fbpx

[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 6 ตอนที่ 193 : อาจารย์ ท่านจะแต่งข้าหรือไม่

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

 

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับเป็นฉบับ Uncensored

 

————————————————————-

193

อาจารย์ ท่านจะแต่งข้าหรือไม่

 

ยอดเขาสื่อเซิงมีคนที่ถือตัวและขาวสะอาดที่สุดสามคน

เซวียเหมิง

ผู้อาวุโสทานหลาง

ฉู่หว่านหนิง

เซวียเหมิงถูกน้ำเต้าราคะโยนออกมาแล้ว ผู้อาวุโสทานหลางไม่ได้อยู่ในสถานะบริสุทธิ์ เขาเคยแต่งภรรยาคนหนึ่ง แต่สตรีผู้นั้นร่างกายอ่อนแอ หลังจากแต่งงานไม่นานก็ป่วยตาย ว่ากันว่าที่ผู้อาวุโสทานหลางเรียนวิชาแพทย์ เพราะไม่อยากเห็นคนข้างกายต้องล้มป่วยจากไปอีก

ดังนั้นก็เหลือเพียงฉู่หว่านหนิง

“ผู้อาวุโสอวี้เหิงต้องจัดการได้แน่นอน”

“ใช่แล้ว ขนาดประมุขน้อยยังเอาไม่อยู่ ได้แต่ต้องอาศัยอาจารย์ของประมุขน้อยแล้ว”

โม่หรานฟังอย่างไม่สบอารมณ์อยู่ข้างๆ แต่ก็ไม่มีวิธีอื่น ได้แต่ยืนเงียบ

ขณะกำลังอับจนหนทาง โม่หรานก็เอ่ยกับเซวียเจิ้งยง “มิสู้ให้ข้าลองดูสักหน่อย?”

เซวียเจิ้งยงมองเขา จากนั้นก็เอ่ยอย่างถนอมน้ำใจ “หรานเอ๋อร์ จะกำราบน้ำเต้าราคะ เงื่อนไขข้อแรกคือ ต้องไม่เคยมีประวัติความรัก”

โม่หราน “…”

ด้านโน้น น้ำเต้าเมามายถูกฉู่หว่านหนิงมอมจนเวียนศีรษะสับสนทิศทางแล้ว สุดท้ายล้มตึงกับพื้น ควันขาวกระจายออกมา กลายเป็นน้ำเต้าหยกเขียวเล็กๆ ลูกหนึ่ง นอนอยู่บนพื้นเงียบๆ เซวียเจิ้งยงเดินเข้าไปเก็บน้ำเต้าเมามายใส่ในถุงเฉียนคุน เอ่ยด้วยความดีอกดีใจ “ฮ่าๆ สมแล้วที่เป็นอวี้เหิง มา น้ำเต้าราคะ น้ำเต้าราคะ”

ฉู่หว่านหนิงสีหน้าเป็นปกติ เพียงแต่หลุบตาลง ไม่ยอมมองเซวียเจิ้งยง “ไม่ไป”

เซวียเจิ้งยงอึ้งงัน อย่าว่าแต่เขา แม้แต่ศิษย์และผู้อาวุโสโดยรอบก็อึ้งงัน

“ทำ…ทำไมเล่า”

“…ดื่มมากแล้ว เหนื่อย”

เซวียเจิ้งยงมิใช่คนโง่ พันจอกไม่เมามายอย่างฉู่หว่านหนิง คำพูดนี้ย่อมเป็นเท็จ

เขาจ้องบุรุษชุดขาวที่เย็นชาผู้นี้ จ้องจนฉู่หว่านหนิงหงุดหงิด สะบัดแขนเสื้อหันกายไป เซวียเจิ้งยงอึ้งไปสักพักก็โพล่งออกมา “อวี้เหิง ท่านคงมิได้…”

