[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา ตอนที่ 49 : อาจารย์ของตัวข้าโกรธยิ่งนัก

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

 

49

อาจารย์ของตัวข้าโกรธยิ่งนัก

 

ความตื่นตระหนกของฉู่หว่านหนิงยากที่จะใช้ถ้อยคำมาพรรณนา เขาเบิกตากว้าง มองโม่หรานในฝันเหมือนเห็นภูตผี

โม่เวยอวี่ที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วองอาจยิ่งนัก ไหล่กว้างยิ่งนัก สองขาเรียวยาว สูงกว่าเขาครึ่งศีรษะ

ขณะอีกฝ่ายหลุบตาลงมองเขา หางตาฉายแววใคร่ครวญแกมเยาะหยัน

“อาจารย์คนดีของตัวข้า ท่านควรดูว่าบัดนี้ตนเองมีสภาพเช่นไร”

นิ้วของเขาไล้ไปตามแก้มของฉู่หว่านหนิง หยุดอยู่ข้างหู นัยน์ตาแผ่ประกายเย็นเยียบ

เงียบไปนาน ก่อนจะแค่นเสียงเย็นชา จากนั้นพลันโน้มตัว สัมผัสอ่อนนุ่มเร่าร้อนถาโถมเข้ามา เขาขบริมฝีปากฉู่หว่านหนิง

โดยไม่ทันตั้งตัว ในสมองฉู่หว่านหนิงส่งเสียงตูม เหมือนเส้นบางอย่าง…ขาดผึง…

โม่หรานจูบเขา ลมหายใจของโม่หรานกำลังรุกรานเขา เปียกชื้น ร้อนรน เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาอันโสมมชั่วช้า

ฟันและปากพัวพันกันอย่างดิบเถื่อน ในอกก่อคลื่นถาโถม

ฉู่หว่านหนิงแทบสั่นสะท้าน นัยน์ตาหงส์เบิกกว้าง ในใจทั้งเดือดพล่านทั้งงุนงง ทว่าเมื่ออยู่ในความฝัน กลับเหมือนสูญเสียพลังวิญญาณไป ถึงขั้นแม้แต่เรี่ยวแรงธรรมดาก็ยากที่จะรวบรวม เขาไม่อาจสลัดหลุดจากการรัดตรึงของโม่หรานได้ ถูกกักไว้ในอ้อมอกของอีกฝ่ายอย่างแน่นหนา

ไม่รู้เพราะเหตุใด โม่หรานในฝันต่างจากที่เขารู้จักโดยสิ้นเชิง

มิได้ก้มหน้าหลุบตา อวดฉลาดเอาอกเอาใจเช่นวันวานอีก แต่กลับก้าวร้าวรุนแรง แข็งกร้าวทรงอำนาจ

เขาถึงขั้นรู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงลมหายใจที่ร้อนเร่าแผดเผาของโม่หราน ทั้งถี่กระชั้นทั้งหนักหน่วง ความใคร่อันดิบเถื่อนลุกร้อนดุจหินหลอมเหลว หมายละลายเลือดเนื้อและกระดูกของเขาจนกลายเป็นน้ำ

สีหน้าของฉู่หว่านหนิงดำทะมึน แทบกระอักเลือดออกมา เขามิอาจจินตนาการได้เลยว่าตนจะถูกโม่หรานสยบโดยมิอาจต้านทาน สิ่งที่เขายากจะรับยิ่งกว่าคือความรู้สึกร้อนรุ่มที่บริเวณท้องน้อย และปลายนิ้วอ่อนยวบ ระหว่างการจุมพิตพันตูอย่างบ้าคลั่งและเปียกชุ่ม เขาสั่นเทิ้มในอ้อมแขนของโม่หราน แผ่นอกของโม่หรานร้อนลวก ราวกับจะหลอมละลายตัวเขาผ่านเนื้อผ้า จมเขาลงไป เขาคิดดิ้นรน ทว่าไร้เรี่ยวแรง

