[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา ตอนที่ 9 : ตัวข้าหาใช่นักแสดงไม่

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

——————————————————————————

9

ตัวข้าหาใช่นักแสดงไม่

รสนิยมของฉู่หว่านหนิงย่ำแย่ยิ่งนัก

จืดชืด น่าเบื่อ ชวนสิ้นหวัง

ลองดูสิ่งที่วางอยู่เต็มชั้นวางนี้ ล้วนเป็นตำราบ้าบออะไรกัน!

บันทึกภาพข่ายอาคมบรรพกาล สมุดภาพพืชพรรณประหลาด เพลงพิณสำนักหรูเฟิงแห่งหลินอี๋ บันทึกรวบรวมพันธุ์พืช…สิ่งที่นับว่าเป็นความบันเทิงเพียงหนึ่งเดียวคงมีแต่ บันทึกท่องสู่จง บันทึกอาหารปาสู่ ไม่กี่ฉบับ

โม่หรานเลือกตำราที่ค่อนข้างใหม่มาสองสามฉบับ เห็นชัดว่าฉู่หว่านหนิงไม่ค่อยได้อ่านบ่อยนัก เขาจึงเอามาลบตัวอักษรด้านในออก แล้ววาดภาพลามกทับลงไปจำนวนหนึ่ง

เขาวาดพลางคิดพลาง หึๆ ตำราที่นี่มีทั้งหมดไม่หนึ่งหมื่นก็แปดพัน กว่าฉู่หว่านหนิงจะพบว่าหลายเล่มในนั้นถูกเปลี่ยนเป็นภาพลามก ก็ไม่รู้ว่าเป็นวันใดปีใดแล้ว ถึงตอนนั้น เขาต้องไม่รู้แน่ว่าเป็นฝีมือผู้ใด ได้แต่โกรธขึ้ง ยอดเยี่ยมจริงๆ

คิดไปคิดมาก็อดกอดตำราหัวเราะหึๆ ออกมามิได้

โม่หรานวาดภาพทับลงบนตัวอักษรไปสิบกว่าเล่ม ใช้จินตนาการอันบรรเจิด วาดออกมาเป็นภาพเร้าอารมณ์อะไรต่อมิอะไร ฝีพู่กันนั้นเรียกได้ว่าทั้งทรงพลังทั้งพลิ้วไหว สวยสง่ายิ่งนัก หากมีคนมาหยิบยืมตำราจากผู้อาวุโสอวี้เหิง แล้วบังเอิญยืมตำราเหล่านี้เข้าพอดี คาดว่าคงได้โจษขานกันดังต่อไปนี้…

‘ผู้อาวุโสอวี้เหิงหน้าเนื้อใจเสือ แอบสอดแทรกภาพชายหญิงเสพสังวาสไว้ในเคล็ดวิชาชำระจิต!’

‘ผู้อาวุโสอวี้เหิงไม่เหมาะเป็นอาจารย์ ในเพลงกระบี่มีหนังสือภาพหลงหยางต้วนซิ่ว[1]!

‘เป๋ยโต่วเซียนจุนอะไรกัน เดรัจฉานสวมเสื้อผ้าชัดๆ!’

โม่หรานยิ่งคิดยิ่งตลก สุดท้ายก็เอามือกุมท้อง ถือพู่กันกลิ้งไปมาบนพื้น มีความสุขจนถีบขาส่งเดช แม้กระทั่งมีคนมาถึงที่หน้าประตูหอตำราแล้ว เขาก็ยังไม่สังเกตเห็น

ด้วยเหตุนี้ ตอนที่ซือเม่ยเดินมาถึง ภาพที่เห็นคือโม่หรานกำลังกลิ้งเกลือกอยู่ท่ามกลางกองตำรา หัวเราะจนเป็นบ้าเป็นหลัง

ซือเม่ย “…อาหราน นี่เจ้ากำลังทำอะไรอยู่”

โม่หรานชะงัก ผุดลุกขึ้นนั่งทันที ปิดภาพลามกเหล่านั้นอย่างลนลาน ปั้นหน้าให้เป็นผู้เป็นคน “ถู…ถูพื้นน่ะ”

ซือเม่ยกลั้นหัวเราะ “เอาเสื้อผ้าถูพื้น?”