ใบหูของฉู่หว่านหนิงแดงขึ้นมาทันที เขาหันมาอย่างฉุนเฉียว นัยน์ตาหงส์คมปลาบดุจสายฟ้า “พูดเหลวไหลอะไร”

คำว่า “ไม่บริสุทธิ์” ยังไม่ทันเอ่ยออกจากปาก เซวียเจิ้งยงก็เริ่มรับไม่ได้แล้ว พูดในใจว่า จะเป็นไปได้อย่างไร ฉู่หว่านหนิงเป็นใครกัน

คนอย่างหว่านเยี่ยอวี้เหิง เป๋ยโต่วเซียนจุน หากบอกว่าเขาเคยมีบุพเพสันนิวาสน้ำค้าง ผู้ใดจะเชื่อ

เซวียเจิ้งยงร้อนใจจนตบต้นขา “เช่นนั้นท่าน เช่นนั้นท่านก็ลองดูหน่อยเถิด หาไม่เจ้าน้ำเต้านี่ก็เอาแต่หมุนอยู่ที่นี่ตลอด แม้ไม่ทำร้ายคน แต่ก็น่ารำคาญนัก อีกทั้งน้ำเต้าเสเพลนี่ยังเปลือกแข็งนัก เกรงว่าใช้เวลาสามปีห้าปีก็ยังลอกเปลือกมันออกมาไม่ได้สักชั้น”

“…” สายตาของฉู่หว่านหนิงกวาดผ่านกลุ่มคน บรรดาศิษย์ต่างมองเขาอย่างกระตือรือร้น มีเพียงโม่หรานที่ร้อนตัว มองเขาอย่างละอายใจทั้งไม่อาจปกปิดความเร่าร้อน

ฉู่หว่านหนิงลอบสบถในใจ ทว่าเวลานี้กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หากสะบัดแขนเสื้อผละจากไปเช่นนี้ เกรงว่าภายหน้าคงเกิดการถกเถียงกันผิดๆ ถูกๆ หนาหู คิดดูแล้วจึงเอ่ยว่า “เช่นนั้นข้าจะลองดูสักหน่อย”

พริบตาเดียวน้ำเต้าราคะก็ดูดฉู่หว่านหนิงเข้าไปในท้องน้ำเต้า จากนั้นส่ายหัวหมุนวนอยู่ที่เดิม เหล่าศิษย์ของยอดเขาสื่อเซิงไม่มีใครเคลือบแคลง ต่างเชื่อมั่นว่าฉู่หว่านหนิงเข้าไปแล้วจะต้องสยบน้ำเต้าราคะได้แน่นอน มีเพียงโม่หรานที่รู้ดีแก่ใจ…

เซียนจ่างผู้สะอาดบริสุทธิ์ที่สุดบนโลกนี้ กอดก่ายแนบชิดกับเขาอยู่บนเตียงในเรือนแรมเล็กๆ หม่นสลัวของตำบลอู๋ฉาง ในคืนฝนพรำเมื่อไม่นานมานี้

ถูกเขาทำให้มีมลทินกับมือ

ฉู่หว่านหนิงลืมตาขึ้นมา

ในท้องน้ำเต้าราวกับเป็นอีกโลกหนึ่ง เหมือนแดนฝันมายา

เป็นดังคำร่ำลือ ภายในน้ำเต้าราคะมีเทียนแดงส่องสว่าง มีม่านมงคลห้อยลงมา เมื่อเดินเข้าไป ก็เห็นเตียงไม้หงซวนจือหลังใหญ่ปูทับด้วยผ้านวมผืนหนา บนเตียงโรยถั่วลิสงพุทราแดง [1] เครื่องนอนจัดไว้พร้อมสรรพ

มีหญิงออกเรือนชราที่ดูก็รู้ว่าเป็นน้ำเต้าเสกขึ้นมานางหนึ่ง ยืนยิ้มแป้นจนตาหยีเฝ้าอยู่ที่ประตูห้องหอ ผมยาวสีเทาครามทั้งศีรษะ นางยิ้มตาหยีจนเห็นฟันสีเทาครามด้วย

