[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา ตอนที่ 48 : มังกรชราของตัวข้า

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

 

48

มังกรชราของตัวข้า

 

เมื่อเขาเอ่ยขึ้นมาเช่นนี้ โม่หรานเองก็เห็นด้วย

อาจารย์กล่าวมิผิด

บนร่างโกวเฉินตัวปลอมมีกลิ่นอายจางๆ บางอย่าง เดิมโม่หรานคิดว่าตนคิดไปเอง ทว่าในเมื่อฉู่หว่านหนิงก็ยังสัมผัสได้ เช่นนั้นโอกาสที่จะเข้าใจผิดจึงมีน้อยมาก

กลิ่นอายของซากศพ

…โกวเฉินซ่างกงผู้นี้มิเพียงไม่ใช่ร่างจริง แต่เขาถึงขนาดมิใช่คนเป็น!

นั่นหมายความว่า มือที่อยู่หลังม่านใช้ซากศพเป็นหุ่นเชิดแทนตน สวมรอยเป็นเทพแห่งสรรพาวุธ ถึงขั้นมิได้เผยโฉมหน้าตนเอง

ขณะกำลังครุ่นคิด พลันมีเสียงหัวเราะสลดต่ำๆ ดังมาจากสระจินเฉิง

ร่างขาวซีดพุ่งขึ้นมาจากน้ำราวกับลูกธนู โกวเฉินซ่างกงตัวปลอมผู้นั้นทะยานขึ้นกลางอากาศ ทว่ายามนี้รูปร่างหน้าตาของเขาน่าสะพรึงยิ่งนัก ผิวหนังทั่วร่างหดย่นเข้าด้วยกัน เหมือนงูกำลังลอกคาบ เหมือนตัวไหมกำลังเจาะออกจากดักแด้

“หว่านเยี่ยอวี้เหิง เป๋ยโต่วเซียนจุน ฉู่หว่านหนิง สมคำร่ำลือดังคาด”

โกวเฉินตัวปลอมลอยอยู่เหนือผิวทะเลสาบระยิบระยับ ใบหน้าที่ราวกับลอกหนังออกมายู่เป็นรอยยิ้มที่แทบจะบิดเบี้ยว

“บุคคลเช่นเจ้า เหตุใดในตอนนั้นสำนักหรูเฟิงจึงมิอาจรั้งเจ้าไว้ได้”

ฉู่หว่านหนิงเอ่ยเสียงเย็นเยียบ “เจ้าคือใครกันแน่”

“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ว่าข้าคือใคร” โกวเฉินตัวปลอมเอ่ย “ข้าเองก็ไม่มีทางให้เจ้ารู้ด้วย คิดเสียว่าข้าเป็นคนที่ควรตายไปนานแล้ว คลานออกมาจากในนรก หมายเอาชีวิตวิญญูชนสัตย์ซื่อเช่นพวกเจ้า!”

วั่งเย่ว์เอ่ยเสียงน่าสะพรึง “อนุชนไร้ยางอาย! ไจซินหลิ่วถูกทำลายแล้ว ด้วยพลังวิญญาณของเจ้า หากไร้พลังต้นไม้เทพ ย่อมไม่อาจใช้อาคมต้องห้าม ไร้หนทางก่อกรรมทำเข็ญได้อีก!”

โกวเฉินตัวปลอมเยาะหยัน “หนีชิวเฒ่าเช่นเจ้า จะตายอยู่แล้ว ยังจะมาทำลายการใหญ่ของข้าอีก เจ้ามีสิทธิ์มาพูดอยู่ตรงนี้หรือ ยังไม่รีบไสหัวไปอีก”

ฉู่หว่านหนิงพลันกล่าว “หรือว่าหมากขาวของท่านผู้สูงส่ง มีสิทธิ์กล่าวคำ?”

