ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา ปกเว็บ

[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา ตอนที่ 1 : ตัวข้าตายแล้ว

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

————————————————————-

 1

ตัวข้าตายแล้ว

ตอนที่โม่หรานยังไม่ได้เป็นจอมราชัน มักมีแต่คนก่นด่าเขาเป็นสุนัข

คนในหมู่บ้านด่าเขาว่าสุนัขกระจอก ญาติผู้น้องด่าเขาว่าสุนัขไร้ค่า แม่บุญธรรมของเขาร้ายกาจกว่าใคร ด่าเขาว่าไอ้ลูกสุนัข

แน่นอนว่าคำบรรยายเกี่ยวกับสุนัขที่ไม่นับว่าแย่นักก็มีอยู่บ้าง อย่างเช่น บุพเพสันนิวาสชั่วครู่ชั่วยามพวกนั้นของเขามักมาพร้อมท่าทีแสร้งทำกะบึงกะบอน ตำหนิว่าแรงเอวของเขายามอยู่บนเตียงราวกับสุนัขตัวผู้บ้างล่ะ คำหวานจากปากกระชากวิญญาณคนบ้างล่ะ อาวุธร้ายที่ท่อนล่างคร่าชีวิตคนบ้างล่ะ แต่เพียงประเดี๋ยวเดียวก็ไปโอ้อวดกับคนรอบข้าง จนชาวบ้านร้านตลาดรู้กันทั่วว่าโม่เวยอวี่รูปงามมีอาวุธดุดัน ผู้ใดได้ลองเป็นต้องพึงพอใจ ผู้ไม่เคยได้ลอง จิตใจต้องหวั่นไหว

ต้องบอกว่าคนเหล่านี้กล่าวได้ถูกต้องนัก โม่หรานเป็นเหมือนสุนัขโง่งมที่ส่ายหัวสะบัดหางตัวหนึ่งจริงๆ

จนเมื่อเขาเป็นราชันแห่งโลกบำเพ็ญเพียร คำเรียกขานพรรค์นี้ก็หายไป

อยู่มาวันหนึ่ง สำนักเซียนเล็กๆ ที่อยู่ห่างไกลมอบลูกสุนัขยังไม่หย่านมให้เขาตัวหนึ่ง

ลูกสุนัขตัวนั้นมีสีเทาขาว บนหน้าผากของมันมีลายเปลวไฟสามแฉก ลักษณะคล้ายหมาป่าอยู่บ้าง เพียงแต่ขนาดตัวมันเท่าผลแตง หัวก็เหมือนลูกแตง อ้วนท้วนกลมดิก แต่ตัวมันกลับคิดว่าตนเองน่าเกรงขามเสียเต็มประดา วิ่งพล่านทั่วตำหนักใหญ่ หลายครั้งหลายคราพยายามปีนขึ้นบันไดสูงๆ เพื่อจะได้มองคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ราชันอย่างสงบนิ่งเยือกเย็นผู้นั้นให้ชัดๆ ทว่าขาสั้นเกินไป จึงได้แต่ลงเอยด้วยความล้มเหลว

โม่หรานจ้องเจ้าก้อนขนจอมพลังทว่าไร้สมองตัวนั้นครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็หัวเราะออกมา ยิ้มหัวเอ็ดเสียงเบาว่า “ไอ้สุนัขไร้ค่า”

ไม่นานสุนัขตัวน้อยก็โตเป็นสุนัขตัวใหญ่ สุนัขใหญ่กลายเป็นสุนัขแก่ สุนัขแก่ก็กลายเป็นสุนัขตาย

โม่หรานหลับตา แล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง ชีวิตของเขา มีทั้งได้รับการเอาอกเอาใจและถูกหยามหยัน อยู่อย่างลุ่มๆ ดอนๆ ผ่านมาสามสิบสองปีแล้ว

เขาเล่นทุกอย่างจนเบื่อแล้ว รู้สึกเบื่อหน่ายและว้าเหว่เหลือเกิน หลายปีนี้คนคุ้นหน้าคุ้นตาที่อยู่ข้างกายลดน้อยลงไปเรื่อยๆ แม้กระทั่งเจ้าไฟสามแฉกก็กลับสวรรค์ไปแล้ว เขารู้สึกว่าตนเองก็อยู่มาสมควรแก่เวลา ควรสิ้นสุดได้เสียที

เขาหยิบองุ่นแวววาวอิ่มน้ำลูกหนึ่งมาจากถาดผลไม้ บรรจงลอกเปลือกสีม่วงออก

ท่าทางของเขาเยือกเย็นและช่ำชอง ดุจเชียงหวัง[1]เปลื้องเสื้อผ้าของสตรีนอกด่านในกระโจมด้วยกิริยาเกียจคร้าน เนื้อผลไม้เป็นประกายไหวระริกอยู่ที่ปลายนิ้วเขา น้ำผลไม้ซึมเลอะเป็นสีม่วงจางๆ ดั่งห่านป่าคาบแสงตะวันรอน ดั่งไห่ถัง[2]หลับไหลในวสันตฤดู

ทั้งยังเหมือนโลหิตโสมม

เขากลืนรสชาติหวานเลี่ยนในปาก พลางพิจารณานิ้วมือตนเอง จากนั้นก็ปรือตาอย่างเกียจคร้าน

เขาคิดว่า…สมควรแก่เวลาเสียที

ข้าเองก็ควรลงนรกแล้วเช่นกัน

โม่หราน นามรองเวยอวี่

ปฐมราชันแห่งโลกบำเพ็ญเพียร

กว่าจะมานั่งอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ไม่ง่ายเลย ไม่เพียงต้องมีอาคมล้ำเลิศ ยังต้องมีหนังหน้าหนาแข็งแกร่งดุจหินผา