เมื่อสิ้นสุดการจุมพิต ขาของฉู่หว่านหนิงก็อ่อนระทวยไปหมด โม่หรานกอดเขาไว้ ซุกใบหน้าอยู่ข้างหูเขา ลมหายใจร้อนชื้นรินรดต้นคอด้วยอาการหอบกระเส่า ได้ยินเสียงโม่หรานพูดว่า “ท่านอยากต่อรองเงื่อนไขกับตัวข้ามิใช่หรือ”

น้ำเสียงของโม่หรานแหบพร่ายิ่งนัก แหบพร่าจนทำให้ฉู่หว่านหนิงแทบรู้สึกแปลกหู

ฉู่หว่านหนิงหลุบตา เห็นลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลง เป็นอาการกลืนน้ำลายที่ข่มกลั้นไว้ แต่แทบข่มไว้ไม่อยู่แล้ว

“ท่านไร้คุณค่ากับตัวข้าแล้ว เช่นนั้นก็ใช้สิ่งสุดท้ายที่ท่านเหลือมาเจรจาเถอะ”

น้ำเสียงของฉู่หว่านหนิงก็แหบพร่าเช่นกัน ไม่รู้เป็นเพราะความปรารถนาหรือความโกรธเกรี้ยว เขาเอ่ยเสียงแผ่ว “อะไร…”

โม่หรานบีบเขาจนชนผนัง พลันกระแทกมือกับกำแพงอย่างแรง ตรึงข้อมือข้างหนึ่งที่ถูกตรวนไว้ของฉู่หว่านหนิงแน่น

ความมุ่งร้ายของเขาไม่ลดน้อยไปเลย ทว่ากลับโน้มศีรษะลงดูดดึงติ่งหูของฉู่หว่านหนิงอย่างสนิทแนบชิด

ฉู่หว่านหนิงสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง ความรู้สึกหนึบชาอันน่าสะพรึงพุ่งขึ้นจากก้นกบสู่หนังศีรษะ

เสียงของโม่หรานทุ้มต่ำ ลมหายใจคุกรุ่น หนักหน่วงยิ่งนัก

“ให้ข้ากระทำท่านสักครั้ง ข้าจะรับปากคำขอของท่าน”

ฉู่หว่านหนิงเบิกตาโพลงฉับพลัน ในดวงตาทอแววกระสัน แต่ที่มากกว่าคือความไม่อยากเชื่อ

มืออีกข้างของโม่หรานลูบที่เอวเขา ริมฝีปากซุกไซ้ข้างลำคอเขา น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยวาจาชั่วร้าย

“เพียงแต่ ตัวข้ารังเกียจอาจารย์เพียงนั้น คงไม่มีความสนใจในเรือนร่างท่านสักเท่าใด หากจะให้สนุกสมใจ ยังต้องลำบากให้อาจารย์ร่วมมือให้มาก”

โม่หรานเงียบไป ลูบเอวของเขาต่อ กระหวัดรัดแน่นยิ่งขึ้น

“ฉะนั้น ท่านคิดให้ดี หากยินยอม ท่านก็คุกเข่า ไล้เลียข้าให้เต็มที่ ปรนนิบัติข้าให้เบาสบาย จากนั้นไปนอนคว่ำบนเตียง อ้อนวอนให้ข้าสมสู่ท่าน”

“…”

ฉู่หว่านหนิงแทบเป็นบ้าแล้ว

ผู้อาวุโสอวี้เหิง ผู้ภาคภูมิในความบริสุทธิ์ นิ่งขรึมสุขุม ไม่ข้องแวะสัมพันธ์ทั้งชายหญิง ไม่ดูภาพเร้าราคะ ไม่ฟังกลอนลำนำหยาบโลน รักษาพรหมจรรย์ ถนอมตัวตนอันสูงส่งเยือกเย็น

