ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา ปก5

[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา ตอนที่ 5 : ตัวข้ามิได้ขโมย

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับ เป็นฉบับ Uncensored

——————————————————————————

5

ตัวข้ามิได้ขโมย

แสงไฟในตำหนักตานซิน[1]สว่างไสว

ซือเม่ยขอตัวจากไปก่อนแล้ว โม่หรานตามเซวียเหมิงเข้าไปในตำหนักอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก ครั้นเห็นภาพภายในตำหนัก ก็พลันกระจ่าง

ที่แท้เป็นหรงจิ่วหญิงไม่ใช่ชายไม่เชิงผู้นั้น

ก่อนผละจากมาเขาได้ขโมยทรัพย์สินของหรงจิ่ว อีกฝ่ายช่างขวัญกล้านัก ตามมาหาถึงยอดเขาสื่อเซิง

หรงจิ่วอิงแอบอยู่ในอ้อมอกบุรุษร่างสูงใหญ่ ร้องไห้เสียน่าสงสารเหมือนดอกสาลี่ต้องฝน พอเห็นโม่หรานกับเซวียเหมิงเข้ามาในตำหนัก เสียงร้องไห้ของเขาก็ดังขึ้นอีกสามระดับ ดูจากสภาพ หากบุรุษผู้นั้นมิได้โอบเขาอยู่ น่ากลัวว่าเขาจะน้ำลายฟูมปากสลบเหมือดไปแล้ว

บนแท่นยกพื้นหลังม่านมุก มีสตรีร่างบอบบางผู้หนึ่งนั่งอยู่ เห็นชัดว่ากำลังงุนงงวางตัวไม่ถูกอยู่บ้าง

โม่หรานมิได้มองคู่ชู้สุนัขนั่น เขาคารวะสตรีหลังม่าน “ท่านป้า ข้ากลับมาแล้ว”

สตรีผู้นี้ก็คือประมุขแห่งยอดเขาสื่อเซิง หวังฟูเหริน

นางไม่เหมือนสตรีผู้กล้าที่เก่งกาจทัดเทียมบุรุษ แต่เป็นสตรีในเหย้าในเรือนที่สองหูไม่ฟังเรื่องภายนอก พอสามีไม่อยู่ คนอื่นมาหาเรื่องถึงที่ นางก็ไม่รู้จะจัดการเช่นไร ได้แต่เอ่ยอย่างขลาดๆ “อาหราน เจ้ามาเสียที”

โม่หรานทำเป็นมองไม่เห็นผู้ร้องทุกข์คู่นั้น ยิ้มเอ่ยว่า “ดึกป่านนี้แล้ว ท่านป้ายังไม่นอนอีก มีธุระหาข้าหรือ”

“อืม เจ้าดูเถิด คุณชายหรงท่านนี้บอกว่าเจ้า…เจ้าเอาเงินเขาไป?”

นางหนังหน้าบาง ไม่สะดวกเอ่ยว่าโม่หรานไปเที่ยวหอเริงรมย์ ได้แต่พูดอย่างเลี่ยงๆ ให้เบาลง

ดวงตาโม่หรานหยีโค้ง เอ่ยว่า “อะไรกัน ข้ามิได้ขาดเงิน จะเอาของของพวกเขาไปทำไม อีกอย่างทั้งสองท่านนี้ยังเป็นคนแปลกหน้า ข้ารู้จักพวกท่านหรือ”

คุณชายร่างสูงใหญ่ผู้นั้นแค่นหัวเราะเย็นชา “ผู้ต่ำต้อยแซ่ฉาง เป็นบุตรคนโตของครอบครัว คนทำกิจการไม่ใส่ใจเรื่องจุกจิก เรียกข้าว่าฉางต้าก็พอ”

โม่หรานยิ้มน้อยๆ แต่กลับเรียกชื่อฉางต้ากลับหลัง “ที่แท้เป็นคุณชายต้าฉาง[2] เลื่อมใสมานานๆ เสียมารยาทแล้วๆ เช่นนั้นอีกท่านคือ…”

