fbpx

[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 7 บทที่ 227 : เขาเจียวซาน ถ้อยคำในวันวาน

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

 

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

 

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับเป็นฉบับ Uncensored

 

————————————————————-

 

227

เขาเจียวซาน ถ้อยคำในวันวาน

 

พริบตาก็ผ่านไปสองปี

วันหนึ่งในฤดูสารท สวีซวงหลินนอนอยู่บนหลังคาตำหนักใหญ่ของสำนักหรูเฟิง หรี่ตามองหมอกแดงเต็มผืนฟ้า ปากคาบก้านหญ้าหางสุนัข [1]

น้อยคนนักที่จะขึ้นมาบนหลังคาตำหนักใหญ่นี้ได้ เดิมสวีซวงหลินใช้เป็นที่ปลีกวิเวกส่วนตัว ทว่ายามนี้ข้างกายซ้ายขวาเขากลับมีคนสองคนนั่งขนาบอยู่

คนหนึ่งคือหนานกงหลิ่วพี่ชายเขา ยังมีอีกคน คืออาจารย์หลัวที่อายุห่างจากพวกเขาไม่มาก

สวีซวงหลินรู้สึกว่าบางครั้งตนก็เหมือนสัตว์ป่าที่แยกเขี้ยวยิงฟัน ไม่ยอมให้ใครรุกล้ำอาณาเขตของตนได้โดยง่าย ฉะนั้นเขาเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เริ่มตั้งแต่เมื่อใด ตนจึงยินยอมพาสองคนนี้ขึ้นมานั่งเหม่อลอยกับเขาบนหลังคา มองก้อนเมฆบนฟ้า มองแมลงปอโฉบต่ำ มองปุยหลิ่วปลิวว่อน

“หลิ่วเอ๋อร์! ซวี่เอ๋อร์! พวกเจ้าหายไปไหนกันหมด”

เสียงร้อนรนเจือแววขุ่นเคืองของบิดาดังมาตามระเบียงทางเดิน

“จริงๆ เลย ให้มากวาดลานทีไร ก็เผ่นหนีเร็วยิ่งกว่ากระต่าย เจ้าเด็กเหลือขอสองคนนี้”

“ไอ้หยา” หนานกงหลิ่วชะโงกหน้าออกจากมุมชายคาเงียบๆ โผล่ให้เห็นเพียงดวงตา มองบิดาของตนเดินผ่านไปอย่างรีบร้อน จากนั้นก็หดศีรษะกลับมา “ฮ่าๆ ไปแล้ว”

“ตาแก่นี่ก็โง่นัก” สวีซวงหลินพาดขาอย่างเกียจคร้าน ปรายตามอง “แต่ไหนแต่ไรไม่คิดจะหาเราบนหลังคา”

กลับเป็นหลัวเฟิงหฺวาเริ่มไม่เป็นสุข “เราทำเช่นนี้ไม่ค่อยดีหรือไม่…เฮ้อ มิสู้พวกเจ้าลงไปเถอะ อย่าให้ท่านประมุขร้อนใจ”

“จะเป็นอะไรไปเล่า ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา ก็มีเราสองคนคอยค้ำไว้” หนานกงหลิ่วทำหน้าทะเล้นใส่เขา “กังวลอะไร อาซวี่ เจ้าว่าถูกหรือไม่”

สวีซวงหลินมิได้ตอบว่าถูกหรือผิด พ่นหญ้าหางสุนัขออกจากปาก บิดขี้เกียจ แล้วนั่งตัวตรง “เอาเมล็ดแตงให้ข้า”

หนานกงหลิ่วเทเมล็ดแตงที่ตนพกมาใส่มือเขากว่าครึ่ง สวีซวงหลินแทะช้าๆ พลางชำเลืองมองหลัวเฟิงหฺวาที่กระวนกระวายไม่เป็นสุขจนน่าขัน

เขาพ่นเปลือกเมล็ดแตงที่ติดริมฝีปาก ยิ้มเอ่ยว่า “อาจารย์กลัวหรือ”

