fbpx
ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา ปกเว็บ2

[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา ตอนที่ 2 : ตัวข้าฟื้นแล้ว

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับเป็นฉบับ Uncensored

————————————————————-

2

ตัวข้าฟื้นแล้ว

“ใจข้าดั่งห้วงน้ำนิ่งสนิท หมื่นความคิดกลายกลับเป็นเถ้าถ่าน ไม่คาดว่าคืนเหมันต์ซานจิ่ว[1]กลับทอประกายวสันต์ ฤาสวรรค์เวทนาทุ่งหญ้าเขียวในหุบเขา กลัวว่าใต้หล้าอันล้วนด้วยเล่ห์ลวงจะแสนเข็ญ”

ข้างหูได้ยินเสียงกังวานใสของสตรีดังเจื้อยแจ้ว ถ้อยเสนาะดั่งมุกและหยกกระทบกัน แต่กลับทำให้โม่หรานปวดศีรษะจนเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ

“หนวกหูอะไร! ผีที่ใดแผดเสียงโหยหวน! ใครไล่นางหญิงชั้นต่ำผู้นี้ลงเขาไปให้พ้นที!”

ตะโกนจบ โม่หรานก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง

ข้าตายแล้วมิใช่หรือ

ความคับแค้นและความเหน็บหนาว ความเจ็บปวดและความเดียวดายจู่โจมเข้ามาจนปวดร้าวในอก โม่หรานลืมตาโดยพลัน

ภาพทุกอย่างก่อนตายดั่งลมพัดหิมะกระจาย เขาพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียง มิใช่เตียงบนยอดเขาสื่อเซิง เตียงนี้สลักลายมังกรหงส์ เนื้อไม้กำจายกลิ่นแป้งชาดเข้มข้น ผ้านวมเก่าที่ปูอยู่มีสีชมพูและม่วงอ่อน ปักลายยวนยาง[2]เล่นน้ำ หมอนผ้าห่มเช่นนี้มีแต่สตรีในหอเริงรมย์ที่ใช้

“…”

โม่หรานตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ

เขารู้ว่าที่นี่คือที่ใด

นี่คือ “เรือนมุงกระเบื้อง”[3] แห่งหนึ่งในละแวกยอดเขาสื่อเซิง

ที่เรียกว่า “เรือนมุงกระเบื้อง” ก็คือหอเริงรมย์ กล่าวคือ “ยามมากระเบื้องประกบ ยามจากกระเบื้องแยก”[4] แขกเหรื่อสาวงามพบกันแล้วแยกย้ายไปตามสะดวก

โม่หรานในวัยเยาว์ มีช่วงหนึ่งฝักใฝ่ในกามยิ่งนัก ในครึ่งเดือนนอนที่หอเริงรมย์อยู่สิบกว่าวัน เพียงแต่หอเริงรมย์นี้เปลี่ยนเจ้าของไปตั้งแต่ตอนเขาอายุยี่สิบกว่า ต่อมาเปลี่ยนเป็นหอสุรา ทว่าหลังจากเขาตายกลับมาปรากฏตัวอยู่ในหอเริงรมย์ที่ปิดกิจการไปนานแล้ว

นี่มันเกิดอะไรขึ้น

หรือว่าตอนเขามีชีวิตอยู่ก่อกรรมทำเข็ญหนักหนาเกินไป ทำร้ายชายหนุ่มหญิงสาวนับไม่ถ้วน ด้วยเหตุนี้จึงถูกพญายมลงโทษให้มาเกิดใหม่ในหอเริงรมย์เพื่อรับแขก?

โม่หรานคิดฟุ้งซ่านพลางพลิกตัวไปโดยไม่รู้ตัว

พลันเผชิญกับใบหน้าที่คุ้นเคย

“…”

อะไร! เหตุใดมีคนมานอนอยู่ข้างกายข้า

ซ้ำยังเป็นบุรุษเปลือยกายล่อนจ้อน!