กล่าวอย่างง่ายคือ เรื่องรักๆ ใคร่ๆ เขารู้น้อยยิ่งนัก

ฉะนั้นเขาจึงโชคร้ายอย่างยิ่ง ทั้งที่เดือดดาล ทว่าก็ได้แต่ถอดหมวกปลดเกราะ ยอมพ่ายต่อความรู้สึกอันรุนแรงที่ไม่คุ้นเคยเช่นนี้

โม่หรานกล่าวจบก็รออยู่สักพัก คงเห็นเขาไม่มีท่าทีตอบสนอง จึงสบถเบาๆ แต่ก็เริ่มจูบเขาอีกอย่างไม่อาจระงับ ครั้นย่ำยีริมฝีปากเขาจนหนำใจแล้ว ลิ้นเปียกชื้นติดน้ำหนืดใสก็ถอนออกมาจากโพรงปาก จากนั้นก็ขบขย้ำลำคอของเขาอย่างบ้าระห่ำ ทั้งจูบทั้งไล้เลียซอกคอ ลาดไหล่ และใบหูของเขา

สิ่งที่ยิ่งทำให้ฉู่หว่านหนิงขนหัวลุกก็คือ มือของโม่หรานเริ่มฉีกกระชากเสื้อคลุมบนร่างเขาอย่างป่าเถื่อน ฉีกทึ้งพลางพึมพำ “เสแสร้งเป็นวิญญูชนอะไร! เสแสร้งเป็นนักปราชญ์อะไร!” ขณะเหลือบตาขึ้นมองเขา สายตาคู่นั้นเร่าร้อนและบ้าคลั่ง ทั้งแผ่กระจายด้วยประกายประหลาด คล้ายว่าความอาฆาตแค้นที่สั่งสมมานานได้ปลดเปลื้องออกมาในที่สุด

ทั้งยังเหมือนหินหลอมเหลวแห่งกำหนัดที่เดือดกรุ่นใต้ชั้นหินทะลักหลั่งออกมาหลังจากอดกลั้นมายาวนาน

ดูเหมือนฉู่หว่านหนิงจะถูกสายตาน่าพรั่นพรึงดุจเสือดุจหมาป่าของเขาแผดเผา คิดจะผละสายตาไป กลับถูกโม่หรานที่อ่านความคิดเขาออก จับตรึงใบหน้าไว้

“มองข้า”

น้ำเสียงแหบพร่าร้อนลวกหู สั่นระริกเล็กน้อย ไม่รู้เป็นเพราะตื่นเต้นหรือเพราะสิ่งอื่น ฟังดูราวกับความหิวกระหายของสัตว์ป่ายามขย้ำเหยื่อ

“ข้าให้ท่านมองข้า!”

ฉู่หว่านหนิงสั่นไหวพลางหลับตาลง

ฝันนี้ช่างเหลวไหลเกินไปแล้ว

“อาจารย์” เสียงข้างหูพลันอ่อนละมุนกว่าเดิม เป็นเสียงที่คุ้นเคย “อาจารย์ ท่านตื่นได้แล้ว”

ท่ามกลางสติพร่าเลือน ฉู่หว่านหนิงเห็นใบหน้าของโม่หรานอยู่ใกล้เพียงคืบ จึงตบผัวะอย่างแม่นยำและรุนแรงโดยไม่ต้องคิด ฟาดเข้าที่แก้มอีกฝ่ายเสียงดังสนั่นทันที

โม่หรานไม่ทันป้องกัน ถูกตบเข้าอย่างจัง ร้อง “โอ๊ย” พลางเบิกตากว้าง “อาจารย์ ท่านตีคนส่งเดชได้อย่างไร”

“…”

ฉู่หว่านหนิงลุกขึ้นนั่ง นัยน์ตาหงส์เฉียงขึ้น หางตาฉายแววโทสะระคนตื่นตระหนก

ร่างของเขายังคงสั่นเทิ้มเล็กน้อย ความฝันกับความจริงยังคาบเกี่ยวพัวพัน บีบจนเขาแทบคลั่ง

“อาจารย์…”

“อย่าเข้ามา!”

