fbpx

[ทดลองอ่าน] ตัวร้ายไม่ได้เรื่องทุกราย ตอนที่ 2.2

모든 악당은 멍청이다
Every Villainis Lemon
ตัวร้ายไม่ได้เรื่องทุกราย

 

จังนยัง เขียน
ตรองสิริ แปล

โปรย
ปีเตอร์ เจ้าหน้าที่ซีไอเอได้รับมอบหมายให้เข้าร่วมภารกิจ ‘พ่อมด’
ไม่รู้ว่าโลกกลมหรือเป็นคราวซวย
เมื่อเป้าหมายการจับกุมในภารกิจครั้งนี้กลับเป็นคนรักเก่าของเขา

ไลนัส ทายาทธุกิจไอทียักษ์ใหญ่ คนรักเก่าของปีเตอร์
ตกเป้นผู้ต้องสงสัยว่าผลิตอาวุธสงคราม แถมยังเป็นผู้ป่วยจิตเวชขึ้นรุนแรง
นับเป็นบุคคลอันตรายระดับที่ก่อให้เกิดสงครามโลกครั้งที่สามได้

ทว่าในความทรงจำของปีเตรอ์ ไลนัสดูไม่เหมือนคนบ้าคลั่งแบบนั้นแม้แต่น้อย
ตลอดแปดปีที่ไม่ได้พบกัน เกิดอะไรขึ้นกับไลนัสกันนะ
แล้วทำไมพบกันคราวนี้อีกฝ่ายดันทำเหมือนยังรักปีเตอร์มาตลอดล่ะ
“ฉันยินดีโกหกคนทั้งโลก ขอเพียงให้ได้นายมา”
“ทุกคำที่ฉันเคยพูดกับนายคือใจจริงของฉัน ไม่ว่านายจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม”

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

2.2

 

พูดกันตรง ๆ เลยนะ ชีวิตซีไอเอก็เหมือนหนังบู๊ลุ้นระทึกอยู่เหมือนกัน แม้จะไม่ได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ภาคสนามก็ตาม ดูเอาเถอะว่าหลังจากปีเตอร์คิดว่า ‘เจ้าหน้าที่ซีไอเอก็เหมือนพนักงานบริษัทธรรมดา’ ผ่านไปยังไม่ทันครบยี่สิบสี่ชั่วโมง เขาก็จับพลัดจับผลูต้องมาโผล่ในสถานที่ที่ไม่คาดคิดเสียแล้ว

ตอนนี้ปีเตอร์อยู่ท่ามกลางทัศนียภาพงดงามของป่าต้นโอ๊กกับทะเลสาบในจังหวัดโอเฟอไรส์เซิล ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยมองเห็นตึกสีขาวอยู่ไกลลิบ นี่เป็นทิวทัศน์ที่เห็นหลังจากขับรถเข้าป่ามาสักพัก

บรืนนนน ปีเตอร์ขับรถเช่ามุ่งสู่อาคารของโรงพยาบาล เขาตรวจไฟล์เอกสารจากแท็บเล็ตพีซีเป็นครั้งสุดท้าย การจัดระเบียบเอกสารก่อนลงมือทำภารกิจคือขั้นตอนปฏิบัติสำคัญอันจะขาดไม่ได้ ขึ้นชื่อว่าเจ้าหน้าที่ภาคสนามจะต้องฝึกให้ติดเป็นนิสัย ทว่าปีเตอร์ยังต้องค่อย ๆ นึกหลักการดังกล่าวทีละอย่าง

ช่วงแรกที่เข้าทำงานในซีไอเอ ปีเตอร์ถูกวางตัวเป็นเจ้าหน้าที่ภาคสนาม เขาปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ ได้ดีพอใช้ ทว่าภารกิจครั้งสุดท้ายกลับพังไม่เป็นท่า การตามรอยผู้ค้าอาวุธในบราซิลเมื่อสามปีก่อนมีรุ่นพี่คนหนึ่งที่ทำภารกิจด้วยกันถูกสังหาร แน่นอนว่าภารกิจล้มเหลว ได้ยินว่าป่านนี้ก็ยังแกะรอยผู้ค้าอาวุธรายนั้นไม่ได้แม้แต่เงา จริงอยู่ การที่งานล้มเหลวไม่ใช่ความผิดของปีเตอร์ ทว่านี่เป็นครั้งแรกที่ปีเตอร์ลงภาคสนามอีกครั้งหลังจากภารกิจคราวนั้น

จิตใจเขาสับสนจากหลาย ๆ เรื่อง ทั้งเรื่องที่จู่ ๆ ก็ถูกสั่งให้ปฏิบัติงานภาคสนาม ไหนจะยังเป็นงานเกี่ยวกับไลนัสอีก