บุรุษผู้นี้หน้าตาอ่อนเยาว์ เครื่องหน้าละเอียดอ่อน ขาวผุดผ่องน่ารัก ไม่อาจแยกแยะชายหญิง

ใบหน้าโม่หรานไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ทว่าในใจกลับมีเกลียวคลื่นโหมกระหน่ำ จ้องหนุ่มหน้าขาวที่จมอยู่ในนิทราอยู่เป็นครึ่งค่อนวัน ทันใดนั้นก็จำได้

นี่คือนายบำเรอที่ข้าโปรดปรานเป็นพิเศษในวัยเยาว์มิใช่หรือ เหมือนว่าจะชื่อหรงซาน?

หรือไม่ก็ชื่อหรงจิ่ว

จะซานหรือจิ่วก็ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ ต่อมานายบำเรอผู้นี้ป่วยเป็นกามโรค ตายไปหลายปีแล้ว ศพก็น่าจะไม่เหลือซากนานแล้ว ทว่าตอนนี้เขากลับยังมีชีวิตอยู่ ตัวขาวๆ นุ่มๆ ขดซุกอยู่บนเตียงเขา ลำคอและไหล่ที่มีรอยจ้ำเขียวๆ ม่วงๆ คลุมเครือเผยออกมาจากใต้ผ้าห่มปักลาย

โม่หรานหน้าตึง เลิกผ้าห่มขึ้น เลื่อนสายตาลงไปด้านล่าง

“…”

หรงที่ไม่รู้ว่าจิ่วหรือซานผู้นี้ เอาเป็นว่าเขาคือหรงจิ่วไปก่อนแล้วกัน คนงามน้อยหรงจิ่วมีรอยแส้กระจายทั่วร่าง ต้นขาขาวนุ่มดุจหยกขาวมันแพะยังถูกมัดอย่างประณีตด้วยเชือกแดงหลายเส้น

โม่หรานเท้าคางลอบถอนหายใจพลางคิดว่า…ช่างน่าสนใจนัก

พิจารณาฝีมือผูกเชือกอันประณีตนี้ ทักษะช่ำชองเช่นนี้ ภาพอันคุ้นตานี้

นี่คงมิใช่ข้าเป็นคนมัดเองกระมัง!

เขาคือผู้ฝึกเซียน เรื่องการเกิดใหม่ก็พอจะเคยอ่านผ่านตามาบ้าง เวลานี้เขาอดสงสัยไม่ได้ว่า หรือตนเองจะย้อนกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง

เพื่อพิสูจน์ความคิดตนเองมากขึ้นอีกขั้น โม่หรานหาคันฉ่องสำริดมาส่องดู คันฉ่องสำริดเก่าชำรุดมาก แต่ในประกายสีเหลืองหม่นๆ ยังพอมองเห็นรูปโฉมของตนได้รางๆ

โม่หรานตายเมื่ออายุสามสิบสองปี นับเป็นวัยตั้งตัวแล้ว ทว่าเวลานี้ใบหน้าของสหายในคันฉ่องผู้นั้นกลับค่อนข้างเยาว์วัยอย่างเห็นได้ชัด คิ้วตาหล่อเหลาฉายความโอหังถือดีที่เป็นลักษณะเฉพาะของคนหนุ่ม ดูเหมือนน่าจะอายุสักสิบห้าสิบหก

ในห้องนี้ไม่มีคนอื่น โม่หรานผู้เป็นทรราชแห่งยุคบำเพ็ญเพียร จอมอิทธิพลแห่งแดนสู่จง จักรพรรดิแห่งโลกมนุษย์ ประมุขแห่งยอดเขาสื่อเซิง ท่าเซียนจวิน นิ่งเงียบไปนาน ก่อนแสดงความรู้สึกในใจออกมาด้วยความสัตย์จริง

“เวรแล้ว…”

คำว่า “เวรแล้ว” ที่หลุดออกไปปลุกหรงจิ่วให้ตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย

คนงามลุกขึ้นนั่งอย่างเกียจคร้าน ผ้าห่มปักลายที่คลุมกายเลื่อนลงมาตามลาดไหล่ เผยให้เห็นร่างขาวผ่องสะดุดตา เขาเลี้ยงผมจนยาวอ่อนนุ่ม ดวงตาดอกท้อง่วงงุนหรี่ปรือ หางตามีสีแดงเรื่อ อ้าปากหาวหวอด

“ฮ้าว…คุณชายโม่ วันนี้ท่านตื่นเช้าจริง”