ฉู่หว่านหนิงหลุบตา ตวาดดุดัน การตอบสนองอย่างรุนแรงของเขาทำให้โม่หรานตกใจจนสะดุ้งโหยง ผ่านไปพักใหญ่ จึงค่อยเอ่ยอย่างระมัดระวัง “ฝันร้ายหรือ”

ฝันร้าย…

ใช่แล้ว เป็นความฝัน…เป็นความฝันเท่านั้น

ฉู่หว่านหนิงจ้องคนตรงหน้าอย่างใจลอย ปรับลมหายใจครู่หนึ่ง จึงค่อยๆ ได้สติกลับมา

เขายังคงนอนอยู่ในหอตำราของศาลาหงเหลียน ตำหนักตานซินหายวับไปพร้อมกับโม่หรานในวัยหนุ่ม สิ่งที่อยู่เบื้องหน้า มีเพียงใบหน้าที่ยังอ่อนเยาว์ของเด็กหนุ่มคนเดิม

“…อืม ในฝัน…ข้าตีคน” ในที่สุดก็ได้สติกลับมา ฉู่หว่านหนิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ปรับสีหน้าให้เรียบร้อย นิ้วมือเรียวที่ยังสั่นระริกเล็กน้อยลูบอกเสื้อจนเรียบอย่างเอาจริงเอาจัง กดความร้อนรนกระวนกระวายไว้

โม่หรานลูบแก้มที่ยังคงแดงฉานป้อยๆ “อาจารย์ฝันร้ายอะไร ลงมือรุนแรงเช่นนี้…”

ความเก้อกระดากวูบผ่านบนใบหน้าฉู่หว่านหนิง เขาเม้มริมฝีปาก เบือนใบหน้าหล่อเหลาไปทางด้านหนึ่ง นิ่งขรึม ไม่ยอมเอ่ยอะไร

บนใบหน้าไม่เผยริ้วอารมณ์แม้เพียงเล็กน้อย ทว่าในใจกลับมีคลื่นถาโถม เขารู้สึกว่าความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของตนแทบแหลกละเอียดแล้ว ข้าฝันเหลวไหลเช่นนั้น คำพูดหยาบโลนเช่นนั้น ช่างไร้ยางอาย ไม่สมควรเป็นอาจารย์

สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกพังทลายยิ่งกว่าคือ ร่างกายของเขากลับมีการตอบสนองในฝันอันน่าอัปยศนี้อย่างไม่น่าให้อภัย

เคราะห์ดีที่ชุดคลุมหลวมกว้าง จึงไม่มีใครมองออก

ฉู่หว่านหนิงกุมขมับ ใบหน้ายังคงดำทะมึนเป็นก้นหม้อ

เขาย่อมไม่อาจลากโม่หรานในฝันมาระบายโทสะ แต่กับเจ้าคนที่ส่งตัวเองมาหาถึงที่สามารถทำได้ ดังนั้นนัยน์ตาเฉียงจึงปรายมองอีกฝ่าย ถามเสียงดุว่า “ดึกดื่นค่อนคืน บุกเข้ามาในห้องข้าโดยพลการ เจ้าคิดว่าศาลาหงเหลียนเป็นบ้านเจ้า? คิดว่าตนเองคือผู้อาวุโสอวี้เหิง?”

“…”

แรกเริ่มถูกตบหน้าก็สุดบรรยายแล้ว ยามนี้ยังถูกเอ็ดอีกรอบ โม่หรานรู้สึกน้อยใจ พึมพำเสียงเบา “โมโหอะไรอีกเล่า…”

คิ้วกระบี่ของฉู่หว่านหนิงเฉียงขึ้นอย่างฉุนเฉียว “ข้าไม่ได้โมโห ข้าจะนอนแล้ว เจ้าออกไป!”

