ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา ปกเว็บ3

[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา ตอนที่ 3 : ศิษย์พี่ของตัวข้า

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับเป็นฉบับ Uncensored

​————————————————————-

3

ศิษย์พี่ของตัวข้า

อืม…ในเมื่อวิญญาณตนเองกลับมาแล้ว เช่นนั้นพื้นฐานการบำเพ็ญอันแข็งแกร่งเมื่อชาติก่อนจะติดตัวกลับมาด้วยหรือไม่

โม่หรานลองบริกรรมคาถา รับรู้ได้ถึงการโคจรของพลังวิญญาณในร่าง แม้พลังวิญญาณจะเต็มเปี่ยม แต่ก็มิได้แข็งแกร่ง หมายความว่าพื้นฐานการฝึกบำเพ็ญของเขาไม่ได้กลับมาด้วย

แต่ไม่เป็นไร เขาเฉลียวฉลาด ซ้ำยังมีพลังหยั่งรู้สูง อย่างมากเริ่มฝึกปรือใหม่อีกครั้งก็มิใช่เรื่องใหญ่ ยิ่งกว่านั้น การเกิดใหม่เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างใหญ่หลวง แม้จะมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่นั่นก็เป็นเรื่องปกติ โม่หรานคิดเช่นนี้ ไม่นานก็ระงับอารมณ์หม่นมัวและท่าทีดุร้ายของตนเอง เตรียมกลับสู่สำนักด้วยท่าทีลิงโลดเช่นที่เด็กหนุ่มวัยสิบหกพึงมี

กลางฤดูคิมหันต์ทางแถบชานเมือง มีรถม้าวิ่งผ่านเป็นครั้งคราว ล้อรถกลิ้งขลุกๆ ไปบนพื้นถนน ไม่มีผู้ใดสนใจโม่หรานที่ยามนี้เพิ่งมีอายุสิบหกปี

แต่บางครั้งบางคราวก็มีหญิงชาวบ้านที่ง่วนอยู่กับงานในไร่นาเผอิญเงยหน้าขึ้นซับเหงื่อ ครั้นเห็นเด็กหนุ่มที่งดงามเป็นพิเศษผู้หนึ่งเข้า ก็ถึงกับจ้องจนดวงตาลุกวาว

โม่หรานเองก็ยิ้มแย้ม มองตอบอย่างไม่เกรงใจ มองจนสตรีที่มีสามีเหล่านั้นหน้าแดง รีบก้มหน้าลง

ยามโพล้เพล้ โม่หรานมาถึงตำบลอู๋ฉาง ที่นี่ใกล้กับยอดเขาสื่อเซิงยิ่งนัก ตะวันสายัณห์แดงดั่งโลหิต แผดเผาเมฆหมอกขับเน้นยอดเขาสูงตระหง่าน พอลูบท้องก็รู้สึกหิวอยู่บ้าง เขาจึงเข้าไปในหอสุราแห่งหนึ่งอย่างชำนาญเส้นทาง เหลือบมองป้ายอาหารพื้นหลังสีแดงตัวอักษรสีดำที่หน้าตู้ จากนั้นเคาะโต๊ะเก็บเงิน สั่งอาหารอย่างคล่องแคล่ว “จ่างกุ้ย[1] เอายำไก่ทุบ[2]หนึ่งจาน เครื่องในน้ำมันพริกหนึ่งจาน สุราขาวสองชั่ง[3] แล้วก็เนื้อวัวหั่นชิ้นสักจาน”

มีคนแวะพักกินอาหารที่นี่มากมาย บรรยากาศจึงคึกคักยิ่งนัก นักเล่านิทานโบกพัดอยู่บนยกพื้น กำลังเล่าเรื่องยอดเขาสื่อเซิงด้วยสีหน้าตื่นเต้นเบิกบาน น้ำลายแตกฟอง