โม่หรานมิได้ส่งเสียง ย้อนกลับไปสิบกว่าปีก่อน เขาชอบคนงามน้อยผู้อ่อนช้อยน่ารักที่ไม่อาจแยกแยะว่าชายหรือหญิงอย่างหรงจิ่วจริงๆ ทว่าเวลานี้ ท่าเซียนจวินในวัยสามสิบสอง มองอย่างไรก็สงสัยว่าตอนนั้นหัวสมองของตนถูกลาถีบหรืออย่างไร ถึงได้รู้สึกว่าบุรุษประเภทนี้งดงาม

“หรือเมื่อคืนจะนอนไม่หลับ ฝันร้ายใช่หรือไม่”

ตัวข้าตายแล้ว เจ้าว่าเป็นฝันร้ายหรือไม่เล่า

หรงจิ่วเห็นเขาไม่เอ่ยคำ คิดว่าเขาอารมณ์ไม่ดี จึงลุกจากเตียง เดินไปยังหน้าต่างไม้ฉลุลาย โอบโม่หรานจากทางด้านหลัง

“คุณชายโม่ ท่านสนใจข้าสักหน่อยสิ ไยเอาแต่นิ่งอึ้ง ไม่สนใจคน”

โม่หรานถูกเขาโอบกอดไว้เช่นนี้ ใบหน้าก็เขียวคล้ำ แทบอยากจะกระชากปีศาจน้อยตนนี้ออกจากหลังตนเองทันที แล้วตบใบหน้าที่หนังหน้าบอบบางของอีกฝ่ายสักสิบเจ็ดสิบแปดฉาดใหญ่ ทว่าสุดท้ายยังคงข่มกลั้นเอาไว้

เขายังงุนงงเล็กน้อย ไม่กระจ่างถึงสถานการณ์

ถึงอย่างไรหากตนกลับมาเกิดใหม่จริง ทั้งเมื่อคืนยังหลับนอนกับหรงจิ่ว หากตื่นขึ้นมาก็ต่อยคนจนจมูกเขียวหน้าบวม พฤติกรรมเช่นนี้คงไม่ต่างจากจิตวิปริต ไม่เหมาะสม…ไม่เหมาะสมเอามากๆ

หลังจากปรับอารมณ์แล้ว โม่หรานจึงถามคล้ายไม่ใส่ใจว่า “วันนี้คือวันใดเดือนใด”

หรงจิ่วชะงัก จากนั้นจึงยิ้มแล้วเอ่ย “ขึ้นสี่ค่ำเดือนห้าอย่างไรเล่า”

“ปีวอกธาตุไฟ?”[5]

“นั่นคือปีที่แล้ว ปีนี้คือปีระกาธาตุไฟต่างหาก คุณชายโม่ช่างเป็นผู้สูงศักดิ์ที่ขี้หลงลืมโดยแท้ นับวันความจำยิ่งถดถอย”

ปีระกาธาตุไฟ

แววตาโม่หรานคลุมเครือสับสน ในหัวหมุนเร็วจี๋

ปีระกาธาตุไฟ เขาอายุสิบหกปี เพียงหนึ่งปีหลังจากได้รับการรับรองจากประมุขแห่งยอดเขาสื่อเซิงว่าเขาเป็นหลานที่พลัดพรากไปหลายปี ก่อนจะก้าวกระโดดจากสุนัขขี้เรื้อนที่ถูกรังแก กลายเป็นพญาหงส์บนยอดไม้

เช่นนั้นข้า…กลับมาเกิดใหม่แล้วจริงๆ?

หรือว่าเป็น ความฝันมายาหลังความตาย…

หรงจิ่วยิ้มแล้วเอ่ย “คุณชายโม่ ข้าว่าท่านน่าจะหิวจนเลอะเลือนแล้ว แม้แต่วันนี้เป็นวันใดก็ยังจำไม่ได้ ท่านนั่งรอสักครู่ ข้าจะไปที่ครัวยกของกินมาให้ท่าน แป้งม้วนทอดดีหรือไม่”

ยามนี้โม่หรานเพิ่งกลับมาเกิดใหม่ ยังไม่รู้ว่าจะตอบสนองต่อเรื่องทั้งหมดนี้อย่างไร ได้แต่ยึดตามที่เคยเป็นมาย่อมไม่มีพลาด เขาหวนนึกถึงความเจ้าสำราญของตนเองในอดีต แล้วก็ต้องสะกดกลั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ ยิ้มพลางบีบขาหรงจิ่ว

