เมื่อผมเป็นเจ้าของสวนสัตว์ ปก3

[ทดลองอ่าน] เมื่อผมเป็นเจ้าของสวนสัตว์ : ตอนที่ 1.3

เมื่อผมเป็นเจ้าของสวนสัตว์
我开动物园那些年  

ลาเหมียนฮวาถังเตอะทู่จื่อ เขียน
拉棉花糖的兔子 

Himazan แปล

ติดตามกำหนดการวางขายหนังสือได้ที่เพจ Rose Publishing
…XOXO…
มาดามโรส  

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

+++++++++++++++++++ 

ภายใต้คำอธิบายที่เต็มไปด้วยความน่าสงสัยของลู่ยา ในที่สุดต้วนเจียเจ๋อก็เข้าใจแล้วว่า โลกใบนี้แท้จริงแล้วช่างแตกต่างกับโลกที่เขาเคยรู้จักอย่างสิ้นเชิง เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมีเทพเซียน โครงการแห่งความหวังหลิงเซียวถึงส่งสัตว์ที่อยู่ในตำนานออกมา

ในนามของระบบนี้ ได้เปิดให้ทั่วทั้งสามภพหกภูมิทุกเผ่าพันธุ์เสมอภาคและเท่าเทียม แต่เพราะโลกมนุษย์นั้นแยกออกจากภพอื่นมาเป็นเวลานานจนขาดการติดต่อ ดังนั้นในช่วงหลายปีนับตั้งแต่เริ่มโครงการนี้ขึ้นมา จึงไม่เคยมีการช่วยเหลือมนุษย์และก็ไม่มีเคยมีการดำเนินกิจการในโลกมนุษย์มาก่อน

อาจเป็นเพราะความหลักแหลมของระบบนี้ที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น จึงไม่สามารถรองรับการยกเลิกออนไลน์ได้ในขณะนี้

เมื่อก้าวแรกพลาด ก้าวต่อไปก็พลาดตาม อย่างแรกเลยคือ หากเป้าหมายที่ระบบเลือกไม่ใช่มนุษย์ แสดงว่าแผนของโครงการในอนาคตก็จะเกิดความผิดพลาดขึ้น แถมยังไม่สามารถแก้ไขได้ ทว่าอย่างน้อยที่สุดแล้วอีกฝ่ายก็คงไม่เป็นเหมือนกับต้วนเจียเจ๋ออย่างแน่นอน แม้กระทั่งจะรอให้ถึงเวลายกเลิกก็คงจะรอไม่ไหว

แต่ในโลกอื่น โดยพื้นฐานแล้วคงไม่มีสวนสัตว์แบบนี้อยู่หรอก ที่เปลี่ยนจากส่งพนักงานมาให้เป็นสัตว์แทน…

เมื่อมองจากจุดนี้ ระบบเองก็มีฟังก์ชันบางอย่างที่ไม่สามารถเทียบได้กับระบบที่มนุษย์โลกสร้างขึ้น แม้จะเรียกว่าเป็นระบบคำนวณอัจฉริยะ แต่กลับทำให้เกิดความผิดพลาดครั้งใหญ่แบบนี้ได้

สรุปก็คือ ลู่ยามั่นใจว่าระบบไม่ได้ตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนแน่นอน ถึงทำให้เกิดข้อผิดพลาดและคว้าต้วนเจียเจ๋อมาเป็นตัวเลือกแบบนี้

แต่เขาก็ไม่มีทางเลือก เพราะถึงแม้จะเกิดข้อผิดพลาดขึ้น เขาก็จะต้องไปยื่นเอกสารรายงานข้อผิดพลาดซึ่งคงต้องใช้เวลานานหลายทศวรรษ สวรรค์กว้างใหญ่ไพศาลยิ่งกว่ารัฐบาลของโลกมนุษย์มากเหลือล้น มีภาระหนักอึ้งจนนับไม่หวาดไม่ไหว ทำให้ระยะเวลาในการตรวจสอบยาวนานไปหลายสิบปี

