[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา ตอนที่ 10 : ตัวข้าแรกออกจากกระท่อม

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

——————————————————————————

10

ตัวข้าแรกออกจากกระท่อม

เคราะห์ดีที่การแสดง “ลงทัณฑ์ที่ปาก” ของโม่หราน ฉู่หว่านหนิงไม่ได้ยินทั้งหมด หลังจากพูดจาส่งเดชไปชุดหนึ่ง เขาก็เอาตัวรอดมาได้

พอกลับถึงห้องนอนตนเองก็ดึกสงัด โม่หรานหลับไปตื่นหนึ่ง วันต่อมาก็ไปฝึกช่วงเช้าตามปกติ หลังฝึกเสร็จก็เป็นเวลาที่เขาชื่นชอบที่สุดในยามเช้า…กินข้าวเช้า

หลังจากจบการฝึกช่วงเช้า คนก็ค่อยๆ ทยอยกันมากินข้าวที่โรงอาหารเมิ่งผัว

โม่หรานนั่งอยู่ตรงข้ามซือเม่ย เซวียเหมิงมาช้า ที่นั่งข้างซือเม่ยจึงถูกคนอื่นจับจองไปแล้ว เขาต้องจำใจยกถาดอาหารเช้าไปนั่งข้างโม่หรานด้วยสีหน้าบึ้งตึง

หากให้โม่หรานพูดถึงข้อที่ยอดเยี่ยมที่สุดของวิถีฝึกจิตแห่งยอดเขาสื่อเซิงล่ะก็ แน่นอนเขาต้องบอกว่า “สำนักเราไม่ต้องอดอาหาร”

ต่างจากสำนักบำเพ็ญเพียรระดับสูงที่พ้นโลกหลายแห่ง ยอดเขาสื่อเซิงมีวิถีการฝึกฝนของตนเอง ไม่งดเว้นมังสะ ทั้งไม่ต้องอดอาหาร ด้วยเหตุนี้จึงมีอาหารให้กินอย่างอุดมสมบูรณ์เสมอ

โม่หรานดื่มชาน้ำมัน[1]รสชาติเผ็ดชากลิ่นหอมฉุยชามหนึ่ง พร้อมสูดถั่วลิสงป่นและถั่วเหลืองกรุบกรอบตรงขอบชามตามเข้าไปด้วย ตรงหน้ามีซาลาเปาจี่สีเหลืองกรอบจานหนึ่ง เขาตั้งใจเอามาให้ซือเม่ยโดยเฉพาะ

เซวียเหมิงชำเลืองมองโม่หราน พลางค่อนว่า “โม่หราน คิดไม่ถึงว่าเจ้าเข้านรกบัวแดงแล้วยังกลับออกมาได้ ร้ายกาจนัก”

โม่หรานตอบกลับโดยไม่เงยหน้า “เจ้าไม่ลองดูสักหน่อยว่าข้าเป็นใคร”

“เจ้าคือใคร” เซวียเหมิงเยาะหยัน “อาจารย์ไม่ได้หักขาเจ้า เจ้าก็เลยเลอะเลือนจนไม่รู้ว่าตนเองเป็นต้นหอมต้นใดแล้วหรือ”

“อ้อ ข้าเป็นต้นหอม เช่นนั้นเจ้าเป็นอะไร”

เซวียเหมิงแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา “ข้าคือศิษย์เอกของอาจารย์”

“เจ้าแต่งตั้งตนเองรึ นี่ ข้าจะแนะนำให้นะ เจ้าไปให้อาจารย์ประทับตราให้ แล้วเอาไปเปี่ยว[2]แขวนไว้ข้างฝาบูชา ไม่เช่นนั้นคงผิดต่อสมยานามศิษย์เอกแย่”

กร๊อบ…เซวียเหมิงบีบตะเกียบหักแล้ว

ซือเม่ยรีบไกล่เกลี่ย “อย่าทะเลาะกันเลย รีบกินข้าวเถอะ”

เซวียเหมิง “…หึ”

โม่หรานยิ้ม พลาง “หึ” เลียนแบบเขา

เซวียเหมิงโกรธจนผมชี้ ตบโต๊ะดังปัง “เจ้ากล้า!”