“แต่ว่าอาจารย์ ตอนนี้คือยามมะโรง [1] แล้ว”

ฉู่หว่านหนิง “…”

“หากมิใช่เพราะเรารออยู่ที่แท่นซ่านเอ้อนานแล้ว ก็ยังไม่เห็นอาจารย์มาเสียที ข้าก็ไม่กล้ามาหาท่านที่ศาลาหงเหลียนโดยพลการหรอก”

ฉู่หว่านหนิง “…”

หน้าต่างหอตำราปิดอยู่ เขาผลักหน้าต่างเปิดออก เห็นด้านนอกตะวันขึ้นแล้ว นกกาขับขาน แมลงร้องระงม

สีหน้าของฉู่หว่านหนิงไม่น่ามองยิ่งกว่าเดิม

ท่าทางเขาเหมือนจะเรียกเทียนเวิ่นออกมาฟาดคนได้ทุกเมื่อ

เขากลับฝันเปียกจนถึงยามมะโรง หากมิใช่โม่หรานวิ่งมาปลุกเขา เขาอาจยังถลำต่อ…การยอมรับนี้ทำให้เส้นเลือดเขียวตรงขมับของฉู่หว่านหนิงเต้นตุบๆ ข้อนิ้วที่จับลายฉลุหน้าต่างเกร็งแน่นจนกลายเป็นสีเขียว

ควรรู้ว่า เคล็ดวิชาที่ฉู่หว่านหนิงฝึก ระงับความปรารถนาได้ดีมาตลอด ที่ผ่านมาอย่าว่าแต่ฝันเปียก แม้กระทั่งความคิดหลงละเมอเพ้อพกก็ไม่เคยมี

กับเรื่องนี้ ฉู่หว่านหนิงเหมือนเช่นมนุษย์ตอไม้ ทั้งทึ่มเซ่อและแข็งทื่อ ตนฝึกเคล็ดวิชาถึงขั้นสุดยอด ตัดขาดความปรารถนา มักจะดูแคลนคนรักคู่นี้นัวเนียกัน ดูแคลนคู่บำเพ็ญคู่นั้นฝึกคู่กัน สุดท้ายยังทะนงว่าตนสูงส่งเสียเต็มประดาอีกด้วย

ใครจะไปคิดว่าพอพลาดขึ้นมา ก็หกคะเมนหน้าทิ่ม…

ทั้งยังคงหกคะเมนอยู่ในมือศิษย์น้อยของตน

ฉู่หว่านหนิงผู้อาจหาญปราดเปรื่อง สูงส่งเย็นชา ไม่กล้ามองโม่หรานอีกแม้แต่แวบเดียว ทิ้งคำพูดใส่อารมณ์ว่า “รีบไปฝึกช่วงเช้าที่แท่นซ่านเอ้อกับข้า!” จากนั้นก็สะบัดแขนเสื้อเดินออกจากประตู ไม่นานก็ไปเสียไกลลิบ

เซวียเหมิงกับซือเม่ยรออยู่นานแล้ว ตอนที่ฉู่หว่านหนิงมาถึง ทั้งสองกำลังนั่งคุยกันอยู่ใต้ร่มไม้

ซือเม่ยกระวนกระวายใจยิ่งนัก “อาจารย์ไม่เคยมาสาย วันนี้เกิดอะไรขึ้น ป่านนี้แล้วยังไม่เห็นอาจารย์เลย”

เซวียเหมิงกระวนกระวายยิ่งกว่า “โม่หรานไปเชิญอาจารย์แล้วมิใช่หรือ ไปนานป่านนี้ยังไม่กลับมา รู้แต่แรกข้าคงไปกับเขาด้วย อาจารย์คงไม่ได้ป่วยกระมัง”

“ข้าเห็นบาดแผลที่ไหล่อาจารย์สาหัสมาก แม้จะรักษาอย่างดี แต่ร่างกายของอาจารย์อ่อนแอ พูดยากจริงๆ …”

เซวียเหมิงได้ยิน ก็ยิ่งนั่งไม่เป็นสุขกว่าเดิม พลันผุดลุกขึ้น “ไม่รอแล้ว ไอ้สุนัขไร้ค่าโม่หราน พึ่งพาไม่ได้ ข้าจะไปดูเอง!”

