิงยังคงจำวันที่ฝนเทกระหน่ำได้ เธอเดินตรงไปข้างหน้าอย่างไม่มีจุดหมายด้วยร่างที่เปียกปอนไปทั่วทั้งตัว ทันใดนั้นเองเสียงเบรกของรถยนต์ที่เสียดแทงแก้วหูก็ดังขึ้นอย่างน่าตกใจ เธอมองเห็นคนถูกรถชนจนลอยกระเด็นก่อนล้มลงกับพื้นเต็มสองตา

ในตอนนั้นผูชิงชิงยังไม่รู้ว่าคนที่โดนชนคนนั้นชื่อลู่วั่งเทียน และเธอก็ไม่รู้ว่าเขากำลังก่อตั้งบริษัท มีผู้ลงทุนที่ยังคงรอพบเขาอยู่ เธอรู้แต่เพียงว่าท่าทางที่เขาถูกชนจนล้มลงไปกลางถนนนั้นช่างน่าสงสารมากจริงๆ

ผูชิงชิงไม่มีเวลาสนใจอะไรมาก รีบตรงเข้าไปตรวจดูอาการของเขาทันที และก็ไม่รู้ว่าลู่วั่งเทียนนั้นบาดเจ็บที่ตรงไหนบ้าง เพราะน้ำฝนได้ชะล้างไปบนร่างกายของเขาจนเต็มไปด้วยสีแดงเข้ม ไหนเลยผูชิงชิงจะเคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน สองเข่าของเธอทรุดลงกับพื้น คุกเข่า และฟุบลงไปอยู่ข้างกายของลู่วั่งเทียน

ผูชิงชิงรู้สึกว่าตัวเองควรจะทำอะไรบางอย่าง อย่างน้อยๆ ก็ควรจะช่วยบังฝนให้ลู่วั่งเทียนบ้าง แต่ตัวเธอเองไม่มีร่ม และร่มของลู่วั่งเทียนก็ถูกบดจนแหลกละเอียดไปหมดแล้ว โชคดีที่เธอยังมีไหวพริบมากพอ จึงคิดหาวิธีขึ้นมาได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็ทำให้เธอลำบากเสียแล้ว ผูชิงชิงคิดอยากจะโทร.ขอความช่วยเหลือ แต่พอควักมือถือออกมาจึงพบว่ามันเปียกฝนนพังไปแล้ว เธอรีบกวาดสายตามองไปรอบๆ คิดจะมองหาว่ามีใครที่พอจะช่วยเหลือได้บ้าง

ตอนนั้นเอง ก็มีรถคันหนึ่งที่จอดห่างเธอออกไปไม่ไกลนัก

รถคันนั้นมีสีดำ ประตูรถเปิดออก คนด้านในรถไม่สนใจสายฝนที่เทกระหน่ำลงมา เอามือค้ำกับบานประตูรถแล้วจ้องมองมานิ่งๆ

ผูชิงชิงต้องแปลกใจที่เห็นว่าคนนั้นเป็นเหรินเซี่ยงหย่วน ถึงแม้จะเคยพบหน้ากันแค่ครั้งเดียว อีกทั้งตอนนี้ยังมีม่านฝนที่หนาตามาขวางกั้น แต่ดวงตาคมที่รับกับคิ้วของเขา ความเย็นชาที่ส่งผ่านมาจากทุกๆ อิริยาบถเป็นสิ่งที่ตลอดชีวิตนี้เธอจะไม่มีวันลืม

และก็เป็นอย่างที่คาดไว้ ยังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยปากอะไรออกมา เหรินเซี่ยงหย่วนก็กลับเข้าไปนั่งในรถแล้ว หลังจากเสียงประตูรถที่ปิดลงดัง “ปัง” เขาก็เหยียบคันเร่งขับรถจากไปทันที ไม่เพียงแค่นั้น เขายังจงใจทำเหมือนสะบัดอะไรทิ้งอย่างไรอย่างนั้น ซึ่งตอนขับรถจากไปอย่างรวดเร็วนั้น ทำให้น้ำที่ขังอยู่บนถนนสาดใส่ร่างของผูชิงชิงจนเปียกโชกไปทั้งตัว

“นี่!”