ฉู่หว่านหนิงรู้ดีว่าตนไม่มีทางสยบน้ำเต้าราคะได้ และคร้านจะพูดพล่าม จึงเข้าไปเอ่ยกับหญิงชรานางนั้น “ท่านส่งข้าออกไปก็พอ ไม่จำเป็นต้องให้ข้าเปิดผ้าคลุมหน้า”

หญิงชราเอ่ยด้วยสีหน้าชื่นบาน “งึมงัมๆ”

“…”

คิดไม่ถึงว่าหญิงชราผู้นี้ไม่เข้าใจภาษามนุษย์ ทั้งมิได้มีไหวพริบเหมือนน้ำเต้าเมามาย จึงไม่เข้าใจที่ฉู่หว่านหนิงพูด ฉู่หว่านหนิงจนปัญญา ได้แต่ถอนหายใจ ฝืนใจเดินไปที่เตียง

บนเตียงมีคนผู้หนึ่งนั่งตัวตรง สวมเสื้อสีดำปักลายมังกรสีเข้ม กระโปรงสีแดงเข้มปักลายปีกหงส์ เท้าทั้งสองเปลือยเปล่า คลุมผ้าคลุมหน้าไว้ จึงเห็นใบหน้าไม่ชัดเจน

หญิงชราเดินกระย่องกระแย่งเข้ามาอย่างใจเย็น ในมือมีหมอกควันพุ่งขึ้นมา ปรากฏคทาหรูอี้หยกเขียว ยื่นมาที่มือฉู่หว่านหนิง จากนั้นผายมือเชิญ

แม้ฉู่หว่านหนิงจะมิอาจทนรับโม่หรานในสภาพที่สวมชุดเจ้าสาวได้ แค่คิดก็รู้สึกสะอิดสะเอียนนิดๆ แต่พอคิดว่าตนก็เคยสวมชุดเจ้าสาวในงานวิวาห์มรณะที่ตำบลไฉ่เตี๋ยปีนั้น ไหนๆ จะได้เห็นโม่หรานอยู่ในสภาพน่าอับอายทั้งที ไม่ดูก็น่าเสียดายแย่

“…”

ใช่ ถูกแล้ว สะอิดสะเอียนก็ส่วนสะอิดสะเอียน ไม่ดูก็น่าเสียดาย

ฉู่หว่านหนิงยืนหน้านิ่งขึงอยู่สักพัก สูดหายใจลึก จากนั้นก็เดินเข้าไป

หญิงชราเร่งเร้า “งึมงัมๆ”

“รู้แล้ว อย่าใจร้อน”

หรูอี้เลิกผ้าคลุมหน้าขึ้น ผ้าโปร่งแดงตกลงมา

ฉู่หว่านหนิงเบิกตากว้าง “เจ้าคือ…”

ท่ามกลางแสงเทียนและม่านผ้าโปร่ง บุรุษที่สวมมงกุฎติดพู่มุกเก้าสายเหลือบตาขึ้นมา แสงเงาวูบไหวทาบทอบนใบหน้าหล่อเหลาขาวซีดของเขา นัยน์ตาดำขลับทอแววหยอกเย้าและเยาะหยัน เขาเชิดคางเล็กน้อย ยิ้มให้ฉู่หว่านหนิง

ฉู่หว่านหนิงตกตะลึง…

คนผู้นี้คือโม่หรานมิผิด แต่ใบหน้าซีดขาวเหมือนอมโรค แววตาก็ซึมเซา สีหน้าท่าทีดูแปลกพิกล

“อา ดูเหมือนในใจหว่านหนิงยังคงลืมตัวข้าไม่ลง” เห็นเขาตกตะลึง บุรุษผู้นั้นจึงยื่นมือออกมาคว้าข้อมือฉู่หว่านหนิงทันที ปลายนิ้วของเขาเย็นเฉียบ จ้องเข้าไปในดวงตาของฉู่หว่านหนิง แววตาทั้งโหดเหี้ยมและดุร้ายราวกับนกแร้ง

โม่หรานฉีกยิ้มเห็นฟันขาว ทว่ารอยยิ้มนั้นไม่อบอุ่นเอาเสียเลย

“ตัวข้าปลื้มใจยิ่งนัก”

พูดจาเลอะเทอะอะไร!