ก่อนหน้าเขา สิบสำนักใหญ่แห่งโลกบำเพ็ญเพียรมีอำนาจทัดเทียมกัน ดั่งมังกรขนดพยัคฆ์หมอบ ต่างถ่วงดุลกัน ไม่มีฝ่ายใดใช้กำลังของตนเพียงผู้เดียวพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินได้ ยิ่งกว่านั้น ประมุขทุกสำนักล้วนโดดเด่นเป็นเจ้าตำรับตำรา แม้อยากแต่งตั้งสถานะให้ตนเองเล่นๆ สักหน่อย ก็หวั่นเกรงปลายพู่กันของผู้บันทึกประวัติศาสตร์ กลัวว่าจะต้องแบกรับความอัปยศนับพันปี

แต่โม่หรานไม่เหมือนกัน

เขาคือจอมอันธพาล

เรื่องที่คนอื่นไม่กล้าทำ เขาล้วนทำมาแล้วทั้งสิ้น ดื่มสุรารสร้อนแรงที่สุดของโลกมนุษย์ แต่งสตรีงามที่สุดในใต้หล้า กลายเป็น “ท่าเซียนจวิน” ราชันเหยียบเซียนแห่งโลกบำเพ็ญเพียร ก่อนจะตั้งตนเป็นจอมราชัน

หมื่นพสกศิโรราบ

ผู้ที่ไม่ยอมคุกเข่าล้วนถูกเขาสังหารสิ้น หลายปีที่เขาปกครองใต้หล้า โลกบำเพ็ญเพียรเรียกได้ว่าโลหิตไหลนองเป็นสายน้ำ ภัยพิบัติแผ่คลุมทุกหย่อมหญ้า ผู้ผดุงคุณธรรมนับไม่ถ้วนล้วนทอดอาลัยมุ่งสู่อาสัญ สำนักหรูเฟิงหนึ่งในสิบสำนักใหญ่ยังถูกฆ่าล้างสำนัก

ต่อมา แม้กระทั่งอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาให้โม่หรานก็หนีไม่พ้นกรงเล็บปีศาจเช่นกัน เขาพ่ายแพ้ในการประลองชี้ชะตากับโม่หราน ถูกศิษย์รักในวันวานนำตัวกลับไปกักบริเวณอยู่ในตำหนัก ไม่มีผู้ใดรู้ข่าวคราวของเขาอีก

แผ่นดินกว้างใหญ่ที่เดิมสงบสุขพลันตกอยู่ในความมืดมนอนธการ

ราชาสุนัขโม่หรานเล่าเรียนตำราเพียงไม่กี่วัน ทั้งยังเป็นคนที่ทำสิ่งใดไร้ขีดยับยั้ง ดังนั้นช่วงที่เขากุมอำนาจ จึงปรากฏเรื่องเหลวไหลไม่สิ้นสุด อย่างเช่นเรื่องการกำหนดรัชศก

สามปีแรกที่เขาเป็นราชา รัชศก “หวังปา”[3] เป็นชื่อที่เขาคิดได้ขณะให้อาหารปลาอยู่ริมสระ

สามปีที่สอง รัชศก “กวา”[4] เพราะเขาได้ยินเสียงกบร้องอยู่ในลานเรือนช่วงคิมหันต์ จึงปักอกปักใจว่านี่คือแรงบันดาลใจที่ฟ้าประทานมา จะทำให้เสียความตั้งใจของสวรรค์ไม่ได้

ปัญญาชนในหมู่ชาวบ้านเคยคิดว่าคงไม่มีรัชศกใดน่ารันทดเกินรับได้ไปกว่า “หวังปา” และ “กวา” แล้ว แต่สุดท้ายพวกเขายังคงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโม่เวยอวี่สักอย่าง

ช่วงสามปีที่สาม ในพื้นที่เริ่มมีการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะฝ่ายพุทธะ ฝ่ายเต๋า หรือว่าผู้ฝึกจิตวิญญาณ เหล่าผู้ผดุงคุณธรรมในยุทธภพที่ไม่อาจทนต่อความโหดเหี้ยมอำมหิตของโม่หรานได้ต่างเริ่มลุกฮือขึ้นต่อต้านไม่หยุดหย่อน

ดังนั้นครั้งนี้โม่หรานจึงคิดใคร่ครวญอย่างจริงจังอยู่ครึ่งค่อนวัน หลังจากร่างชื่อนับไม่ถ้วน ชื่อรัชศกที่สะท้านฟ้าสะเทือนดินจนเทพผีร่ำไห้ก็ถือกำเนิดขึ้น…“จี่ป้า”

ความหมายนั้นประเสริฐยิ่ง สองอักษรที่ปฐมราชันเค้นสมองคิดออกมา หมายให้สื่อถึง “การยุติสงคราม” เพียงแต่ยามชาวบ้านเอ่ยชื่อรัชศกขึ้นมาก็ดูกระดากปากอย่างเห็นได้ชัด

โดยเฉพาะคนไม่รู้หนังสือ ฟังแล้วยิ่งอิหลักอิเหลื่อ

ปีแรกเรียก “จี่ป้าปีที่หนึ่ง” ฟังอย่างไรก็เหมือน “จีปา”[5] ปีที่หนึ่ง

ปีที่สองเรียก “จีปาปีที่สอง”

ไปจนถึง “จีปาปีที่สาม”

มีคนเคยปิดประตูด่าทอด้วยความแค้นเคืองว่า “เหลวไหลทั้งเพ ไยจึงไม่เรียกจี่ป้าเฉินเหนียน[6]เสียเลยเล่า! ต่อไปพบเจอบุรุษที่ใดก็ไม่ต้องถามไถ่อายุ ถามว่าองคชาติอายุเท่าใด! ตาเฒ่าร้อยปีก็เรียกว่าองคชาติร้อยปี!”