“ดียิ่ง เพิ่มโจ๊กอีกสักชาม กลับมาป้อนข้าด้วย”

หรงจิ่วสวมเสื้อผ้าออกไป ไม่นานก็ยกถาดไม้กลับเข้ามา บนถาดมีโจ๊กฟักทองชามหนึ่ง แป้งม้วนทอดสองแผ่น และกับข้าวหนึ่งจาน

โม่หรานเริ่มหิวพอดี เตรียมจะคว้าแป้งทอดมากิน หรงจิ่วพลันผลักมือเขาออก เอ่ยเอาใจว่า “ให้ข้าป้อนคุณชาย”

“…”

หรงจิ่วหยิบชามโจ๊ก นั่งลงบนตักโม่หราน เขาสวมชุดคลุมเนื้อบาง เบื้องล่างล่อนจ้อน มิได้สวมสิ่งใด ต้นขาเนียนนุ่มแยกออก แนบสนิทกับผิวหนังของโม่หราน ซ้ำยังถูไถไปมาด้วยกิริยาคลุมเครือทีสองที สื่อนัยยั่วยวนอย่างมิต้องเอื้อนเอ่ย

โม่หรานจ้องใบหน้าของหรงจิ่วครู่หนึ่ง

หรงจิ่วคิดว่าเขาเกิดอารมณ์กำหนัดขึ้นมาอีก จึงเอ่ยอย่างกะบึงกะบอนว่า “ไยคุณชายเอาแต่มองข้าเช่นนี้ อาหารเย็นหมดแล้วนะ”

โม่หรานนิ่งเงียบไปชั่วขณะ นึกถึงเรื่องดีๆ เหล่านั้นที่หรงจิ่วทำลับหลังตนเองเมื่อชาติก่อนขึ้นมา มุมปากค่อยๆ คลี่ยิ้มหวานชื่นและสนิทสนมไร้เทียบเทียม

เรื่องน่ารังเกียจทั้งหลาย ท่าเซียนจวินเช่นเขาทำมามากแล้ว ขอเพียงเขาอยากทำ เรื่องน่ารังเกียจยิ่งกว่านี้เขาก็ทำได้ เวลานี้ก็แค่เล่นสนุกเท่านั้น ลูกไม้เด็กน้อยไม่คณามือเขาหรอก

โม่หรานพิงพนักเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์ ยิ้มเอ่ย “ขึ้นมานั่งสิ”

“ข้า…ก็นั่งอยู่มิใช่หรือ”

“เจ้าก็รู้ว่าข้าหมายถึงนั่งที่ใด”

หรงจิ่วหน้าแดง เอ่ยตำหนิ “ใจร้อนเช่นนี้ คุณชายกินเสร็จก่อนค่อย…อ๊ะ!”

ยังไม่ทันกล่าวจบ ก็ถูกโม่หรานบังคับรั้งตัวมาข้างหน้า แล้วจับกดลงไป หรงจิ่วมือสั่น ชามโจ๊กพลิกคว่ำตกพื้น ท่ามกลางความตกใจยังไม่ลืมเอ่ยเสียงแผ่ว “คุณชายโม่ ชาม…”

“ปล่อยไว้”

“เช่นนั้น เช่นนั้นท่านก็กิน…อืม…อา…”

“ข้าก็กำลังกินอยู่มิใช่หรือ” โม่หรานเกาะเอวของเขาไว้ ดวงตาดำขลับเปล่งประกายวูบ แววตาสะท้อนรูปโฉมพริ้มเพราของหรงจิ่วที่กำลังแหงนหน้าขึ้นมา

ชาติที่แล้ว เขาเต็มใจจุมพิตริมฝีปากแดงสดขณะเคล้าเคลียกันเป็นพิเศษ ถึงอย่างไรเด็กหนุ่มผู้นี้ก็งดงาม ซ้ำยังรู้จักเอ่ยวาจาชวนปลุกเร้าหัวใจได้เก่งนัก หากกล่าวว่าไม่เคยเกิดความรู้สึกใดเลยแม้แต่น้อย นั่นย่อมเป็นคำปด