ฉู่หว่านหนิงทั้งฉิวทั้งขัน เอ่ยในใจว่า เจ้าน้ำเต้าราคะนี่คงจะถูกขังอยู่ในเจดีย์จินกู่จนปัญญาอ่อนไปแล้ว คนที่เสกออกมาล้วนแปลกประหลาดสุดบรรยายเช่นนี้

“ปล่อย”

โม่หรานมิได้คลายมือ

ฉู่หว่านหนิงจึงหันไปหาหญิงชรา “ให้เขาปล่อยมือ”

ไม่ทันขาดคำ โม่หรานที่เป็น “เจ้าสาว” พลันลุกขึ้น ฉู่หว่านหนิงทันเห็นเพียงพู่มุกบนมงกุฎของเขาแกว่งไกวไปมา จากนั้นก็รู้สึกแน่นตึงที่ช่วงเอว ฟ้าดินหมุนคว้าง พอตั้งสติได้อีกครั้ง ก็ถูกผลักลงบนเตียงสีแดงทองแล้ว โม่หรานโน้มกายลงทาบทับเขาอย่างแนบแน่น จากนั้นก็ตรึงใบหน้าเขาไว้

“ดูเหมือนรสชาติที่ตัวข้ามอบให้เจ้า คงทำให้เจ้าเพลิดเพลินไม่น้อย” ลมหายใจร้อนผ่าวของบุรุษพ่นรดข้างลำคอเขา “ถึงขั้นลืมตัวข้าไม่ลง…”

ฉู่หว่านหนิงมุ่นคิ้ว บ่ายหน้าหลบเลี่ยง ในใจด่าทอว่าคำพูดที่น้ำเต้าราคะแต่งขึ้นช่างเหลวไหลเหลือเกิน

โม่หรานปฏิบัติต่อเขาอย่างอ่อนโยนและสุภาพเสมอ อยู่ในกรอบเกณฑ์มาตลอด จะเอ่ยคำพูดเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร ฉู่หว่านหนิงทั้งกระอักกระอ่วนทั้งขบขัน ทั้งโกรธเกรี้ยวและทำตัวไม่ถูก หลบเลี่ยงเช่นนี้จนหมอนที่นอนกระจัดกระจายไปหมด

ทันใดนั้น ในชั่วประกายหินเหล็กไฟ ฉู่หว่านหนิงก็หรี่ตาลง มองผ้าห่มแพรไหมสีแดงทองผืนนี้ พลันนึกอะไรขึ้นได้…

ความฝัน

เขาตกตะลึง

จากนั้นใบหน้าก็แดงก่ำ

นี่…นี่คือความฝันที่ข้าเคยฝัน

ในความฝันโม่หรานก็เป็นเช่นนี้ ปากเอ่ยคำพูดหยาบโลนและปลุกเร้า กิริยาท่าทางป่าเถื่อนยิ่งนัก ไม่มีความเห็นใจแม้แต่น้อย

ดังนั้นนี่จึงมิใช่แดนมายาที่น้ำเต้าราคะเสกขึ้นมาตามปรารถนา แต่เป็นจินตนาการอันน่าอับอายที่อยู่ลึกในใจของตัวเขาเอง? ความคิดนี้น่าอายยิ่งนัก ฉู่หว่านหนิงรู้สึกกระดาก อับอายถึงขีดสุด แม้กระทั่งใบหูก็ร้อนผ่าว

“ที่รัก…”