คุณชายต้าฉาง “เฮอะๆ คุณชายโม่ช่างทำป้ำเป๋อแสร้งโง่ได้เก่งนัก เราสองคนเพิ่งพบกันก็จริง แต่เดือนนี้ในสามสิบวัน ท่านค้างที่ห้องจิ่วเอ๋อร์สิบห้าวัน ท่านตาบอดรึ จะไม่รู้จักเขาได้อย่างไร”

โม่หรานไม่ลุกลน ยิ้มน้อยๆ พลางเหลือบมองหรงจิ่ว “อะไรกัน คิดจะขู่ข้าหรือ ข้าเป็นคนตรง ไม่เคยหลับนอนกับซานเอ๋อร์จิ่วเอ๋อร์อะไรมาก่อน”

หรงจิ่วโมโหจนหน้าแดง แต่กลับยังซุกอยู่ในอ้อมอกของคนแซ่ฉาง ร้องไห้เป็นดอกสาลี่ต้องฝน “คะ…คุณชายโม่ ข้ารู้ว่าตนต่ำต้อย ไม่คู่ควรกับที่แห่งนี้ หากมิใช่เพราะท่านรังแกข้าจนเกินไป ข้า…ข้าก็คงไม่มาหาถึงที่นี่ แต่ท่านกลับพลิกหน้ากลายเป็นศัตรู[3]เช่นนี้ ข้า…ข้า…”

โม่หรานเอ่ยราวกับได้รับความไม่เป็นธรรม “ข้าไม่รู้จักท่านจริงๆ แม้แต่ท่านเป็นบุรุษหรือสตรี ข้ายังดูไม่ออก เราจะเคยพบกันได้อย่างไร”

“เมื่อคืนท่านยังอุดหนุนกิจการข้าอยู่เลย ไยจึงเปลี่ยนเป็นเย็นชาเช่นนี้ คุณชายฉาง คุณชายฉาง ท่านต้องออกหน้าให้ข้านะ” ว่าพลางซบอกของคนแซ่ฉางอย่างแนบแน่นกว่าเดิม ร้องไห้จนกลายเป็นมนุษย์น้ำตา

เซวียเหมิงฟังอยู่ข้างๆ จนหน้าเขียวคล้ำ คิ้วกระตุก หากมิใช่ว่าต้องสำรวมตนในฐานะประมุขน้อย เขาคงตะเพิดคู่ชู้สุนัขที่คลอเคลียกันอยู่นี่ลงเขาไปนานแล้ว

คุณชายต้าฉางลูบศีรษะหรงจิ่ว เอ่ยปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นกล่าวอย่างดุดัน “หวังฟูเหริน ยอดเขาสื่อเซิงเป็นสำนักใหญ่ทรงคุณธรรม แต่คุณชายโม่ผู้นี้กลับเลวทรามต่ำช้า! จิ่วเอ๋อร์หาเงินอย่างยากเย็น เพื่อจะได้ไถ่ตัวเองในเร็ววัน แต่เขากลับประเสริฐนัก ไม่เพียงข่มเหงจิ่วเอ๋อร์ ยังชิงทรัพย์สินที่หามาด้วยเลือดเนื้อหยาดเหงื่อ หากวันนี้สำนักท่านไม่ให้คำอธิบายที่น่าพอใจแก่พวกเรา สกุลฉางเราแม้มิได้ฝึกเซียน แต่ก็ทำมาค้าขายมาหลายรุ่น ทรัพย์สินล้นฟ้า จะต้องทำให้พวกท่านอยู่ปาสู่[4]ไม่เป็นสุขแน่!”