ซือเม่ยเห็นท่าไม่ดี รีบดึงเซวียเหมิงเอาไว้ “ประมุขน้อย คนมากมายมองอยู่ กินข้าวเถอะ เลิกทะเลาะกันได้แล้ว”

สองคนไม่ถูกชะตากัน แม้จะเป็นลูกพี่ลูกน้อง แต่เจอหน้าเป็นต้องแขวะกัน หลังจากซือเม่ยเกลี้ยกล่อมเซวียเหมิงแล้ว ก็คอยเป็นตัวกลางผ่อนคลายบรรยากาศระหว่างคนทั้งสองอย่างยากลำบาก

ประเดี๋ยวถามเซวียเหมิง “ประมุขน้อย เจ้าแมวลายที่ฟูเหรินเลี้ยงจะตกลูกเมื่อใดรึ”

เซวียเหมิงตอบ “อ้อ เจ้าหมายถึงอาหลี? ท่านแม่ข้าเข้าใจผิด มันไม่ได้ท้อง แค่กินเยอะไป ท้องก็เลยดูกลมเท่านั้น”

ซือเม่ย “…”

ประเดี๋ยวก็หันไปถามโม่หราน “อาหราน วันนี้ยังต้องไปช่วยงานอาจารย์อีกหรือไม่”

“คงไม่ต้องแล้ว สิ่งที่ควรจัดล้วนจัดหมดแล้ว วันนี้ข้าช่วยท่านคัดกฎสำนักดีกว่า”

ซือเม่ยยิ้มเอ่ยว่า “ยังมีเวลาช่วยข้าอยู่อีกรึ เจ้าเองก็ยังมีหนึ่งร้อยจบที่ต้องคัด”

เซวียเหมิงเลิกคิ้ว มองซือเม่ยที่ความประพฤติเรียบร้อยมาตลอดด้วยความประหลาดใจนิดๆ “เหตุใดเจ้าต้องคัดกฎสำนัก”

ซือเม่ยมีสีหน้ากระดาก ยังไม่ทันตอบ จู่ๆ เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ในโรงอาหารพลันเงียบลง ทั้งสองหันไปมอง ก็เห็นฉู่หว่านหนิงเข้ามาในโรงเมิ่งผัวในชุดสีขาวพลิ้วไหว เดินมาที่หน้าตู้อาหารด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ จากนั้นเริ่มเลือกกับข้าว

พอมีฉู่หว่านหนิงเพิ่มเข้ามาอีกคน ในโรงอาหารที่มีคนกว่าพันคนกำลังกินข้าวกัน พลันเงียบสงัดราวกับสุสาน เหล่าศิษย์พากันก้มหน้าก้มตากินข้าว แม้จะพูดคุยกัน ก็เสียงเบาอย่างยิ่ง

ซือเม่ยถอนหายใจเบาๆ มองฉู่หว่านหนิงยกถาดอาหารไปนั่งตรงมุมประจำ กินโจ๊กเงียบๆ คนเดียว แล้วก็อดพูดไม่ได้ “ความจริงข้ารู้สึกว่า บางครั้งอาจารย์ก็น่าสงสารอยู่เหมือนกัน”

โม่หรานกลอกตา “หมายความเช่นไร”

“เจ้าดู ที่ที่เขานั่ง คนอื่นล้วนไม่กล้าเข้าใกล้ พอเขามา คนอื่นก็ไม่กล้าทำเสียงดัง เมื่อก่อนประมุขอยู่ยังดี พอประมุขไม่อยู่ เขาไม่มีแม้แต่คนจะพูดคุยด้วย ไม่เดียวดายหรอกหรือ”

โม่หรานแค่นเสียงทีหนึ่ง “นั่นเพราะเขาทำตัวเอง”

เซวียเหมิงเคือง “เจ้าบังอาจลบหลู่อาจารย์?”

“ข้าลบหลู่เขาที่ใด ที่ข้าพูดล้วนเป็นความจริง” โม่หรานคีบซาลาเปาจี่ให้ซือเม่ย “นิสัยอย่างเขา ใครจะอยากอยู่ด้วย”

“เจ้า…!”

โม่หรานทำหน้าทะเล้นใส่เซวียเหมิง พลางเอ่ยอย่างเกียจคร้าน “ไม่พอใจ? ไม่พอใจเจ้าก็ไปนั่งกินข้าวกับเขาสิ อย่ามานั่งกับพวกเรา”

ประโยคเดียวถึงกับทำให้เซวียเหมิงหุบปาก

แม้เขาจะเคารพฉู่หว่านหนิง แต่ก็ไม่ต่างจากคนอื่นๆ ที่รู้สึกเกรงกลัวมากกว่า ด้วยเหตุนี้จึงทั้งกระอักกระอ่วนและหงุดหงิดใจ แต่ก็เถียงไม่ออก ได้แต่เตะขาโต๊ะสองที หน้าบึ้งหน้าบูดอยู่คนเดียว

สีหน้าเกียจคร้านของโม่หรานฉายแววสาสมใจ เหลือบมองพญาหงส์น้อยอย่างยียวน จากนั้นสายตาก็มองผ่านกลุ่มคนไปตกอยู่ที่ฉู่หว่านหนิง