กว่าจะผ่านสามปีไปได้ช่างลำบากยากเย็น สุดท้ายรัชศก “จี่ป้า” นี้ ก็ถึงคราวต้องเปลี่ยนแปลง

คนทั่วหล้าล้วนรอรัชศกที่สี่ของท่านจอมราชันอย่างอกสั่นขวัญแขวน แต่ครั้งนี้โม่หรานกลับไม่มีความคิดตั้งชื่อแล้ว เพราะปีนี้ ความไม่สงบในโลกบำเพ็ญเพียรปะทุขึ้นรอบด้าน ผู้ผดุงคุณธรรมในยุทธภพ เหล่าเซียนและนักรบผู้กล้าที่ทนกล้ำกลืนมาเกือบสิบปี ในที่สุดก็รวมตัวกันก่อตั้งกองทัพร้อยหมื่นอันยิ่งใหญ่เกรียงไกร บีบให้โม่เวยอวี่ผู้เป็นปฐมราชันสละอำนาจ

โลกบำเพ็ญเพียรไม่ต้องการราชา

โดยเฉพาะทรราชเช่นนี้

หลังทำสงครามนองเลือดหลายเดือน ในที่สุดกองทัพคุณธรรมก็มาถึงเชิงเขาสื่อเซิง[7] เขาสูงชันอันตรายที่ตั้งอยู่ในดินแดนสู่จง[8]นี้ปกคลุมด้วยเมฆหมอกตลอดปี ตำหนักของโม่หรานตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาแห่งนี้

ศรพาดสายเตรียมพร้อม เหลือเพียงการโจมตีครั้งสุดท้ายเพื่อล้มล้างอำนาจ นี่คือการโจมตีที่ล่อแหลมที่สุด ทว่ายามเห็นโอกาสชนะอยู่รำไร ในทัพพันธมิตรที่เดิมร่วมศัตรูเดียวกันกลับเริ่มมีใจแตกแยก อำนาจเก่าล่มสลาย อำนาจใหม่ย่อมต้องถูกสถาปนา ไม่มีผู้ใดอยากเสียกำลังของตนในยามนี้ ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีผู้ใดยินยอมเป็นแนวหน้าบุกขึ้นเขาไปก่อน

พวกเขาล้วนกลัวว่าทรราชที่เจ้าเล่ห์เพทุบายผู้นี้จะพลันร่อนลงมาจากฟ้า แสยะเขี้ยวขาววาววับเย็นเยียบดุจสัตว์ร้าย จับพวกคนที่บังอาจล้อมโจมตีตำหนักเขามาแหวะอกผ่าท้อง ฉีกทึ้งเป็นชิ้นๆ

มีคนกล่าวด้วยสีหน้าตึงเครียด “โม่เวยอวี่พลังอาคมสูงล้ำ จิตใจอำมหิตโหดเหี้ยม เรารอบคอบไว้ก่อน อย่าหลงกลเขา”

เหล่าผู้นำต่างเห็นพ้อง

ทว่ายามนี้เอง ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเย่อหยิ่งคนหนึ่งเดินออกมา เขาสวมเกราะเบาสีน้ำเงินขอบเงิน คาดเข็มขัดหัวสิงห์ รวบหางม้าสูงรัดด้วยรัดเกล้าสีเงินประณีต

สีหน้าของชายหนุ่มบึ้งตึง เขากล่าวว่า “ต่างก็มาถึงเชิงเขากันหมดแล้ว แต่พวกท่านกลับยังรั้งรออยู่ที่นี่ไม่ยอมขึ้นไป หรือคิดจะรอให้โม่เวยอวี่ลงมาด้วยตนเอง ช่างเป็นเศษสวะขี้ขลาดโดยแท้!”

ได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ ทุกคนในที่นั้นต่างเดือดดาล

“คุณชายเซวียหมายความว่าอย่างไร อะไรคือขี้ขลาด ยามทหารกระทำการ ยึดความรอบคอบเป็นที่ตั้ง หากไม่สนใจสิ่งใดเช่นท่าน เกิดเรื่องขึ้นมาผู้ใดจะรับผิดชอบ”

มีคนเอ่ยเยาะทันที “เฮอะๆ คุณชายเซวียคือบุตรรักของสวรรค์ เราเป็นเพียงปุถุชน ในเมื่อบุตรรักของสวรรค์ทนรอไม่ไหว อยากไปสู้กับราชาแห่งโลกมนุษย์ เช่นนั้นท่านก็ขึ้นเขาไปก่อนเถิด เราดื่มสุราสังสรรค์กันอยู่ที่เชิงเขา รอท่านไปหิ้วศีรษะของโม่เวยอวี่ลงมา เช่นนี้ประเสริฐนัก”

วาจานี้ออกจะรุนแรงอยู่บ้าง นักบวชเฒ่ารูปหนึ่งในทัพพันธมิตรรีบรั้งชายหนุ่มที่กำลังจะบันดาลโทสะไว้ ปรับสีหน้าท่าทีให้ทรงภูมิ พลางเอ่ยโน้มน้าวด้วยไมตรี

“คุณชายเซวีย โปรดฟังอาตมาสักคำ อาตมารู้ว่าท่านกับโม่เวยอวี่มีความแค้นส่วนตัวลึกล้ำ แต่การบีบให้สละอำนาจเป็นเรื่องใหญ่ ท่านต้องคิดเผื่อทุกคน อย่ากระทำการวู่วามเป็นอันขาด”