ไลนัสงั้นหรือ ปีเตอร์ใช้เวลาต่อเนื่องนานแปดปีกว่าจะทำลืม ๆ อีกฝ่ายได้บ้าง แต่แล้วความทรงจำต่าง ๆ กลับขยันผุดพรายขึ้นมา ชวนให้เสียดายความพยายามที่จะลืมแต่เก่าก่อน ราวกับภูตผีแห่งอดีตคอยเกาะหลังเขาติดหนึบอย่างนั้นละ

อีกฝ่ายคือรักแรกในวัยที่ปีเตอร์ซื่อบื้อที่สุด หากจะถามว่าซื่อบื้อแค่ไหน ก็ขนาดจมปลักนานสามปีกว่าจะตระหนักได้ว่าตัวเองซื่อบื้อนั่นละ

“…”

ปีเตอร์บีบนวดลำคอขณะมองรอบาร์ลบข้อมูลในแท็บเล็ตพีซีเต็มแท่ง

เขาเพิ่งรู้ว่าไลนัสทำงานพัฒนาอาวุธ ตลอดเวลาที่คบกัน อีกฝ่ายไม่เคยเอ่ยถึงคำว่าอาวุธหรือกองทัพเลยสักครั้ง ถ้าตอนทำงานฟรีแลนซ์ไลนัสอายุยี่สิบเอ็ดปี ก็ตรงกับช่วงที่พวกเขาคลุกคลีใกล้ชิดกันพอดี ทว่าปีเตอร์ไม่เคยเห็นเค้าลาง…แต่ก็นะ เรื่องของไลนัสที่ปีเตอร์ไม่รู้คงไม่มีแค่เรื่องนี้หรอก

“ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเล่าให้คนเป็นแค่คู่นอนฟังนี่เนอะ”

แค่คบกันสามปีใช่จะพิเศษอะไร อีกฝ่ายก็ใช่ว่ามีคู่นอนแค่คนสองคน การเล่าความลับสุดยอดในกองทัพให้ใคร ๆ ฟังต่างหากถึงจะแปลก ปีเตอร์มองแท็บเล็ตเซ็ง ๆ

[ลบข้อมูลเรียบร้อย]

บาร์โหลดเต็มแท่งเร็วทันใจ พอกดปุ่มเสร็จสิ้น ข้อมูลก็อันตรธานวับดั่งไม่เคยมี จืดชืดชะมัด ถ้าเราลบความทรงจำได้ง่าย ๆ แบบนี้บ้างก็คงดี การมีความจำค่อนข้างดีบางทีก็น่าหงุดหงิดแฮะ

“เฮ้อ”

ปีเตอร์ถอนหายใจเบา ๆ แล้วตรวจตราสัมภาระอีกรอบ รีบจัดการให้จบแล้วคงได้กลับบ้านไปพักผ่อน ลอร์เรนกับผู้อำนวยการก็บอกว่าไม่มีอะไรพิเศษ แค่ปลอมเป็นหลานของชายชราสมองเสื่อมในโรงพยาบาล ลอบเข้าห้องเซิร์ฟเวอร์เป็นพอ ไม่สิ ที่จริงการไม่มีคนอื่นคอยช่วยในที่ที่โด่งดังเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนาก็ถือเป็นภารกิจไม่ง่าย แต่ยังไงก็ดีกว่าย้ำนึกถึงอดีตที่อยากลืมในรถเฉย ๆ ละนะ

มีด่านห้ามรถผ่านตรงจุดห่างจากทางเข้าโรงพยาบาล ปีเตอร์ยื่นเอกสารแจ้งขอเยี่ยมผู้ป่วย บัตรประชาชน และกุญแจรถ เขาถือสัมภาระลงจากรถ ให้พวกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรวจร่างกายละเอียดยิบ เรียกว่าตรวจทั้งใบหู แว่นตา กระดุม ยันรอยตะเข็บเสื้อ

“ขอเยี่ยมคุณตาทีไม่ง่ายเลยใช่ไหมครับ”

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนหนึ่งเอ่ยคล้ายรู้สึกผิด

“หมู่นี้มีคนแปลก ๆ เข้ามาบ่อยครับ ปกติเราไม่ตรวจละเอียดขนาดนี้หรอก ต้องขอโทษด้วยนะครับ”

“คนแปลก ๆ เหรอครับ”

ไม่ต้องบอกก็พอรู้ ถึงอย่างนั้นปีเตอร์ก็ยังทำเป็นถามด้วยความสงสัย

“เล่นพกทั้งปืนทั้งระเบิดเข้าโรงพยาบาล…ทำยังกับเป็นเจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองเลยละครับ เจอแทบทุกวันจนบรรยายไม่ถูกเลยว่ารำคาญแค่ไหน”

‘ยังกับจงใจพูดเหน็บกันแน่ะ’ ปีเตอร์คิด เขาระงับความรู้สึกที่ถูกพูดแทงใจดำก่อนกล่าว “พกปืนเข้าโรงพยาบาลเนี่ยนะ บ้าไปแล้ว” เขาหัวเราะ ในรายงานแจ้งปีเตอร์ก่อนแล้วว่าให้ระมัดระวังสัมภาระด้วย