พลันสัมผัสเร่าร้อนเปียกชื้นก็ทำให้ฉู่หว่านหนิงถึงกับสติหลุดลอย โม่หรานกำลังจุมพิตติ่งหูเขา เรียวลิ้นชำแรกแทรกซอนเข้าไปในช่องหูอย่างตะกรามและชั่วร้าย

“อา…”

ฉู่หว่านหนิงไม่ทันตั้งตัว ครางออกมาด้วยความพรึงเพริดใจเพราะการรุกเร้ารุนแรงที่มาอย่างปุบปับนี้ เสียงแหบพร่าเจือด้วยความชุ่มชื้น

พอหลุดเสียงครางออกมาแล้ว ก็ยิ่งอับอายเกินทน

ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด ภาพเบื้องหน้าช่างสมจริงเหลือเกิน ราวกับทั้งคู่เคยจุมพิตนัวเนียกันเช่นนี้เมื่อนานมาแล้ว ฉู่หว่านหนิงถูกตรึงไว้บนเตียง โม่หรานพรมจูบไปตามลำคอ แก้ม และข้างหูของเขาไม่หยุด การกระทำหยาบคายเร่งร้อน

เขาทั้งกระวนกระวายทั้งเดือดดาล หางตาแดงเรื่อ คิดจะดิ้นรน แต่สลัดอย่างไรก็ไม่หลุด กระทั่งริมฝีปากของ “โม่หราน” ผู้นี้กำลังจะประกบลงมาบนริมฝีปากเขา…

ปุ้ง!

จู่ๆ “โม่หราน” เหมือนจะรับรู้อะไรได้ เขาตกตะลึง จ้องฉู่หว่านหนิงอย่างไม่อยากเชื่อ

ฉู่หว่านหนิงฉวยโอกาสนี้ผลักเขาออก ประกายสีทองสว่างวาบในมือ เทียนเวิ่นส่องสว่างขึ้นมาทันที ฟาดใส่ “โม่หราน” ในแดนมายาผู้นี้

เห็นประกายของเทียนเวิ่น “โม่หราน” ยิ่งตกตะลึงสุดขีด หลุดปากออกมา “ท่าน…ท่านคือ…”

แส้หลิ่วฟาดลงไป สะเก็ดไฟแตกกระเซ็น

“โม่หราน” เจ็บปวด แต่มิได้ขัดขืน สองตาเบิกกว้างอย่างตื่นตะลึง ผ่านไปสักพัก ควันบางกลุ่มหนึ่งก็ลอยขึ้นมา

หญิงชรานางนั้นหายวับไปแล้ว “โม่หราน” เองก็หายวับไปเช่นกัน

ในห้องหอเทียนแดง มีชายหนุ่มแปลกหน้าเส้นผมสีเทาครามผู้หนึ่งคุกเข่าอยู่ ใบหูแหลม รูปโฉมหล่อเหลายิ่งนัก

โทสะของฉู่หว่านหนิงยังไม่คลาย เขาลุกขึ้นจากเตียง กระชับอกเสื้อที่แหวกออกของตนไว้ นัยน์ตาหงส์ที่เจือแววเสน่หาและโกรธเกรี้ยวจ้องคนผู้นี้อย่างดุดัน น้ำเสียงทุ้มต่ำอันตราย ราวกับสัตว์ร้ายที่ถูกยั่วยุ

เขากัดฟันกรอด “เดรัจฉาน”

ชายหนุ่มผู้นี้คือจิตปฐมของ “น้ำเต้าราคะ” เขาจ้องฉู่หว่านหนิง ใบหน้าไร้สีเลือด ทั้งตกใจทั้งหวาดกลัว “เป็นท่าน…”

ฉู่หว่านหนิงกำลังโกรธ ถลึงตาใส่เขาทันที “เป็นข้าเป็นเจ้าอะไร”