ไม่รู้เพราะเหตุใด พอมองร่างสีขาวเพียงหนึ่งเดียวท่ามกลางชุดสีน้ำเงินเข้มทั้งโรงอาหารแล้ว เขาพลันนึกถึงคนผู้นั้นที่นอนขดอยู่ในห้องอันเย็นเยียบเมื่อคืน

ซือเม่ยกล่าวไม่ผิด ฉู่หว่านหนิงน่าสงสารจริงๆ

แต่แล้วอย่างไรเล่า เขายิ่งน่าสงสาร โม่หรานก็ยิ่งเบิกบานใจ คิดไปคิดมา มุมปากก็ยกขึ้นอย่างอดไม่ได้

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ฉู่หว่านหนิงมิได้เรียกเขาไปที่ศาลาหงเหลียนอีก งานประจำวันของโม่หรานจึงเป็นงานล้างถ้วยชาม ให้อาหารเป็ดน้อยไก่น้อยที่หวังฟูเหรินเลี้ยงไว้ ไปถอนวัชพืชในสวนสมุนไพร ชีวิตเอ้อระเหยอย่างยิ่ง

พริบตา ช่วงกักบริเวณหนึ่งเดือนก็ผ่านพ้นไป

วันนี้หวังฟูเหรินเรียกโม่หรานมาที่ตำหนักตานซิน ลูบศีรษะเขาพลางถาม “อาหราน บาดแผลเจ้าหายดีแล้วรึ”

โม่หรานยิ้มตาหยี “ลำบากท่านป้าต้องเป็นห่วง หายดีแล้วขอรับ”

“เช่นนั้นก็ดี ต่อไปออกไปข้างนอกต้องระมัดระวังให้มาก อย่าทำผิดมหันต์เช่นนั้น อย่ายั่วโทสะอาจารย์เจ้าอีก รู้แล้วหรือไม่”

โม่หรานถนัดการเสแสร้งเป็นพิเศษ “ท่านป้า ข้ารู้แล้วขอรับ”

“ยังมีอีกเรื่อง” หวังฟูเหรินหยิบสารฉบับหนึ่งมาจากบนโต๊ะเล็กไม้หวงฮวาหลี[3] “เจ้าเข้าสำนักครบหนึ่งปีเต็มแล้ว ถึงเวลาต้องรับภารกิจกำจัดปีศาจเสียที เมื่อวานลุงของเจ้าส่งพิราบสื่อสารมา บอกให้เจ้าลงจากเขาไปทำภารกิจนี้หลังครบกำหนดกักบริเวณ”

ตามธรรมเนียมของยอดเขาสื่อเซิง ศิษย์ทุกคนเมื่อเข้าสำนักครบหนึ่งปีแล้ว จะต้องออกท่องยุทธภพไปกำจัดปีศาจ

ตอนออกกำจัดปีศาจครั้งแรก อาจารย์ของศิษย์ผู้นั้นจะเดินทางไปด้วยเพื่อคอยให้ความช่วยเหลือ นอกจากนี้ศิษย์ผู้นั้นยังต้องเชิญสหายร่วมสำนักอีกคนหนึ่งไปด้วยกัน เพื่อจะได้คอยเกื้อกูลกัน และได้ถ่องแท้ถึงสิ่งที่เรียกว่า “ใจภักดิ์พิสูจน์ได้ เป็นตายไม่เปลี่ยนแปลง”

โม่หรานตาลุกวาว รับสารมอบหมายภารกิจมาเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว แล้วก็ดีใจจนยิ้มแก้มปริออกมาทันที

หวังฟูเหรินเอ่ยอย่างเป็นกังวล “อาหราน ลุงของเจ้าหวังว่าเจ้าจะสร้างชื่อในการต่อสู้ ดังนั้นจึงมอบหมายภารกิจที่สำคัญให้ แม้ผู้อาวุโสอวี้เหิงจะมีระดับการบำเพ็ญสูงล้ำ แต่ในการต่อสู้ ดาบกระบี่ไร้ไมตรี ใช่ว่าเขาจะปกป้องเจ้าได้เสมอไป เจ้าอย่าเอาแต่สนุกสำราญจนประมาทศัตรูเป็นอันขาด”

“ไม่ขอรับ ไม่ขอรับ!” โม่หรานโบกมือติดๆ กัน ยิ้มน้อยๆ พลางเอ่ย “ท่านป้าวางใจ ข้าต้องดูแลตัวเองให้ดีแน่นอน” พูดจบก็รีบไปเตรียมสัมภาระทันที

“เด็กคนนี้…” หวังฟูเหรินมองไล่หลังเขา ใบหน้างามอ่อนโยนเปี่ยมด้วยความกังวล “รับภารกิจ ไยจึงได้หน้าชื่นตาบานถึงเพียงนี้”