โม่หรานขอห้องรับรองส่วนตัวติดหน้าต่าง กินข้าวพลางฟังนักเล่านิทานไปพลาง

“ทุกคนล้วนรู้ดี โลกบำเพ็ญเพียรของเราแบ่งแยกตามสภาวะ แบ่งเป็นการฝึกบำเพ็ญระดับสูงและการฝึกบำเพ็ญระดับล่าง วันนี้เราจะพูดถึงสำนักที่เก่งกาจที่สุดของโลกบำเพ็ญเพียรระดับล่างกัน ยอดเขาสื่อเซิง หึ ต้องรู้ไว้ว่า ร้อยปีก่อนตำบลอู๋ฉางของเราแห่งนี้เคยเป็นตำบลแร้นแค้นเล็กๆ เปลี่ยวร้างและไม่สงบสุข เพราะอยู่ใกล้กับทางเข้าโลกภูตผี พอฟ้ามืด ชาวบ้านก็ไม่กล้าออกจากบ้าน หากจำเป็นต้องเดินทางดึกๆ ดื่นๆ ต้องสั่นกระดิ่งไล่ผี โปรยเถ้ากำยานและเงินกระดาษ พลางตะโกนว่า ‘คนมาข้ามเขา ผีมาข้ามกระดาษ’ พร้อมกับรีบผ่านทางไปอย่างรวดเร็ว แต่วันนี้ดูแล้วตำบลของเราคึกคักรุ่งเรืองไม่แตกต่างจากที่อื่นๆ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะการดูแลจากยอดเขาสื่อเซิง ตำหนักเซียนแห่งนี้สร้างขึ้นตรงทางเข้าด่านประตูผีพอดิบพอดี ขวางอยู่ระหว่างเขตแดนอินและหยาง แม้จะสร้างได้ไม่นาน แต่…”

ประวัติศาสตร์ช่วงนี้ โม่หรานฟังจนหูแทบขึ้นหนังด้านแล้ว จึงหมดความสนใจ เริ่มทอดสายตามองไปด้านล่างหน้าต่างอย่างใจลอย บังเอิญนัก ด้านล่างมีแผงลอยตั้งอยู่พอดี คนต่างถิ่นแต่งกายเช่นนักพรตหลายคนกำลังลำเลียงกรงที่คลุมด้วยผ้าดำออกมา เตรียมแสดงปาหี่ข้างถนน

นี่น่าสนใจกว่าฟังนิทานของเซียนเซิง[4]เฒ่าตั้งเยอะ

โม่หรานถูกดึงดูดความสนใจไปแล้ว

“มาๆ เข้ามาดู เข้ามาดู นี่คือลูกผีซิว[5] สัตว์ดุร้ายแห่งบรรพกาลที่ถูกข้ากำราบแล้ว บัดนี้ทั้งเชื่องทั้งเชื่อฟังราวกับเด็กน้อย ซ้ำยังเล่นกายกรรม คิดคำนวณตัวเลขได้! เป็นผู้กล้านั้นไม่ง่าย หากทุกท่านมีอัฐ ก็ให้เป็นรางวัลสักหน่อย หากไม่มีอัฐ ก็ปรบมือสักนิด มาชมการแสดงแรกกันเลย…ผีซิวดีดลูกคิด!”

นักพรตเหล่านั้นเลิกผ้าดำขึ้น สิ่งที่ถูกขังอยู่ในกรงคือสัตว์อสูรหน้าเป็นคนตัวเป็นหมีหลายตัว

โม่หราน “…”

แค่ลูกหมีขนปุยท่าทางเชื่องๆ นี่น่ะรึ ยังกล้าบอกว่าเป็นผีซิว?

นี่มันขี้โม้เกินไปจริงๆ ใครเชื่อก็สมองลาแล้ว

ทว่าไม่นานโม่หรานก็ได้ประจักษ์ สมองลายี่สิบสามสิบคนกรูกันเข้าไปห้อมล้อมพวกเขาเพื่อชมการแสดง ร้องตะโกนพลางปรบมือเป็นระยะ ความคึกคักนั้น กระทั่งคนในหอสุรายังอดชะโงกหน้าออกไปดูไม่ได้ ทำเอานักเล่านิทานเก้อกระดากยิ่งนัก

“บัดนี้ประมุขของยอดเขาสื่อเซิง เรียกได้ว่าบารมีแผ่ไพศาล ชื่อเสียงระบือไกล…”

“ดี! เอาอีก!”