นี่มันหลุมพรางชัดๆ แต่ก็ไม่ใช่แค่ต้วนเจียเจ๋อคนเดียวที่ได้รับผลกระทบ

ลู่ยาอ้างว่าพนักงานอย่างเขาที่ถูกส่งมาจากโครงการแห่งความหวังหลิงเซียวในวันนี้ แท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของ “อาสาสมัคร” ที่มีหน้าที่นำความทันสมัยเข้ามาช่วยเหลือพัฒนาความล้าสมัย

แต่พวกเขาเองก็ถูกควบคุมโดยระบบเหมือนกันกับต้วนเจียเจ๋อ ถ้าหากพวกเขาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในภารกิจเดียวกัน พวกเขาก็ต้องโดนฟ้าผ่าด้วยเช่นกัน

เพราะในเมื่อเป็น “สัตว์” ก็ยิ่งต้องรักษาหน้าที่ของสัตว์อย่างเต็มที่ จึงไม่สามารถทำตัวเหมือนกับพนักงานทั่วไปได้ อย่างเช่นการช่วยเหลือสวนสัตว์ในด้านพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เป็นต้น

ข้อหลังเขายังพอที่จะทนได้ แต่ข้อแรกนี่มันโหดร้ายเกินไปแล้ว

ต้วนเจียเจ๋ออดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นโครงการนี้ก็ไร้มนุษยธรรมเกินไปแล้วละครับ แม้กระทั่งอาสาสมัครก็ยังต้องโดนฟ้าผ่าเหรอ พวกคุณร้องเรียนไม่ได้เลยเหรอครับ ลาออกทันทีเลยก็ไม่ได้?”

เขาเห็นลู่ยาชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็เริ่มก่นด่าสาปแช่งโครงการขยะบ้าๆ นี่อีกครั้ง

ต้วนเจียเจ๋อ “…”

ทั้งสองคนยืนอยู่ข้างนอกนานแบบนี้คงไม่ดีเท่าไหร่ ต้วนเจียเจ๋อจึงพาลู่ยาเข้าไปในสวนสัตว์หลิงโย่ว

ต้วนเจียเจ๋อ “ผมไม่รู้ว่าจะได้คุณมา ก็เลย…”

เขามองไปยังกรงที่ว่างเปล่า

ลู่ยาใช้สายตาเย็นชาจับจ้องไปที่ต้วนเจียเจ๋อ “นี่คือที่ไหน นี่คืออะไร”

ต้วนเจียเจ๋อ “…ที่ทำงานของคุณ”

ลู่ยา “…”

ต้วนเจียเจ๋อ “คุณบอกเองว่าตอนที่คุณทำงานคุณจะรักษารูปลักษณ์เดิมของคุณเอาไว้ไม่ใช่เหรอครับ สัตว์ในสวนสัตว์ก็อยู่ในกรงกันทั้งนั้น แล้วเพราะเงื่อนไขพวกนี้ทางเราถึงต้องการความช่วยเหลือจากคุณ ซึ่งแน่นอนว่าแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่…”

ลู่ยาเกรี้ยวกราด “นายเข้าใจความหมายของ ‘อีกาทองสามขาตัวสุดท้ายระหว่างสวรรค์กับโลก’ ไหม หมายความว่าบนสวรรค์และโลกใบนี้มีแค่ฉันตัวเดียวเท่านั้น! นายกล้ามากที่ให้ฉันมาทำงานในที่แบบนี้ ความคิดแบบนี้ของนายยังจะกล้าเปิดสวนสัตว์อีกเหรอ”

ต้วนเจียเจ๋อ =_=!

