[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา ตอนที่ 8 : ตัวข้าถูกลงโทษ

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

——————————————————————————

8

ตัวข้าถูกลงโทษ

โม่หรานนอนเป็นปลาตายอยู่บนเตียงสามวัน บาดแผลเพิ่งสมาน ก็ถูกเรียกตัวให้ไปทำงานหนักที่ศาลาหงเหลียน

นี่เป็นส่วนหนึ่งของบทลงโทษ ในระหว่างที่ถูกกักบริเวณ ห้ามลงเขาเด็ดขาด แต่ก็มิอาจอยู่ว่างๆ ต้องทำงานหนักจิปาถะในสำนัก

โดยปกติแล้ว งานเหล่านี้ก็เป็นงานจำพวก ช่วยท่านป้าโรงเมิ่งผัวล้างจานชาม เช็ดล้างสิงโตหัวเสาศิลาสามร้อยหกสิบห้าตัวบนสะพานไน่เหอ คัดลอกม้วนเอกสารตำราแสนน่าเบื่อ เป็นต้น

แต่ศาลาหงเหลียนเป็นสถานที่ใดนะหรือ ก็คือที่พำนักของคนสารเลวฉู่หว่านหนิง แดนอสูรที่ผู้คนขนานนามว่านรกบัวแดงนั่นเอง

คนบนยอดเขาสื่อเซิงน้อยคนนักที่เคยเข้าไปที่นั่น แต่ทุกคนที่เข้าไป พอออกมา ถ้าไม่ถูกตีแขนหัก ก็ถูกตีขาหัก

ด้วยเหตุนี้เรือนพำนักของฉู่หว่านหนิง นอกจากชื่อ “นรกบัวแดง” แล้ว ยังมีอีกฉายาว่า “ศาลาหักขา”

ในสำนักมีคำพูดเล่นๆ ท่อนหนึ่งกล่าวว่า “ศาลาซ่อนคนงาม คนงามครองเทียนเวิ่น เข้าประตูหักขา จึงรู้ความทุกข์ยามขาหัก[1] ผู้อาวุโสอวี้เหิง ช่วยท่านสะบั้นเส้นลมปราณได้ดีกว่าผู้ใด”

เคยมีศิษย์หญิงไม่กลัวตาย ราคะเทียมฟ้า กล้าใฝ่ปองในความงามของผู้อาวุโสอวี้เหิง ฉวยโอกาสขณะเดือนมืดลมแรง ลอบไปยังยอดเขาทิศใต้ หมอบอยู่บนชายคา หมายแอบดูผู้อาวุโสอาบน้ำผลัดเสื้อผ้า

ผลลัพธ์แค่คิดก็รู้ได้ หญิงผู้กล้าคนนั้นถูกเทียนเวิ่นฟาดเสียปางตาย ร้องหาพ่อเรียกหาแม่ นอนลุกไม่ขึ้นอยู่บนเตียงร้อยกว่าวัน

ทั้งฉู่หว่านหนิงยังบริภาษอย่างรุนแรงว่า หากกล้าล่วงเกินอีก จะควักลูกตาของนางเสีย

เห็นหรือไม่ วาจาไร้มารยาทเพียงใด! เป็นการกระทำที่ไม่เข้าใจความรักเพียงใด! เป็นบุรุษที่น่าโมโหเพียงใด!