“คุณชายเซวีย” ที่ตกเป็นเป้าผู้นี้มีนามว่าเซวียเหมิง สิบกว่าปีก่อน เขาเคยเป็นดรุณผู้โดดเด่น เป็นบุตรรักของสวรรค์ที่มีแต่คนประจบเอาใจ

ทว่ากาลเวลาผันผ่าน สถานการณ์แปรเปลี่ยน ดั่งพยัคฆ์ตกพื้นราบ[9] เขาต้องทนต่อคำเยาะเย้ยถากถางของคนเหล่านี้ เพียงเพราะขึ้นเขามาเพื่อเผชิญหน้ากับโม่หรานอีกครั้ง

เซวียเหมิงโกรธจนใบหน้าบิดเบี้ยว ริมฝีปากสั่นระริก แต่ยังระงับโทสะเอาไว้สุดความสามารถ “เช่นนั้นพวกท่านจะรอถึงเมื่อใดกันแน่”

“อย่างน้อยก็ต้องรอดูความเคลื่อนไหวก่อน”

“ถูกต้อง หากโม่เวยอวี่ดักซุ่มอยู่เล่า”

นักบวชเฒ่าที่พยายามไกล่เกลี่ยเมื่อครู่ก็โน้มน้าว “คุณชายเซวียอย่าได้ใจร้อน เรามาถึงเชิงเขาแล้ว ระวังสักหน่อยย่อมดีกว่า ถึงอย่างไรโม่เวยอวี่ก็ติดอยู่ในตำหนัก ไม่อาจลงเขามาได้ เวลานี้เขาเหมือนเกาทัณฑ์แผ่วปลาย ไม่มีพิษสงใดอีก ไยพวกเราจะต้องผลีผลามกระทำการยามนี้ เชิงเขามีคนมากมาย ที่เป็นทายาทผู้สูงส่งก็ตั้งมาก หากต้องมาจบชีวิตลง ผู้ใดจะรับผิดชอบเล่า”

เซวียเหมิงเสียงเกรี้ยว “รับผิดชอบ? เช่นนั้นข้าขอถามท่าน ผู้ใดรับผิดชอบชีวิตของอาจารย์ข้าได้บ้าง โม่หรานกักตัวอาจารย์ข้ามาสิบปี! สิบปีเต็มๆ! เวลานี้อาจารย์ข้าอยู่บนเขานี้ จะให้ข้ารอต่อไปได้อย่างไร”

ได้ยินเซวียเหมิงเอ่ยถึงอาจารย์ ทุกคนก็ประคองสีหน้าไว้ไม่อยู่

บ้างมีท่าทีละอาย บ้างเหลือบซ้ายแลขวา อึกอักพูดไม่ออก

“สิบปีก่อน โม่หรานตั้งตนเป็นท่าเซียนจวิน ไม่เพียงล้างเจ็ดสิบสองเมืองของสำนักหรูเฟิง ยังกำจัดเก้าสำนักใหญ่ที่เหลือ ต่อมาก็ประกาศตนเป็นจอมราชัน หมายสังหารพวกท่านให้หมดสิ้น วิบัติทั้งสองครานี้ สุดท้ายเป็นผู้ใดที่ขัดขวางเขา หากมิใช่อาจารย์ข้าเสี่ยงชีวิตปกป้อง พวกท่านจะยังอยู่รอด ซ้ำยังมายืนพูดคุยตรงหน้าข้าได้อีกหรือ”

สุดท้ายมีคนกระแอมแห้งๆ สองที เอ่ยเสียงอ่อนโยน “คุณชายเซวีย ท่านระงับโทสะก่อน เรื่องของปรมาจารย์ฉู่ พวกเรา…ล้วนละอายใจนัก ทั้งรู้สึกซาบซึ้งใจ แต่ก็ดังที่ท่านว่า เขาถูกกักตัวมาสิบปีแล้ว หากเกิดเหตุอันใด ก็คง…ฉะนั้น ท่านก็รอมาแล้วสิบปี ยามนี้จึงไม่ควรใจร้อนแม้สักครึ่งขณะ ท่านว่าถูกหรือไม่”

“ถูก? ถูกมารดาเจ้าสิ!”

คนผู้นั้นเบิกตากว้าง “ท่านด่าคนเช่นนี้ได้อย่างไร”

“เหตุใดข้าจะด่าไม่ได้ อาจารย์ไม่ห่วงความตาย เพื่อที่จะช่วยพวกท่าน…พวกคน…”

เขากล่าวต่อไม่ออก คำพูดจุกอยู่ในลำคอ “ข้ารู้สึกแทนอาจารย์ว่ามันช่างไม่ควรค่า”

พูดถึงตอนท้าย เซวียเหมิงพลันเบือนหน้าไป ไหล่สั่นสะท้านเล็กน้อย พยายามข่มกลั้นน้ำตาเอาไว้

“เราก็มิได้พูดว่าจะไม่ช่วยปรมาจารย์ฉู่…”

“นั่นน่ะสิ ในใจทุกคนล้วนจดจำความดีของปรมาจารย์ฉู่ไม่เคยลืมเลือน คุณชายเซวีย ท่านกล่าวเช่นนี้เท่ากับปรักปรำว่าทุกคนเนรคุณ ใครจะรับได้เล่า”

“แต่จะว่าไป โม่หรานเองก็เป็นศิษย์ของปรมาจารย์ฉู่มิใช่หรือ” มีคนเอ่ยเสียงเบา “ข้าว่านะ ความจริงศิษย์ทำเรื่องชั่วช้า เขาเป็นอาจารย์ ก็สมควรต้องรับผิดชอบ ดังคำว่าไม่สั่งสอนบุตรคือความผิดของบิดา ไม่กวดขันศิษย์คือความเกียจคร้านของอาจารย์ เดิมนี่ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ยังต้องมาคร่ำครวญอะไรอีกเล่า”

วาจานี้ออกจะจาบจ้วงอยู่บ้าง มีคนเอ่ยปรามทันที “พูดเหลวไหลอะไร! ระวังปากเจ้าให้ดี!”