พอหันไปก็เห็นชุดขาวของฉู่หว่านหนิงพลิ้วสะบัด สาวเท้าเข้ามา

สองคนที่ใต้ต้นไม้ร้องทักพร้อมกัน “อาจารย์!”

ฉู่หว่านหนิง “ติดธุระเล็กน้อยทำให้ล่าช้า วันนี้จะพาพวกเจ้าไปฝึกยุทธ์ ไปเถอะ”

ซือเม่ยฉวยโอกาสขณะฉู่หว่านหนิงไม่ได้สนใจ ถามโม่หรานเสียงเบาอยู่ข้างหลัง “อาจารย์เป็นอะไรหรือไม่ ธุระอะไรทำให้ล่าช้า”

โม่หรานเหลือกตาใส่ “นอนเลยเวลา”

“หา?”

“ชู่ ทำเป็นไม่รู้” โม่หรานคลึงแก้มตนเอง ตบฉาดนั้นยังเจ็บอยู่เลย เขาไม่อยากหาเรื่องให้ตนเองถูกฉู่หว่านหนิงตบอีก

ขนตาซือเม่ยขยับไหว “แก้มซ้ายเจ้าทำไมแดงเล่า”

โม่หรานเอ่ยเสียงเบา “หากถามต่อ แก้มขวาข้าคงจะแดงด้วย เลิกถามได้แล้ว รีบไปเถอะ”

ทั้งสามมาถึงลานฝึก ฉู่หว่านหนิงให้โม่หรานกับซือเม่ยไปประลองเรียนรู้กันเองก่อน

เขารั้งเซวียเหมิงไว้เพียงผู้เดียว “นั่งลง”

เซวียเหมิงแม้ไม่รู้สาเหตุ แต่เขาเคารพคำพูดของอาจารย์เป็นหลักมาตลอด จึงนั่งลงตามคำสั่งทันที

ฉู่หว่านหนิงเองก็นั่งลงเบื้องหน้าเขา “อีกสามปีจะเป็นงานวิจารณ์กระบี่เขาหลิงซานแล้ว เจ้าตั้งใจว่าอย่างใด”

เซวียเหมิงหลุบตา ผ่านไปสักพักก็กัดฟันกล่าว “ชนะเลิศ”

หากฉู่หว่านหนิงถามเขาเช่นนี้ก่อนเดินทางไปยังสระจินเฉิง เซวียเหมิงคงตอบได้อย่างภาคภูมิน่าเกรงขาม

ทว่ายามนี้ เมื่อเอ่ยคำพูดนี้ออกมาอีกครั้ง กลับปล่อยวางความทระนงไม่ลง

มิใช่ว่าเขาไม่รู้จักประมาณตน แต่จิตใจไม่ยินยอมทิ้งฉายา “บุตรรักของสวรรค์” ประสานมือคารวะผู้อื่นจริงๆ

พอพูดว่า “ชนะเลิศ” ออกไป เซวียเหมิงก็ลนลาน ลอบชำเลืองมองฉู่หว่านหนิง

ทว่าฉู่หว่านหนิงเพียงแค่เหลือบมองเขา มิได้หัวเราะเยาะหรือมีท่าทีกังขาแม้แต่น้อย

เพียงเอ่ยอย่างเรียบง่ายคำเดียว

“ดี”