เดิมในสำนักมีหญิงสาวโง่เขลาไร้เดียงสาจำนวนหนึ่ง อาศัยว่าตนเป็นสตรี คิดว่าผู้อาวุโสอวี้เหิงคงจะทะนุถนอมเอ็นดู ยามอยู่ต่อหน้าเขามักหัวเราะคิกคัก พยายามดึงดูดความสนใจของผู้อาวุโส ทว่านับตั้งแต่ผู้อาวุโสกำราบอันธพาลหญิง ก็ไม่มีผู้ใดกล้าใช้เล่ห์มายากับเขาอีก

ผู้อาวุโสอวี้เหิงเฆี่ยนตีทั้งชายหญิง ไม่มีบุคลิกของวิญญูชนแม้แต่น้อย นอกจากรูปโฉมชวนมองแล้ว ไม่ว่าที่ใดก็ล้วนใช้ไม่ได้…นี่คือคำวิจารณ์ที่ศิษย์ในสำนักมีต่อฉู่หว่านหนิง

ศิษย์น้องเล็กที่มาส่งสารมองโม่หรานอย่างเห็นอกเห็นใจ ทนแล้วทนอีก สุดท้ายก็ทนไม่ไหว เอ่ยว่า “ศิษย์พี่โม่…”

“หืม?”

“…ผู้อาวุโสอวี้เหิงอารมณ์ร้ายถึงเพียงนั้น คนที่ไปศาลาหงเหลียน ไม่มีสักคนที่ออกมาในสภาพยืนดีๆ ได้ ท่านลองดู มิสู้บอกว่าบาดแผลยังไม่หายดี ขอร้องให้ผู้อาวุโสอวี้เหิงปล่อยท่านไปล้างจานดีกว่า?”

โม่หรานซาบซึ้งในหัวใจพระโพธิสัตว์ของศิษย์น้องผู้นี้ยิ่งนัก แต่ก็ปฏิเสธเขา

ขอร้องฉู่หว่านหนิง?

ช่างเถิด ข้าไม่อยากถูกเทียนเวิ่นปรนนิบัติอีกรอบ

จากนั้นก็สวมเสื้อผ้าอย่างเหนื่อยแรง ลากเท้าอันหนักอึ้งเดินไปยังยอดเขาทิศใต้ของยอดเขาสื่อเซิงอย่างอิดออด

ศาลาหงเหลียน นรกบัวแดง ที่พำนักของฉู่หว่านหนิง ในรัศมีร้อยหลี่ไร้ผู้คนให้พบเห็น

ไม่มีผู้ใดอยากเฉียดกรายสถานที่พำนักของเขา รสนิยมย่ำแย่และอารมณ์แปรปรวนของเขาทำให้คนในสำนักให้ความเคารพเขาอยู่ห่างๆ

โม่หรานกระวนกระวายอยู่บ้าง ไม่รู้ว่าฉู่หว่านหนิงจะลงโทษให้เขาทำอะไร คิดฟุ้งซ่านไปตลอดทางจนมาถึงยอดเขาทิศใต้ หลังจากเดินทะลุป่าไผ่ที่แน่นขนัดแล้ว สระบัวแดงงามตระการกว้างไกลก็ปรากฏต่อสายตา

ยามนี้เป็นเวลาเช้าตรู่ ตะวันขึ้นเบื้องบูรพา สาดจับขอบฟ้าเป็นประกาย เมฆสีเพลิงสะท้อนรับกับบัวแดงใบเขียวละลานตาในสระ ริ้วคลื่นระยิบระยับ ศาลาริมน้ำที่มีระเบียงคดเคี้ยวตั้งเด่นเป็นสง่า ม่านน้ำตกไหลลงจากภูเขาดังซู่ซ่า ฝอยน้ำใสราวผลึกกระเซ็นกระทบผนังหิน ไอน้ำลอยระเหย หมอกแดงเรืองรอง ดูมีเสน่ห์เย้ายวนท่ามกลางความเงียบสงบ

ความรู้สึกที่โม่หรานมีต่อสิ่งนี้คือ

แหวะ!

สถานที่ที่ฉู่หว่านหนิงอาศัย ต่อให้สวยงามสักเพียงใด เขาล้วนอยากอาเจียน!