ต้วนเจียเจ๋อรวบรวมความกล้าแล้วพูดว่า “อันที่จริงกรงนี้มีไว้สำหรับพวกสัตว์ใหญ่ คุณอาจจะไม่สามารถอยู่ทำงานที่นี่ตามที่ผมคิดไว้…คุณจะต้องไปอยู่กรงนกแทน”

ลู่ยา “…”

ลู่ยาได้ยินแล้วอยากจะต่อยหน้าคนขึ้นมาทันที

ต้วนเจียเจ๋อรีบพูดเสริมขึ้น “แค่ช่วงเวลาทำงานเท่านั้น เดี๋ยวผมจะทำความสะอาดกรงให้คุณใหม่ หลังเลิกงานคุณก็ไปอาศัยอยู่ที่ห้องเล็กๆ กับผมได้”

ในตอนนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับอาคารสภาพทรุดโทรมหลังเล็กที่อยู่ข้างๆ เงื่อนไขข้อนี้ก็ฟังดูดีขึ้นมาทันที หากไม่ได้เปรียบเทียบกันก็คงไม่รู้ถึงข้อนี้

ความเกรี้ยวกราดของลู่ยาลดลงเล็กน้อย เขาชี้นิ้วสั่งต้วนเจียเจ๋อว่า “ฮึ ฉันต้องการที่ทำงานที่ใหญ่กว่านี้ รีบเอาไอ้เจ้าสิงโตนั่นออกไปและทำให้มันสะอาดเรียบร้อย”

แบบนี้ก็แสดงว่าเขายอมรับเงื่อนไขที่จะต้องอาศัยอยู่ที่นี่ในตอนกลางวันแล้วสินะ ต้วนเจียเจ๋อถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ลู่ยาแผ่กลิ่นอายที่ยากจะรับมือออกมา ต้วนเจียเจ๋อที่ไม่มีทางเลือกจึงทำได้แค่ปล่อยไป แต่เขาก็คิดไม่ถึงว่าลู่ยาจะใช้ที่นี่เป็นที่ทำงานจริงๆ และตอนนี้ที่ทำงานก็ได้ถูกใช้เป็นที่เรียบร้อย ดูเหมือนว่าลู่ยาจะปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว

ผ่านไปไม่ทันไรต้วนเจียเจ๋อก็พบเจอกับเรื่องยุ่งยากอีกครั้ง เขาไม่รู้ว่าจะจัดการย้ายสิงโตไปอีกกรงหนึ่งได้อย่างไร ในกรงนั้นเดิมทีก็มีประตูเหล็กที่สามารถกั้นพื้นที่ไว้ครึ่งหนึ่งได้เพื่อที่จะทำความสะอาดกรงให้เสร็จไปทีละส่วน

แต่ว่าเขาเป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่เคยเรียนรู้มาก่อนว่าควรจะย้ายสิงโตไปยังกรงเปล่าอีกกรงหนึ่งได้อย่างไรนี่นา

ไม่กี่วันที่ผ่านมาสิงโตตัวนี้กินอิ่มและดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก แต่นั่นก็ไม่นับว่าอิ่มท้องเท่าไหร่ ดังนั้นเรื่องที่จะขย้ำต้วนเจียเจ๋อจึงไม่ต้องพูดถึง

เขายืนกระวนกระวายอยู่นอกกรง ได้ยินเสียงลู่ยาที่อยู่ข้างๆ หัวเราะเยาะ “พวกมนุษย์เดี๋ยวนี้เป็นแบบนี้กันไปหมดแล้วเหรอ แม้กระทั่งสิงโตก็ยังกลัว”

ต้วนเจียเจ๋อเมินเสียงของลู่ยา ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าลู่ยาไม่ได้เย็นชาเหมือนอย่างที่เห็นภายนอก แต่เย็นชาเกินกว่าที่เห็นอยู่มาก จึงทำให้ดูน่าหมั่นไส้นิดหน่อย เหมือนกับในตอนนี้…

เมื่อเห็นว่าลู่ยาในตอนนี้เป็นสัตว์ของสวนสัตว์ ผู้อำนวยการต้วนจึงตัดสินใจที่จะมองข้ามไป