โม่หรานจะไม่ดีใจได้อย่างไร

ภารกิจปราบปีศาจที่ท่านลุงมอบหมายให้เขาครั้งนี้อยู่ที่ตำบลไฉ่เตี๋ย คนแซ่เฉินซึ่งเป็นเศรษฐีในท้องที่เป็นผู้ไหว้วาน

อย่าเพิ่งสนใจว่าเป็นตัวประหลาดประเภทใดที่มาก่อความวุ่นวาย จุดสำคัญอยู่ตรงชาติที่แล้ว เขาถูกปีศาจล่อลวงจนสูญสิ้นสติสัมปชัญญะที่นี่ จากนั้นในแดนมายา เขาก็บังคับจูบซือเม่ย นี่คือการถึงเนื้อถึงตัวซือเม่ยเพียงไม่กี่ครั้งของโม่หราน เป็นเรื่องที่น่าปลาบปลื้มยินดีแท้ๆ

อีกทั้งเนื่องจากเขาถูกมนตร์มายา ดังนั้นซือเม่ยจึงยากที่จะคิดเล็กคิดน้อย จุมพิตแบบได้เปล่า! จุมพิตเสร็จ ใครก็คิดบัญชีกับเขาไม่ได้

โม่หรานยินดีจนตาหยีโค้งเป็นวงเคียว แม้จะต้องทำภารกิจนี้ร่วมกับฉู่หว่านหนิง เขาก็ไม่ถือสา

กำจัดปีศาจพึ่งพาอาจารย์ เอาชนะใจบุรุษพึ่งพาตนเอง ภารกิจดีงามเช่นนี้ ไหนเลยจะไม่ยินดี

หลังจากเชิญซือเม่ยและรายงานอาจารย์แล้ว คนทั้งสามก็เร่งเดินทางมาถึงตำบลไฉ่เตี๋ยที่ปีศาจร้ายอาละวาด

ที่นี่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยดอกไม้ นอกพื้นที่อาศัยมีทุ่งดอกไม้ทอดยาวนับหลายสิบหลี่ ด้วยเหตุนี้ที่นี่จึงมีผีเสื้อหลากสีบินว่อน เป็นที่มาของชื่อตำบล[4]

ตอนที่คนทั้งสามเดินทางไปถึงก็เป็นยามค่ำแล้ว ปากทางเข้าหมู่บ้านมีเสียงตีกลองและเสียงบรรเลงดนตรี บรรยากาศคึกคักผิดปกติ ขบวนนักดนตรีสวมชุดสีแดงกำลังเป่าสั่วน่า[5] เลี้ยวออกมาจากในตรอก

ซือเม่ยเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “นี่กำลังจัดพิธีแต่งงานหรือ ไยจึงแต่งเอาตอนดึกดื่นเช่นนี้”

ฉู่หว่านหนิง “วิวาห์มรณะ”

วิวาห์มรณะเรียกอีกชื่อว่าพิธีแต่งงานอิน[6] หรือวิวาห์กระดูก เป็นการแต่งงานหลังความตายซึ่งจัดให้ชายหญิงที่เสียชีวิตโดยที่ยังไม่ได้แต่งงาน ธรรมเนียมเช่นนี้มิได้เป็นที่นิยมในท้องถิ่นยากจน แต่ตำบลไฉ่เตี๋ยเป็นท้องที่ที่ร่ำรวย ด้วยเหตุนี้การจัดงานสมรสให้แก่ชายหนุ่มหญิงสาวที่ไม่ได้แต่งงานเมื่อยังชีวิตจึงเป็นเรื่องที่พบเห็นจนชินตา

ขบวนแห่สมรสมรณะนั้นยิ่งใหญ่เอิกเกริก แบ่งเป็นสองแถว แถวหนึ่งหามผ้าไหมแพรต่วนของจริง อีกแถวหนึ่งแบกตำลึงทองกระดาษและเงินกระดาษ ห้อมล้อมเกี้ยวใหญ่สีแดงขาวขนาดแปดคนหามหลังหนึ่ง ทั้งหมดถือโคมทองเดินเป็นขบวนออกมาจากในหมู่บ้าน

พวกโม่หรานรั้งบังเหียนม้ายืนหลบอยู่ข้างทาง ให้ขบวนแห่ผ่านไปก่อน พอเกี้ยวเข้ามาใกล้ จึงเห็นว่าผู้ที่นั่งอยู่ข้างในมิใช่คนเป็น แต่เป็นเจ้าสาวผีกระดาษ[7]ทาแป้งแต้มชาด ริมฝีปากแดงสด แต้มสีแดงสองวงที่พวงแก้มขับเน้นใบหน้าขาวซีด รอยยิ้มดูแล้วน่าขนหัวลุกยิ่งนัก