“มีของที่จะติดตัวไปเท่านี้เหรอครับ”

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอีกคนตรวจสัมภาระของปีเตอร์พลางเอ่ยถาม ของของปีเตอร์มีโน้ตบุ๊ก แท็บเล็ตพีซี หนังสือหนึ่งเล่ม รูปถ่าย กระเป๋าสตางค์ และโทรศัพท์มือถือ

“ครับ ผ่านทั้งหมดไหมครับ”

“ผ่านเรียบร้อยทุกชิ้นครับ ขออภัยในความไม่สะดวก ส่วนรถยนต์ มารับตอนขากลับนะครับ”

“ขอบคุณครับ”

ปีเตอร์เก็บบัตรระบุหมายเลขกับข้าวของอื่น ๆ ยัดใส่กระเป๋า เขาสบตาพวกเจ้าหน้าที่เป็นเชิงบอกลา จุดห้ามรถเข้ากับตึกโรงพยาบาลห่างกันพอสมควร อุตส่าห์หลุดจากทิวทัศน์ป่าไม้น่าเบื่อ ยังต้องเดินในสวนคดเคี้ยวต่ออีกสักพักกว่าจะเจอรั้วสูงกับประตูเหล็ก จากนั้นก็ต้องผ่านด่านตรวจรักษาความปลอดภัยอีกครั้ง ถึงจะเห็นเนื้อที่ด้านในของโรงพยาบาล

“…”

ได้ยินว่าเป็นสถานที่รักษาคนวิกลจริตผู้มั่งคั่ง ก็ตรงตามคาด สวนกับสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ล้วนคุณภาพดีเยี่ยม ทั้งลู่วิ่งจ๊อกกิ้งสร้างอย่างดี อุปกรณ์ออกกำลังกาย ม้านั่งกับศาลาสวยงาม มุมหนึ่งของสวนยังมีสแน็กบาร์หน้าตาหรูหรากับสระว่ายน้ำขนาดใหญ่ จุดที่ผู้คนสวมชุดว่ายน้ำคลุมทับด้วยผ้าขนหนูเดินหายเข้าไปก็คงเป็นสปา

สวรรค์หรือเปล่าเนี่ย ปีเตอร์คิดว่าต่อให้จับทุกโรงแรมที่เขาเคยพักทั้งชีวิตมัดรวมกัน ยังไม่มีที่ไหนสวยเท่าที่นี่ ผู้คนที่เดินผ่านไปมาดูเพลิดเพลินใจกับช่วงเวลาสุขสงบ หากไม่นับว่ามีพยาบาลคอยตามประกบ ภาพตรงหน้าก็จะดูเหมือนสถานที่พักผ่อนสุดหรู

ไลนัสอาจแกล้งบ้าเพื่อให้ได้พักผ่อนที่นี่ก็ได้ ฝ่ายนั้นทำเรื่องแบบนี้ได้สบายแหง ๆ

“…?”

ปีเตอร์ซึ่งเดินเดาะลิ้นจะเข้าอาคารพลันชะงัก เขารู้สึกถึงสายตาจับจ้องจึงหันไปมองมุมตึก ใครบางคนกำลังชะโงกศีรษะจ้องเขาจากตรงนั้นเขม็ง

“…”

ตัวอะไรน่ะ

ใบหน้าทรงสี่เหลี่ยมกับร่างกายสีเหลืองอ๋อยจนน่าอี๋…อีกฝ่ายอยู่ในชุดกับหน้ากากตุ๊กตาสพันจ์บ็อบ[1] แค่เห็นหน้าสีเหลือง ๆ ก็ขนลุกจะแย่แล้ว นี่ยังทำท่าแอบหลังตึก ยื่นคอจ้องปีเตอร์อีก มือสีเหลืองอันใหญ่เบิ้มของมันยกขึ้นปิดปากพลางฉีกยิ้มกว้าง

“…”

“…”

ปีเตอร์รอคอยเผื่ออีกฝ่ายจะพูดด้วย แต่เจ้าสพันจ์บ็อบแค่เหม่อมองปีเตอร์คล้ายประหลาดใจ ทำท่าอย่างกับเพนกวินเห็นมนุษย์ครั้งแรก

“…มีปัญหาอะไรหรือครับ”

ปีเตอร์กล่าวอย่างเสียมิได้ เขา (หรืออาจจะเป็นเธอ) สะดุ้งเฮือกแล้วรีบหลบหลังมุมตึก แต่แล้วก็โผล่ศีรษะออกมาอีก จากนั้นก็ซ่อนใหม่และยื่นศีรษะมามองปีเตอร์อีกรอบ

“…”

โรงพยาบาลจิตเวชย่อมเป็นโรงพยาบาลจิตเวชสินะ แม้ภายนอกหรูหราแค่ไหน ก็เป็นที่พักของคนมีปัญหาทางจิตอยู่ดี ปีเตอร์รู้ซึ้งแล้ว