“หมากขาว” ที่ว่านี้ ตามชื่อที่บอก คือหมากประเภทที่พิเศษที่สุดในกลหมากเจินหลง

หลังจากผู้ใช้อาคมหาซากศพที่เพิ่งตายใหม่ๆ ได้ จะถ่ายวิญญาณส่วนหนึ่งของตนเข้าไปในซากศพ วิญญาณส่วนนั้นจะหลอมรวมกับซากศพ ก่อเป็น “หมากขาว” ที่ขาวบริสุทธิ์ดุจหยก

“หมากขาว” ต่างจาก “หมากดำ” ที่โดยทั่วไปจะฟังคำสั่งเพียงอย่างเดียว กล่าวอีกอย่างคือ หมากขาวแท้จริงคือร่างแทนของผู้ใช้อาคม นอกจากพลังอาคมที่ไม่เท่ากับร่างจริงแล้ว หมากนี้สามารถนึกคิดเองได้ เคลื่อนไหวได้โดยอิสระ ทั้งสิ่งที่ได้เห็นได้ยินก็ล้วนเชื่อมโยงกับร่างจริง

สถานะของโกวเฉินตัวปลอมถูกเปิดโปง เขากลับปรบมือหัวเราะชอบใจ “ประเสริฐ! ประเสริฐ! ประเสริฐ!”

จบคำ ใบหน้าของโกวเฉินตัวปลอมยิ่งเละเทะบิดเบี้ยว ดูเหมือนว่าอาคมของร่างจริงกำลังจะสูญสิ้น ไม่อาจรักษาการเคลื่อนไหวของหมากขาว ค่อยๆ เผยร่างเดิมที่เป็นซากศพออกมา

“ฉู่หว่านหนิง เจ้าอย่าได้คิดเข้าข้างตนเอง คิดว่าวันนี้ขัดขวางข้าแล้วจะมีประโยชน์รึ ต่อให้ไจซินหลิ่วถูกทำลาย แต่ร่างเดิมของข้ายังไปหาแหล่งกำเนิดพลังวิญญาณอื่นได้ ผิดกับตัวเจ้า”

ขณะที่เขาพูด สายตาฝ้ามัวพลันผละจากฉู่หว่านหนิง ไปจับอยู่ที่โม่หรานอย่างประสงค์ร้าย

โม่หรานตกใจ!

วาจาของโกวเฉินตัวปลอมค่อนข้างเยาะหยัน เอ่ยทีละถ้อยทีละคำ “หากเจ้าคิดว่าคนที่รู้อาคมต้องห้ามทั้งสามมีเพียงข้าคนเดียวบนโลก น่ากลัวเจ้าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน”

ฉู่หว่านหนิงมุ่นคิ้ว เอ่ยเสียงกร้าว “เจ้าหมายความว่าอะไร”

ทว่าโกวเฉินตัวปลอมผู้นั้นหยุดพูดไปฉับพลัน ตัวแข็งค้าง จากนั้นร่างของเขาก็ระเบิด กระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยคาวคลุ้ง หมากสีขาวบริสุทธิ์ดุจหยกเม็ดหนึ่งระเบิดออกมาจากในร่างเขา หมุนคว้างย้อนแสงอยู่กลางอากาศหลายตลบก่อนจะจมหายไปในเกลียวคลื่นของสระจินเฉิง

ดูเหมือนร่างเดิมของโกวเฉินตัวปลอมในที่ลับจะสูญสิ้นพลังวิญญาณในที่สุด หลังจากเสียการหล่อเลี้ยงจากไจซินหลิ่ว

ขณะเดียวกัน วั่งเย่ว์ที่อาศัยพลังวิญญาณไจซินหลิ่วดำรงชีพก็ซวนเซล้มลงกับพื้น คำรามแผ่วเบา “อ๊าก…”

เซวียเหมิงตกใจ “วั่งเย่ว์!”

โม่หรานเองก็ร้อง “วั่งเย่ว์!”