ในตอนนี้เอง สิงโตก็อ้าปากแล้วร้องคำรามออกมา

สิงโตคำรามสะเทือนทั่วฟ้า เปี่ยมไปด้วยพลังอันแข็งกล้า เสียงที่คำรามออกมาอย่างฉับพลันนั้นเกือบทำให้ต้วนเจียเจ๋อลงไปนั่งกองกับพื้น

ลู่ยาเปล่งเสียงหัวเราะเยาะขึ้นอีกครั้งทันที

ท่าทีอันสง่างามของต้วนเจียเจ๋อที่รักษาไว้ในตอนแรกนั้นก็ค่อยๆ หายไปหมด เพราะเหตุการณ์ที่น่าอัปยศในครั้งนี้ เขาอับอายเสียหน้าจึงโมโหและตะโกนขึ้นว่า “คุณทำได้ คุณก็มาทำเองสิ!”

ลู่ยาจ้องไปที่ต้วนเจียเจ๋อ ถ้าเทียบกันแล้วสายตาของเขายังน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงคำรามของสิงโตเสียอีก

แต่ต้วนเจียเจ๋อไม่ได้กลัวอะไรมาก ก่อนหน้านี้เขาก็แค่เกรงใจลู่ยา แต่พอเขาได้รู้แล้วว่าลู่ยาก็โดนระบบควบคุมเหมือนกัน เพราะฉะนั้นไม่มีทางที่อีกฝ่ายจะมาทำร้ายตัวเองได้

ดังนั้นต้วนเจียเจ๋อจึงนั่งลงไปที่ด้านข้างแล้วซ่อนแข้งขาที่อ่อนระทวยของตัวเองเอาไว้ “ผมไม่ทำแล้ว คุณเก่งมากคุณก็ทำเอง! ยังไงซะนี่มันก็เป็นที่ทำงานของคุณตั้งแต่แรก!”

ลู่ยาส่งเสียงหึและตะโกนออกมาอย่างหน้าไม่อาย “ฉันเป็นสัตว์หายาก นายเป็นผู้อำนวยการ เดิมทีมันก็เป็นหน้าที่นายที่ต้องปรนนิบัติฉัน เร็วเข้า รีบจัดการเรื่องกรงให้เรียบร้อย”

“…” ต้วนเจียเจ๋อถึงกับพูดไม่ออก

เมื่อลู่ยาเห็นว่าความโอหังของต้วนเจียเจ๋อหมดลง ก็ทำตัวประหนึ่งว่าตัวเองเป็นผู้ชนะ เขาเชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจราวกับได้รับรางวัล จากนั้นพูดขึ้นว่า “ไปเร็ว มีเปิ่นจุนอยู่ มันจะทำอะไรได้”

ทีตอนนี้เปลี่ยนจากสัตว์หายากเป็นเทพเซียนไปแล้ว

นกตัวนี้… มันวอนหาเรื่องจริงๆ ต้วนเจียเจ๋อกัดฟันก่นด่าในใจ

ไม่รู้ว่าลู่ยาทำอะไร สิงโตนั่นก็ไม่กล้าที่จะส่งเสียงคำรามออกมาอีก แต่กลับหนีบหางของตัวเองเล่นแทน ต้วนเจียเจ๋อจึงใช้โอกาสนี้เปิดกรง รวบรวมความกล้าใช้ไม้ตะบองไล่สิงโตออกมา

ภายใต้แรงกดดันที่ลู่ยาแผ่ออกมาอย่างเต็มที่ทำให้เจ้าสิงโตเชื่อฟังและถูกพาไปยังอีกกรงหนึ่ง ทันทีที่มันเข้าไปข้างใน มันก็ยกขาข้างหนึ่งและฉี่ออกมา มันตกใจกลัวเป็นอย่างมาก

ลู่ยายืนกอดอกอยู่ข้างๆ ได้ทีขี่แพะไล่ เขาชี้นิ้วสั่งต้วนเจียเจ๋อให้ล้างกรงสิงโตอีกรอบหนึ่งจนแน่ใจว่าสะอาดเรียบร้อยและมีความสะดวกสบายถึงจะใช้ได้