“ประเพณีบ้าบออะไร หมู่บ้านนี้มีเงินแล้วใช้ล้างผลาญจริงๆ” โม่หรานพึมพำเสียงเบา

ฉู่หว่านหนิง “คนตำบลไฉ่เตี๋ยให้ความสำคัญกับหลักภูมิพยากรณ์[8]อย่างยิ่ง มีความเชื่อว่าในตระกูลจะต้องไม่มีสุสานเดียวดาย มิเช่นนั้นชะตาของวงศ์ตระกูลจะตกเคราะห์เพราะวิญญาณไร้ญาติ”

“…ไม่มีความเชื่อเช่นนี้กระมัง”

“ชาวบ้านเชื่อว่ามี”

“เฮ้อ ก็จริงอยู่ ตำบลไฉ่เตี๋ยอยู่มาหลายร้อยปี หากบอกพวกเขาว่าวิญญาณที่พวกเขายึดถือไม่มีอยู่จริง คาดว่าพวกเขาคงรับไม่ได้”

ซือเม่ยถามเสียงเบา “ขบวนแต่งงานมรณะนี้จะไปที่ใด”

ฉู่หว่านหนิง “เมื่อครู่ตอนที่เรามา ผ่านศาลเจ้าดินแห่งหนึ่ง สิ่งที่ประดิษฐานอยู่ในศาลเจ้า มิใช่พระพุทธรูปหรือเทพเจ้าองค์ใด ที่เสาเอ็นเหนือประตูแปะอักษร ‘ซวงสี่’[9] บนโต๊ะยาวปูด้วยผ้าต่วนแดง บนผืนผ้าต่วนเขียนข้อความจำพวก ‘วาสนาฟ้าประทาน’ ‘รักมั่นชีวามลาย’ ข้าว่าพวกเขาคงจะไปที่นั่น”

“ศาลนั้นข้าก็เห็นเช่นกัน” ซือเม่ยมีท่าทีครุ่นคิด “อาจารย์ สิ่งที่ตั้งอยู่ที่นั่นคือเจ้าภาพผีหรือ”

“มิผิด”

เจ้าภาพผีคือรูปสมมติของสิ่งเร้นลับที่ชาวบ้านจินตนาการขึ้นมา ผู้คนเชื่อว่าพิธีแต่งงานวิญญาณก็ต้องมีสามแม่สื่อหกเทียบสมรส[10] ทั้งต้องมีเจ้าภาพเป็นสักขีพยาน เพื่อรับรองว่าผู้ตายทั้งสองแต่งงานเป็นสามีภรรยากัน และเนื่องจากประเพณีแต่งงานมรณะที่ตำบลไฉ่เตี๋ยเป็นที่นิยม จึงมีการสร้างรูปเคารพของเจ้าภาพผี ตั้งบูชาไว้หน้าสุสานนอกหมู่บ้าน ก่อนที่ผู้ดำเนินพิธีจะนำร่างผู้ตายลงฝัง ก็จะต้องแบกเจ้าสาวผีไปกราบไหว้ที่หน้าศาลก่อน

โม่หรานไม่ค่อยได้พบเจอเหตุการณ์เหลวไหลเช่นนี้ จึงดูด้วยความเพลิดเพลิน ฉู่หว่านหนิงเพียงมองดูอย่างเฉยชาครู่หนึ่ง แล้วหันมาเอ่ย “ไปเถอะ ไปดูบ้านที่มีวิญญาณรังควานหลังนั้นสักหน่อย”

“นักพรตทั้งสาม ข้ากำลังเดือดร้อน! ในที่สุดพวกท่านก็มาเสียที! หากไม่มีผู้ใดสนใจเรื่องนี้อีก ข้า…ข้าก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว!”

ผู้ที่เชิญให้คนของยอดเขาสื่อเซิงมากำจัดผีคือเศรษฐีเฉินผู้มั่งคั่งที่สุดในตำบล

สกุลเฉินทำกิจการแป้งร่ำ ในบ้านมีบุตรชายสี่คน บุตรสาวหนึ่งคน หลังจากบุตรคนโตแต่งภรรยา ภรรยาของเขาไม่ชอบที่ในบ้านเอะอะวุ่นวาย ทั้งสองจึงคิดจะย้ายออกไปปลูกเรือนแยกต่างหาก สกุลเฉินร่ำรวยเงินทอง จึงซื้อที่ดินแปลงใหญ่เงียบสงบบริเวณเขาทางเหนือ ทั้งยังเป็นที่ติดพุร้อนธรรมชาติด้วย น่าสำราญใจยิ่งนัก

ผลกลับกลายเป็นว่า วันที่บุกเบิกถางที่ ขุดลงไปได้ไม่เท่าใด พลั่วเหล็กก็กระทบถูกของแข็ง สะใภ้ใหญ่ชะโงกหน้าเข้าไปมองใกล้ๆ ก็ตกใจจนหมดสติทันที ไม่นึกว่าจะขุดพบโลงศพสีแดงสดโลงหนึ่ง!