คนทั้งสี่เข้ามาอยู่ข้างกายเจียวหลงเฒ่า ขณะที่วั่งเย่ว์สิ้นอายุขัย ริมฝีปากปราศจากสีเลือด เขามองคนทั้งสี่ น้ำเสียงแผ่วโผยดุจตะวันรอนแสง

“พวกท่าน อย่า…อย่าไปเชื่อคำพูดเหลวไหลของคนผู้นั้นเป็นอันขาด คำพูดที่เขากล่าว เป็นเท็จ เป็นเท็จมากกว่าเป็นจริง…”

สีหน้าซือเม่ยเปี่ยมไปด้วยความอาทรและโศกเศร้า เขาเอ่ยเสียงอ่อนโยน “ผู้อาวุโสไม่ต้องพูดอีกแล้ว ข้าจะรักษาบาดแผลให้ท่าน”

“ไม่ ไม่จำเป็นแล้ว เรื่องที่อาจารย์ท่านทำไม่ได้…ท่าน…ท่านยิ่ง…” วั่งเย่ว์กระอักไออย่างรุนแรงหลายครั้ง จากนั้นเอ่ยอย่างกระหืดกระหอบ “หลายปีที่ผ่านมา มีคนไม่น้อยมาขออาวุธที่สระจินเฉิง ทว่า…นับจากคนชั่วมาสู่สระจินเฉิง ไจซินหลิ่วก็ไม่ยอมให้เขานำของวิเศษที่ผู้เป็นนายทิ้งไว้ไปใช้ประโยชน์ จึงทำลายอาวุธไปนับหมื่น ที่เหลือไว้มีเพียง…มีเพียง…แส้หลิ่วเส้นหนึ่งที่พละกำลังเทียบเท่าตัวเขา และกระบี่…กระบี่ประจำกายซ่างเสิน…”

กล่าวถึงตรงนี้ สีหน้าของเซวียเหมิงหม่นมัวกว่าเดิม เม้มริมฝีปาก นิ่งเงียบไม่เอ่ยคำ

“แส้หลิ่ว…แส้หลิ่วเป็นของนักพรตน้อยท่านนี้แล้ว” วั่งเย่ว์มองโม่หราน “ริมทะเลสาบในตอนนั้น ข้าบอกท่านว่า กาลก่อนทำชั่ว ข้ามิอาจขัดขวาง หวังเพียงนับจากนี้ท่านจะมุ่งสู่ความดี…ทว่าความจริง…ความจริงตามความปรารถนาของผู้เป็นนาย สุดท้ายเทพศัสตราควรให้ผู้มีจิตใจดีครอบครอง ฉะนั้น ข้าหวังว่าท่านจะ…ท่านจะสามารถ…”

โม่หรานเห็นว่าเขาต้องใช้เรี่ยวแรงอย่างยิ่งในการพูด จึงตัดบทเขา “ผู้อาวุโสวางใจ ข้าเข้าใจ”

เจียวหลงพึมพำ “เช่นนั้นก็ดี…เช่นนั้นก็ดี…เช่นนั้นข้าก็…ข้าก็วางใจแล้ว…”

เขาแหงนหน้ามองท้องฟ้า ริมฝีปากสั่นระริกเล็กน้อย

“ผู้คนกล่าวว่าขออาวุธที่สระจินเฉิง ภูตพรายใต้น้ำล้วน…ล้วนเสนอความต้องการ ในกาลก่อน ความต้องการเหล่านั้นกว่าครึ่ง…ล้วนเพื่อทดสอบธาตุแท้ของผู้มา ทว่าบางครั้งก็มีข้อยกเว้น…”

น้ำเสียงของวั่งเย่ว์ค่อยๆ โรยแรง นัยน์ตาคล้ายมีกาลเวลานับหมื่นปีผันผ่านไปดุจโคมม้าวิ่ง

“ข้าได้ทำตามพันธสัญญาที่ให้ไว้กับผู้เป็นนาย นับตั้งแต่เขาจากไป ก็เฝ้าพิทักษ์สระจินเฉิง ไม่เคยจากไปไหน…ไม่คิดว่าจะเฝ้ามานานนับร้อยหมื่นปี…ขุนเขาสายน้ำที่เห็นในวัยเยาว์…ชีวิตที่เหลือนี้…กลับ…กลับไม่ได้เห็น…อีกแล้ว…”