ก่อนจะหันไปเกลี้ยกล่อมเซวียเหมิงด้วยสีหน้ายิ้มๆ “คุณชายเซวีย ท่านอย่าได้ใจร้อน…”

เซวียเหมิงตัดบทเขาทันควัน ดวงตาแทบถลนออกจากเบ้า “จะไม่ให้ข้าร้อนใจได้อย่างไร พวกท่านไม่ทุกข์ร้อนก็พูดได้สิ แต่นั่นอาจารย์ข้า! อาจารย์ของข้า! ข้าไม่ได้พบอาจารย์มาหลายปี! ไม่รู้ว่าอาจารย์เป็นตายร้ายดีอย่างไร ใช้ชีวิตเช่นไร พวกท่านคิดว่าข้ามายืนอยู่ที่นี่เพื่ออะไร”

เขาหอบหายใจ ขอบตาแดงก่ำ “หรือหากพวกท่านรออยู่เช่นนี้ คิดว่าโม่เวยอวี่จะลงจากเขามาคุกเข่าอ้อนวอนต่อหน้าพวกท่านเองรึ”

“คุณชายเซวีย…”

“นอกจากอาจารย์ ข้าไม่มีคนใกล้ชิดผูกพันสักคนบนโลก” เซวียเหมิงสะบัดชายเสื้อออกจากการเหนี่ยวรั้งของนักบวชเฒ่า น้ำเสียงแหบพร่า “พวกท่านไม่ไป ข้าไปเอง”

ทิ้งวาจาไว้เท่านี้ หนึ่งคนหนึ่งกระบี่ก็ขึ้นเขาไปเพียงลำพัง

สายลมเหน็บหนาวพัดพาความชื้นมาพร้อมกับเสียงใบไม้ไหวกรูเกรียว ท่ามกลางหมอกหนาทึบคล้ายมีวิญญาณอาฆาตนับไม่ถ้วนกำลังกระซิบกระซาบส่งเสียงหวีดหวิวอยู่ในราวป่า

เซวียเหมิงมุ่งหน้าไปยังยอดเขาด้วยตัวคนเดียว ตำหนักใหญ่น่าเกรงขามที่โม่หรานอาศัยอยู่มีแสงเทียนสงบนิ่งส่องสว่างท่ามกลางม่านราตรี เขาพลันเหลือบไปเห็นสุสานสามหลุมตั้งอยู่หน้าเจดีย์ทงเทียน[10] เมื่อเดินเข้าไปดูใกล้ๆ สุสานแรกมีหญ้าเขียวคลุมครึ้ม ป้ายสุสานสลักอักษรโย้เย้ตัวใหญ่ว่า ‘สุสานสนมฉู่ ชิงเจินกุ้ยเฟย’

ตรงข้ามกับสุสาน “ชิงเจิง[11]กุ้ยเฟย” ผู้นี้ คือหลุมสุสานที่สองซึ่งเป็นหลุมใหม่ เนินดินเพิ่งกลบใหม่ๆ บนป้ายสลักว่า ‘สุสานมเหสีโหยวเป้า[12]ซ่งซื่อ[13]

“…”

หากเป็นเมื่อสิบกว่าปีก่อน เซวียเหมิงได้เห็นเรื่องเหลวไหลพรรค์นี้จะต้องอดหัวเราะไม่ได้แน่

ตอนที่เขากับโม่หรานร่วมสำนักเป็นศิษย์ของอาจารย์คนเดียวกัน โม่หรานเป็นศิษย์ที่ชอบกลั่นแกล้งและหยอกล้อเก่งที่สุด แม้เซวียเหมิงจะเห็นเขาขวางหูขวางตามานาน แต่บางครั้งก็ถูกเขาแกล้งจนทนไม่ไหว

ชิงเจิงกุ้ยเฟยกับมเหสีโหยวเป้านี่ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งบ้าบออะไร คงเป็นหลุมศพที่ยอดอัจฉริยะโม่ตั้งให้ภรรยาสองคนนั้น รูปแบบดูคล้ายคลึงกับ “หวังปา” “กวา” และ “จี่ป้า” เพียงแต่เหตุใดเขาจึงตั้งนามหลังวายชนม์ให้ภรรยาทั้งสองเช่นนี้ ก็สุดรู้ได้

เซวียเหมิงมองไปยังสุสานหลุมที่สาม

ใต้เงาราตรี สุสานนั้นเปิดอยู่ ภายในมีโลงศพโลงหนึ่ง เพียงแต่ในโลงไม่มีผู้ใด บนป้ายสุสานก็ยังไม่มีรอยหมึก

แต่สุราขาวดอกสาลี่ป้านหนึ่ง เกี๊ยวน้ำมันพริกที่เย็นชืดแล้วชามหนึ่ง และกับข้าวรสเผ็ดชาอีกสองสามจานที่วางอยู่หน้าสุสาน ล้วนเป็นอาหารที่โม่หรานโปรดปราน

เซวียเหมิงจ้องมองอย่างอึ้งงัน ในใจพลันตระหนก…หรือว่าโม่เวยอวี่จะไม่คิดต่อต้าน ขุดหลุมศพให้ตนเอง ตัดสินใจที่จะตายนานแล้ว

เหงื่อกาฬผุดพราย

เขาไม่เชื่อ โม่หรานผู้นี้ แต่ไหนแต่ไรล้วนสู้ยิบตา ไม่เคยรู้จักว่าอะไรคือความอ่อนล้า อะไรคือการล้มเลิก ด้วยพฤติกรรมของเขา จะต้องแลกชีวิตกับทัพคุณธรรมจนถึงที่สุด เป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะ…