ดูเอาเถิด หรูหราฟุ่มเฟือยเพียงใด ฟุ้งเฟ้อสุรุ่ยสุร่ายเพียงใด เรือนของพวกศิษย์เบียดเสียดติดกัน พื้นที่ในห้องก็ไม่มาก ผู้อาวุโสอวี้เหิงอย่างเขาช่างประเสริฐนัก คนเดียวยึดภูเขาทั้งลูก ซ้ำยังขุดสระใหญ่สามสระ ปลูกดอกบัวเต็มไปหมด ก็ได้ ถึงจะบอกว่าดอกบัวเหล่านี้ล้วนเป็นสายพันธุ์พิเศษ นำมาหลอมเป็นโอสถทิพย์ได้ แต่ว่า…

ถึงอย่างไรก็ขัดหูขัดตา แทบอยากจะเผาศาลาหักขานี้ให้วอดวาย!

ก็ได้แต่ก่นด่าในใจ เนื่องจากปีนี้ตนยังอายุเพียงสิบหกปี ยังไร้กำลังต่อสู้ตัดสินสูงต่ำกับปรมาจารย์ฉู่ โม่หรานจึงยังต้องมาที่หน้าเรือนพักของฉู่หว่านหนิง ยืนอยู่ตรงประตู พริ้มตาพลางเอ่ยเสียงหวานเลี่ยน

“ศิษย์โม่หราน ขอพบอาจารย์”

“อืม เข้ามา”

ภายในเรือนรกรุงรัง ปีศาจเลือดเย็นฉู่หว่านหนิงสวมชุดคลุมสีขาว สาบเสื้อป้ายสูงถึงคออย่างมิดชิด ดูมีลักษณะของผู้รู้จักระงับยับยั้งใจตนเอง วันนี้เขาเกล้าผมหางม้าสูง สวมปลอกมือโลหะสีดำ กำลังง่วนอยู่กับชิ้นส่วนกลไกกองหนึ่งที่พื้น ปากคาบพู่กันเล่มหนึ่งเอาไว้

เขามองโม่หรานด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ กัดด้ามพู่กันพลางเอ่ยเสียงไม่ชัดว่า “มานี่”

โม่หรานเดินเข้าไป

นี่ออกจะลำบากเล็กน้อย เพราะภายในห้องไม่มีพื้นที่ให้เหยียบยืนได้เลย ทุกแห่งเกลื่อนไปด้วยแบบร่าง เศษไม้ เศษโลหะ

โม่หรานคิ้วกระตุก ชาติก่อนเขาไม่เคยเข้ามาในห้องของฉู่หว่านหนิง จึงไม่รู้ว่าบุรุษรูปงามที่แต่งกายมิดชิดเรียบร้อยผู้นี้จะมีที่อยู่ที่อาศัยรกรุงรัง…อย่างยากบรรยายเช่นนี้

“นี่อาจารย์กำลังทำอะไรอยู่หรือ”

“เทพท่องราตรี”

“คืออะไร”

ฉู่หว่านหนิงเริ่มหงุดหงิด อาจเพราะคาบพู่กันอยู่ จึงไม่สะดวกพูดคุย “เทพท่องราตรี”

โม่หรานมองชิ้นส่วนที่วางระเกะระกะบนพื้น

อาจารย์ผู้นี้ของเขาได้รับการยกย่องเป็นปรมาจารย์ฉู่ ย่อมมิใช่ชื่อเสียงจอมปลอม หากกล่าวจากใจจริง ฉู่หว่านหนิงคือบุรุษผู้ห้าวหาญอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเทพศัสตราทั้งสามของเขา ข่ายอาคมของเขา หรือว่าวิชาควบคุมกลไกของเขา ล้วนสมกับคำว่า “ขั้นสุดยอด” นี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เขาเป็นที่แย่งชิงตัวของสำนักฝึกเซียนใหญ่ๆ จนหัวร้างข้างแตก ทั้งที่เขาอารมณ์ร้ายถึงเพียงนั้น เอาใจยากถึงเพียงนั้น