ลู่ยาล้างสมองต้วนเจียเจ๋อ “นี่เป็นสิ่งที่นาย ในฐานะผู้อำนวยการสวนสัตว์จะต้องทำ และนายก็จะต้องคอยปรนนิบัติรับใช้เปิ่นจุนต่อไปในอนาคต”

ต้วนเจียเจ๋อยิ้มและพูดว่า “ปรนนิบัติ? ปกติแล้วสวนสัตว์ของพวกเราจะไม่ใช้คำนี้นะครับ พวกเราจะเรียกมันว่า ‘การเลี้ยงดูสัตว์’ ต่างหาก”

ลู่ยา “…”

แผ่นป้ายขนาดเล็กที่ส่งมาจากโรงงานยังไม่ได้ถูกติดตั้งให้เรียบร้อย ในตอนนั้นเป็นเพราะต้วนเจียเจ๋อต้องการที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายจึงเลือกจ่ายแค่ค่าติดตั้งป้ายสวนสัตว์ขนาดใหญ่เท่านั้น ทางโรงงานได้แถมตะปูมาให้ เขาจึงหยิบแผ่นป้ายเล็กๆ พวกนั้นมาตอกตะปูติดไปรอบๆ

แผ่นป้ายอันเดิมที่เคยมีคำว่า “สวนสัตว์ไหเจี่ยว” ถูกแทนที่ด้วยป้ายอันใหม่ทั้งหมด

ตำแหน่งของป้ายบางอันติดอยู่ในที่ที่ค่อนข้างสูง ต้วนเจียเจ๋อจึงต้องใช้บันไดปีนขึ้นปีนลง ถือเป็นงานที่ใช้แรงมาก กว่าจะทำเสร็จก็ทำเขาหอบเหนื่อยไปไม่ใช่น้อย

ต้วนเจียเจ๋อไม่รอช้า เขารีบเปิดแอพโครงการแห่งความหวังหลิงเซียวขึ้นมาทันที เมื่อมองไปเขาก็เห็นว่าในที่สุดภารกิจแรกของเขาได้เปลี่ยนเป็นคำว่า “ภารกิจเสร็จสิ้น” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นเครื่องหมายกระเป๋าใบเล็กก็กะพริบขึ้น

เขากดเปิดไปที่กระเป๋าเล็กๆ มันแสดงข้อความขึ้นมาว่า :

ขอแสดงความยินดี คุณทำภารกิจเสร็จสิ้น ตอนนี้คุณสามารถรับรางวัลได้แล้ว! ต้องการรับรางวัลทันทีหรือไม่

ภายใต้ตัวเลือกระหว่างใช่กับไม่ใช่ ก็ยังมีตัวเลือกให้กดดูรายละเอียดของรางวัล หลังจากที่กดเปิดเข้าไปแล้วก็จะมีคำอธิบายรายละเอียดบอกไว้

นอกจากนี้ที่ด้านบนยังแสดงตารางแผนการให้อาหารสัตว์ บอกถึงสัตว์แต่ละชนิดที่อยู่ในสวนสัตว์ ในแต่ละวัน ทุกตัวจะต้องกินเท่าไหร่ กินอะไร และยังบอกถึงอาการเจ็บป่วย สภาพการตั้งท้องของพวกสัตว์ต่างๆ ที่ต้องเจอ เช่น สิงโตจะได้กินเนื้อที่แตกต่างกันไปในแต่ละวัน ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อวัวกับเนื้อหมู เสริมด้วยพวกเนื้อไก่และเนื้อเป็ด

อาหารพวกนี้จะถูกส่งไปในคลังเก็บอาหารโดยอัตโนมัติในทุกๆ เช้า ซึ่งสามารถระบุสถานที่ที่จะกำหนดให้เป็นคลังรับอาหารได้