หวังฟูเหรินลนลาน “เอ่อ…คุณชายฉางอย่าเพิ่งมีโทสะ ข้า…ข้า…”

โม่หรานแค่นหัวเราะหยันในใจ พ่อค้าเกลือสกุลฉางรวยจนเหมือนหมูอ้วนมันเยิ้ม แต่คุณชายต้าฉางผู้นี้กลับทำไม่ได้แม้แต่จะไถ่ตัวให้หรงจิ่ว ซ้ำยังให้จิ่วเอ๋อร์ของเขาหาเงินเอง หากกล่าวว่าไม่มีอุบายเคลือบแฝง ใครจะไปเชื่อ

แต่ปากยังคงคลี่ยิ้ม กล่าวว่า “อา ที่แท้พี่ต้าฉางคือบุตรพ่อค้ามั่งคั่งแห่งอี้โจว หน่วยก้านสมสง่าดังคาด เปิดหูเปิดตาแล้ว เลื่อมใสๆ”

คุณชายต้าฉางวางท่าเย่อหยิ่ง “หึ นับว่ายังรู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำอยู่บ้าง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็รีบรู้จักฉลาด จะได้ไม่หาเรื่องเดือดร้อนใส่ตน เอาของของจิ่วเอ๋อร์ไป ยังไม่รีบเอาออกมาคืนอีก”

โม่หรานยิ้ม “แปลกนัก จิ่วเอ๋อร์ของท่านรับแขกมากมายทุกวัน ของล้ำค่าหายไป ไยไม่โทษคนอื่น กลับโยนมาที่ข้า”

“เจ้า!” คุณชายต้าฉางกัดฟันกรอดๆ แค่นหัวเราะหยัน “ได้ๆๆ ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้ามันเจ้าเล่ห์นัก! หวังฟูเหริน ท่านเองก็เห็นแล้ว คุณชายโม่ไร้เหตุผล ให้ตายก็คงไม่ยอมรับ ข้าไม่พูดกับเขาแล้ว ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่นี่ เรื่องนี้ให้ท่านตัดสิน!”

หวังฟูเหรินเป็นสตรีอ่อนต่อโลก ยามนี้ร้อนรนจนเรียบเรียงคำพูดไม่ถูก “ข้า…อาหราน…เหมิงเอ๋อร์…”

เซวียเหมิงยืนอยู่ข้างๆ เห็นมารดาลำบากใจ ก็ก้าวขึ้นหน้ามา “คุณชายฉาง ยอดเขาสื่อเซิงมีกฎระเบียบเคร่งครัด หากที่ท่านว่าเป็นความจริง หากโม่หรานขโมยทรัพย์สินและกระทำชำเราจริง เราย่อมลงโทษอย่างหนัก แต่ท่านพูดโดยไร้หลักฐาน ที่บอกว่าโม่หรานขโมยของ มีหลักฐานหรือไม่”

คุณชายต้าฉางแค่นหัวเราะ “ข้ารู้ว่าสำนักพวกเจ้าต้องมาไม้นี้แน่ ดังนั้นจึงตั้งใจเร่งรุดมาก่อนที่โม่หรานจะกลับมาถึง เพื่อขอพบหวังฟูเหรินโดยเฉพาะ”

เขากระแอมให้คอโล่ง เอ่ยว่า “ฟังให้ดี จิ่วเอ๋อร์มีไข่มุกสองหู[5] ตำลึงทองสิบก้อน กำไลทองดอกเหมยหนึ่งคู่ ต่างหูหยกเขียวหนึ่งคู่ นอกจากนี้ยังมีจี้ผีเสื้อหยกหนึ่งชิ้น ขอเพียงค้นเจอสิ่งเหล่านี้บนตัวโม่หราน ก็จะรู้ว่าข้าปรักปรำเขาหรือไม่”

โม่หรานไม่ยินยอม “มีสิทธิ์อะไรมาค้นตัวข้า”

“หึ ข้าว่าเจ้าร้อนตัวกระมัง” คุณชายต้าฉางเชิดคางอย่างจองหอง “หวังฟูเหริน ลักขโมยและล่วงประเวณี ที่สำนักของท่าน มีบทลงโทษเช่นไร”