ส่วน “เทพท่องราตรี” นั่น โม่หรานที่เกิดใหม่อีกครั้งกระจ่างแจ้งดียิ่ง

นั่นคือหุ่นกลประเภทหนึ่งที่ฉู่หว่านหนิงประดิษฐ์ขึ้น ราคาย่อมเยา พลังต่อสู้แข็งแกร่ง สามารถปกป้องคนธรรมดาแห่งโลกบำเพ็ญเพียรระดับล่างไม่ให้ถูกภูตผีรังควานยามราตรีได้

ชาติก่อน เทพท่องราตรีที่สร้างเสร็จสมบูรณ์แทบกลายเป็นหุ่นกลที่ทุกครัวเรือนต้องมี ราคาแต่ละตัวเท่ากับไม้กวาดด้ามหนึ่ง ทว่าใช้ได้ผลดีกว่าทวารบาลที่อ้าปากแสยะเขี้ยวเสียอีก

หลังจากฉู่หว่านหนิงตาย เทพท่องราตรีเหล่านี้ยังคงปกป้องครอบครัวยากจนที่ไม่อาจเชิญนักพรตมาปัดรังควานได้ จิตใจอันกรุณาเช่นนี้ พอเทียบกับความเย็นชาที่ฉู่หว่านหนิงมีต่อเหล่าศิษย์แล้ว…เฮอะๆ ทำให้โม่หรานนึกดูแคลนจริงๆ

โม่หรานนั่งลง มอง “เทพท่องราตรี” ที่ยามนี้ยังเป็นเพียงชิ้นส่วนกลไกกองหนึ่ง เรื่องราวแต่หนหลังพลันวูบผ่านขึ้นมาจากก้นบึ้งหัวใจ เขาหยิบข้อต่อนิ้วมือชิ้นหนึ่งของเทพท่องราตรีขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ถือไว้ในมือพลางพิศดูอย่างละเอียด

ฉู่หว่านหนิงต่อชิ้นส่วนต่างๆ สุดท้ายยื่นมือไปหยิบพู่กันที่คาบไว้ในปากตลอดออกมา ถลึงตาใส่โม่หรานทีหนึ่ง “นั่นเพิ่งทาน้ำมันถง[2] ห้ามแตะ”

“อ้อ…” โม่หรานวางข้อต่อนิ้วมือลง ปรับอารมณ์ให้ยังดูน่ารักไร้พิษสง ยิ้มตาหยีถามว่า “อาจารย์เรียกข้ามา ต้องการให้ข้าช่วยหรือ”

“อืม”

“ทำอะไรหรือ”

“เก็บห้อง”

โม่หรานยิ้มค้าง กวาดตามองห้องที่เหมือนเพิ่งผ่านเหตุแผ่นดินไหวมา “…”

ฉู่หว่านหนิงคืออัจฉริยะด้านวิชาเซียน แต่เป็นคนโง่ด้านการใช้ชีวิต

หลังจากเก็บเศษถ้วยชาแตกที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ใบที่ห้าเสร็จ ในที่สุดโม่หรานก็เหลืออด “อาจารย์ ท่านไม่ได้เก็บกวาดห้องมานานเท่าใดแล้ว สวรรค์ รกถึงเพียงนี้!”

ฉู่หว่านหนิงกำลังดูแผนภาพ พอได้ยินก็เอ่ยโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น “เกือบปีได้”

โม่หราน “…”

“ยามปกติท่านนอนที่ใด”

“อะไรนะ” แผนภาพนั้นคงมีปัญหาเล็กน้อย ฉู่หว่านหนิงถูกรบกวน จึงมีท่าทีหงุดหงิดกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด เขาขยี้ศีรษะตนเอง ตอบด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “ย่อมต้องเป็นบนเตียง”

โม่หรานเหลือบมองสภาพเตียงหลังนั้น บนเตียงมีหุ่นกลสารพัดแบบที่ประกอบสำเร็จกว่าครึ่งแล้วกองสุม ยังมีอุปกรณ์อื่นๆ อย่าง เลื่อย ขวาน และตะไบ แต่ละอย่างเปล่งประกายเย็นยะเยือก คมกริบไร้เทียบเทียม