อันที่จริงนี่ก็ถือว่าเป็นการสอนในรูปแบบหนึ่ง เพราะว่ารายการอาหารเลี้ยงสัตว์ที่ดีที่สุดถูกคำนวณออกมาโดยระบบนี้ ถึงแม้ว่าในอนาคตจะไม่มีรางวัลแล้ว แต่ถ้ารู้เรื่องส่วนผสมและปริมาณ ต้วนเจียเจ๋อก็สามารถที่จะวาดรูปเสือตามรูปแมว [1] ได้

หลังจากที่ต้วนเจียเจ๋อเลือกคลังเก็บอาหารเรียบร้อยแล้ว จากนั้นก็กดปุ่มเพื่อรับรางวัล ด้านล่างปรากฏตารางรายการ ซึ่งจะมีหมายเลขที่สอดคล้องกับจำนวนของสัตว์

ต้วนเจียเจ๋อวิ่งไปดูที่คลังเก็บอาหาร ด้านในมีถังหลายใบวางไว้อยู่แล้ว แต่ละถังมีหมายเลขติดเอาไว้ว่า สิงโตหมายเลขหนึ่ง นกยูงหมายเลขหนึ่ง นกยูงหมายเลขสอง ฯลฯ แต่ละถังมีอาหารบรรจุอยู่ด้านในเต็มถัง เมื่อเทียบกันอีกครั้ง ตัวเลขเหล่านี้ก็คือหมายเลขที่อยู่ในตารางรายการอาหาร ซึ่งสามารถทำตามที่กำหนดไว้แล้วนำไปให้สัตว์แต่ละตัวได้

ที่สำคัญก็คือ ต้วนเจียเจ๋อคิดไม่ถึงว่าจะมีถังอาหารของลู่ยาที่เหมือนกับถังอื่นๆ ด้วย มันเขียนไว้ว่า อีกาทองสามขาหมายเลขหนึ่ง ต้วนเจียเจ๋ออยากจะบอกว่า เขาคงจะไม่เจอหมายเลขสองหรอกนะ

อีกาทองสามขากินอะไร

ตามรายการอาหารที่คำนวณโดยระบบของแอพนั้น วันนี้ลู่ยาจะได้กินเนื้อวัวและผักกาดขาวที่อยู่ในถัง!

พวกคนงานชั่วคราวที่รับผิดชอบในการให้อาหารสัตว์ยังไม่มา ต้วนเจียเจ๋อจึงรีบออกมาพร้อมกับถังอาหารของลู่ยา

ลู่ยาในตอนนี้ยืนอยู่ด้านนอก ทันทีที่มองเห็นถังที่อยู่ในมือของต้วนเจียเจ๋อกับตัวหนังสือบนถังที่เขียนว่า “อีกาทองสามขาหมายเลขหนึ่ง” ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเหมือนกับแมวที่ถูกเหยียบหางก็ไม่ปาน จากนั้นจึงระเบิดออกมา “มีอย่างที่ไหน อย่าคิดว่าคนอย่างเปิ่นจุนจะกินของบ้าๆ นี่”

“คุณไม่กินงั้นเหรอ” ต้วนเจียเจ๋อแอบดีใจอยู่เล็กน้อย มองดูแล้วคุณภาพของเนื้อพวกนี้ดูเหมือนจะไม่เลวเลยทีเดียว ช่วงไม่กี่วันมานี้เขาได้แต่ซื้อข้าวกล่องที่ร้านอาหารในสวนสาธารณะ รสชาติแย่แถมยังแพงอีกต่างหาก

ในเมื่อลู่ยาไม่กิน ต้วนเจียเจ๋อจึงตัดสินใจที่จะเอาของพวกนี้มาทำกินเอง ทั้งอุปกรณ์เครื่องครัวและเครื่องปรุงที่นี่มีพร้อมหมดแล้ว เมื่อตอนที่ต้วนเจียเจ๋อยังเรียนอยู่ เขาและรูมเมทก็ทำอาหารกินกันในหอพักเป็นประจำ ถือว่าเขาเป็นเชฟพ่อบ้านได้เลย

ลู่ยาโกรธจนถึงขีดสุด ราวกับได้รับความอัปยศอดสูที่ไม่มีอะไรจะเกินกว่านี้อีกแล้ว “ไม่กิน!”