“แค็กๆ นี่เป็นเพราะหาผ้าขี้ริ้วไม่ได้ ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว ซือเม่ย ดึกดื่นแล้วท่านมาได้อย่างไร”

“ข้าไปหาเจ้าที่ห้องแล้วไม่เจอ พอถามคนอื่น จึงรู้ว่าเจ้าอยู่กับอาจารย์ที่นี่” ซือเม่ยเข้าไปในหอตำรา ช่วยโม่หรานเก็บตำราที่กองเต็มพื้นเหล่านั้น ยิ้มอย่างอ่อนโยน “ไม่มีอะไรทำ เลยมาเยี่ยมเจ้าสักหน่อย”

โม่หรานดีใจยิ่งนัก ซ้ำยังตื่นเต้นไม่นึกว่าจะได้รับความสำคัญเช่นนี้ เขาเม้มริมฝีปาก คนกะล่อนมาโดยตลอด กลับเอ่ยคำพูดไม่ออกอยู่บ้าง

“เช่นนั้น…เอ่อ…เช่นนั้นท่านนั่งก่อน!” โม่หรานดีใจจนหมุนไปหมุนมาอยู่ที่เดิมนานสองนาน ออกอาการประหม่าอยู่บ้าง “ข้า…ข้าไปรินชามาให้”

“ไม่ต้อง ข้ามาเงียบๆ หากอาจารย์รู้เข้า คงเป็นเรื่องแน่”

โม่หรานเกาศีรษะ “จะว่าไปก็ใช่…” คนวิปริตฉู่หว่านหนิงผู้นั้น! ช้าเร็วข้าต้องโค่นเขาให้ได้ จะไม่ยอมถูกกดขี่ข่มเหงอยู่ใต้อำนาจเขาอีก!

“เจ้าคงยังมิได้กินข้าวเย็นกระมัง ข้านำอาหารมาให้เจ้าด้วย”

โม่หรานดวงตาลุกวาว “เกี๊ยวมังกร?”[2]

“พรืด เจ้าไม่เบื่อหรือไร ข้าไม่ได้นำเกี๊ยวมา ศาลาหงเหลียนอยู่ไกล เกรงว่าถ้านำมา กว่าจะถึงนี่คงติดกันเป็นก้อนเสียก่อน นี่…เป็นกับข้าวเล็กๆ น้อยๆ เจ้าลองดูว่าถูกปากหรือไม่”

ซือเม่ยวางกล่องสำรับไว้ด้านข้างแล้วเปิดออก ข้างในมีกับข้าวปรุงด้วยพริกจนแดงฉาน มีหูหมูผัดจานหนึ่ง หมูเส้นผัดเปรี้ยวหวานจานหนึ่ง ไก่ผัดพริกถั่วลิสงจานหนึ่ง ยำแตงกวาทุบ แล้วก็ข้าวชามหนึ่ง

“เอ๋ ใส่พริกหรือ”

“กลัวเจ้าตะกละเกินไป จึงใส่ไปเล็กน้อย” ซือเม่ยยิ้ม เขากับโม่หรานล้วนชอบกินอาหารรสจัด ย่อมเข้าใจความจริงที่ว่า “ไม่เผ็ดไม่ถึงใจ” ดี

“เพียงแต่บาดแผลเจ้ายังไม่หายสนิท ข้าไม่กล้าใส่เยอะเกินไป แค่ใส่พอชูรสชาติเท่านั้น ดีกว่าไม่มีสีแดงๆ เลย”

โม่หรานกัดตะเกียบยิ้มหน้าบานจนเห็นลักยิ้มหวานปานน้ำผึ้งใต้แสงเทียน “อา! ซาบซึ้งจนอยากร้องไห้!”