ดวงตาของเซวียเหมิงพลันเจิดจ้า “อาจารย์ ท่านคิดว่า…ท่านคิดว่าข้ายังสามารถ…ข้า…” เขาตื่นเต้นจนพูดไม่ปะติดปะต่อเล็กน้อย

ฉู่หว่านหนิง “ใต้อาณัติข้า ไม่มีศิษย์ที่ถอดใจก่อนโดยไม่สู้”

“อาจารย์…”

“ผู้ร่วมงานวิจารณ์กระบี่เขาหลิงซาน ล้วนเป็นผู้เยาว์ที่มากความสามารถจากแต่ละสำนัก ผู้ที่ไม่มีเทพศัสตราย่อมมิใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า ส่วนผู้ที่มีเทพศัสตรา เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องกลัว” ฉู่หว่านหนิงกล่าว “เทพศัสตรามิได้ควบคุมตามใจนึกได้ในชั่วข้ามคืน ดาบหลงเฉิงของเจ้าแม้เป็นรองเล็กน้อย แต่ก็เป็นอาวุธชั้นเลิศที่หลอมขึ้นในโลกมนุษย์ หากในสามปีนี้เจ้าขยันฝึกปรือ หมั่นใช้ให้ชำนาญ ตำแหน่งชนะเลิศ ก็มิใช่ว่าเป็นไปไม่ได้”

ใต้หล้าต่างรู้ว่าปรมาจารย์ฉู่สายตาเฉียบแหลม ถ่องแท้ด้านวิชายุทธ์

ทั้งเขายังเป็นคนมีเหตุผล ไม่มีทางโป้ปดด้วยความหวังดีเพื่อสร้างแรงผลักดันให้ผู้อื่นเด็ดขาด ด้วยเหตุนี้พอเซวียเหมิงได้ยินคำพูดเขา ก็รู้สึกฮึกเหิมทันที

“อาจารย์พูดจริงหรือขอรับ”

ฉู่หว่านหนิงหรี่ตา เอ่ยอย่างไม่ไยดี “เซวียเหมิง เจ้าอายุกี่ปีแล้ว คนที่โตเกินห้าขวบ ข้าไม่มามัวหลอกล่อ”

พอเขากล่าวเช่นนี้ เซวียเหมิงก็เก้อเขิน ขยี้จมูกพลางหัวเราะออกมา

ฉู่หว่านหนิงกล่าวต่อ “แพ้ชนะเป็นสิ่งไม่แน่ แต่มิอาจละทิ้งความภาคภูมิใจ มานะในสิ่งที่ทำ ส่วนผลลัพธ์ เจ้าไม่จำเป็นต้องคาดหวังเกินไปนัก”

“ขอรับ!”

หลังจากคลี่คลายทางเซวียเหมิงเสร็จ ฉู่หว่านหนิงก็ไปยังบริเวณเสามนุษย์ไม้พลังวิญญาณหลังลานฝึกยุทธ์

เพื่อป้องกันศิษย์พลาดพลั้งทำร้ายผู้อื่นขณะฝึกต่อสู้กับเสามนุษย์ไม้ ที่แห่งนี้จึงสร้างอยู่ไกลออกไป ต้องเดินผ่านระเบียงทางเดินยาว เลี้ยวที่มุมหนึ่ง จึงจะไปถึง

ซือเม่ยกับโม่หรานหันหลังให้เขา กำลังพูดคุยกัน เขาอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล จึงได้ยินเข้าพอดี

“พวกเจ้า…” ฉู่หว่านหนิงกำลังจะเรียกพวกเขามา ทว่าภาพเบื้องหน้าทำให้เขาหยุดชะงัก

[1] ยามเฉิน ช่วงเวลาระหว่าง 7.00-9.00 นาฬิกา

 

ขอบคุณนักอ่านทุกท่านสำหรับการติดตามทดลองอ่าน
ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
แล้วพบกันในเล่มนะคะ

ใส่ความเห็น