หวังฟูเหรินเอ่ยเสียงแผ่ว “เรื่องนี้…เรื่องของสำนัก ที่ผ่านมาล้วนเป็นฟูจวิน[6]จัดการ ข้า…ไม่รู้จริงๆ…”

“มิถูกๆ ข้าว่าหวังฟูเหรินมิใช่ไม่รู้ แต่ว่าจงใจ หมายปกป้องหลานชายตนเอง เฮอะๆ คิดไม่ถึงว่ายอดเขาสื่อเซิงจะเป็นเขตอิทธิพลที่โสโครกเช่นนี้…”

“พอทีๆ ท่านป้าของข้าก็บอกแล้วว่านางไม่รู้ว่าควรจัดการเช่นไร เจ้ารังแกสตรีไปคนหนึ่งแล้ว ยังไม่พออีกรึ” สุดท้ายโม่หรานก็ฟังจนเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาบ้างแล้ว ตัดบทเขา เก็บรอยยิ้มทะเล้นบนใบหน้าไปหลายส่วน หันไปจ้องคู่ชู้สุนัข

“ได้ ข้าจะให้เจ้าค้นตัว แต่หากค้นไม่เจอสิ่งใด แล้วกลายเป็นว่าเจ้าใส่ร้ายข้าด้วยถ้อยคำสกปรก จะว่าอย่างไร”

“เช่นนั้นข้าจะขอลุแก่โทษต่อคุณชายโม่ทันที”

“ได้” โม่หรานตอบตกลงอย่างยินดียิ่ง “เพียงแต่มีข้อแม้ หากเจ้าเป็นฝ่ายผิด เพื่อเป็นการขออภัย เจ้าต้องคลานลงจากเขาสื่อเซิง”

คุณชายต้าฉางเห็นท่าทีมั่นอกมั่นใจของโม่หราน ก็อดคลางแคลงมิได้

ตั้งแต่เด็กเขาก็อิจฉาผู้ที่ฝึกเซียนมาตลอด แต่จนใจที่พรสวรรค์ของตนย่ำแย่เกินกว่าจะเข้าถึงได้

หลายวันก่อน เขาได้ยินว่าคู่ขาเก่าหรงจิ่วได้เป็นคนโปรดของโม่หราน สองคนจึงทำข้อตกลงกัน ขอเพียงหรงจิ่วหาโอกาสช่วงชิงฐานการบำเพ็ญของโม่หรานมาได้ คุณชายต้าฉางก็จะไถ่ตัวให้หรงจิ่ว ไม่เพียงไถ่ตัว แต่ยังจะรับหรงจิ่วเข้าบ้าน รับรองความมั่งมีศรีสุขของเขาไปชั่วชีวิต

คุณชายต้าฉางแสวงเซียน หรงจิ่วแสวงทรัพย์ คนพาลสมคบกัน เข้าขากันดียิ่ง

ชาติที่แล้วโม่หรานหลงกลพวกเขา แม้ต่อมาเรื่องจะลงเอยลงได้ แต่ก็ได้รับความลำบากไม่น้อย มาชาตินี้ คนทั้งสองกลับลักไก่ไม่สำเร็จยังต้องเสียข้าวสารหนึ่งกำมือ ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆ โม่หรานผู้นี้ก็เปลี่ยนนิสัยปุบปับ หลายวันก่อนยังนอนละเมอเพ้อพกในแดนฝันอันอ่อนละมุน คำก็จิ่วเอ๋อร์ สองคำก็จิ่วเอ๋อร์อยู่เลย ทว่าเช้าวันนี้หลังจากกระทำหรงจิ่วอย่างรุนแรงไปสองรอบ กลับกวาดของมีค่าของหรงจิ่วหนีไป