เขาเมินสายตาเจ้าสพันจ์บ็อบที่แอบมองจากมุมตึกแล้วเดินเข้าโรงพยาบาลต่อ อาการขนลุกแปลก ๆ ทำให้ปีเตอร์เร่งฝีเท้า

มีคนมารับเขาก่อนเดินถึงเคาน์เตอร์ อีกฝ่ายเป็นนายแพทย์ตัวเตี้ยผู้มีใบหน้าเป็นมิตรและดูใจดี

“คุณวูดส์ใช่ไหมครับ ผมลูด ฮาวส์”

“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณฮาวส์ ผมเจเดน วูดส์”

ปีเตอร์ทักทายและยื่นมือให้ อีกฝ่ายยิ้มกว้างจับมือกับเขา

“เรียกลูดเถอะครับ ผมเป็นหมอผู้ดูแลคุณสตินสัน คุณเพิ่งเข้าเยี่ยมครั้งแรกตั้งแต่เขาย้ายมาโรงพยาบาลเราสินะครับ”

ซีไอเอส่งชายชราป่วยโรคสมองเสื่อมนามแซม สตินสัน มาเป็นหน่วยข่าวกรอง นี่เป็นผลงานของทีมสุดท้ายที่ปฏิบัติภารกิจนี้ ปีเตอร์สวมรอยเป็นเจเดน วูดส์ หลานชายคนเดียวของแซม ประวัติปลอมของเขาคืออายุสามสิบเอ็ดปี เป็นพนักงานบริษัทในธุรกิจขนาดเล็ก

“ครับ ได้ยินว่าสุขภาพคุณตาแย่ลงมาก อาการดีขึ้นบ้างหรือยังครับ”

“คุณคงทราบแล้ว ล่าสุดเราพบมะเร็งลำไส้ใหญ่และดำเนินการผ่าตัดเรียบร้อย ในเมื่อเป็นมะเร็งระยะแรก เทียบกับอายุแล้วคนไข้ยังมีสุขภาพดี จึงมีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นครับ ถึงอย่างนั้นเขาก็เป็นผู้ป่วย คนในครอบครัวก็เลยมาเยี่ยมกันเยอะแยะเลยนะครับ”

ทุกอย่างตรงกับข้อมูลในรายงาน ลูดแนะนำบริเวณภายในโรงพยาบาล พวกเขาเดินผ่านล็อบบี้โอ่โถงแล้วขึ้นบันไดสู่ชั้นบน ปีเตอร์สอดส่ายสายตาหลังเลนส์แว่นเร็ว ๆ เพื่อสำรวจโครงสร้างภายใน นี่พวกเขาเตรียมรับมือการก่อวินาศภัยหรือไงกัน โครงสร้างด้านในจึงดูค่อนข้างต่างจากโรงพยาบาลทั่วไป

“ผมก็ตั้งใจจะมาเยี่ยมเสมอนะครับ แต่หาเวลายากเหลือเกิน ปีก่อนผมขอลาพักไม่ผ่าน พอปีนี้จะขอลาออกซะเลย ทางบริษัทก็ดันอนุญาตให้ลาพักแทน”

ปีเตอร์ทำทีหัวเราะเหนื่อย ๆ “โถ” ลูดอุทานคล้ายเห็นใจ เขาถอนหายใจยาวแล้วกล่าวว่า

“อ๊ะ เห็นสระว่ายน้ำโน่นใช่ไหมครับ คุณใช้วันลาพักของปีนี้อยู่ที่นี่ก็ดีนะ สปาของที่นี่น่ะเด็ดจริง ๆ ญาติคนไข้ก็ใช้บริการได้ ก่อนกลับคุณต้องลองให้ได้นะครับ”

ลูดจ้อถึงคุณงามความดีของสปาในโรงพยาบาลนานพักใหญ่ เขาสรรเสริญหมอนวดชื่อเอวาว่ามือเทพและเก่งกาจกว่าคนเป็นแพทย์เสียอีก

“มือเธอช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายแทบละลายเลยครับ พูดตามตรง ผมทำงานที่นี่เพราะสปาแท้ ๆ เชียว ไม่สิ จริงอยู่ว่าที่นี่มีข้อดีมากมาย แต่ยังไงก็เป็นโรงพยาบาลจิตเวช แถมยังตัดขาดจากโลกภายนอก…คุณพอเข้าใจใช่ไหมครับ”

ลูดทำท่าวนนิ้วชี้ใกล้ขมับตัวเอง “มันเป็นที่ที่เหมาะจะทำให้เรากลายเป็นแบบนี้น่ะ” เขากล่าว

“มีผู้ป่วยหนักอยู่เยอะ ถึงดูแลจัดการดีแค่ไหน การรักษาให้พวกเขาคืนสภาวะปกติก็ไม่ง่าย ขืนไม่หมั่นตรวจตราสุขภาพจิตบ่อย ๆ ละก็แย่แน่ครับ”