ในตำบลไฉ่เตี๋ย เมื่อมีคนในหมู่บ้านตาย ก็จะนำไปฝังไว้ที่สุสาน ทว่าโลงศพโดดเดี่ยวโลงนี้กลับปรากฏอยู่บนเขาทางเหนืออย่างน่าประหลาด ทั้งไม่มีสุสานและป้าย ตัวโลงเป็นสีแดงโลหิต

พวกเขาไหนเลยจะกล้าแตะต้องอีก รีบกลบดินกลับตามเดิม แต่สายเกินไปเสียแล้ว นับตั้งแต่วันนั้นก็เกิดเรื่องประหลาดในสกุลเฉินไม่หยุดหย่อน

“เริ่มจากลูกสะใภ้ผู้นั้นของข้า” เศรษฐีเฉินคร่ำครวญ “พอได้รับความตกใจก็กระเทือนถึงเด็กในครรภ์ ต่อมาก็แท้ง จากนั้นก็เป็นบุตรชายคนโตของข้า เพื่อบำรุงร่างกายภรรยา เขาจึงขึ้นเขาไปหายา สุดท้ายพลัดลื่นตกเขา ตอนที่เราไปพบ เขาก็กลายเป็นร่างไร้ลมหายใจแล้ว…เฮ้อ!” เขาถอนหายใจยาวทีหนึ่ง สะอื้นจนไม่อาจเล่าต่อได้อีก ได้แต่โบกมือ

ฟูเหรินผู้เฒ่าเฉินเองก็หยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตาไม่หยุด “ฟูจวินข้ากล่าวไม่ผิด หลังจากนั้นไม่กี่เดือนก็เกิดเรื่องกับบุตรของข้าทีละคน หากไม่หายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอย ก็ไม่มีชีวิตอยู่…บุตรชายสี่คน สามคนล้วนไม่อยู่แล้ว!”

ฉู่หว่านหนิงนิ่วหน้า สายตากวาดผ่านสามีภรรยาสกุลเฉินไปตกอยู่บนร่างบุตรชายคนเล็กที่สีหน้าขาวซีดผู้นั้น เขาดูอายุไล่เลี่ยกับโม่หราน สักสิบห้าสิบหกปี หน้าตาหล่อเหลาหมดจด ทว่าความหวาดกลัวทำให้ใบหน้าของเขาค่อนข้างเหยเก

ซือเม่ยถาม “พวกท่านพอจะเล่าได้หรือไม่ บุตรที่เหลือ…หายตัวไปอย่างไร”

“เฮ้อ คนรองถูกงูกัดระหว่างไปตามหาพี่ชายเขา งูตัวนั้นก็เป็นงูธรรมดา ไม่มีพิษ ตอนนั้นจึงไม่มีผู้ใดสนใจ แต่ผ่านไปไม่กี่วัน เขากำลังกินข้าว จู่ๆ ก็ล้มลงดื้อๆ จากนั้นก็…ฮือๆๆ ลูกชายข้า…”

ซือเม่ยถอนหายใจ เอ่ยอย่างไม่อาจอดกลั้น “เช่นนั้น ที่ศพคงมีร่องรอยถูกพิษ?”

“เฮ้อ พิษที่ไหนกัน ครอบครัวเราต้องถูกคำสาปแน่นอน! บุตรคนก่อนๆ ล้วนจากไปหมดแล้ว คนต่อไปก็คือคนเล็ก! คนเล็กแล้ว!”

ฉู่หว่านหนิงนิ่วหน้า สายตาจับอยู่ที่ร่างฟูเหรินผู้เฒ่าเฉินอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าคนต่อไปจะต้องเป็นบุตรคนเล็ก ไยจึงมิใช่ตัวท่านเอง หรือว่าผีร้ายตนนี้เอาชีวิตบุรุษเท่านั้น”

บุตรคนเล็กของสกุลเฉินนั่งห่อตัวอยู่ตรงนั้น ขาสั่นระริก ตาบวมเป่งเป็นลูกท้อ พอเอ่ยปาก น้ำเสียงก็แหลมแปร่งหู “เป็นข้า! เป็นข้า! ข้ารู้! คนในโลงแดงมาหาแล้ว! เขามาหาข้าแล้ว! ท่านนักพรต ท่านนักพรตช่วยข้าด้วย! ท่านนักพรตช่วยข้าด้วย!”