คุณชายต้าฉางเดือดดาล ลากหรงจิ่วมาร้องทุกข์ที่ยอดเขาสื่อเซิงทันที

คุณชายค้าเกลือผู้นี้ดีดลูกคิดต๊อกแต๊ก วางแผนไว้แล้วว่า หากโม่หรานถูกจับได้ ก็จะบีบให้หวังฟูเหรินทำลายฐานการบำเพ็ญของโม่หราน ด้วยเหตุนี้เขาจึงเจาะจงพกแผ่นหยกดูดซับฐานการบำเพ็ญมาด้วย เตรียมเก็บเกี่ยวผลประโยชน์กลับไป เพื่อจะเอาไปผสานเข้าจุดชี่ไห่[7]ของตนเอง

แต่พอเห็นท่าทีเช่นนี้ของโม่หราน คุณชายต้าฉางรู้สึกเหมือนจวนตัว เกิดความลังเลขึ้นมา

โม่หรานเจ้าเล่ห์นัก ไม่แน่ว่าอาจเอาของที่ขโมยไปขายหมดแล้ว กำลังรอล้างมลทินให้ตนเองอยู่

แต่พอลองคิดดู เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว จะล้มเลิกก็น่าเสียดาย ไม่แน่ว่าเจ้าเด็กหนุ่มนี่อาจแค่วาดเสือกระดาษ…

ทางนี้กำลังครุ่นคิดอย่างหนัก ทางโน้นโม่หรานเริ่มถอดเสื้อผ้าแล้ว

เขาถอดเสื้อชั้นนอกออกอย่างสบายอกสบายใจ โยนทิ้งไปสุ่มๆ จากนั้นยิ้มน้อยๆ ทำท่าเชื้อเชิญ “มิต้องเกรงใจ ค่อยๆ ค้น”

หลังจากค้นไปค้นมา นอกจากอัฐจำนวนหนึ่ง ก็ไม่พบอะไรทั้งสิ้น คุณชายต้าฉางถึงกับหน้าเปลี่ยนสี

“เป็นไปได้อย่างไร! เขาต้องใช้อุบายแน่ๆ!”

ดวงตาดำแซมประกายม่วงของโม่หรานหรี่ลง เขาลูบคางพลางกล่าว “เสื้อชั้นนอกของข้า เจ้าก็ค้นเป็นสิบรอบแล้ว ทั้งเนื้อทั้งตัวข้า เจ้าก็คลำไปเจ็ดแปดรอบ ขาดแต่เปลือยกายให้เจ้าดู เจ้ายังไม่ถอดใจอีกหรือ”

“โม่หราน เจ้า…”

โม่หรานพลันกระจ่าง “อ๊ะ เข้าใจแล้ว คุณชายต้าฉาง เจ้าคงมิได้กระสันในความงามของข้า ตั้งใจแสดงละครฉากนี้ วิ่งมาหาเศษหาเลยกับข้า เอาเปรียบข้าโดยเฉพาะกระมัง”

คุณชายต้าฉางโกรธจนเจียนจะหน้ามืด ชี้จมูกโม่หรานอยู่นานก็พูดอะไรไม่ออกสักคำ อัดอั้นจนหน้าแดงไปหมด เซวียเหมิงซึ่งอยู่ข้างๆ ทนจนถึงที่สุดแล้ว ต่อให้ไม่ชอบหน้าโม่หราน แต่อย่างไรโม่หรานก็เป็นคนของยอดเขาสื่อเซิง มิอาจให้คนนอกลบหลู่ได้

เซวียเหมิงก้าวเข้าไปโดยไม่เกรงใจแม้แต่น้อย ยกมือหักนิ้วของคุณชายต้าฉาง เอ่ยอย่างขุ่นเคือง “วุ่นวายกับเจ้ามาครึ่งค่อนวัน ที่แท้ก็เป็นการหาเรื่อง!”

คุณชายต้าฉางเจ็บจนร้องโอดโอย กุมนิ้วมือตนเองไว้ “พะ…พวกเจ้าประเสริฐนัก! ตะเภาเดียวกัน! มิน่าจึงไม่พบสิ่งของเหล่านั้นบนตัวโม่หราน เจ้าต้องเอาไปซ่อนให้เขาแล้วแน่! เจ้าเองก็ถอดเสื้อผ้าออกด้วย ข้าจะค้นตัวเจ้า!”