นักเล่านิทานได้รับกำลังใจ จึงหันไปมองตามเสียง เห็นแขกผู้นั้นใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นจนผิดวิสัย ทว่าสายตาของเขามิได้มองมาที่ตนเอง แต่เป็นแผงปาหี่ด้านล่าง

“โอ ผีซิวดีดลูกคิดหรือ”

“อา ร้ายกาจนัก!”

“ดี! ยอดเยี่ยม! แสดงผีซิวโยนผิงกั่ว[6]อีก!”

คนทั้งหอสุราหัวเราะลั่น ต่างเฮละโลไปที่หน้าต่างเพื่อชมความสนุกด้านล่าง นักเล่านิทานยังเล่าเรื่องต่ออย่างน่าสงสาร “อาวุธเลื่องชื่อที่สุดของประมุข ก็คือพัดเล่มนั้นของเขา เขา…”

“ฮ่าๆๆ ผีซิวสีขนอ่อนที่สุดตัวนั้นจะแย่งผิงกั่วมากิน ดูมันกลิ้งกับพื้นสิ!”

นักเล่านิทานหยิบผ้าซับเหงื่อมาเช็ดใบหน้า โกรธจนริมฝีปากสั่นระริก

โม่หรานเม้มริมฝีปากยิ้ม ตะโกนเสียงเนิบจากหลังม่านมุก “อย่าเล่าเรื่องยอดเขาสื่อเซิงเลย เล่าสิบแปดลูบคลำ[7] รับรองดึงคนกลับมาได้แน่”

นักเล่านิทานไม่รู้ว่าคนหลังม่านคือคุณชายโม่หรานแห่งยอดเขาสื่อเซิง จึงเอ่ยติดๆ ขัดๆ ออกมาอย่างรู้ผิดชอบชั่วดี “วา…วาจาหยาบโลน ไม่เหมาะ…ไม่เหมาะกับสถานที่โอ่โถง”

โม่หรานยิ้ม “ที่นี่ยังนับเป็นสถานที่โอ่โถง? เจ้าเองก็ไม่รู้จักอายสักนิด”

กล่าวจบก็ได้ยินเสียงอึกทึกที่ด้านล่าง

“ไอ้หยา! ม้านั่นวิ่งเร็วนัก!”

“เป็นเซียนจวินแห่งยอดเขาสื่อเซิงกระมัง!”

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ม้าดำตัวหนึ่งวิ่งมาจากทิศทางของยอดเขาสื่อเซิง ฝ่าเข้ามากลางวงปาหี่อย่างรวดเร็วปานสายฟ้า!

บนหลังม้ามีคนสองคน คนหนึ่งสวมหมวกโต่วลี่[8]ติดผ้าโปร่งสีดำ สวมชุดคลุมดำ ปกปิดมิดชิด มองไม่ออกว่าอายุเท่าใด เป็นหญิงหรือว่าชาย อีกคนเป็นสตรีอายุสามสี่สิบปี มือเท้างุ่มง่าม สีหน้าอิดโรย

พอสตรีผู้นี้เห็นหมีมนุษย์พวกนั้นก็ร้องไห้ ลงจากหลังม้าอย่างทุลักทุเล ล้มลุกคลุกคลานพุ่งเข้าไปกอดหมีมนุษย์ตัวหนึ่งในนั้นเอาไว้ พลางคุกเข่าร้องคร่ำครวญ “ลูกรัก! ลูกรักของแม่…”

คนโดยรอบต่างตกตะลึง มีคนเกาศีรษะพึมพำว่า “เอ๋? นี่คือลูกผีซิวสัตว์เทพบรรพกาลมิใช่หรือ เหตุใดหญิงผู้นี้จึงเรียกมันว่าลูก”