“แต่ถ้าเป็นที่นี่ แม้จะเข้าพักในฐานะผู้ป่วย ก็คงสบายอยู่นะครับ”

คำบรรยายว่าเป็นที่พักรักษาตัวเฉพาะผู้ป่วยทางจิตระดับรุนแรง ชวนให้จินตนาการถึงเสียงร้องไห้ระงมกับสภาพข้าวของกระจัดกระจายเละเทะ แต่โรงพยาบาลของจริงกลับหรูหราชั้นสูง ดูดีกว่าที่ทำงานในแลงลีย์[2]เสียอีก น้ำเสียงเจือความอิจฉาของปีเตอร์ทำให้ลูดหัวเราะร่วน

“ก็สบายแหละครับ แต่ที่นี่น่ะแพงมาก ๆ”

ลูดเล่าว่า หากไม่ใช่คนจากตระกูลดังที่มีทรัพย์สมบัติอู้ฟู่ก็หมดสิทธิ์เข้าพักรักษาตัว ปีเตอร์ตกใจที่กระทั่งโรงพยาบาลจิตเวชก็ยังมีการแบ่งชนชั้น กระนั้นก็เป็นความจริง แซม สตินสัน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของซีไอเอ ก็เคยเป็นหนึ่งในทนายฝีมือดีที่สุดของนิวยอร์ก งานอดิเรกของเจ้าตัวคือการหย่อนใจด้วยการตกปลาบนเรือยอช์ตลำหรู

ครืดดดด ได้ยินเสียงลากเสาน้ำเกลือเร็ว ๆ จากปลายทางเดิน

“ตาหมอ! ตาหมอ!”

ชายชราผมหงอกขาวทั้งศีรษะวิ่งมาหาลูดหน้าตาตื่น มือเหี่ยวย่นที่จับเสื้อกาวน์สีขาวของลูดสั่นระริก

“ตาหมอ เจ้านั่นกลับมาแล้ว มันกลับมาแล้ว”

“ไม่เป็นไรครับ ๆ เจ้านั่นกลับมาแล้วเหรอ คุณเห็นเขาตรงไหน”

ลูดถามชายชราผู้ขวัญหายด้วยน้ำเสียงใจเย็นและอ่อนโยน ชายชราพูดเสียงเบาราวกับกระซิบความลับ

“โน่น! หลังเขาตรงโน้น เจ้านั่นจะมาจับพวกเราไป ถ้าไม่รีบหนีจะถูกจับได้!”

“ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไร แซม ผมจะจับเขาให้เอง…อ้อ ดูสิครับว่าใครมา หลานชายคุณไง”

ลูดทำเสียง “แต่นแต๊น” แล้วดึงตัวปีเตอร์ผู้ยืนอึ้งมาใกล้ ๆ ปีเตอร์สะดุ้งก่อนมองชายชรา คุณตาคนนี้น่ะหรือคือแซม สตินสัน ช่างต่างจากคนในรูปที่เขานั่งดูบนเครื่องบินมาตลอดทางนัก ผมแซมในรูปดูบางแต่ก็หวีค่อนข้างเรียบร้อย ทว่าผมหงอกขาวของชายชราตรงหน้าแสนกระเซอะกระเซิง ดูแก่กว่าในรูปถึงยี่สิบปี

ชายชราหน้าตาละม้ายคล้ายนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องถามว่า “ใครมานะ” แล้วมองเขา ปีเตอร์เม้มปาก อีกฝ่ายเหมือนในรูปใช่ไหมนะ เมื่อเจอแซมตัวจริงครั้งแรก เขาก็ชักไม่แน่ใจ

“ไม่ใช่หลานชายฉันนี่ คุณเป็นใครอะ”

แซมโพล่งถามก่อนปีเตอร์จะทันพูด เหงื่อเย็น ๆ ผุดไหลผ่านกลางหลัง ในรายงานระบุชัดเจนว่าแซม สตินสัน เป็นเจ้าหน้าที่ข่าวกรอง พอพบกันอีกฝ่ายควรกอดเขาแล้วพูดประมาณว่า ‘โอ เจ้าลูกหมาของตา ทำไมถึงเพิ่งมาเยี่ยมตาล่ะ’ แต่แล้วแซมดันพูดต่อว่า “ผมไม่รู้จักเขา” พลางทำท่าไม่รู้ไม่ชี้

“พูดอะไรกันครับ ดูให้ดีสิแซม หลานชายคุณไง คุณวูดส์ รีบทักทายสิครับ”

“คะ…คุณตา ผมเองครับ เจ…”

ปีเตอร์รีบพูดเพราะนึกขึ้นได้ว่าแซมเป็นผู้สูงอายุที่มีอาการสมองเสื่อมอ่อน ๆ จึงอาจเลอะเลือนได้บ้าง ทว่าแซมกลับหลบเลี่ยงมือของปีเตอร์แล้วเริ่มเต้นผาง

“แกมาจับฉันนี่เอง หน็อย! แกเป็นลูกน้องเจ้านั่นแน่ ๆ! ตาหมอ! ตาหมอรีบจับมันเร็ว!”