เขาเริ่มควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ พุ่งเข้ามากอดขาฉู่หว่านหนิง

ฉู่หว่านหนิงไม่ชอบให้คนแปลกหน้ามาสัมผัสตัว จึงเบี่ยงหลบทันที เงยหน้าขึ้นมองไปยังฟูเหรินของเศรษฐีเฉิน “เกิดอะไรขึ้นกันแน่”

สามีภรรยาทั้งสองสบตากัน ก่อนเอ่ยเสียงสั่นเครือ “ในเรือนนี้มีที่แห่งหนึ่ง เรา…เรามิกล้าเข้าไปอีก…ท่านนักพรตเห็นแล้วก็จะทราบเอง ชั่วร้ายจริงๆ ชั่ว…”

ฉู่หว่านหนิงขัดจังหวะ “ที่ใด”

สองสามีภรรยาลังเลครู่หนึ่ง จึงยื่นมือชี้ไปยังศาลบรรพชนในเรือนอย่างกล้าๆ กลัวๆ “เป็นที่นั่น…”

ฉู่หว่านหนิงเดินนำไปก่อน โม่หรานกับซือเม่ยตามหลัง คนสกุลเฉินรั้งท้ายอยู่ห่างๆ

เมื่อผลักประตูออก ภายในก็เหมือนศาลบรรพชนของตระกูลใหญ่ ป้ายวิญญาณหลายแถววางเรียงรายแน่นขนัด เทียนฉางหมิง[11]

ป้ายวิญญาณทั้งหมดในที่นี้ล้วนสลักและทาด้วยสีเหลือง จารชื่อผู้ล่วงลับเอาไว้ และจัดวางตำแหน่งตามลำดับในตระกูล

ป้ายวิญญาณเหล่านี้จารึกไว้อย่างเป็นระเบียบยิ่งนัก ระบุว่าเป็นบรรพบุรุษคนใดรุ่นใด

ทว่ามีเพียงป้ายวิญญาณที่วางอยู่ตรงกลางที่มิได้สลักตัวอักษรทาสี เพียงเขียนด้วยอักษรสีแดงสดแถวหนึ่ง

‘ดวงวิญญาณของเฉินเหยียนจี๋’

‘ตั้งโดยผู้มีชนม์ เฉินซุนซื่อ’

อาจเพราะยังมีความหวังอยู่นิดๆ คนสกุลเฉินที่หลบอยู่ด้านหลังนักพรตมองไปยังศาลบรรพชนที่แขวนผ้าไหมขาวพลิ้วสะบัดอย่างขลาดกลัว ทว่าเมื่อมองไปยังอักษรสีเลือดบนป้ายวิญญาณนี้อีกครั้ง ก็เข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นทันที

ฟูเหรินผู้เฒ่าเฉินร้องไห้โฮ สีหน้าของบุตรชายคนเล็กขาวซีดจนเหมือนคนตาย

ป้ายนี้ ประการแรก เขียนไม่ตรงตามขนบ ประการที่สอง ตัวอักษรบนป้ายฉวัดเฉวียนโย้เย้ คล้ายคนฝืนเขียนยันต์กันผีขณะกำลังง่วงงุน ลายมือหวัดจนแทบยากจำแนก

ซือเม่ยหันมาถาม “เฉินเหยียนจี๋คือผู้ใด”

บุตรชายคนสุดท้องของสกุลเฉินร้องไห้อยู่ด้านหลังเขา เอ่ยเสียงสั่น “เป็น…เป็นข้า”

เศรษฐีเฉินร้องไห้คร่ำครวญ “ท่านนักพรต เรื่องเป็นเช่นนี้ หลังจากบุตรคนรองจากไปแล้ว เราก็พบ…พบว่าศาลบรรพชนมีป้ายวิญญาณเพิ่มขึ้นมาป้ายหนึ่ง ชื่อที่เขียนบนป้ายล้วนเป็นชื่อของคนในครอบครัวเรา ขอเพียงมีชื่อปรากฏ ภายในเจ็ดวัน คนผู้นั้นต้องพบหายนะ! ตอนชื่อของเจ้าสามปรากฏบนป้าย ข้าขังเขาไว้ในห้อง โปรยเถ้ากำยานไว้นอกประตูห้อง เชิญคนมาทำพิธี ลองหมดทุกหนทางแล้ว แต่พอถึงวันที่เจ็ด! เขาก็ยังตาย…ตายไปเช่นนั้นโดยไร้สาเหตุ!”