“นี่คงมิใช่แม่ผีซิวหรอกกระมัง”

“โอ๊ะโอ น่าทึ่งถึงเพียงนั้นเชียว แม่ผีซิวฝึกตบะจนได้ร่างมนุษย์แล้ว”

ชาวบ้านที่นี่ไม่มีความรู้ จึงพูดจาส่งเดช แต่โม่หรานกลับคิดถึงเรื่องหนึ่ง

เล่ากันว่า มีนักพรตในยุทธภพจำนวนหนึ่งมักลักพาตัวเด็กเล็กๆ จากนั้นก็ตัดลิ้น ทำให้พวกเขาพูดไม่ได้ แล้วเอาน้ำร้อนลวกผิวหนัง ขณะที่เลือดเนื้อเหวอหวะ ก็จะติดหนังสัตว์ลงบนร่างพวกเขา พอเลือดแข็งตัว หนังและขนจะผสานเป็นเนื้อเดียวกับตัวเด็กน้อย ดูแล้วไม่ต่างจากปีศาจ เด็กเหล่านี้พูดไม่ได้ อ่านเขียนไม่ได้ ได้แต่ให้คนอื่นรังแก แสดงปาหี่อย่าง “ผีซิวดีดลูกคิด” หากดื้อดึงไม่เชื่อฟัง สิ่งที่ตามมาคือกระบองฟาดแส้เฆี่ยน

มิน่าก่อนหน้านี้โม่หรานจึงไม่รู้สึกถึงกลิ่นอายปีศาจแม้แต่น้อย “ผีซิว” เหล่านี้มิใช่ปีศาจ แต่เป็นมนุษย์ที่มีชีวิต…

ทางนี้กำลังครุ่นคิด ทางด้านโน้น คนสวมโต่วลี่ชุดคลุมดำผู้นั้นกำลังพูดจากับนักพรตเหล่านั้นเสียงเบา พอพวกนักพรตได้ยิน สีหน้าก็เดือดดาลทันที ตะคอกว่า “ขออภัยรึ ปู่เจ้า[9]ไม่รู้ว่าคำว่าขออภัยเขียนอย่างไร!”

“ยอดเขาสื่อเซิงมีอันใดร้ายกาจ”

“ยุ่งเรื่องชาวบ้าน ตีมันเลย!”

จากนั้นก็ยกพวกพุ่งเข้าไปล้อมตีคนชุดดำ

“โอ๊ย”

เห็นสหายร่วมสำนักถูกตี โม่หรานกลับหัวเราะเบาๆ “ดุจริง”

เขาไม่คิดจะยื่นมือเข้าช่วยแม้แต่น้อย ชาติก่อน เขาล่ะชังบรรยากาศสำนักที่พอพบความไม่เป็นธรรม ก็ชักดาบเข้าช่วยเหลือทำนองนี้นัก หนึ่งคนสองคนพุ่งเข้าไปอย่างคนโง่เง่า ลูกแมวของป้าหวังที่ปากทางเข้าหมู่บ้านปีนต้นไม้แล้วลงมาเองไม่ได้ก็ต้องให้พวกเขาไปช่วยเหลือ ในสำนักตั้งแต่ประมุขจนถึงคนรับใช้ล้วนไร้หัวคิด

เรื่องอยุติธรรมในใต้หล้ามีตั้งมาก จะสนใจไปทำไม เหนื่อยตายเปล่าๆ

“ตีกันแล้วๆ! เฮ! หมัดนี้ร้ายกาจนัก!”

ผู้คนทั้งหอสุรามุงดูกันอย่างสนุกสาน

“คนมากรุมตีคนเดียว ไม่ละอายหรือไร!”

“เซียนจวินระวังข้างหลัง! ไอ้หยา! เฉียดไปแล้ว! ย้าก…”

“หลบได้ดี!”