แซมร้องลั่นพลางเขย่าตัวลูดอย่างกับเกิดอาการชักกระตุก ลูดปลอบชายชราโดยขอความช่วยเหลือจากปีเตอร์

“คุณวูดส์ พอมีของช่วยฟื้นความทรงจำบ้างไหมครับ รูปถ่ายคุณแม่คุณก็ได้ อ๊ะ ต่อสายหาคุณแม่หน่อยได้ไหมครับ ถ้าได้คุยกับลูกสาว เขาคงพอนึกออก”

“ฉันไม่รู้จักมัน ตาหมอ รีบเอาตัวมันไปไกล ๆ” แซมเริ่มร้องไห้เร่งเร้าลูด พวกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งยืนประจำการกระจายทั่วบริเวณหันมองพวกเขา มีสองสามคนที่เริ่มเดินมาหา

“เอ่อ…สักครู่ครับ”

ปีเตอร์หยิบโทรศัพท์มือถือสำหรับปฏิบัติภารกิจที่ซีไอเอจัดหาให้ออกมา หากกดเบอร์โทร.ที่บันทึกไว้ ผู้รับสายจะสวมบทบาทมาโต้ตอบ ขณะกดหาคำว่าแม่ในรายชื่อผู้ติดต่อ ลูดก็จับปลายด้านบนเครื่องโทรศัพท์ของปีเตอร์

“?”

พอเงยหน้าปีเตอร์ก็พบว่าลูดกำลังมองเขาด้วยสีหน้านิ่งสนิท แซมซึ่งร้องตีโพยตีพายก็หยุดคร่ำครวญและเปลี่ยนมาหัวเราะคิกคัก

“…”

ปีเตอร์กลืนน้ำลายดังเอื๊อก สายตาคมกริบทำให้เขาเสียววาบที่ท้ายทอย

“อันดับแรก ที่นี่ห้ามใช้โทรศัพท์ครับ”

ลูดฉวยโทรศัพท์ในมือปีเตอร์ไป หน้าจอยังปรากฏตัวอักษร m ค้างในช่องค้นรายชื่อ ลูดพิมพ์คำว่า mom ต่อจนจบ ก่อนจะยื่นให้ปีเตอร์ผู้ตะลึงงันดู

“อันดับต่อมา ลูกสาวคนเดียวของเขาเสียชีวิตไปเมื่อปีก่อน คุณไม่รู้สินะ”

“…เอ๋?”

ปีเตอร์ขยับริมฝีปากด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ ทว่าความจริงแล้วเขาเข้าใจดีเชียวละว่ากำลังตกอยู่ในสถานการณ์แบบไหน

ความแตกแล้ว ปีเตอร์ถูกจับได้แล้วว่าไม่ใช่หลานชายของแซม สตินสัน เหงื่อกาฬบนแผ่นหลังปีเตอร์แตกพลั่ก เขาเพิ่งเริ่มทำภารกิจแค่สิบนาที ภารกิจสุดสำคัญซึ่งกำหนดผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่สามก็พังครืนในเวลาแค่สิบนาทีหรือนี่ พระเจ้าช่วย ปีเตอร์ตกตะลึงเสียจนเปล่งเสียงไม่ออก

ลูดขยับแว่นก่อนคืนโทรศัพท์ให้ปีเตอร์ซึ่งรับมาด้วยมือสั่นน้อย ๆ

“คุณมาจากไหน เห็นเขียนในเอกสารขอเยี่ยมว่ามาจากอเมริกา คงไม่ได้กรอกความจริงใช่ไหม มาทำภารกิจส่วนตัวหรือเป็นคนขององค์กรล่ะ”

“พูดอะไร ผมไม่เข้า…”

“…หรือจะเป็นซีไอเอ”

ลูดถามด้วยสีหน้าเย้ยหยัน ฝีเท้ากับเค้าร่างของพวกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขยับใกล้เข้ามา

“เพิ่งเคยเห็นคนอ่อนหัดขนาดนี้เป็นครั้งแรก หน้าคุณซื่อเสียจนอ่านออกหมดว่าคิดอะไร วันหน้าถึงมีแมวมองยื่นนามบัตรให้ ก็อย่าคิดเป็นนักแสดงเด็ดขาดเชียวนะ ไม่สิ พูดตามตรง คุณไม่ทำงานเป็นสายลับด้วยจะดีกว่า”

คำเตือนของลูดก้องกังวานในโสตประสาทปีเตอร์ หูเขาร้อนอย่างกับไฟลวก ถึงอีกฝ่ายไม่เตือน คราวนี้ปีเตอร์ก็คงถูกไล่ออกแหง ๆ ความผิดพลาดของเขาย่อมทำให้สมาชิกในทีมคนอื่นหมดหนทางปฏิบัติภารกิจต่อและต้องล้มเหลวอยู่แค่นี้