ซือเม่ยกลั้นหัวเราะ “รอเจ้าร้องไห้เสร็จอาหารก็เย็นชืดหมด กินเสร็จก่อนค่อยร้อง”

โม่หรานส่งเสียงโห่ร้องทีหนึ่ง แล้วลงตะเกียบด้วยความรวดเร็ว

เขากินอย่างตะกรุมตะกรามเหมือนสุนัขหิวโหย ฉู่หว่านหนิงมักทนดูการกินที่เหมือนเจอผีของเขาไม่ได้ แต่ซือเม่ยไม่เคยรังเกียจเลย

ซือเม่ยอ่อนโยนเสมอ เพียงแค่ยิ้มแล้วบอกให้เขากินช้าลงหน่อย พลางยื่นชาถ้วยหนึ่งมาให้ ไม่นานจานชามก็ว่างเปล่าเกลี้ยงเกลา โม่หรานลูบท้อง พรูลมหายใจยาว หรี่ตาพลางว่า “หนำใจ…”

ซือเม่ยถามคล้ายไม่ใส่ใจ “เป็นเกี๊ยวมังกรอร่อย หรือว่ากับข้าวเหล่านี้อร่อย”

สำหรับโม่หรานแล้ว เรื่องกินเป็นสิ่งที่เขาหลงใหลเหมือนดั่งรักแรก ชวนลุ่มหลงยิ่งนัก เขาหันมา ดวงตาดำขลับอ่อนโยนมองซือเม่ย จากนั้นก็ยิ้มแป้น “เกี๊ยวมังกร”

“…” ซือเม่ยยิ้มพลางส่ายหน้า สักพักจึงเอ่ย “อาหราน ข้าช่วยเจ้าเปลี่ยนยาดีกว่า”

ยาขี้ผึ้งนี้ หวังฟูเหรินเป็นผู้ปรุงขึ้น

ในอดีตหวังฟูเหรินเคยเป็นศิษย์ของ “กูเย่ว์เยี่ย” แห่งสำนักเซียนปรุงโอสถ วิชายุทธ์ของฟูเหรินไม่แข็งแกร่ง ไม่ชอบการฆ่าฟัน แต่นางชื่นชอบวิชาแพทย์ยิ่งนัก ยอดเขาสื่อเซิงมีสวนสมุนไพรแห่งหนึ่ง นางปลูกสมุนไพรล้ำค่าไว้ที่นั่นมากมายด้วยมือตนเอง ด้วยเหตุนี้ในสำนักจึงไม่เคยขาดแคลนยารักษาแผล

โม่หรานถอดเสื้อออก หันหลังให้ซือเม่ย บาดแผลที่หลังยังเจ็บแปลบเป็นพักๆ แต่พอนิ้วมืออุ่นของซือเม่ยจุ่มยาขี้ผึ้งทาลงบนบาดแผลทีละน้อย โม่หรานก็ค่อยๆ ลืมความเจ็บปวด ทว่าจิตใจกลับฟุ้งซ่านขึ้นมานิดๆ

“เสร็จแล้ว” ซือเม่ยพันผ้าพันแผลให้โม่หราน แล้วผูกปมอย่างประณีต “สวมเสื้อได้”

โม่หรานได้สติกลับมา เหลือบมองซือเม่ยแวบหนึ่ง ภายใต้แสงเทียนสลัวราง ผิวของซือเม่ยขาวผ่องราวหิมะ ดูเย้ายวนชวนหลงใหลยิ่งกว่าเดิม เขามองจนปากคอแห้ง ไม่อยากสวมเสื้อผ้าเลยจริงๆ ทว่าหลังจากละล้าละลังอยู่สักพัก ก็ก้มหน้า สวมเสื้อชั้นนอกอย่างรวดเร็ว

“ซือเม่ย”

“หืม?”

ในหอตำรารโหฐานที่ปิดมิดชิดและปลีกวิเวกเช่นนี้ บุรุษสองคนอยู่ด้วยกันตามลำพัง ช่างเป็นบรรยากาศที่ดียิ่ง เดิมโม่หรานคิดจะพูดอะไรที่ชวนฝันหวานซึ้งสักหน่อย ทว่าจนใจที่เขาเป็นคนไม่รู้หนังสือที่ตั้งชื่อรัชศกของตนว่า “จี่ป้า” จึงได้แต่ทนอัดอั้นอยู่นานสองนาน จนสุดท้ายก็หน้าตาแดงก่ำเหมือนถุงหนังที่พองลมเจียนระเบิด โพล่งออกไปได้เพียง “ท่านช่างดีจริงๆ”