ร้ายกาจ คนผู้นี้นอนอย่างไรไม่ให้ศีรษะถูกตัดขาด

ยุ่งวุ่นวายอยู่ครึ่งค่อนวัน กวาดขี้เลื่อยและฝุ่นผงบนพื้นไม้กระดานได้สามบุ้งกี๋เต็ม ผ้าขาวเช็ดตู้และชั้นวางตำราจนดำไปสิบกว่าผืน ถึงยามเที่ยงตรงก็เก็บกวาดไปได้ครึ่งหนึ่ง

ไอ้คนเวรตะไลฉู่หว่านหนิง อำมหิตยิ่งกว่าหญิงโฉดจริงๆ

การทำความสะอาดห้องดูเหมือนไม่ใช่การลงโทษที่ร้ายแรงอันใด จะว่าไปก็ไม่เหมือนงานหนัก แต่ใครก็คาดไม่ถึงว่าจะเป็นสถานที่บ้าบอที่ไม่เคยปัดกวาดเช็ดถูมาสามร้อยหกสิบห้าวันเช่นนี้ อย่าว่าแต่เรื่องที่ยังมีบาดแผลอยู่เต็มร่าง ต่อให้เวลานี้ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดี การทรมานเช่นนี้ก็เหนื่อยจนสูบพลังชีวิตไปครึ่งหนึ่ง!

“อาจารย์..”

“หืม?”

“เสื้อผ้าท่านกองนี้…” คงกองไว้สามเดือนแล้วกระมัง

สุดท้ายฉู่หว่านหนิงก็ต่อแขนข้างหนึ่งของเทพท่องราตรีเสร็จ เขานวดไหล่ที่ขัดยอก เหลือบตาขึ้นมองชุดคลุมที่กองเป็นภูเขาเลากาบนหีบเสื้อเหล่านั้น เอ่ยเสียงเย็นชา “ข้าซักเอง”

โม่หรานระบายลมหายใจ…ขอบคุณฟ้าดิน จากนั้นก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “เอ๋? อาจารย์ซักผ้าเป็นด้วยหรือ”

ฉู่หว่านหนิงเหลือบมองเขา ผ่านไปครู่หนึ่งก็เอ่ยเสียงเย็นชา “มีอันใดยาก โยนลงน้ำ แช่ไว้สักพัก หยิบขึ้นมา ตากให้แห้งก็เสร็จแล้ว”

“…” ไม่รู้จริงๆ ว่าถ้าเหล่าแม่นางที่หลงใหลคะนึงหาปรมาจารย์ฉู่เหล่านั้น มาได้ยินคำพูดนี้จะรู้สึกอย่างไร โม่หรานรู้สึกว่าบุรุษที่น่ามองแต่ใช้ไม่ได้ช่างน่ารังเกียจจริงๆ หากเอ่ยออกไปจะมีสตรีสักกี่คนที่ต้องหัวใจสลาย

“เวลาไม่เช้าแล้ว เจ้าตามข้าไปที่โรงอาหารเถอะ ที่เหลือกลับมาค่อยจัดต่อ”

ในโรงอาหารเมิ่งผัว ผู้คนขวักไขว่ เหล่าศิษย์ของยอดเขาสื่อเซิงล้วนกำลังจับกลุ่มกินข้าวกัน ฉู่หว่านหนิงหยิบกับข้าวสองสามอย่างวางบนถาดไม้เคลือบเงา แล้วไปนั่งอยู่ตรงมุมหนึ่งเงียบๆ