เพียงแต่พอรู้ว่าปากนี้ทำอะไรลับหลังเขาบ้าง โม่หรานก็รู้สึกว่าปากนี้เหม็นจนมิอาจดม หมดความสนใจที่จะจุมพิตไปสิ้น

โม่หรานในวัยสามสิบสองปีกับโม่หรานในวัยสิบหกปีมีหลายจุดที่แตกต่างกัน

อย่างเช่น เขาในวัยสิบหกปียังคงรู้จักความอ่อนโยนในยามมีรัก ในวัยสามสิบสองปี เหลือเพียงความรุนแรง

หลังเสร็จกิจ เขามองหรงจิ่วที่ถูกตนกระทำจนลมหายใจรวยรินสลบไสลไป ดวงตางามลึกล้ำหยีโค้งนิดๆ ริมฝีปากประดับรอยยิ้มหวาน ยามเขาแย้มยิ้มช่างชวนมองยิ่งนัก ลูกตาดำสนิทดูลึกล้ำอย่างยิ่ง เมื่อมองจากบางมุม คล้ายแตะแต้มด้วยสีม่วงเข้มหรูหราชั้นหนึ่ง ขณะนี้เขายิ้มน้อยๆ พลางคว้าเส้นผมของหรงจิ่ว หิ้วตัวคนที่สลบเหมือดไปบนเตียง หยิบเศษชามกระเบื้องชิ้นหนึ่งขึ้นมาจากพื้น ถือค้างไว้เหนือใบหน้าของหรงจิ่ว

แต่ไหนแต่ไรเขาก็เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นแม้กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เวลานี้ก็เช่นกัน

เมื่อนึกถึงว่าชาติก่อนตนเองอุดหนุนกิจการของหรงจิ่วอย่างไร ถึงขั้นคิดจะไถ่ตัวให้เขา แล้วหรงจิ่วสมคบกับคนอื่นจัดการเขาอย่างไร เขาก็ยิ้มตาหยีอย่างอดไม่ได้ จรดคมกระเบื้องลงบนแก้มของหรงจิ่ว

สิ่งที่เจ้าคนผู้นี้ทำคือค้าเรือนร่าง หากไม่มีใบหน้านี้ ก็ไม่เหลืออะไรแล้ว

บุรุษที่ใฝ่ในทางต่ำผู้นี้จะต้องระเหเร่รอน ตะเกียกตะกายอยู่กับพื้น ถูกเตะถีบ ถูกบดขยี้ ถูกด่าทอ ถูกผลักไสไม่ต่างจากสุนัขข้างถนน โอ๊ะโอ…แค่คิดก็ทำให้เขาสุขกายสบายใจแล้ว กระทั่งความสะอิดสะเอียนที่เพิ่งชำเราคนผู้นี้ก็มลายหายไป

รอยยิ้มโม่หรานน่ารักยิ่งกว่าเดิม

กดน้ำหนักที่มือ โลหิตแดงสดซึมออกมาริ้วหนึ่ง

คนที่สลบไสลคล้ายรับรู้ถึงความเจ็บปวด ครางเบาๆ ด้วยเสียงแหบพร่า น้ำตาเกาะพราวบนขนตา ดูน่าเอ็นดูเหลือใจ

มือของโม่หรานพลันหยุดชะงัก

เขานึกถึงสหายเก่าผู้หนึ่งขึ้นมา

“…”

จากนั้นก็ตระหนักได้ว่าตอนนี้ตนกำลังทำอะไรอยู่ อึ้งไปชั่วขณะ ในที่สุดก็ลดมือลงช้าๆ

เขาทำชั่วจนเป็นนิสัยแล้วจริงๆ ลืมไปว่าตนเองได้กลับมาเกิดใหม่แล้ว

เวลานี้ เรื่องราวทั้งหมดยังมิได้เกิดขึ้น ความผิดมหันต์ล้วนยังไม่ก่อกำเนิด คนผู้นั้น…ก็ยังไม่ตาย ไยเขาต้องเดินซ้ำบนหนทางแห่งความโหดเหี้ยมอำมหิตอีก เขาสามารถเริ่มต้นใหม่ได้แล้วแท้ๆ