ต้วนเจียเจ๋อ “คุณไม่กินอะไรเลยจะไม่หิวแย่เหรอ”

ลู่ยาตอบอย่างเย็นชา “ฉันไม่กินธัญพืชทั้งห้า [2] มานานแล้ว”

คิดไม่ถึงว่าเขาจะได้รับอาหารดีๆ ในราคาถูกแบบนี้ ทันทีที่ได้ยินว่าลู่ยาไม่ต้องการกินอาหารพวกนี้ ต้วนเจียเจ๋อจึงรีบยกถังไปที่ห้องครัวอย่างดีอกดีใจ เขาหั่นเนื้อวัวเป็นชิ้นๆ หั่นผักกาดขาวเป็นเส้นๆ แล้วทำเป็นอาหารที่กินง่ายๆ ในครัวเรือน

เนื้อวัวและผักกาดพวกนี้ไม่รู้ว่าผลิตจากที่ไหน ต้วนเจียเจ๋อแค่ผัดไปแบบลวกๆ เท่านั้นก็ส่งกลิ่นที่หอมมากเป็นพิเศษ แต่ว่าในครัวไม่มีข้าวสวยอยู่เลย เขาจึงคิดจะไปซื้อข้าวที่ร้านอาหารตรงสวนสาธารณะไหเจี่ยว จากนั้นหยิบชามใบหนึ่งและวิ่งน้ำลายสอออกไป

หลังจากผ่านไปห้านาที ต้วนเจียเจ๋อกลับมาพร้อมกับชามข้าวสวย ถึงแม้จะอยู่ข้างนอกก็ยังได้กลิ่นของอาหารที่โชยออกมาจากห้องครัว ต้วนเจียเจ๋ออยากกินจนแทบจะอดใจไม่ไหว

ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องครัว ต้วนเจียเจ๋อก็เห็นลู่ยากำลังคีบเนื้อวัวเข้าไปในปากอยู่หน้าเตา

ลู่ยา “…”

ต้วนเจียเจ๋อ “…”

ลู่ยา “…”

ใบหน้าถมึงทึงของต้วนเจียเจ๋อจับจ้องไปที่ลู่ยา ก็พูดเองไม่ใช่เหรอว่าอย่าคิดว่าฉันจะกินอาหารพวกนี้ และที่บอกว่ามันเป็นความอัปยศอดสูอันใหญ่หลวงนั่นล่ะ แล้วไอ้ที่บอกว่าไม่กินพวกธัญพืชทั้งห้านั่นหายไปไหนหมดแล้ว

เขาเหลือบตามองไปที่อาหารในจาน อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นว่า “…ทำไมมันถึงเหลือแค่ครึ่งเดียว”

เขาเพิ่งออกไปแค่ห้านาทีเองนะ!

ใบหน้าของลู่ยาขึ้นสีแดงทันที และวางท่าพาลโกรธเอาดื้อๆ “อันที่จริงนี่มันเป็นอาหารที่เอาไว้เลี้ยงฉัน! นายก็อยากจะกินอาหารสัตว์งั้นเหรอ”

ต้วนเจียเจ๋อ “ไม่ใช่อย่างนั้น ผมก็แค่อยากถามคุณว่า …ต้องการข้าวสวยด้วยไหม…”

สายตาคมประดุจดาบของลู่ยาจับจ้องไปที่เขา “…เอามา”


[1] 照猫画虎 อุปมาหมายถึงการลอกเลียนแบบ

[2] ไม่กินธัญพืชทั้งห้า เรียกว่า ปี้กู่ (辟谷) คือวิธีการฝึกอย่างหนึ่งของนักพรตเต๋า โดยหลีกเลี่ยงการกินธัญพืชทั้งห้าชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี และถั่ว

ใส่ความเห็น