ในระยะสิบสองฉื่อ[3] รอบตัวเขา ผู้คนค่อยๆ หายไปจนไม่เหลือ

ไม่มีผู้ใดกล้านั่งใกล้ผู้อาวุโสอวี้เหิงมากเกินไป กลัวว่าเกิดเขาอารมณ์ไม่ดีขึ้นมา จะสะบัดเทียนเวิ่นออกมาหวดใส่ ความจริงฉู่หว่านหนิงเองก็รู้เรื่องนี้ดี เพียงแต่เขาไม่ใส่ใจ คนงามผู้เย็นชาคนหนึ่งนั่งกินอาหารอย่างสงบเงียบเรียบร้อยอยู่ตรงนั้น

เพียงแต่วันนี้ ไม่ค่อยเหมือนเดิม

เขาพาโม่หรานมาด้วย ย่อมต้องนั่งอยู่ด้วยกัน

คนอื่นกลัวเขา โม่หรานเองก็กลัว แต่ถึงอย่างไรก็เป็นคนที่เคยตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ความหวาดกลัวที่มีต่อฉู่หว่านหนิงจึงมิได้รุนแรงนัก

โดยเฉพาะหลังจากความหวาดกลัวเมื่อแรกค่อยๆ สลายไป ความชิงชังที่มีต่อฉู่หว่านหนิงเมื่อชาติก่อนก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมา ฉู่หว่านหนิงร้ายกาจแล้วอย่างไร ชาติที่แล้วก็ตายด้วยมือข้ามิใช่หรือ!

โม่หรานนั่งลงเบื้องหน้าเขา แทะซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานในชามอย่างสงบนิ่งเป็นธรรมชาติ เคี้ยวจุ๊บๆ จั๊บๆ ไม่นานก็คายกระดูกออกมาเป็นกองภูเขาย่อมๆ

ฉู่หว่านหนิงพลันกระแทกตะเกียบกับโต๊ะ

โม่หรานชะงัก

“…เจ้าเลิกทำปากจุ๊บจั๊บ เวลากินข้าวได้หรือไม่”

“ข้าแทะกระดูก ไม่ทำปากจุ๊บจั๊บ แล้วจะแทะอย่างไร”

“เช่นนั้นก็ไม่ต้องแทะกระดูก”

“แต่ข้าชอบแทะกระดูก”

“ไสหัวไปกินด้านข้าง”

เสียงทะเลาะกันของสองคนดังขึ้นเรื่อยๆ มีศิษย์ลอบมองมาทางพวกเขาแล้ว

โม่หรานข่มอารมณ์ไม่ให้คว่ำกะละมังข้าวใส่ศีรษะฉู่หว่านหนิง ริมฝีปากมันย่องเม้มแน่น ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็หยีตาพริ้ม คลี่มุมปากเป็นรอยยิ้มหวาน

“อาจารย์อย่าตะโกนเสียงดังสิ คนอื่นได้ยินจะหัวเราะเราได้”

ฉู่หว่านหนิงหนังหน้าบางเป็นทุนเดิม กดน้ำเสียงเบาลงจริงๆ “ไสหัวไป”

โม่หรานหัวเราะจนแทบหน้าทิ่ม

ฉู่หว่านหนิง “…”

“นี่ อาจารย์ ท่านอย่าถลึงตามองข้าสิ กินข้าวเถอะ กินข้าว ข้าจะพยายามเบาเสียงหน่อย”

โม่หรานหัวเราะจนหนำใจแล้ว ก็เริ่มทำเป็นว่าง่ายรู้ความ เสียงแทะกระดูกเบาลงมากจริงๆ

ฉู่หว่านหนิงชอบให้ใช้ไม้อ่อน เห็นโม่หรานเชื่อฟัง สีหน้าก็ผ่อนคลายลง ไม่แค้นฝังใจอีก ก้มหน้ากินเต้าผู้ผัดผักของตนอย่างสุภาพต่อ