เขาหันหน้ามามองโม่หรานช้าๆ คล้ายวิงวอน ในดวงตาชราปกคลุมด้วยประกายชุ่มชื้นอบอุ่น

ชั่วขณะนั้น โม่หรานรู้ทันทีว่าเขาจะเอ่ยอะไร

ดังคาด วั่งเย่ว์เอ่ยเสียงเบา “นักพรตน้อย ดอกเหมยที่เชิงเขาสดใสตลอดปี ตอนข้ายังเด็ก ข้าชื่นชอบมันเหลือเกิน ในเมื่อท่านได้เทพศัสตราแล้ว คงยอม…ท่านคงยอม…”

โม่หรานกำลังจะเอ่ยว่า ‘ได้ ข้าจะไปนำมาให้ท่าน’

ทว่ายังไม่ทันจะเอ่ยออกไป ประกายในดวงตาสีน้ำตาลทองคู่นั้นของวั่งเย่ว์พลันดับมอด

เจียงหนานไร้สิ่งใดพิเศษ วสันต์หนึ่งกิ่งนี้ขอมอบให้ [1]

ขุนเขาหิมะสูงตระหง่านไกลสุดสายตา ประกายทองจับผิวทะเลสาบเจิดจ้า ลำแสงสีแดงของยามอรุณรุ่งแผ่คลุมผืนน้ำ แตกกระจายเป็นจุดแสงสีแดงก่ำหม่นเศร้า ท่ามกลางเกลียวคลื่นม้วนตลบ

วั่งเย่ว์อาสัญ

เขาเป็นหนึ่งในมังกรยักษ์กลุ่มแรกขณะสร้างโลก เคยยิ่งใหญ่สะท้านฟ้าสะเทือนดิน เรียกลมเรียกฝน และเคยก้มศีรษะยอมจำนน เป็นพาหนะพาผู้เป็นนายออกท่องไปทั่วสารทิศ ผู้คนล้วนกล่าวว่าเขาถูกอาคมผนึกบนร่าง จึงมิอาจละทิ้งนายเก่า หารู้ไม่ว่าเขาเคารพโกวเฉิน จึงรักษาสัญญาร้อยหมื่นปีด้วยเหตุนี้

โลกหล้าไพศาล สิ่งมีชีวิตที่จดจำเรื่องการสร้างโลกได้เหลือน้อยนัก แต่วั่งเย่ว์รู้ว่า โกวเฉินซ่างกงตัวจริงเป็นครึ่งเผ่าพันธุ์ปีศาจ มารดาเขาถูกปีศาจบีบบังคับ หาได้ยินยอมไม่ โกวเฉินเจ็บแค้นเผ่าปีศาจ จึงยอมอยู่ใต้อาณัติฝูซี ทั้งใช้เลือดปีศาจอันดิบเถื่อนในกายตน สร้างกระบี่เล่มแรกแห่งฟ้าดินให้ฝูซี ช่วยเหลือฝูซีกำราบปีศาจ กวาดล้างเก้าแดน

ทว่า หลังจากฟ้าดินรวมเป็นหนึ่ง ฝูซีกลับระแวงในตัวโกวเฉินซ่างกงเพราะเลือดปีศาจอีกครึ่งในตัวเขา โกวเฉินซ่างกงมิได้เลอะเลือน ร้อยปีให้หลัง เขาเชิญตนเองออกจากโลกเทพมายังโลกมนุษย์

ระหว่างทาง เขาเห็นความทุกข์ยากของสรรพชีวิต ใช้อาวุธเข่นฆ่ากัน เกิดสำนึกเสียใจว่าไม่ควรสร้าง “กระบี่” ขึ้นมา ดังนั้นจึงเก็บคืนอาวุธมากมายที่เขาทิ้งไว้ในโลกมนุษย์ ปิดผนึกไว้ในคลังอาวุธสระจินเฉิง ปลูกไจซินหลิ่วไว้ และบอกกล่าวแก่สิ่งมีชีวิตในสระว่า หากมีผู้มาขออาวุธ คนผู้นั้นต้องมีจิตเป็นกุศล จึงคู่ควรที่จะครอบครองเทพศัสตรา