ผูชิงชิงตะโกนเสียงดังไปทางที่เหรินเซี่ยงหย่วนขับรถจากไป ทำไมถึงมีคนแบบนี้อยู่บนโลกได้นะ มองเห็นคนเจ็บแล้วไม่ช่วยก็ช่างเถอะ แต่ยังจงใจทำให้น้ำสาดใส่เธออีก

ผูชิงชิงที่เมื่อครู่ยังคงเสียใจที่เหรินเซี่ยงหย่วนไม่รับเธอเข้าทำงาน ตอนนี้กลับรู้สึกดีใจมากที่อีกฝ่ายไม่เลือกเธอ ถึงจะต้องอดตาย หางานไม่ได้ไปตลอดชีวิต แต่เธอก็ไม่มีทางทำงานกับคนแบบนี้หรอก ไม่มีวัน!

ลู่วั่งเทียนมักจะพูดเสมอว่า “คนเราเมื่อโชคร้ายจนถึงที่สุดแล้ว เรื่องดีๆ จะเข้ามาเอง” เขาบอกว่าในตอนนั้นเขาแทบจะไม่เหลือเงินเก็บเพราะเอามาก่อตั้งบริษัท เพื่อนๆ ในกลุ่มก็พากันกระจัดกระจายหายไปจนหมด ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้มาเจอนักลงทุนที่สนใจโครงการของเขา แต่ตัวเองกลับมาถูกรถชนเข้าเสียก่อน แต่หลังจากประสบอุบัติเหตุได้ไม่นาน เขาก็ได้เงินลงทุนก้อนแรกมา

และสิ่งที่ทำให้ผูชิงชิงคิดไม่ถึงก็คือ ชีวิตของเธอเองก็พลิกผันเพราะอุบัติเหตุในครั้งนี้ด้วยเหมือนกัน เพราะเช้าวันต่อมาเธอก็ได้รับโทรศัพท์จากชายแปลกหน้าคนหนึ่ง คู่สนทนาปลายสายให้เธอเข้าไปทำงานในสำนักงานทนายความได้ทันที ตำแหน่งงานก็คือผู้ช่วยทนายความ

ผูชิงชิงที่รู้สึกดีใจเป็นบ้าเป็นหลังก็รีบตอบตกลงอย่างรวดเร็ว ตอนที่จะวางสาย เธอถามอีกฝ่ายว่า “คุณมาจากสำนักงานทนายความไหนเหรอคะ”

“ผมชื่อเหรินเซี่ยงหย่วน” น้ำเสียงทุ้มต่ำมีเสน่ห์ตอบกลับ

 

 

[1] หรือที่เรียกกันว่า “กาแฟคราฟต์” หมายถึงวิธีการทำกาแฟที่มีขั้นตอนพิถีพิถัน ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดกาแฟ การคั่ว การบด การชงในระยะเวลาและปริมาณที่พอเหมาะ

[2] เครื่องมือทางอุตุนิยมวิทยา ใช้เพื่อคาดการณ์สภาพอากาศในแต่ละวัน เริ่มใช้ประมาณ ค.ศ.1860 มีลักษณะเป็นแก้วโปร่งใสปิดสนิท ภายในบรรจุสารละลายที่จะเกิดการตกผลึก เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในพื้นที่นั้น สารละลายที่อยู่ในขวดแก้วก็จะเปลี่ยนไป

[3] IELTS หรือ International English Language Testing System เป็นข้อสอบวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษ เพื่อใช้ประเมินความสามารถของผู้สมัครที่ต้องการเรียนหรือทำงาน

[4] เป็นการจัดอันดับบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก 500 บริษัท โดยนิตยสารฟอร์จูน โดยวัดจากรายได้เป็นหลัก

ใส่ความเห็น