สงบเสงี่ยมอยู่ได้ไม่นาน โม่หรานก็เริ่มเอาอีกแล้ว

เขาเองก็ไม่รู้ว่าตนเองเป็นอะไร สรุปคือชาตินี้พอเห็นฉู่หว่านหนิง ก็อยากจะสร้างความรำคาญยั่วโทสะอีกฝ่าย

ดังนั้นฉู่หว่านหนิงจึงพบว่า แม้โม่หรานจะไม่เคี้ยวเสียงดังแล้ว แต่ว่า…เขาเริ่มใช้มือหยิบซี่โครงมาแทะกิน แทะจนน้ำมันเปรอะเต็มมือ น้ำปรุงรสเลอะเป็นมันย่อง

เส้นเลือดที่ขมับของฉู่หว่านหนิงเต้นตุบๆ …ขันติ

เขาหลุบตาลง ไม่มองโม่หราน ก้มหน้าก้มตากินข้าวของตนเองไป

ไม่รู้เป็นเพราะโม่หรานกินเพลินเกินไปจนลืมตัวหรืออย่างไร ไม่ทันระวัง ก็โยนกระดูกไปตกลงในชามข้าวของฉู่หว่านหนิง

ฉู่หว่านหนิงถลึงตามองซี่โครงที่ถูกเคี้ยวจนแหลกยุ่ยน่าเกลียดชิ้นนั้น บรรยากาศรอบข้างจับแข็งทันทีด้วยความเร็วที่มองเห็นได้

“โม่หราน…!!!”

“อาจารย์…” โม่หรานดูตื่นตระหนก ไม่รู้ว่าท่าทางนั่นเป็นจริงกี่ส่วนเท็จกี่ส่วน “นั่น…เอ่อ ข้าไม่ได้ตั้งใจ”

ก็แปลกแล้ว

“…”

“อาจารย์อย่าเพิ่งโมโหสิ ข้าจะคีบออกให้ท่านเดี๋ยวนี้”

เขาว่าพลางยื่นตะเกียบออกไปจริงๆ จิ้มลงไปในชามข้าวของฉู่หว่านหนิง ควานลงไปคีบกระดูกซี่โครงชิ้นนั้นออกอย่างรวดเร็ว

ฉู่หว่านหนิงหน้าเขียวคล้ำ ท่าทางเหมือนสะอิดสะเอียนจนแทบสลบแล้ว

โม่หรานขนตาสั่นไหว ใบหน้างามฉายแววน้อยอกน้อยใจน่าสงสารอยู่หลายส่วน “นี่อาจารย์รังเกียจข้า?”

“…”

“อาจารย์ ขออภัย”

ช่างเถอะ ฉู่หว่านหนิงคิดในใจ จะถือสาหาความอะไรกับผู้เยาว์

เขากดแรงกระตุ้นที่อยากจะเรียกเทียนเวิ่นมาหวดโม่หรานลงได้ แต่ความอยากอาหารก็หดหายไปด้วยเช่นกัน ลุกขึ้นเอ่ยว่า “ข้าอิ่มแล้ว”

“เอ๋? กินแค่นี้เอง? อาจารย์ ข้าวในชามท่านยังไม่พร่องเลย”

ฉู่หว่านหนิงเอ่ยเสียงเย็นชา “ข้าไม่หิว”

ในใจโม่หรานยินดีปรีดาราวกับดอกไม้บาน ปากยังคงเอ่ยเสียงหวาน “เช่นนั้นข้าก็ไม่กินแล้ว ไป เรากลับนรก…เอ้อ…ศาลาหงเหลียนกัน”

ฉู่หว่านหนิงหรี่ตา “เรา?” แววหยามหยันปรากฏขึ้นในดวงตา “ใครเป็นพวกเดียวกับเจ้า เด็กผู้ใหญ่มีลำดับสูงต่ำ เจ้าพูดจากับข้าให้มันดีๆ”

โม่หรานรับคำขันแข็ง ดวงตาหยีโค้ง ท่าทางว่าง่ายรู้ประสา ซ้ำยังน่ารัก

ทว่าในใจกำลังคิดว่า เด็กผู้ใหญ่มีสูงต่ำ? พูดจากับข้าให้มันดีๆ?