น้ำเต้าราคะตกใจตัวสั่นพั่บๆ คุกเข่าหมอบกับพื้น โขกศีรษะซ้ำๆ “ผู้เยาว์ไม่รู้ว่าเป็น…” ดูเหมือนเขาจะหวาดกลัว แม้กระทั่งจะเอ่ยชื่อฉู่หว่านหนิงออกมาก็ยังสั่นเทิ้ม ทั้งยังโขกศีรษะอย่างแรงไม่หยุด “เซียนจวินโปรดอภัย เซียนจวินโปรดอภัย”

“…”

ในอดีตฉู่หว่านหนิงปราบปีศาจสยบภูตผีมาไม่น้อย “เทียนเวิ่น” เป็นที่เลื่องลือในหมู่ปีศาจเหล่านั้น ถึงขั้นมีปีศาจเล็กมารน้อยเห็นเขาก็ตกใจจนไม่กล้าขยับเขยื้อน

คิดไม่ถึงว่าน้ำเต้าราคะตนนี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน

ฉู่หว่านหนิงเก็บเทียนเวิ่น ลุกขึ้นจากเตียงด้วยสีหน้าอึมครึม จ้องชายหนุ่มที่โขกศีรษะไม่หยุดผู้นี้อย่างพูดไม่ออก สักพักจึงเอ่ย “ส่งข้าออกไป”

“ขอรับ ขอรับ!”

น้ำเต้าราคะผู้นั้นไหนเลยจะยังกล้าเมินเฉย รีบร่ายอาคมทันที ได้ยินเพียงเสียงดังปุ้ง หมอกควันลอยขึ้นมา ฉู่หว่านหนิงถูกไอหมอกบดบังจนลืมตาไม่ขึ้น เมื่อหมอกหนาสลายไปจนเห็นภาพเบื้องหน้าชัดเจน เขาก็กลับมาบนลานกว้างหน้าตำหนักตานซินแล้ว

ผู้คนรอบด้านกรูเข้ามาทันที

“อาจารย์ ไม่เป็นไรกระมัง”

“อวี้เหิง ท่านจัดการได้ดียิ่งนัก!”

“อาจารย์ๆ ได้รับบาดเจ็บหรือไม่”

หมอกควันนั้นมีกลิ่นเน่าเปื่อยของน้ำเต้าอยู่บ้าง ฉู่หว่านหนิงถูกรมจนวิงเวียน หลังจากปรับลมหายใจสักพัก จึงสังเกตเห็นว่าน้ำเต้าราคะหายวับไปแล้ว บนพื้นปูศิลาเบื้องหน้าตนมีน้ำเต้าน้อยสีชมพูลูกหนึ่งนอนอยู่เงียบๆ

ฉู่หว่านหนิงนึกถึงแดนมายาเมื่อครู่แล้วก็ยังคงอับอายอยู่บ้าง เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง เพียงเอ่ยกับเซวียเจิ้งยงด้วยน้ำเสียงที่คาดเดาได้ยาก “เก็บน้ำเต้าสองลูกนี้ไว้เถอะ ไปเลี้ยงไว้ในเจดีย์สะกดปีศาจ”

เซวียเจิ้งยง “ตกลง…เอ่อ…”

แต่สายตากลับตกอยู่บนร่างฉู่หว่านหนิง ค่อนข้างลังเล

ฉู่หว่านหนิงถูกเขาจ้องจนขนลุก “มีอะไรหรือ”

“…ไม่มีอะไร”

เพียงแต่สีหน้าของเซวียเจิ้งยงมิได้กำลังบอกว่า “ไม่มีอะไร” อย่างปากว่า ทั้งฉู่หว่านหนิงพลันสังเกตว่า นอกจากเซวียเจิ้งยงแล้ว คนโดยรอบต่างลอบมองมาที่เขาด้วยสายตาประหลาดและขบขัน ฉู่หว่านหนิงหันมา แม้กระทั่งโม่หรานก็มองเขาอย่างขัดเขิน ใบหน้าสีน้ำตาลข้าวสาลีเริ่มแดงเรื่อ