“เรื่องเล็กน้อย ล้วนเป็นเรื่องสมควร”

“ข้าเองก็จะดีต่อท่านให้มากๆ” โม่หรานควบคุมน้ำเสียงจนราบเรียบยิ่ง ทว่าฝ่ามือชื้นเหงื่อไปหมด สุดท้ายก็เผยความในใจที่โถมถั่งดั่งคลื่นทะลักออกมา “รอให้ข้าเก่งกาจขึ้นวันใด จะไม่มีผู้ใดรังแกท่านได้ ไม่เว้นแม้แต่อาจารย์”

ซือเม่ยไม่รู้ว่าเหตุใดจู่ๆ โม่หรานจึงเอ่ยเช่นนี้ เขาอึ้งไปเล็กน้อย ทว่ายังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ดีสิ เช่นนั้นภายหน้าต้องพึ่งพาอาหรานแล้ว”

“อื้มๆ…”

โม่หรานรับคำเสียงงึมงำ กลับถูกสายตาเย้ายวนของซือเม่ยจู่โจมจนยิ่งประหม่า ไม่กล้ามองเขาอีก จึงก้มหน้าหลบตา

กับคนผู้นี้ เขาระมัดระวังใส่ใจเสมอมา ถึงขั้นหมกมุ่นเลยทีเดียว

“เอ๋ อาจารย์ให้เจ้าเช็ดตำรามากเพียงนี้เชียว? ซ้ำยังต้องจัดหมวดหมู่ทั้งคืนด้วย?”

ต่อหน้ายอดดวงใจ โม่หรานให้ตายก็ยอมเสียหน้าไม่ได้ “พอไหว เร่งมือสักหน่อยก็ทันเวลา”

“ข้าช่วยเจ้าดีกว่า”

“จะได้อย่างไร หากอาจารย์รู้เข้า ท่านจะถูกลงโทษไปด้วย” น้ำเสียงเด็ดเดี่ยวยิ่ง “ดึกแล้ว ท่านรีบกลับไปพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ยังมีฝึกช่วงเช้าอีก”

ซือเม่ยจูงมือเขา พลางหัวเราะเสียงเบา “ไม่เป็นไร อาจารย์ไม่รู้หรอก เราแอบๆ…”

ยังไม่ทันกล่าวจบ ก็ได้ยินเสียงเยียบเย็นดังขึ้น

“แอบอะไร”

ฉู่หว่านหนิงออกมาจากห้องประกอบกลไกตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ สีหน้าเยือกเย็น นัยน์ตาหงส์ราวกับจับน้ำแข็ง เขาสวมชุดขาวกระจ่างดูเย็นเยียบ ยืนอยู่หน้าประตูหอตำรา ท่าทางน่าสะพรึง มองมาที่พวกเขาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ สายตาจับอยู่ที่มือที่จับจูงกันของทั้งคู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าไป

“ซือหมิงจิ้ง โม่เวยอวี่ พวกเจ้าขวัญกล้านัก”

ซือเม่ยหน้าซีดเผือด ปล่อยมือจากโม่หรานทันที เอ่ยเสียงเบาเหมือนยุง “อาจารย์…”

โม่หรานเองก็ลอบอุทานในใจว่าแย่แล้ว ก้มหน้าลง “อาจารย์”

ฉู่หว่านหนิงเดินเข้ามา ไม่สนใจโม่หราน แต่ก้มหน้ามองซือเม่ยที่คุกเข่าอยู่บนพื้น เอ่ยเสียงเรียบว่า “ศาลาหงเหลียนเต็มไปด้วยข่ายอาคม เจ้าคิดว่าเข้ามาโดยไม่รายงานแล้วข้าจะไม่รู้หรือ”

ซือเม่ยโขกศีรษะด้วยความลนลาน “ศิษย์สำนึกผิดแล้ว”

โม่หรานเริ่มร้อนรน “อาจารย์ ซือเม่ยเพียงแค่มาเปลี่ยนยาให้ข้า กำลังจะไปเดี๋ยวนี้ โปรดอย่าตำหนิเขา”