เขานั่งลง ยกขาข้างหนึ่งขึ้นพาดขอบเตียง เล่นเศษกระเบื้องในมืออย่างใจลอย พลันเหลือบไปเห็นว่าแป้งม้วนทอดมันเลี่ยนยังวางอยู่บนโต๊ะ จึงหยิบมา ลอกกระดาษเคลือบน้ำมันทิ้ง แล้วกัดคำโต เคี้ยวกินจนเต็มปาก ริมฝีปากมันย่อง

แป้งทอดนี้ถือเป็นของเด่นของหอเริงรมย์แห่งนี้ อันที่จริงก็ไม่นับว่าอร่อยล้ำ หากเทียบกับรสชาติอันโอชะที่เขาเคยได้ลิ้มลองในเวลาต่อมาก็ไม่ต่างจากเคี้ยวเทียนไข[6] แต่หลังจากหอเริงรมย์ปิดกิจการ โม่หรานก็ไม่เคยได้กินแป้งม้วนทอดนี้อีกเลย เวลานี้รสชาติที่คุ้นเคยของแป้งม้วนทอด ผ่านเรื่องราวในอดีต ย้อนกลับมาสู่ปลายลิ้นอีกครั้ง

ทุกครั้งที่โม่หรานกลืนลงไปหนึ่งคำ ก็รู้สึกว่าความไม่สมจริงที่ได้เกิดใหม่น้อยลงไปหนึ่งส่วน

กระทั่งกินแป้งม้วนทอดจนหมดชิ้น ในที่สุดเขาก็ค่อยๆ คืนสติมาจากความงุนงงเมื่อตอนแรก

ข้ากลับมาเกิดใหม่แล้วจริงๆ

ความชั่วร้ายเลวทรามทั้งหมดในชีวิตเขา เรื่องราวทั้งหลายที่ไม่อาจย้อนกลับไปได้ ล้วนยังไม่เริ่มขึ้น

ยังไม่ได้สังหารท่านลุงท่านป้า ยังไม่ได้ฆ่าล้างเจ็ดสิบสองเมือง ยังไม่ได้ล้างอาจารย์เนรคุณบุพการี ยังไม่ได้แต่งงาน ยังไม่…

ไม่มีผู้ใดตาย

เขาเดาะลิ้นดังป๊อก เลียฟันขาวที่เรียงชิดเป็นระเบียบ สัมผัสได้ว่ากระแสความสุขเล็กๆ ในอกแผ่ซ่านอย่างรวดเร็ว กลายเป็นความตื่นเต้นกระตือรือร้นที่ถาโถมเข้ามาราวกับคลื่นทะลัก ชาติก่อนเขามีอำนาจบารมี สามเคล็ดวิชาต้องห้ามหลักของโลกมนุษย์ล้วนผ่านตามาแล้ว ทั้งยังเชี่ยวชาญเคล็ดวิชาต้องห้ามอีกสองวิชา มีเพียงเคล็ดวิชา “เกิดใหม่” ที่ต่อให้เขาฉลาดปราดเปรื่องเพียงใด ก็มิอาจเข้าถึงได้

ไม่นึกว่า สิ่งที่มิอาจไขว่คว้ายามมีชีวิต หลังตายไปจะกลับกลายเป็นจริง

ความไม่ยินยอม ความซึมเซา ความเดียวดายอ้างว้างทั้งหลายในชาติก่อนล้วนยังค้างคาอยู่ในใจ ภาพเหตุการณ์ที่เปลวไฟลุกโหมเผายอดเขาสื่อเซิง ทั้งกองทัพบุกประชิด ราวกับยังอยู่ตรงหน้า

ในตอนนั้นเขาไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วจริงๆ ผู้คนต่างบอกว่าเขาถูกลิขิตให้มีชีวิตโดดเดี่ยว ไร้ญาติขาดมิตร สุดท้ายตัวเขาเองก็รู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น ใช้ชีวิตอย่างเบื่อหน่าย ว้าเหว่ยิ่งนัก

แต่ไม่รู้เกิดความผิดพลาดที่ใด คนชั่วช้าสามานย์เช่นเขา หลังจากจบชีวิตตนเองกลับได้รับโอกาสให้กลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