“มีอะไร…”

คำว่า “อีก” ยังไม่ทันหลุดจากปาก ฉู่หว่านหนิงก็รู้สาเหตุแล้ว

เขาก้มหน้าลง เห็นเสื้อผ้าของตน

ที่แท้ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด น่าจะเป็นระหว่างที่อยู่ในท้องน้ำเต้าราคะ เสื้อผ้าบนร่างเขาถูกเปลี่ยนเป็นชุดมงคลไม่ต่างจากเซวียเหมิง ชุดคลุมปักลายวิจิตรสวยหรู เป็นเสื้อผ้าที่ใช้สวมใส่ยามกราบไหว้ฟ้าดินในพิธีสมรส

ฉู่หว่านหนิง “…”

เรื่องที่ผู้อาวุโสอวี้เหิงสวมชุดมงคลปราบปีศาจ ไม่นานก็กลายเป็นหัวข้อสนทนากันสนุกปากของยอดเขาสื่อเซิง

ส่วนเรื่องที่เหล่าศิษย์ถกกันอย่างกระตือรือร้นที่สุดก็คือ… “ไม่รู้ตอนผู้อาวุโสอยู่ในท้องน้ำเต้า แต่งกับผู้ใดกันแน่”

มีคนไม่กลัวว่าตนจะอายุสั้น เอ่ยอย่างสนุกสนาน “ต้องเป็นหญิงงามดุจเทพธิดาแน่นอน”

มีคนเบื่อหน่ายที่ตนอายุยืน ยักคิ้วหลิ่วตาเอ่ย “ไม่แน่อาจเป็นชายงามดุจเทพบุตร?”

มีคนรักชีวิตยิ่งนัก เอ่ยอย่างจริงจัง “เมื่อผู้อาวุโสเลิกผ้าคลุมหน้าออก สิ่งที่เห็นคงเป็นร่างจริงของน้ำเต้าราคะกระมัง หากเห็นสิ่งอื่น น้ำเต้าราคะคงไม่พอใจ เขาก็ไม่มีทางสยบปีศาจตนนี้ได้”

ทุกคนรังเกียจคนโง่ที่รักชีวิตผู้นี้ ต่างรู้สึกว่าเขาน่าเบื่อหน่าย ส่ายหน้าสลายวงกันไปหมด

เพียงแต่ ยอดเขาสื่อเซิงยังมีผู้กล้าที่อาจหาญไม่กลัวตายที่สุดอีกคนหนึ่ง…

วันนี้ อากาศมืดครึ้ม การฝึกช่วงเช้าจึงระงับไปชั่วคราว โม่หรานยกของว่างมาเงียบๆ ตั้งแต่เช้าตรู่ ฉวยโอกาสขณะคนไม่สนใจ เข้าไปฉอเลาะฉู่หว่านหนิงที่ศาลาหงเหลียน

หลังจากทั้งสองกินข้าวเสร็จ “เทพธิดา” “เทพบุตร” ที่ทุกคนกล่าวถึงผู้นี้ก็ยิ้มน้อยๆ คว้ามือฉู่หว่านหนิงมากุมไว้ พลางถาม “อาจารย์ ตอนท่านอยู่ในน้ำเต้าราคะ ท่านแต่งกับข้าหรือไม่”

 

[1] เป็นธรรมเนียมในพิธีแต่งงานของชาวจีน โดยจะโรยพุทราแดง (หงจ่าว) ถั่วลิสง (ฮวาเซิง) ลำไยแห้ง (กุ้ยหยวน) และเม็ดบัว (เหลียนจื่อ) รวมเรียกว่า “จ่าวเซิงกุ้ยจื่อ” มีความหมายที่พ้องเสียงกับคำอวยพรว่า ให้กำเนิดบุตรชายที่ประเสริฐในเร็ววัน

 

ใส่ความเห็น