ซือเม่ยเองก็ร้อนรน “อาจารย์ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับศิษย์น้อง เป็นความผิดของศิษย์เอง ศิษย์ยินดีรับโทษ”

“…”

ใบหน้าของฉู่หว่านหนิงเขียวคล้ำ

เขาเอ่ยเพียงไม่กี่คำ สองคนนี้ก็ร้อนรนแก้ต่างให้กัน เห็นเขาเป็นยักษ์เป็นมาร เป็นศัตรูที่มีร่วมกัน ฉู่หว่านหนิงนิ่งเงียบครู่หนึ่ง ฝืนข่มไม่ให้คิ้วกระตุก ขณะเอ่ยเสียงเฉยชา “สหายร่วมสำนักรักใคร่เห็นใจกัน ช่างน่าซาบซึ้งนัก ดูเหมือนในห้องนี้จะมีเพียงข้าที่เป็นคนสามานย์”

โม่หราน “อาจารย์…”

“…ไม่ต้องมาเรียกข้า”

ฉู่หว่านหนิงสะบัดแขนเสื้อ ไม่พูดอะไรอีก โม่หรานเองก็ไม่รู้ว่าเขาเป็นอะไรไป เหตุใดจึงฉุนเฉียวเช่นนี้ ได้แต่เดาว่าฉู่หว่านหนิงคงเกลียดที่เห็นคนอื่นมายื้อๆ ยุดๆ กันอยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นการยื้อยุดกันในนัยใด ก็คงเป็นมลทินแก่ดวงตาเขาไปเสียหมด

สามคนเงียบกันไปนาน

ทันใดนั้น ฉู่หว่านหนิงก็หันกายผละจากไป

ซือเม่ยเงยหน้าขึ้น ขอบตาเริ่มแดง เอ่ยอย่างทำตัวไม่ถูก “อาจารย์?”

“เจ้าไปคัดกฎสำนักสิบจบ กลับไปเถอะ”

ซือเม่ยหลุบตา ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงรับคำเสียงเบา “…ขอรับ”

โม่หรานยังคุกเข่าอยู่ที่เดิม

ซือเม่ยลุกขึ้นยืน มองโม่หรานอย่างละล้าละลัง สักพักก็คุกเข่าลงอีกครั้ง วิงวอนฉู่หว่านหนิง

“อาจารย์ บาดแผลของศิษย์น้องโม่เพิ่งหายดี ศิษย์บังอาจขอร้องอาจารย์ ได้โปรดอย่าให้เขาต้องลำบากเกินไปเลย”

ฉู่หว่านหนิงไม่เอ่ยคำ เขายืนเดียวดายอยู่ใต้โคมแขวนที่แสงเทียนวูบไหว ผ่านไปครู่หนึ่งก็หันหน้ามา เห็นเพียงคิ้วกระบี่คมกริบ แววตาวาวโรจน์ เอ่ยเสียงเกรี้ยว “พูดพล่ามอะไรให้มากความ ยังไม่ไปอีก?!”

เดิมฉู่หว่านหนิงรูปโฉมหล่อเหลาล้นเหลือ แต่ขาดความอ่อนโยน ยามดุขึ้นมาก็ยิ่งน่ากลัว ซือเม่ยตกใจจนตัวสั่น เกรงว่าหากยั่วโทสะอาจารย์ จะทำให้โม่หรานลำบากไปด้วย จึงรีบค้อมกายถอยไป

หอตำราเหลือเพียงพวกเขาสองคน โม่หรานลอบถอนหายใจ กล่าวว่า “อาจารย์ ศิษย์ผิดไปแล้ว ศิษย์จะจัดหมวดตำราต่อเดี๋ยวนี้”

ฉู่หว่านหนิงเอ่ยโดยไม่หันหน้ามา “หากเจ้าเหนื่อยก็กลับไปเถอะ”

โม่หรานเงยหน้าขึ้นฉับพลัน

ฉู่หว่านหนิงเอ่ยเสียงเย็นชา “ข้าไม่รั้งเจ้า”

เหตุใดจึงใจดีปล่อยข้าไปเช่นนี้ ต้องเป็นอุบายแน่!