เผลอเดี๋ยวเดียวเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสองคนก็เดินถึงด้านหลังลูด พวกเขาแตะปืนเทเซอร์[3]ที่เหน็บเอวไว้ ปีเตอร์ไม่คิดหนี หากต้องออกไปก็เท่ากับสูญเปล่า ไม่ว่าจะถูกจับโยนออกไปหรือหนีไปเอง เขาก็ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ขั้นแรกปีเตอร์ต้องได้พักในโรงพยาบาล

“ดูเหมือนคุณคนนี้จะเข้าผิดโรงพยาบาล พาเขาออกไปด้วย”

ลูดกล่าวพลางชี้ปีเตอร์

ใจเย็นไว้ ปีเตอร์คิดและรีบเรียบเรียงความคิด ถึงเสียแผนก็ควรพยายามกลบเกลื่อน ในรายงานไม่มีตรงไหนระบุว่าแม่ของเจเดนเสียชีวิต ข้อมูลบอกว่าหล่อนเปิดร้านสะดวกซื้อในรัฐแมริแลนด์ หรืออีกฝ่ายกำลังเล่นละคร แซม สตินสันจะทรยศซีไอเอทำไม หรือทั้งหมดเป็นกับดักล่อสายลับตั้งแต่แรก ปีเตอร์กวาดตามองหาเส้นทางหลบหนี เขามองพวกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ทว่าฝ่ายนั้นไม่มองปีเตอร์เลย

“มัวทำอะไร ผมบอกให้พาเขาออกไปไง”

ลูดร้องสั่งเสียงเข้ม พวกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจึงถอนหายใจเฮือกด้วยสีหน้าคล้ายจะบอกว่า เอาอีกแล้วไง จากนั้นก็รุมจับตัวลูดกับแซม…ไม่ใช่ปีเตอร์

“…?”

ปีเตอร์ผงะถอยหลัง ได้แต่กะพริบตาปริบ ๆ ทางด้านลูดแหกปากลั่นทันทีที่ถูกจับแขน

“เจ้าพวกโง่!”

ลูดดิ้นอย่างกับคนชักกระตุก พอสะบัดมือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหลุดก็วิ่งหนี เจ้าหน้าที่คนที่รวบตัวเขาล้มหงายหลังและตะโกนลั่น “จับไว้!” พวกเจ้าหน้าที่ซึ่งยืนประจำฝั่งตรงข้ามจึงเริ่มวิ่งไล่ตามลูดเร็วไวปานสายฟ้าแลบ แสดงว่าที่พวกเจ้าหน้าที่เดินล้อมเข้ามารอท่าก็เพื่อจะจับลูดนี่เอง

ครั้นเหตุการณ์ชักชุลมุน จู่ ๆ แซมก็ทรุดตัวนั่งและเริ่มร้องไห้โฮ

“ฉันไม่รู้เรื่องนะ ไม่รู้อะไรทั้งนั้น หมอนั่นสั่ง จะ…เจ้านั่นมาห้องพักของฉันเมื่อคืนแล้วก็บงการ!”

ถึงแม้ไม่มีน้ำตาไหลสักหยด หากแต่เสียงร้องไห้แสนระทมก็ทำเอาปีเตอร์ตะลึงอ้าปากค้าง

“พูดอะไรของคุณ หมอนั่นสงบเสงี่ยมอยู่ในห้องพักตลอดทั้งอาทิตย์เลย รีบลุกขึ้นเถอะ พยาบาลมาจะได้ฉีดยา”

พวกเจ้าหน้าที่หิ้วปีกแซมให้ลุกยืน ขาสองข้างของเขาชี้โด่เด่กลางอากาศ ปีเตอร์เรียกรั้งเจ้าหน้าที่ซึ่งทำท่าจะปลีกตัวแล้วทิ้งแซมไว้แบบนั้น

“เดี๋ยวครับ นี่มันอะไรกัน คนเมื่อกี้ไม่ใช่หมอเหรอครับ”

ยังไม่ทันคุยให้รู้เรื่องก็มีเสียงร้อง “อ๊ากกกก” ปีเตอร์หันมอง พวกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยิงลูดที่กำลังวิ่งหนีด้วยปืนเทเซอร์จนล้มลงแล้ว

“…ไม่ใช่สินะ”

ไม่ใช่นี่เอง ปีเตอร์ครางเมื่อเห็นลูดล้มคว่ำแล้วยังพยายามคลานหนีต่อจนถูกฉีดยาเข้าลำคอ พวกเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยยิ้มขื่น ใบหน้าแต่ละคนมองเขาอย่างเห็นใจคล้ายมองคนถูกตุ๋นจนเปื่อย

สองคนนั้นไม่ใช่ทั้งหมอและเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรอง ปีเตอร์เกร็งจนไหล่ตึงไปหมด เขาเพียงถูกผู้ป่วยจิตเภทแกล้งเอาเท่านั้น