เฮอะๆ หากฉู่หว่านหนิงรู้เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อชาติที่แล้ว เขาคงกระจ่างใจว่า…สุดท้ายใต้หล้านี้ มีเพียงข้าโม่เวยอวี่ต่างหากที่สูงส่ง

ต่อให้ฉู่หว่านหนิงสูงส่งโอหัง ไร้เทียมทานมากกว่านี้ สุดท้ายก็เป็นแค่โคลนเลนใต้รองเท้าเขา ต้องอาศัยการสงเคราะห์จากเขา จึงมีชีวิตอยู่ต่อได้

ทั้งที่ต้องเร่งฝีเท้าไล่ตามอาจารย์ แต่บนใบหน้าของโม่หรานกลับยังประดับรอยยิ้มเจิดจ้า

หากซือเม่ยคือแสงจันทร์นวลผ่องในใจเขา ฉู่หว่านหนิงก็คือเศษก้างปลาหักๆ ที่ติดอยู่ในลำคอเขา เขาจะดึงก้างนี้ออกมาแล้วโยนทิ้ง หรือว่าจะกลืนลงไปให้น้ำย่อยกัดกร่อนก็ย่อมได้

สรุปคือ เกิดใหม่ครั้งนี้ ผู้ใดเขาก็ละเว้นได้

แต่ไม่มีวันละเว้นฉู่หว่านหนิงเด็ดขาด

เพียงแต่ ฉู่หว่านหนิงเองก็เหมือนไม่คิดจะละเว้นเขาง่ายๆ เช่นกัน

โม่หรานยืนอยู่หน้าหอตำราของนรกบัวแดง มองชั้นวางหนังสือห้าสิบแถวสูงสิบชั้น คิดว่าตนเองฟังผิดไป

“อาจารย์ ท่านว่า…อะไรนะ”

ฉู่หว่านหนิงเอ่ยเสียงเรียบ “เช็ดฝุ่นตำราในนี้ให้หมด”

“…”

“เช็ดเสร็จก็จัดหมวดหมู่”

“…”

“พรุ่งนี้เช้าข้าจะมาตรวจ”

“!!!”

อะไรนะ!!! คืนนี้ข้าต้องค้างแรมที่นรกบัวแดงรึ

แต่ว่าข้านัดกับซือเม่ยไว้แล้ว คืนนี้จะให้ซือเม่ยเปลี่ยนยาให้!

เขาอ้าปากหมายต่อรอง แต่ฉู่หว่านหนิงคร้านจะสนใจเขา สะบัดแขนเสื้อ หันกายไปยังห้องประกอบกลไก ซ้ำยังหับประตูห้องอย่างไร้เยื่อใย

โม่หรานที่ถูกล่มนัดจมอยู่ในความเคียดแค้นชิงชังฝังลึกที่มีต่อฉู่หว่านหนิง…เขาคิดจะเผาตำราของฉู่หว่านหนิงให้วอด!

ไม่!

หลังจากคิดดูแล้ว เขาก็ผุดแผนการที่บรรลัยยิ่งกว่าขึ้นมาได้…


[1] ล้อเลียนบทกวีชิวเฟิงฉือ ของหลี่ไป๋ที่ว่า “เข้าประตูหวนคะนึง จึงรู้ความทุกข์ยามหวนคะนึง”

[2] เป็นน้ำมันที่สกัดจากผลของต้นถง มีคุณสมบัติแห้งเร็ว ทนต่ออุณหภูมิสูงและการกัดกร่อน นำมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย ทั้งงานก่อสร้าง ภาพวาด หมึกพิมพ์ เครื่องจักรทางการเกษตร และในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

[3] 1 ฉื่อเท่ากับประมาณ 1 ฟุต

ใส่ความเห็น