บัดนี้ โกวเฉินไม่หวนคืน วั่งเย่ว์ลาลับแล้ว

นับจากนี้ ใต้สระจินเฉิงจะไม่มีเทพศัสตรา ไม่มีเจียวหลง บาปกรรมและการสำนึกผิดบาป จิตอันบิดเบี้ยวและความยึดติดทั้งมวล ล้วนมลายหายไปเหมือนกับไจซินหลิ่วที่ล้มลง สลายเป็นเถ้าธุลี

ชั่วขณะนั้น ไม่มีผู้ใดกล่าวคำ ท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายทั่วฟ้า ริมสระจินเฉิง ตัวอักษรใหญ่สีแดงสดบนแผ่นศิลาที่เขียนว่า ‘ทรหนวิถี’ ยังคงเหมือนดังเดิมเหมือนเมื่อเห็นครั้งแรก ผิวน้ำสงบเงียบ มองไม่ออกว่าใต้น้ำเคยเกิดวิบัติและความทุกข์ลำเค็ญ

เหมือนเมื่อแรกเริ่มที่พวกเขาเพิ่งขึ้นมาถึงยอดเขาซวี่อิ้ง หารู้ไม่ว่า หลังป้าย “ทรหนวิถี” นี้ จะซ่อนเรื่องราวที่คละเคล้าด้วยเลือดและเนื้อมากมายเพียงใด

โม่หรานมองท้องฟ้า เหนือหน้าผาสูง อินทรีเดียวดายโฉบผ่านท่ามกลางหิมะโปรย

เขาพลันคิดว่า ชาติก่อน วั่งเย่ว์ให้ดาบมั่วเตาแก่ข้า ดาบมั่วเตาเล่มนั้นทรงอานุภาพนัก ทว่าชาตินี้ ดาบมั่วเตาที่ข้าพบ กลับเป็นเพียงของปลอม ดาบจริงที่เป็นของข้า คงทำลายตัวเองไปพร้อมกับไจซินหลิ่วแล้ว ชาตินี้ไร้วาสนาได้พบเจอ

ผ่านไปครูหนึ่ง เขานึกขึ้นมาได้อย่างประหลาด

ตอนนั้นข้ามาขออาวุธที่สระจินเฉิง วันนั้นวั่งเย่ว์โผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำ ดวงตาสีทองมองข้าอย่างอบอุ่นเป็นมิตร จากนั้นบอกข้าว่า “ดอกเหมยที่เชิงเขากำลังบานสะพรั่ง ท่านเด็ดมาให้ข้าสักกิ่งได้หรือไม่”

โม่หรานหลับตาลง ยกแขนปิดเปลือกตาเบาๆ

ชาติก่อนไม่รู้เรื่องใต้สระน้ำ คิดเพียงว่า สิ่งที่วั่งเย่ว์ร้องขอเป็นเพียงของธรรมดาผิวเผิน…

เมื่อกลับถึงยอดเขาสื่อเซิง ก็เป็นอีกหลายวันให้หลัง

เนื่องจากไหล่ของฉู่หว่านหนิงได้รับบาดเจ็บสาหัส เด็กหนุ่มทั้งสามก็ล้วนเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ พวกเขาจึงพักผ่อนอยู่ในเมืองไต้เฉิงหลายวัน จึงค่อยออกเดินทางกลับแดนสู่