เขายิ่งพูดก็ยิ่งสะเทือนใจ ยิ่งเล่าก็ยิ่งหวาดกลัว คุกเข่ากระแทกพื้นเสียงดัง “ข้าผู้แซ่เฉินไม่เคยทำเรื่องผิดศีลธรรม เหตุใดสวรรค์ต้องทำกับข้าเช่นนี้! เพราะเหตุใด”

ซือเม่ยมองดูจนเศร้าสลด รีบปลอบโยนนายผู้เฒ่าที่ร้องไห้จะขาดใจผู้นี้ พลางเงยหน้าขึ้นตะโกนเบาๆ “อาจารย์ ท่านดูนี่สิ…”

ฉู่หว่านหนิงมิได้หันไป เขายังคงมองป้ายวิญญาณแผ่นนั้นอย่างสนอกสนใจ ราวกับบนป้ายวิญญาณมีดอกไม้บานกระนั้น

จู่ๆ ฉู่หว่านหนิงก็ถามขึ้นว่า “ผู้มีชนม์ เฉินซุนซื่อ คือท่านหรือ ฟูเหรินผู้เฒ่าเฉิน”


[1] “โหยวฉา” เป็นเครื่องดื่มที่คนส่านซีนิยมดื่มอุ่นกระเพาะกันในยามเช้ามาตั้งแต่สมัยโบราณ ทั้งยังเป็นของขึ้นชื่อประจำท้องถิ่นด้วย ส่วนประกอบหลักคือ แป้ง นำไปคั่วในกระทะ เติมเนย หรือไขมันสัตว์ (ไขมันหมู หรือไขมันวัว แล้วแต่ชอบ) ธัญพืชห้าชนิด (โหงวยิ้ง) เป็นต้น เติมน้ำ ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาล ตามชอบ คนจนส่วนผสมหนืดเข้ากัน เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยดับกระหาย ไล่ความหนาว

[2] เรียกกรรมวิธีการใส่กรอบชิ้นงานศิลปะจำพวกภาพวาด อักษรศิลป์ โดยนำมาติดกับแผ่นกระดาษ หรือผ้าไหม เพื่อให้ดูประณีตสวยงาม และคงทน จากนั้นแขวนประดับไว้บนฝาผนัง

[3] ไม้พะยูงไหหลำ

[4] ชื่อ “ไฉ่เตี๋ย” แปลว่า ผีเสื้อหลากสี

[5] เครื่องเป่า ลักษณะคล้ายแตร ใช้เป่าในงานเฉลิมฉลอง ขบวนแห่ หรือใช้เพื่อจุดประสงค์ทางการทหาร

[6] พลังจักรวาลที่เป็นขั้วตรงข้ามกับ “หยาง” แทนถึงความดำมืด ความสงบนิ่ง ความเงียบ เป็นต้น

[7] “จื่อฮู่” เป็นศิลปะทำเครื่องกระดาษของลัทธิเต๋า จัดเป็นงานฝีมือพิธีกรรมประเภทหนึ่ง โดยทำเป็นสิ่งของปัจจัยต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องบูชาในพิธีบวงสรวง หรือในพิธีศพ วัสดุประกอบด้วยกระดาษสีสันต่างๆ กับกาว รวมเรียกว่า “จื่อจา” และโครงไม้ไผ่ที่ขึ้นโครงเป็นรูปต่างๆ ที่ต้องการ ทั้งสิ่งของเครื่องใช้ รวมไปถึงคนรับใช้ เป็นต้น

[8] หมายถึง หลักเฟิงสุ่ย (ฮวงจุ้ย)

[9] 囍 คืออักษร “สี่” (喜) สองตัว สื่อความหมายถึง ความสุขทบทวีที่นิยมใช้ในงานแต่งงาน

[10] หรือเรียกอีกอย่างว่า “สามหนังสือหกพิธีการ” ซึ่งเป็นขั้นตอนการแต่งงานของจีนอย่างครบถ้วนตามธรรมเนียม สามหนังสือ ได้แก่ หนังสือหมั้นหมาย หนังสือแสดงสินสอด หนังสือรับตัวเจ้าสาว หกพิธีการ ได้แก่ สู่ขอ ขอวันเดือนปีเกิด เสี่ยงทาย มอบสินสอด ขอฤกษ์ รับเจ้าสาว

[11] “ฉางหมิง” มีความหมายว่า สว่างไสวตลอดกาล เป็นธรรมเนียมในการจุดตะเกียงหรือเทียนทิ้งไว้ให้สว่างตลอดเวลา จนกว่าน้ำมันจะแห้งหรือดับไปเอง

ขอบคุณนักอ่านทุกท่านสำหรับการติดตามทดลองอ่าน
ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
แล้วพบกันในเล่มนะคะ

ใส่ความเห็น