เหตุใดเขาจะต้องชำระแค้นส่วนตัวในกาลก่อนด้วยการทำลายโฉมของหรงจิ่วด้วยเล่า

หรงจิ่วละโมบทรัพย์เป็นที่สุด ก็แค่เที่ยวประเวณีครั้งนี้แบบกินเปล่า และฉวยทรัพย์สินเขาติดมือไปสักจำนวนหนึ่ง ถือเป็นการให้บทลงโทษเล็กๆ น้อยๆ ก็พอ ชีวิตคน…สำหรับตอนนี้ โม่หรานไม่อยากแบกรับเป็นภาระ

“เอาเปรียบเจ้าแล้ว หรงจิ่ว”

โม่หรานยิ้มตาหยี ออกแรงที่ปลายนิ้วดีดเศษกระเบื้องไปนอกหน้าต่าง

จากนั้นเขาก็เอาของมีค่าและเครื่องประดับทั้งหมดของหรงจิ่วมาใส่ไว้ในกระเป๋าตน ค่อยๆ จัดแจงตัวเองจนเรียบร้อย แล้วออกจากหอเริงรมย์ไปอย่างสงบเยือกเย็น

ท่านลุงท่านป้า ญาติผู้น้องเซวียเหมิง อาจารย์ ยังมี…

พอนึกถึงคนผู้นั้น แววตาของโม่หรานก็อ่อนโยนลงทันที

ศิษย์พี่ ข้ามาหาท่านแล้ว


[1] นับจากวันตงจื้อ (เรียกอีกอย่างว่า “วันเริ่มนับเก้า”) หรือวันเหมายัน (Winter Solstice) ไป 9 วันเป็นรอบที่ 3 (หรือก็คือ 27 วันนับจากวันตงจื้อ) จึงจะเป็นช่วงที่หนาวที่สุดของปี โดยมากมักจะตรงกับเดือนมกราคม

[2] เป็ดแมนดารินคู่ เป็นเป็ดที่มีคู่ตัวเดียวตลอดชีวิต จึงเป็นสัญลักษณ์ของความรักมั่น

[3] ภาษาจีนคือ “หว่าจึ” หรือ “หว่าเซ่อ” เป็นคำที่ใช้เรียกแหล่งเริงรมย์ในสมัยซ่ง ให้บริการความบันเทิงด้านต่างๆ แก่แขกเหรื่อ ทั้งร้องรำทำเพลง รวมทั้งบริการทางเพศด้วย ที่เรียกเช่นนี้ เพราะกระเบื้องมุงหลังคาของจีนมีลักษณะเป็นกระเบื้องกาบู หรือกระเบื้องกาบกล้วย ที่ประกอบด้วยกระเบื้องสองแผ่นวางคร่อมกัน เรียกว่า กระเบื้องตัวผู้ และกระเบื้องตัวเมีย กระเบื้องแผ่นคว่ำคือตัวผู้ มีลักษณะเหมือนกาบกล้วย ข้างใต้มี “งวง” ทำหน้าที่เป็นขอยึดกับระแนง ส่วนแผ่นหงายคือตัวเมีย มีลักษณะแบน ขอบทั้งสองด้านงอขึ้น มีขอด้านบนใช้เกี่ยวกับระแนง คนจึงมองว่าลักษณะเหมือนชายหญิงกำลังร่วมคู่กัน

[4] กล่าวไว้ในบันทึกเมิ่งเหลียงลู่ ของอู๋จื้อมู่ นักเขียนสมัยซ่งใต้ เป็นท่อนที่บรรยายลักษณะกิจการของสถานเริงรมย์ว่า มาง่ายไปง่าย แขกมาเที่ยวนางโลม เสร็จกิจแล้วก็แยกย้าย เหมือนลักษณะของกระเบื้องสองแผ่นที่คร่อมกันและถอดออกจากกันได้ง่ายดาย

[5] เป็นการระบุวันเวลาดั้งเดิมของจีนตามหลักวงจร 60 ปี โดย ยาม วัน เวลา และปี จะถูกระบุด้วยนักษัตร (12 ก้านดิน) และธาตุ (10 กิ่งสวรรค์) ทั้งนี้ยังใช้เป็นข้อมูลในการคำนวณดวงชะตาที่เรียกว่า “ปาจื้อ” (โป๊ยหยี่-สี่เถียว) ด้วย

[6] อุปมาถึงรสชาติจืดชืด

ใส่ความเห็น