สิบปีมานี้ โม่หรานยืนอยู่บนจุดสูงสุดแห่งอำนาจ สุดท้ายแล้วเขาเห็นอะไร เกิดอะไรขึ้นกันแน่

ไม่มีผู้ใดล่วงรู้

เซวียเหมิงหันกายหายเข้าไปในความมืด สาวเท้าเข้าไปในตำหนักอูซานที่มีแสงไฟส่องสว่าง

ในตำหนักอูซาน โม่หรานหลับตาสนิท สีหน้าซีดเผือด

เซวียเหมิงเดาไม่ผิด เขาตัดสินใจตายจริงๆ สุสานด้านนอกหลุมนั้นก็คือหลุมศพที่เขาขุดให้ตนเอง หนึ่งชั่วยามก่อน เขาใช้คาถาเคลื่อนย้ายไล่บริวารออกไป แล้วกินยาพิษที่มีฤทธิ์ร้าย ทว่าตบะของเขาสูงยิ่ง ฤทธิ์ยาจึงแพร่กระจายในร่างเขาเชื่องช้าเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้ความเจ็บปวดจากการถูกกัดกร่อนสลายอวัยวะภายในจึงรุนแรงและชัดเจนยิ่งกว่า

แอ๊ด…เสียงประตูตำหนักเปิดออก

โม่หรานมิได้เงยหน้า เพียงเอ่ยเสียงแหบพร่า “เซวียเหมิง เป็นเจ้ากระมัง เจ้ามาแล้วหรือ”

เซวียหมิงยืนเคว้งอยู่บนแผ่นกระเบื้องปูพื้นสีทองในตำหนัก ผมหางม้ากระจัดกระจาย เกราะเบาเปล่งประกายวาววับ

สหายร่วมสำนักในอดีตพบพานกันอีกครั้ง โม่หรานกลับไม่แสดงท่าทีใดๆ เขานั่งเท้าคางเบี่ยงข้าง แพขนตาหนายาวหลุบลงปิดดวงตา

ผู้คนล้วนโจษจันกันว่าเขาคือปีศาจเจ้าเล่ห์สามเศียรหกกร แต่ความจริงคิ้วตาเขาชวนมองยิ่งนัก สันจมูกโค้งได้รูปดูอ่อนละมุน ริมฝีปากบางอิ่มน้ำ ใบหน้าอ่อนหวานโดยกำเนิดหลายส่วน มองเพียงรูปโฉม ผู้ใดก็รู้สึกว่าเขาคือคนงามผู้น่ารัก

เซวียเหมิงเห็นสีหน้าเขา ก็รู้ว่าเขากินยาพิษแล้วดังคาด ในใจรู้สึกบอกไม่ถูก อยากจะเอ่ยบางอย่างแต่ยั้งไว้ สุดท้ายก็กำหมัดแน่น ถามเพียงว่า “อาจารย์เล่า”

“…อะไร”

เซวียเหมิงเสียงเข้ม “ข้าถามเจ้า อาจารย์เล่า! อาจารย์ของเจ้าและข้า อาจารย์ของเราเล่า!”

“อ้อ” โม่หรานแค่นเสียงเบาๆ ในที่สุดดวงตาดำสนิทแทรกประกายม่วงที่ถูกคั่นด้วยกาลเวลาในอดีตอันสลับซับซ้อนก็เบิกขึ้นช้าๆ จับจ้องมายังร่างของเซวียเหมิง

“นับดูแล้ว ตั้งแต่แยกจากกันที่วังท่าเสวี่ย[14]ของคุนหลุน เจ้ากับอาจารย์ก็ไม่ได้พบกันมาสองปีแล้ว”

โม่หรานเอ่ยพลางยิ้มน้อยๆ

“เซวียเหมิง เจ้าคิดถึงอาจารย์หรือ”

“อย่ามัวพูดพล่าม! คืนอาจารย์ให้ข้า!”

โม่หรานมองเขาอย่างสงบนิ่ง ข่มอาการปวดบิดเป็นระยะในช่องท้อง มุมปากยกยิ้มเยาะ หลังพิงพนักบัลลังก์

ภาพเบื้องหน้าดับวูบเป็นพักๆ เขาพอจะรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าอวัยวะภายในกำลังบิดตัวและหลอมละลาย แปรสภาพเป็นโลหิตเน่าเหม็น

โม่หรานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน “คืนให้เจ้า? พูดโง่ๆ เจ้าไม่ใช้สมองคิดดูสักหน่อย ข้ากับอาจารย์มีความแค้นฝังลึกเช่นนี้ ข้าจะยอมให้เขามีชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้อย่างไร”

“เจ้า…!” ใบหน้าเซวียเหมิงพลันซีดเผือด สองตาเบิกกว้าง ถอยหลังกรูด “เป็นไปไม่ได้…เจ้าไม่มีทาง…”

“ข้าไม่มีทางอะไร” โม่หรานหัวเราะเบาๆ “เจ้าลองว่ามาที ข้าไม่มีทางอะไร”

เซวียเหมิงเสียงสั่นเครือ “แต่ว่าสำหรับเจ้า เขาคือ…ถึงอย่างไรเขาก็คืออาจารย์เจ้า…เจ้าจะลงมือได้อย่างไร!”