ถึงกับมีคนกล้าสั่งให้ข้าถอดเสื้อ?! เซวียเหมิงอับอายจนเดือดดาลทันที “ไร้ยางอาย! คิดจะเอาตีนสุนัขของเจ้ามาแตะต้องชายเสื้อของคุณชายเช่นข้ารึ ยังไม่รีบไสหัวไปให้พ้น!”

ประมุขน้อยพูดจบ บรรดาผู้ติดตามในตำหนักตานซินที่อดทนมานานก็กรูเข้ามาทันที จัดการไล่ตะเพิดมนุษย์ธรรมดาที่ไร้กำลังตอบโต้สองคนลงจากเขาไป

ได้ยินเสียงตะโกนอย่างแค้นเคืองของคุณชายต้าฉางดังมาไกลๆ “โม่หราน ฝากไว้ก่อน! ข้าไม่จบสิ้นกับเจ้าเท่านี้แน่!”

โม่หรานยืนอยู่นอกตำหนักตานซิน ทอดสายตามองท้องฟ้ายามราตรี ยิ้มตาหยีพลางเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “ข้าล่ะกลัวนัก”

เซวียเหมิงเหลือบมองเขาอย่างเย็นชา “กลัวอะไร”

โม่หรานเอ่ยด้วยน้ำเสียงกลัดกลุ้มอย่างแท้จริง “บ้านเขาค้าเกลือ ข้ากลัวไม่มีเกลือเกิน”

“…”

เซวียเหมิงหมดคำจะกล่าวไปครู่หนึ่ง จึงถามว่า “เจ้ามิได้เที่ยวหอเริงรมย์จริงๆ?”

“ไม่จริงๆ”

“ไม่ได้ขโมยจริงๆ?”

“ไม่จริงๆ”

เซวียเหมิงแค่นเสียงหยัน “ข้าไม่เชื่อเจ้า”

โม่หรานชูมือขึ้น เอ่ยยิ้มๆ ว่า “หากโป้ปด ขอให้ข้าถูกห้าอสนีผ่าร่าง”

เซวียเหมิงพลันคว้าแขนของโม่หรานไว้แน่น โม่หรานถลึงตามองเขา “ทำอะไรของเจ้า” เซวียเหมิงแค่นเสียง “หึ” ร่ายอาคมอย่างรวดเร็ว เสียงติ๊งๆ ตั๊งๆ ดังระรัว ไข่มุกขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลืองไม่สะดุดตาหลายเม็ดร่วงลงมาจากแขนเสื้อของโม่หราน ตกกระจายเกลื่อนพื้น

เซวียเหมิงรวมพลังวิญญาณที่ฝ่ามือ วาดฝ่ามือไปทางไข่มุกเหล่านั้น ไข่มุกเปล่งประกาย ซ้ำยังขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายกลายเป็นเครื่องประดับกองหนึ่ง ทั้งกำไลดอกเหมย ต่างหูหยกเขียว…ส่องประกายเจิดจ้าอยู่บนพื้น

โม่หราน “…ล้วนเป็นสหายร่วมสำนัก ไยต้อง”

เซวียเหมิงหน้าดำทะมึน “โม่เวยอวี่ เจ้ามันหน้าไม่อาย”

“ฮ่าๆ”

เซวียเหมิงฉุนจัด “ใครตลกกับเจ้า!”

โม่หรานถอนหายใจ “เช่นนั้นข้าก็ร้องไห้ไม่ออก”

เซวียเหมิงหน้าคล้ำ “เจ้าเอาคาถาพรางตาของยอดเขาสื่อเซิงมาใช้เช่นนี้?”