คนเหล่านี้ล้วนชอบดูการชกต่อย แต่โม่หรานไม่ชอบดู เขาพบเจอฝนเลือดพายุคาวมานักต่อนัก เรื่องตรงหน้าสำหรับเขาไม่ต่างอะไรจากแมลงวันส่งเสียงหึ่งๆ เขาปัดเปลือกถั่วลิสงบนเสื้อผ้าอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะลุกจากไป

ลงมาชั้นล่าง นักพรตเหล่านั้นก็ยังตะลุมบอนกันอยู่กับคนชุดดำอีนุงตุงนัง ไม่รู้ว่าใครได้เปรียบ ใครเสียเปรียบ ปราณกระบี่แหวกอากาศฟิ้วๆ โม่หรานยืนเอามือกอดอกพิงกรอบประตูหอสุรา เหลือบตามองพลางส่งเสียง “ชิ” อย่างอดไม่ได้

ขายขี้หน้า

ปกติแล้วคนของยอดเขาสื่อเซิงหนึ่งคนสู้สิบคนได้อย่างเหี้ยมหาญ แต่การต่อสู้ของคนชุดดำผู้นี้กลับไม่ร้ายกาจ ขนาดถูกนักพรตในยุทธภพหลายคนดึงลงจากหลังม้า รุมเตะถีบอยู่กลางวง ก็ยังไม่ลงมือเอาจริงเสียที

กลับตะโกนอย่างอ่อนแอ “วิญญูชนใช้ปากไม่ใช้มือ ใช้เหตุผลกับพวกท่าน ไยพวกท่านจึงไม่ฟัง!”

เหล่านักพรต “…”

โม่หราน “…”

สิ่งที่เหล่านักพรตคิด อะไรกัน เจ้าคนผู้นี้ ถูกตีจนเลอะเลือนแล้ว ยังมาวิญญูชนใช้ปากไม่ใช้มือ? นี่มันสมองหมั่นโถวไม่มีไส้กระมัง

สีหน้าโม่หรานพลันเปลี่ยนไป ฟ้าดินหมุนเคว้ง เขากลั้นหายใจ ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ…เสียงนี้…

“ซือเม่ย!” โม่หรานตะโกนเสียงต่ำ ปรี่เข้าไป ซัดฝ่ามือใส่พวกนักพรตอันธพาลทั้งห้าคนด้วยพลังวิญญาณเต็มเปี่ยมจนกระเด็นกระดอน! เขาคุกเข่าลงกับพื้น พยุงคนชุดดำที่เนื้อตัวมอมแมมด้วยฝุ่นดินและรอยเท้า น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย…

“ซือเม่ย เป็นท่านหรือ”


[1] เรียกคนดูแลร้าน ผู้จัดการร้าน

[2] “ปั้งปั้งจี” เป็นอาหารที่นำเนื้อไก่มาทุบแล้วฉีกเป็นเส้นๆ จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำราดผสมเครื่องเทศ คำว่า “ปั้งปั้ง” คือการเลียนเสียงไม้เวลาทุบเนื้อไก่

[3] 1 ชั่ง/จิน เท่ากับ ครึ่งกิโลกรัม

[4] หรือ “ซินแส” เป็นคำเรียกบัณฑิต หรือบุคคลผู้มีความรู้ ผู้เชี่ยวชาญในแขนงต่างๆ ในเชิงยกย่อง

[5] หรือ “ปี่เซียะ” เป็นสัตว์ในเทพนิยาย เป็นลูกมังกรตัวที่เก้า เนื่องจากไม่มีรูทวาร จึงถือเป็นสัตว์นำโชคลาภ (มีแต่ทรัพย์เข้า ไม่มีทรัพย์ออก)

[6] แอ๊ปเปิ้ล

[7] สือปามัว คือลำนำนิทานที่มีเนื้อหาปลุกเร้าทางเพศ

[8] หมวกตอกสานทรงสามเหลี่ยม ยอดแหลม

[9] เป็นลักษณะการใช้สรรพนามเรียกตนเองในเชิงก้าวร้าว ใช้ในเวลาโกรธ หรือเพื่อวางอำนาจข่ม ดูหมิ่นผู้อื่น

ใส่ความเห็น