เขาเงยหน้ามองโม่หรานซึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์ สวรรค์มีฝูซี[15] นรกมีพญายม โลกมนุษย์ย่อมมีโม่เวยอวี่

แต่สำหรับเซวียเหมิงแล้ว ต่อให้โม่หรานกลายเป็นจักรพรรดิแห่งโลกมนุษย์ ก็ไม่ควรกลายเป็นเช่นนี้

เซวียเหมิงสั่นสะท้านไปทั้งร่าง แค้นจนน้ำตาไหล “โม่เวยอวี่ เจ้ายังเป็นคนอยู่หรือไม่ เขาเคย…”

โม่หรานเหลือบตาขึ้นมองอย่างเย็นชา “เคยอะไร”

เซวียเหมิงเสียงสั่น “เขาเคยปฏิบัติต่อเจ้าเช่นไร เจ้าก็รู้…”

โม่หรานพลันยิ้ม “เจ้าคิดจะเตือนข้าว่า เขาเคยตีข้าจนผิวหนังยับเยินไม่เหลือชิ้นดี เคยให้ข้าคุกเข่ารับผิดต่อหน้าผู้คน หรือคิดจะเตือนข้าว่าเขาเคยขวางอยู่เบื้องหน้าข้า ขัดขวางเรื่องของข้าจนเสียการใหญ่กี่ครั้งกี่หน เพื่อเจ้าและเพื่อคนที่ไม่เกี่ยวข้อง”

เซวียเหมิงส่ายหน้าด้วยความเจ็บปวด “…”

ไม่ใช่นะ โม่หราน

เจ้าลองคิดดูให้ดี ละวางความอาฆาตแค้นเหล่านั้นลง แล้วหันมามองดูสักหน่อย

เขาเคยพาเจ้าฝึกยุทธ์ ปกป้องคุ้มภัยให้เจ้า

เขาเคยสอนเจ้าฝึกอักษรอ่านตำรา แต่งโคลง วาดภาพ

เขาเคยหัดทำอาหารเพื่อเจ้า มือไม้งุ่มง่ามจนได้แผล

เขาเคย…เขาเคยรอเจ้ากลับมาทั้งวันทั้งคืน ตั้งแต่ฟ้ามืดจนฟ้าสาง…คนเดียว…

คำพูดมากมายเหล่านี้กลับติดอยู่ในลำคอ สุดท้าย เซวียเหมิงเพียงเอ่ยเสียงสะอื้น

“เขา…เขาอารมณ์ร้ายยิ่งนัก ซ้ำยังพูดจาไม่น่าฟัง ทว่าแม้แต่ข้าก็ยังรู้ว่าเขาดีต่อเจ้าเพียงนั้น เหตุใดเจ้า…เหตุใดเจ้าใจแข็ง…”

เซวียเหมิงเงยหน้าขึ้น ข่มกลั้นน้ำตาที่เอ่อท้นเอาไว้ ลำคอตีบตัน ไม่อาจเอื้อนเอ่ยต่อไปได้อีก

“ใช่แล้ว” ได้ยินเสียงทอดถอนใจแผ่วเบาของโม่หรานดังขึ้นในตำหนักหลังจากเงียบไปนาน “แต่ว่าเซวียเหมิง เจ้ารู้หรือไม่” น้ำเสียงของโม่หรานแผ่วโผยอย่างเห็นได้ชัด “เขาเคยทำร้ายคนที่ข้ารักเพียงหนึ่งเดียวเช่นกัน เพียงหนึ่งเดียว”

เงียบงันเนิ่นนาน

ช่องท้องปวดร้าวราวกับถูกเพลิงแผดเผา เลือดเนื้อถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยนับพันนับหมื่นชิ้น

“แต่ว่า ชั่วดีอย่างไรก็เป็นศิษย์อาจารย์กัน ศพของเขาตั้งอยู่ในศาลาหงเหลียน[16]บนยอดเขาทิศใต้ ร่างของเขานอนอยู่ในดอกบัว รักษาสภาพไว้อย่างดี เหมือนกำลังนอนหลับอยู่” โม่หรานพรูลมหายใจ พยายามวางท่าสงบนิ่ง ขณะเอ่ยออกไปเช่นนี้ เขาไม่แสดงสีหน้า นิ้วมือวางนิ่งอยู่บนโต๊ะยาวไม้จื่อถาน ทว่าข้อนิ้วกลับขาวซีด

“ศพของเขาคงสภาพด้วยพลังจิตของข้า จึงไม่เน่าเปื่อย หากเจ้าคิดถึงเขา ก็อย่ามัวสิ้นเปลืองคำพูดกับข้าอยู่ที่นี่ ฉวยโอกาสขณะข้ายังไม่ตาย รีบไปเสีย”

รสคาวขื่นตีขึ้นมาในลำคอ ขณะเอ่ยปากโม่หรานไอสองสามครั้ง ในปากและฟันล้วนเต็มไปด้วยโลหิตสด แต่สายตากลับผ่อนคลายเป็นอิสระ

เขาเอ่ยเสียงแหบพร่า “ไปเถอะ ไปดูเขา หากไม่ทันการณ์ ข้าตายไป พลังจิตถูกตัดขาด เขาก็จะแปรสภาพเป็นเถ้าธุลี”

กล่าวจบ เขาหลับตาอย่างโรยแรง พิษร้ายโจมตีหัวใจ เพลิงร้อนผลาญเผาทรมาน

ความเจ็บปวดรุนแรงดั่งฉีกทึ้งหัวใจ แม้แต่เสียงโหยไห้คร่ำครวญของเซวียเหมิงก็อยู่ไกลออกไป ราวกับดังมาจากทะเลลึกนับหมื่นจั้ง[17]

โลหิตไหลลงตามมุมปากไม่หยุด โม่หรานกำแขนเสื้อแน่น กล้ามเนื้อหดเกร็งเป็นระยะ

เขาลืมตาอันพร่าเลือน เซวียเหมิงวิ่งไปไกลแล้ว วิชาตัวเบาของเจ้าหนุ่มนั่นนับว่าไม่แย่ วิ่งจากที่นี่ไปยอดเขาทิศใต้คงใช้เวลาไม่มากนัก