“อืม เรียนแล้วก็นำไปใช้จริงอย่างไรเล่า”

เซวียเหมิงเดือดจัดขึ้นมาอีก “สุนัขไร้ค่าที่ขายเกลือผู้นั้นน่ารำคาญ ข้าจึงไม่อยากสอบสวนเจ้าต่อหน้าเขา แต่สุนัขไร้ค่านั่นก็กล่าวถูก หากเจ้าลักขโมยและล่วงประเวณี สำนักใดก็ทนเจ้าไม่ไหว!”

โม่หรานเอ่ยหน้าระรื่น มิได้กลัวแม้แต่น้อย “เจ้าจะทำไม รอท่านลุงกลับมาค่อยฟ้องเขาหรือ”

ข้าไม่กลัวหรอก ท่านลุงรักข้ายิ่งนัก อย่างมากก็ว่ากล่าวคำสองคำ ไหนเลยจะตัดใจตีข้าลง

เซวียเหมิงหันกลับมา ปัดปอยผมที่ถูกสายลมยามราตรีพัดมาปรกตาออก ดวงตาทั้งคู่วาวโรจน์ด้วยความโอหังท่ามกลางความมืด

“ท่านพ่อ? ไม่ ท่านพ่อไปคุนหลุนแล้ว อีกเดือนสองเดือนถึงจะกลับ”

รอยยิ้มของโม่หรานแข็งค้าง พลันเกิดลางสังหรณ์ไม่ดี เขานึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมา

แต่ว่า…

หากเขาอยู่ ผู้ที่มารับหน้าคุณชายฉางที่ตำหนักตานซินคืนนี้ย่อมต้องเป็นเขา มิใช่หวังฟูเหรินที่ไม่รู้อะไรสักอย่าง

คนผู้นั้น…คงไม่อยู่กระมัง…

เซวียเหมิงอ่านประกายในดวงตาของเขาออก ท่าทีเย่อหยิ่งหยามหยันยิ่งเด่นชัดกว่าเดิม

“ท่านพ่อรักเจ้า แต่ว่ายอดเขาสื่อเซิงแห่งนี้ ยังมีคนที่ไม่รักเจ้าอยู่อีกมิใช่หรือ”

โม่หรานก้าวถอยหลังช้าๆ ฝืนยิ้มพลางกล่าว “น้องชาย เจ้าดูสิดึกดื่นป่านนี้ เราอย่ารบกวนความสงบของคนเฒ่าอย่างเขาดีกว่า ข้าสำนึกผิดแล้ว วันหน้าจะไม่เที่ยวไม่ลักขโมยแล้ว เช่นนี้พอหรือไม่ รีบกลับห้องพักผ่อนเถอะนะ แหะๆ เจ้าคงเหนื่อยแล้ว”

กล่าวจบสองเท้าก็โกยอ้าวทันที

ล้อเล่นน่า! เจ้าเด็กเซวียเหมิงช่างอำมหิตนัก!

เวลานี้เขามิใช่ท่าเซียนจวิน มิใช่ประมุขแห่งโลกมนุษย์ จะให้ถูกส่งไปอยู่ในมือคนผู้นั้นได้อย่างไร หากอีกฝ่ายรู้ว่าเขาลักขโมย ซ้ำยังเที่ยวนายบำเรอ คงจับเขาตัดขาทั้งสองข้างทิ้งแน่! ไม่หนีตอนนี้ จะหนีเมื่อใด!


[1] ตำหนักใจภักดิ์

[2] เสียงพ้องกับคำที่มีความหมายว่า “ลำไส้ใหญ่”

[3] หมายถึง เปลี่ยนท่าทีเป็นอริ ไม่เป็นมิตร

[4] ชื่อในอดีตของมณฑลซื่อชวน

[5] 1 หู เท่ากับ 50 ลิตร

[6] คำที่ภรรยาใช้เรียกสามีด้วยความเคารพ

[7] ทะเลปราณ จุดเดียวกับจุดตานเถียน อยู่บริเวณท้องน้อย

ใส่ความเห็น