เซวียเหมิงมิได้เล่าเรื่องขออาวุธกับเซวียเจิ้งยงและหวังฟูเหริน คนหยิ่งทะนงเช่นเขา ไม่ว่าบิดามารดาจะผิดหวัง หรือว่าปลอบใจ สำหรับเขาก็เหมือนเป็นการโรยเกลือบนบาดแผล ฉู่หว่านหนิงมองเห็นอยู่ในสายตา ในใจไม่อาจรับได้ สุดท้ายจึงหมกมุ่นกับม้วนตำราทั้งวัน หวังหาหนทางอื่นที่จะหาเทพศัสตราให้เซวียเหมิง หรือวิธีอื่นในโลกที่ทำให้มนุษย์ทัดเทียมกับเทพศัสตราได้

นอกจากนี้ยังมีเรื่องโกวเฉินตัวปลอมผู้นั้นคือใครกันแน่ บัดนี้ร่างเดิมของเขาอยู่ที่ใด คำพูดสุดท้ายของเขาก่อนที่ “หมากขาว” ของโกวเฉินตัวปลอมจะระเบิดมีความหมายใดซ่อนอยู่

เรื่องราวที่ต้องกังวลมีมากมายเหลือเกิน แสงเทียนในหอตำราของศาลาหงเหลียนส่องสว่างตลอดคืน นาฬิกาน้ำทองแดงหยดติ๋งๆ ม้วนคัมภีร์ซี่ไม้ไผ่ซับซ้อนหลากหลายกางแผ่เต็มพื้น ใต้กองบันทึกเหล่านั้น คือใบหน้าอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัดของฉู่หว่านหนิง

“อวี้เหิง ไหล่ท่านบาดเจ็บเช่นนี้ อย่าได้ชะล่าใจ” เซวียเจิ้งยงประคองถ้วยชาร้อน นั่งพูดปากเปียกปากแฉะอยู่ข้างๆ “ผู้อาวุโสทานหลางเชี่ยวชาญวิชาแพทย์ หากท่านมีเวลา ก็ไปให้เขาตรวจดูสักหน่อย”

“ไม่เป็นไร แผลเริ่มสมานหมดแล้ว”

เซวียเจิ้งยงจิปาก “ไม่ได้ๆ ท่านดูตัวเองสิ ตั้งแต่กลับมาสีหน้าก็ไม่สู้ดีมาตลอด สิบคนเห็นท่าน เก้าคนล้วนบอกว่า ท่านดูเหมือนจะหมดสติได้ทุกเมื่อ ข้าว่าบาดแผลน่าจะมีอะไรผิดปกติ ไม่แน่ว่าอาจมีพิษก็ได้ ท่านใส่ใจสักหน่อยจะดีกว่า”

ฉู่หว่านหนิงกลอกตา “ข้าเหมือนจะหมดสติ?” เขาชะงัก แค่นหัวเราะเย็นชา “ผู้ใดบอก”

เซวียเจิ้งยง “…”

“ไอ้หยา อวี้เหิง ท่านอย่าเอาแต่คิดว่าตนเองตีขึ้นจากเหล็ก คนอื่นเป็นโครงแปะกระดาษได้หรือไม่”

“ข้ารู้ตัวเองดี”

เซวียเจิ้งยงพึมพำเงียบๆ ดูจากรูปปากเหมือนกำลังพูดว่า ‘รู้กับผีนะสิ’ ดีที่ฉู่หว่านหนิงจดจ่ออยู่กับการอ่านตำรา จึงไม่เห็นท่าทีเล็กๆ น้อยๆ ของเขา

จ้ำจี้จ้ำไชอยู่อีกสักพัก เซวียเจิ้งยงเห็นว่าดึกแล้ว จึงปัดก้นลุกขึ้น เตรียมกลับไปอยู่เป็นเพื่อนภรรยา ก่อนจากไปยังไม่ลืมกำชับ “อวี้เหิง ท่านพักผ่อนให้เร็วสักหน่อย ท่านเป็นเช่นนี้ หากเหมิงเอ๋อร์รู้เข้า เขาต้องรู้สึกผิดจนตายแน่”

ฉู่หว่านหนิงไม่สนใจเขา

เซวียเจิ้งยงถูกปฏิเสธอย่างเย็นชาเช่นนี้ ก็รู้สึกกระดากอยู่บ้าง ได้แต่เกาศีรษะจากไป