“ฉันแค่ทำตามเขาสั่ง ฉันไม่รู้เรื่อง…”

แซม ไม่ใช่สิ ชายชราผู้แกล้งทำเป็นแซมพูดด้วยสีหน้าหวาดกลัวพลางเกาะเจ้าหน้าที่ เขาทำหน้าตาน่าสงสารและไร้พิษสง ทว่าสีหน้าน่าหมั่นไส้ตอนอยู่หลังลูดกลับติดตานัก ก็คิดอยู่ว่าทำไมต่างจากรูปถ่ายจัง ที่แท้ก็คนละคนนี่เอง

“ทั้งคู่เป็นผู้ป่วยครับ เขาขโมยเสื้อกาวน์หมอวันละสิบสองครั้ง แล้วก็ชอบแกล้งพวกคนมาใหม่เป็นหลัก ป่วนประสาทสุด ๆ เลยละครับ”

เจ้าหน้าที่กล่าวเสริม “เดี๋ยวขโมยเดี๋ยวหลอกลวง ไม่รู้ที่นี่เป็นคุกหรือโรงพยาบาลกันแน่”

ขณะเดินย้อนมาที่เคาน์เตอร์ มาร์ก ฮาวเออร์ บุคลากรตัวจริงก็วิ่งมาเสียที เขากระหืดกระหอบมาในชุดเสื้อเชิ้ต เพราะเสื้อกาวน์ถูกตาคนที่ชื่อลูดขโมยไป ฮาวเออร์รูปร่างสูงและผอมแห้ง ดูเหมือนยังหนุ่ม แต่เส้นผมบนศีรษะเหลือไม่เท่าไรแล้ว

“วิกก็ถูกขโมยน่ะครับ”

ฮาวเออร์กล่าวด้วยสีหน้าคล้ายจะร้องไห้ ดูอีกทีก็คล้ายร้องออกมานิดหน่อยแล้วด้วยซ้ำ คำพูดของลูดมีความจริงปนอยู่ คือเรื่องสปาคุณภาพเยี่ยม ที่นี่ห้ามใช้โทรศัพท์ และถ้าไม่ใช่คนตระกูลดังร่ำรวยก็หมดสิทธิ์เข้ามาที่นี่ โดยเฉพาะคำพูดที่ว่า ต่อให้เป็นคนสติดีก็มีโอกาสเสียสติเมื่ออยู่ในที่แบบนี้ ปีเตอร์รู้ซึ้งคำพูดดังกล่าวภายในสิบนาทีเชียวละ

“อย่าเดินเพ่นพ่านเยอะเลยนะครับ หากคุณรีบกลับจะดีต่อสุขภาพจิตมากกว่า…ที่นี่เป็นพิษมาก มากจริง ๆ”

มาร์กเปรียบโรงพยาบาลนี้เป็นเหมือนเห็ดพิษ แล้วพาปีเตอร์ไปยังห้องพักผู้ป่วยของแซม สตินสัน ตัวจริงซึ่งอยู่บนชั้นสอง ชายชราท่าทางกระฉับกระเฉงนั่งอยู่บนเตียงผู้ป่วยที่จัดไว้สวยงาม

แซม สตินสัน คนนี้เป็นชายคนเดียวกับในรูปถ่าย ชายชรายื่นมือให้ปีเตอร์พลางกล่าวรหัสลับเป็นนัยด้วยเสียงอ่อนโยน ผิวเหี่ยวย่นรอบดวงตาทำให้ดูมีเมตตา ปีเตอร์กอดตอบอีกฝ่ายก่อนถอนหายใจโล่งอก ต่อให้ได้พบคุณตาแท้ ๆ เขาก็คงไม่ดีใจเท่านี้ด้วยซ้ำ

“เดี๋ยวตอนสี่โมงเย็นจะมีเรียนวาดภาพนะครับ เป็นการวาดวิวพระอาทิตย์ตก คุณมาด้วยกันสิครับ”

หลังมาร์กออกไปจากห้อง ปีเตอร์กับแซมก็คุยกันสักพักประหนึ่งพวกเขาเป็นคุณตากับหลานชายกันจริง ๆ แม้ปีเตอร์จะนึกถึงหลักปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ภาคสนามว่าควรเริ่มหาเครื่องดักฟังกับกล้องแอบถ่ายเผื่อมีซ่อนในห้อง ทว่าเขากลับเลือกนั่งพักครู่หนึ่งก่อน

 

[1] ตัวการ์ตูนจากแอนิเมชันทางโทรทัศน์ของสหรัฐอเมริกา มีรูปร่างหน้าตาเป็นฟองน้ำสีเหลือง

[2] Langley คือ สถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่ซีไอเอในรัฐเวอร์จิเนีย

[3] Taser Gun คือ ปืนไฟฟ้าแบบพกพา

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า