โม่หรานเอ่ยอย่างหัวไว “ข้าไม่ไป”

ฉู่หว่านหนิงเงียบไปครู่หนึ่งก่อนแค่นหัวเราะเย็นชา “…ก็ได้ ตามใจเจ้า”

กล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อ หันกายจากไป

โม่หรานอึ้งงัน…ไม่มีอุบาย? คิดว่าฉู่หว่านหนิงจะประทานแส้หลิ่วให้เสียอีก

ยุ่งง่วนจนถึงกลางดึก สุดท้ายก็ทำงานเสร็จ โม่หรานอ้าปากหาวหวอด เดินออกจากหอตำรา

ยามนี้ฟ้ามืดสนิท ห้องนอนของฉู่หว่านหนิงยังเห็นแสงเทียนรุบรู่

เอ๋? ปีศาจน่าชังนั่นยังไม่นอนหรือ

โม่หรานเดินไป ตั้งใจจะบอกลาฉู่หว่านหนิง แต่พอเข้าไปในห้องกลับพบว่าฉู่หว่านหนิงพักผ่อนแล้ว คนความจำย่ำแย่ผู้นี้แค่ลืมดับไฟก่อนนอน

หรือไม่เช่นนั้นก็คงทำงานค้างไว้ แล้วเหนื่อยจนหลับไป โม่หรานมองเทพท่องราตรีที่ประกอบกันเป็นเค้าโครงตรงข้างเตียง ในใจคาดเดาถึงความเป็นไปได้ข้อนี้ สุดท้ายขณะมองปลอกมือโลหะที่ฉู่หว่านหนิงไม่ได้ถอดออก ทั้งในมือยังกำชิ้นส่วนตะขอกลไกครึ่งอันไว้แน่น จึงแน่ใจว่าเป็นเช่นที่คิดจริงๆ

ฉู่หว่านหนิงยามหลับมิได้เคร่งขรึมเย็นชานัก เขานอนอยู่บนเตียงที่เต็มไปด้วยชิ้นส่วนกลไก เลื่อย และขวาน ข้าวของมากมายกองเกลื่อนจนไม่เหลือพื้นที่ให้ซุกกายได้ด้วยซ้ำ เขาจึงต้องขดตัวเล็กยิ่ง นอนคุดคู้ แพขนตาเรียวยาวหลุบลง ดูอ้างว้างอยู่หลายส่วน

โม่หรานจ้องเขาจนใจลอยไปครู่หนึ่ง

วันนี้ฉู่หว่านหนิง…โมโหอะไรกันนะ

หรือแค่โกรธที่ซือเม่ยลอบเข้ามาที่ศาลาหงเหลียน ซ้ำยังคิดว่าเขามาช่วยข้าจัดตำราหรือ

โม่หรานเดินไปหยุดอยู่ข้างเตียง เหลือกตาใส่คนบนเตียงทีหนึ่ง ก่อนจะโน้มตัวไปข้างหูฉู่หว่านหนิง ลองเรียกดูทีหนึ่งด้วยเสียงกระซิบที่เบาแสนเบา “อาจารย์?”

“…อืม…” ฉู่หว่านหนิงแค่นเสียงรับเบาๆ กอดหุ่นกลเย็นเฉียบในอ้อมอกแน่น เขาหลับลึกยิ่งนัก ลมหายใจสม่ำเสมอ ปลอกมือโลหะที่ไม่ได้ถอดออกติดเดือยแหลม หนุนอยู่ข้างใบหน้า แลดูเหมือนกรงเล็บแมวหรือเสือดาว

โม่หรานเห็นว่าเขายังไม่น่าจะตื่นขึ้นมาตอนนี้ จึงผุดความคิด ดวงตาหรี่ลง มุมปากเหยียดเป็นรอยยิ้มชั่วร้าย ก้มลงไปที่ข้างหูของฉู่หว่านหนิง ลดเสียงเบาพลางเรียกหยั่งเชิง “อาจารย์ ตื่นได้แล้ว”

“…”

“อาจารย์?”

“…”

“ฉู่หว่านหนิง?”