การได้เห็นหน้าอาจารย์ครั้งสุดท้าย เขาคงทำได้

โม่หรานยันกายลุกขึ้นอย่างโงนเงน นิ้วมือเปรอะคราบเลือดเริ่มประสานอิน[18] ส่งตนเองไปยังหน้าเจดีย์ทงเทียนบนยอดเขาสื่อเซิง

ยามนี้เป็นปลายฤดูสารท ดอกไห่ถังบานสะพรั่ง

เขาไม่รู้ว่าเหตุใดสุดท้ายตนเองจึงเลือกจบชีวิตบาปหนาลงที่นี่ เพียงคิดว่าบุปผาบานตระการเช่นนี้ ยังนับว่าเป็นสุสานที่งดงาม

เขานอนลงในโลงศพที่เปิดไว้ เงยหน้ามองดูดอกไม้บานยามค่ำคืนที่ปลิดปลิวลงมาอย่างไร้สุ้มเสียง

โปรยปรายลงมาในโลงศพที่เปิดอยู่ พลิ้วผ่านแก้ม ดอกแล้วดอกเล่า เหมือนเรื่องราวในอดีตที่โรยราไป

ชีวิตนี้ จากบุตรนอกสมรสคนหนึ่งที่ไม่มีอะไรเลย จนกลายเป็นตี้จวิน[19]เพียงหนึ่งเดียวแห่งโลกมนุษย์

เขาชั่วร้ายถึงที่สุด สองมืออาบโลหิต รัก แค้น ชอบ ชัง สุดท้ายไม่เหลือสิ่งใดสักอย่าง

สุดท้ายเขาก็ไม่ได้สลักข้อความอันเสรีไร้ขอบเขตลงบนป้ายสุสานของตนเองแม้แต่อักษรเดียว ไม่ว่าจะเป็น “จอมราชันตลอดกาล” อันไร้ยางอาย หรือคำเหลวไหลอย่าง “ทอดน้ำมัน” “นึ่งร้อน” เขาไม่ได้เขียนอะไรทั้งสิ้น สุสานของปฐมราชันแห่งโลกบำเพ็ญเพียร ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ทิ้งข้อความใดไว้

ละครชวนหัวอันต่อเนื่องยาวนานนับสิบปี ในที่สุดก็ถึงกาลอวสาน

ผ่านไปอีกหลายชั่วยาม ขณะที่กลุ่มคนชูคบเพลิงสว่างโร่ดั่งงูเพลิงบุกเข้าไปในตำหนัก สิ่งที่รอพวกเขากลับเป็นตำหนักอูซานอันว่างเปล่า ยอดเขาสื่อเซิงที่ไร้ผู้คน มีเพียงเซวียเหมิงฟุบลงกับพื้นร่ำไห้จนร่างชาอยู่ท่ามกลางเถ้ากระดูกเกลื่อนพื้นข้างศาลาริมน้ำหงเหลียน

และยังมี…โม่เวยอวี่ที่แม้กระทั่งศพก็เย็นเฉียบไปแล้วอยู่หน้าเจดีย์ทงเทียน


[1] หมายถึง ผู้นำชนเผ่าเชียง

[2] พืชในตระกูลแอ๊ปเปิ้ล ดอกสีขาว แดง หรือชมพู

[3] หมายถึง ตะพาบน้ำ

[4] เป็นคำเลียนเสียงร้องของกบ หรือเป็ดก็ได้

[5] หมายถึง องคชาติ

[6] หมายถึง ยุติสงครามชั่วกาล

[7] เขาเป็นตาย

[8] ตอนกลางของมณฑลซื่อชวน (เสฉวน)

[9] มาจากสำนวน “พยัคฆ์ตกพื้นราบ ถูกสุนัขรุมรังแก” อุปมาถึงยามเมื่อตกยาก หรือสูญสิ้นอำนาจ ย่อมถูกผู้ที่อ่อนแอกว่ารุมโจมตี

[10] เจดีย์ทะลวงฟ้า

[11] “ชิงเจิง” แปลว่า “นึ่งร้อนๆ” ในที่นี้ เป็นการล้อกับคำว่า “ชิงเจิน”

[12] หมายถึง ทอดน้ำมัน

[13] คำว่า “ซื่อ” หมายถึง สกุล โดยทั่วไปใช้ต่อท้ายแซ่ของหญิงที่ออกเรือนแล้ว เป็นธรรมเนียมการเรียกสตรีที่ออกเรือน เพื่อให้รู้ว่าเป็นสตรีที่แต่งมาจากสกุลใด บางครั้งอาจเติมแซ่ของฝ่ายชายไว้หน้าสุด เพื่อให้รู้ว่าเป็นสตรีที่แต่งเข้าสกุลใด

[14] วังย่ำหิมะ

[15] หนึ่งในสามจักรพรรดิแห่งยุคสามราชาห้าจักรพรรดิ ตามตำนานว่าไว้ว่าเป็นบรรพบุรุษและเทพผู้ปกครองมวลมนุษย์ มีร่างกายท่อนบนเป็นคนท่อนล่างเป็นงู

[16] ศาลาปทุมแดง

[17] 1 จั้ง เท่ากับประมาณ 3.33 เมตร ในที่นี้เป็นการเปรียบเปรยว่าลึกมาก

[18] คือท่าประสานสองมือเข้าด้วยกันทำเป็นสัญลักษณ์ต่างๆ ตามแต่คาถาที่บริกรรม เพื่อเป็นการควบคุมจักระก่อนเรียกใช้คาถาให้ออกมาในรูปของพลังงาน

[19] คำเรียกยกย่องเทพเจ้า

ใส่ความเห็น