หลังจากฉู่หว่านหนิงดื่มยาก็กลับไปอ่านม้วนตำราที่โต๊ะต่อ อ่านมาถึงตอนท้ายเริ่มรู้สึกวิงเวียนศีรษะ เอามือเท้าขมับ รู้สึกคลื่นไส้นิดๆ

เพียงแต่ความรู้สึกคลื่นไส้ชั่วขณะนี้ ฉู่หว่านหนิงคิดเพียงว่าตนคงเหนื่อยล้า จึงมิได้สนใจ

ยามดึกสงัด ในที่สุดเขาก็รู้สึกเวียนศีรษะยิ่งขึ้น และหลับไปโดยที่คิ้วกระบี่ยังขมวดมุ่น แขนเสื้อกว้างพาดอยู่บนกองม้วนตำราที่สุมเป็นภูเขา ที่ตักก็มีตำราไม้ไผ่ที่ยังอ่านไม่จบวางอยู่ ชายชุดคลุมแผ่เป็นริ้วราวกับคลื่นน้ำ

คืนวันนี้ เขาหลับผัน

ต่างจากฝันธรรมดาทั่วไป ภาพในความฝันทั้งชัดเจนและสมจริง

เขายืนอยู่ในตำหนักตานซินของยอดเขาสื่อเซิง ทว่าตำหนักตานซินนี้แตกต่างจากที่เขารู้จักอยู่บ้าง การตกแต่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เขายังไม่ทันมองดูอย่างละเอียด ประตูตำหนักใหญ่พลันเปิดออก ม่านสีแดงเข้มพลิ้วสะบัด

มีคนเดินเข้ามา

“อาจารย์”

ผู้มาใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาแซมประกายสีม่วง แม้ดูเป็นชายหนุ่ม ทว่ามุมปากที่โค้งขึ้นกลับแฝงความเป็นเด็กอย่างเห็นได้ชัด

“โม่หราน?”

ฉู่หว่านหนิงลุกขึ้น กำลังคิดจะเดินเข้าไป กลับพบว่าที่ข้อมือข้อเท้าของตนลงตรวนที่ไหลเวียนด้วยพลังวิญญาณสี่เส้น พันธนาการเขาไว้จนมิอาจขยับเขยื้อน

หลังจากผ่านความตื่นตระหนก เพลิงโทสะก็ท่วมฟ้า ฉู่หว่านหนิงจ้องตรวนที่มือและเท้าอย่างไม่อยากเชื่อ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ อึ้งจนไม่อาจเอ่ยคำ ผ่านไปนานจึงเงยหน้าเอ่ยเสียงเกรี้ยว “โม่เวยอวี่ เจ้าคิดต่อต้านหรือ คลายตรวนให้ข้า!”

ผู้มากลับคล้ายไม่ได้ยินเสียงตวาดของเขา บนใบหน้าเจือรอยยิ้มเกียจคร้าน ลักยิ้มบุ๋มลึก เดินเข้ามาตรึงคางเขาไว้

[1] จากบทกวีเจิ้งฟ่านเยี่ย (มอบแด่ฟ่านเยี่ย) ของลู่ข่าย แม่ทัพแห่งตงอู๋ (ง่อก๊ก) ในยุคสามก๊ก บทกวีกล่าวถึงตัวกวีกับสหายของเขาอยู่ห่างไกลกัน ได้แต่ติดต่อกันด้วยการใช้ม้าเร็วส่งจดหมาย แต่ครั้งนี้กวีได้ส่งกิ่งดอกเหมยไปให้แทนจดหมาย ในบทกวีใช้คำว่า “วสันต์หนึ่งกิ่ง” แทนกิ่งดอกเหมย เป็นสัญลักษณ์ของการมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิ สื่อถึงความคาดหวังที่จะได้พบกัน และสะท้อนความรักและความปรารถนาดีที่กวีมีต่อสหายของเขา

ใส่ความเห็น