“…”

“หึ หลับสนิทจริงๆ” โม่หรานดีใจ เอามือเท้าคางฟุบอยู่ข้างหมอน ยิ้มตาหยีมองเขา “ดีเหลือเกิน ข้าจะได้ฉวยโอกาสคิดบัญชีกับเจ้าเสียตอนนี้เลย”

ฉู่หว่านหนิงไม่รู้ว่ามีคนเตรียมจะคิดบัญชีกับเขา ยังคงหลับสนิท ใบหน้าหล่อเหลาสงบนิ่งยิ่งนัก

โม่หรานวางท่าให้น่าเกรงขาม เสียดายที่เขาเกิดในโรงดนตรีตั้งแต่เล็ก เรียนหนังสือได้ไม่กี่วัน สิ่งที่ติดหูติดตาก็ล้วนเป็นเรื่องวิวาทในตลาดร้านช่องและพวกนิทานเรื่องเล่าต่างๆ ด้วยเหตุนี้แต่ละถ้อยแต่ละคำที่ร้อยเรียงกัน จึงเป็นคำชั้นเลวและน่าขันยิ่งนัก

“บังอาจนัก เจ้าคนกลิ้งกลอกสกุลฉู่ หลอกลวงเบื้องสูง ไม่เห็นเจ้าแผ่นดินในสายตา เจ้ามัน…เอ่อ เจ้ามัน…”

เกาหัวแกรกๆ คิดคำไม่ออกเล็กน้อย ถึงในเวลาต่อมาเขาจะตั้งตนเป็นจอมราชัน ทว่ายามอ้าปากด่าทอ หากมิใช่สบถว่าไอ้ขี้ข้าชั้นต่ำ ก็เป็นไอ้สุนัขรับใช้ แต่คำพูดเหล่านี้ใช้กับฉู่หว่านหนิงล้วนไม่เหมาะ

เค้นความคิดอยู่นานสองนาน พลันนึกถึงคำพูดหนึ่งที่บรรดาพี่สาวในโรงดนตรีพูดติดปาก แม้ไม่ค่อยเข้าใจความหมายนัก แต่ก็เหมือนจะไม่เลว โม่หรานจึงนิ่วหน้า เอ่ยเสียงเกรี้ยว

“เจ้ามันไอ้ขี้ครอกตีนลา[3] ใจจืดใจดำ เจ้ารู้โทษหรือไม่”

ฉู่หว่านหนิง “…”

“หากเจ้าไม่พูด ตัวข้าจะถือว่าเจ้ายอมรับโทษแล้ว!”

ฉู่หว่านหนิงน่าจะรู้สึกหนวกหูบ้างแล้ว จึงแค่นเสียงงึมงำทีหนึ่ง จากนั้นก็กอดหุ่นกลหลับต่อ

“เจ้าทำผิดมหันต์เช่นนี้ ตัวข้าจะลงทัณฑ์เจ้า…เอ่อ ลงทัณฑ์ที่ปาก! หลิวกง!”

พอตะโกนจบตามความเคยชิน ก็นึกขึ้นได้ว่าหลิวกงคือคนเมื่อชาติก่อน

โม่หรานครุ่นคิด ตัดสินใจลดตัวแสดงเป็นบ่าวรับใช้ เอ่ยประจบ “ฝ่าบาท บ่าวเฒ่าอยู่นี่”

จากนั้นก็กระแอมให้คอโล่ง เอ่ยเสียงขรึม “ลงทัณฑ์!”

“น้อมรับบัญชา”

เอาล่ะ ท่องจบแล้ว

โม่หรานถูไม้ถูมือ เริ่ม “ลงทัณฑ์” ฉู่หว่านหนิง

ที่เรียกว่า “ลงทัณฑ์ที่ปาก” อันที่จริงแล้วไม่มีหรอก เป็นสิ่งที่โม่หรานแต่งขึ้นมาเอง

เช่นนั้นลงทัณฑ์ที่ปากที่เขาคิดขึ้นมาควรเป็นการลงทัณฑ์อย่างไรดีเล่า

ทรราชแห่งยุคโม่หรานกระแอมให้คอโล่งอย่างขึงขัง สายตาเย็นเยียบดุดัน ค่อยๆ เขยิบเข้าใกล้ใบหน้าหมดจดเยือกเย็นดุจพุน้ำในหุบเขาน้ำแข็งของฉู่หว่านหนิง เข้าใกล้ริมฝีปากสีซีดนั้นทีละน้อย…ทีละน้อย

จากนั้น…

โม่หรานหยุดชะงัก ถลึงตาจ้องฉู่หว่านหนิง ด่าทีละถ้อยทีละคำ เป็นจังหวะจะโคน

“ฉู่หว่านหนิง ข้าสมสู่แม่เจ้า เจ้ามันใจทมิฬ หินชาติ ไม่มีใครเกิน”

เพียะ เพียะ

เขาทำท่าตบปากกลางอากาศสองที

หึๆ ลงทัณฑ์สำเร็จ!

สบายใจนัก!

โม่หรานกำลังยินดี พลันรู้สึกมีบางสิ่งทิ่มคอ สังหรณ์ใจไม่ดี จึงก้มหน้าลงมอง สายตาพลันสบประสานกับดวงตาหงส์อันสูงส่งเยือกเย็นคู่หนึ่ง

โม่หราน “…”

เสียงฉู่หว่านหนิงเหมือนหยกแตกทะเลสาบน้ำแข็ง บอกไม่ถูกว่าให้กลิ่นอายดั่งเทพเซียนมากกว่า หรือว่าเย็นยะเยือกลึกล้ำมากกว่า “เจ้ากำลังทำอะไร”

“ตัวข้า…ถุย บ่าว…ถุยๆๆ!” ดีที่สองคำนี้เบาเหมือนเสียงยุง ฉู่หว่านหนิงนิ่วหน้าเล็กน้อย คล้ายได้ยินไม่ชัด โม่หรานคิดออกอย่างฉับไว ยกมือตบเพียะๆ แถวใบหน้าฉู่หว่านหนิงสองที

“…”

เผชิญกับสายตาประสงค์ร้ายของอาจารย์ จักรพรรดิแห่งแดนมนุษย์รุ่นก่อนยิ้มเซ่อ รีบติดตีนสุนัข[4]เอ่ยสอพลอ “ศิษย์…ศิษย์กำลังตบยุงให้อาจารย์”


[1] “หลงหยาง” กับ “ต้วนซิ่ว” เป็นคำที่ใช้เรียกชายที่มีพฤติกรรมรักร่วมเพศ ชายรักชาย โดย “หลงหยาง” คือชื่อของชายที่เป็นคนรักคนโปรดของเว่ยหวัง ในยุคจั้นกั๋ว ส่วน “ต้วนซิ่ว” หรือ “ตัดแขนเสื้อ” เป็นเรื่องราวความรักของพระเจ้าฮั่นอายตี้ กับชายรับใช้ชื่อตงเสีย

[2] ในภาษาจีนคือ “หลงเชาโส่ว” คำว่า “เชาโส่ว” (กอดอก) เป็นคำที่คนทางแถบซื่อชวนใช้เรียกเกี๊ยว ส่วน “หลง” แปลว่า มังกร สื่อถึงจักรพรรดิ หลงเชาโส่วเป็นอาหารขึ้นชื่อของเมืองเฉิงตู ในมณฑลซื่อชวน เล่ากันว่าที่มาของหลงเชาโส่ว เกิดจากการที่พ่อครัวชาวเฉิงตู พยายามคิดหาวิธีห่อเกี๊ยวขึ้นโต๊ะเสวย และได้เห็นท่ายืนกอดอกชมทิวทัศน์ของจักรพรรดิ จึงเกิดแรงบันดาลใจจากท่วงท่าอันสง่างามนี้ ใช้แป้งเกี๊ยวแผ่นบางมาห่อไส้เป็นทรงสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด แล้วยกปลายสองข้างของแป้งเกี๊ยวให้เชิดขึ้น จึงเป็นที่มาของอาหารจานนี้

[3] เป็นคำด่าสาบส่งให้ไปผุดไปเกิดซะ เนื่องจากในสมัยโบราณ อุ้งตีนลา โดยเฉพาะอุ้งตีนลาสีดำ ใช้เป็นเครื่องรางปัดเป่าสิ่งอัปรีย์จัญไร

[4] หมายถึง ประจบประแจง

ใส่ความเห็น