“ข้าแค่รู้สึกว่าทำเช่นนี้ไม่ค่อยดี…”

“มีอะไรไม่ค่อยดี” สวีซวงหลินกล่าว “หากตาแก่ตำหนิท่าน ข้าก็จะชักสีหน้าใส่เขา”

หลัวเฟิงหฺวา “…”

สวีซวงหลินยื่นมือไปหาหลัวเฟิงหฺวา “เอาส้มให้ข้าสักลูก”

“เจ้าไม่ชอบกินมิใช่หรือ…”

สวีซวงหลินนิ่วหน้า “จู้จี้จุกจิก จะให้ไม่ให้ หากไม่ให้ ข้าจะดึงข้อเท้าท่าน จับท่านโยนลงไป”

พี่ชายทำตัวเป็นคนดีขึ้นมา “อาซวี่ อย่าพูดจารุนแรงกับอาจารย์เช่นนี้”

“อาจารย์อะไรกัน ก็แค่คำเรียกขานยามอยู่ต่อหน้าคนอื่นหรอก” สวีซวงหลินกล่าว “อาจารย์ที่ไหนลอบขึ้นมาบนหลังคา นั่งแทะเมล็ดแตงกับศิษย์”

หลัวเฟิงหฺวาถูกเขาพูดเสียจนรู้สึกกระดาก ค่อยๆ ก้มหน้างุด

สวีซวงหลินชอบมองท่าทางเช่นนี้ของเขาเป็นที่สุด ทุกครั้งที่เห็นก็มีความสุขราวกับอันธพาลได้รังแกคนอ่อนแอ เขาชำเลืองมองหลัวเฟิงหฺวาครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยิ้มแฉ่ง เผยฟันขาวเรียงแน่น

“อาจารย์พี่ชาย ศิษย์กล่าวถูกหรือไม่”

“อาจารย์พี่ชาย” คือคำเรียกที่สวีซวงหลินคิดขึ้นมาปุบปับ ในความเคารพเจือความสนิทสนม ในความสนิทสนมซ่อนความหยอกเย้า

หลัวเฟิงหฺวายิ่งร้อนรนและลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด “ไม่ อย่าเรียกข้าเช่นนี้”

“ก็แค่คำเรียกขานเท่านั้น นี่คือสิ่งที่อาจารย์พี่ชายเคยพูดเอง”

หลัวเฟิงหฺวา “…”

หยอกเขาเสร็จ สวีซวงหลินยังคงยื่นมือ เซ้าซี้ไม่เลิกรา “ส้ม”

“เจ้าไม่ชอบ ข้าจึงเอามาลูกเดียว ให้อาหลิ่ว”

สวีซวงหลินถลึงตา เพียงแต่มิได้ถลึงตาใส่หลัวเฟิงหฺวา แต่เป็นพี่ชายของตน

หนานกงหลิ่วกำลังยัดขนมใส่ปาก ถึงกับสำลักทันที โบกมือเอ่ยเสียงอู้อี้ “คือว่า…วันนี้ข้าก็ไม่ค่อยอยากกินส้มเท่าใด อาจารย์ ท่านให้เขาเถอะ”

หลัวเฟิงหฺวาคิดๆ ดู แล้วก็เอ่ยว่า “พวกเจ้าแบ่งกันคนละครึ่งแล้วกัน”

เขาว่าพลางเช็ดผลส้มกับแขนเสื้อ จากนั้นปอกเปลือกออก แบ่งส้มออกเป็นสองส่วนอย่างเท่าเทียม ทว่ายังคงแบ่งออกมาได้ใหญ่ซีกหนึ่ง เล็กซีกหนึ่ง

หลัวเฟิงหฺวากลัดกลุ้มใจอย่างเห็นได้ชัด

อาจเพราะภูมิหลังที่เข็ญใจไร้ที่พึ่ง เขาจึงมักกลัดกลุ้มกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่สลักสำคัญเช่นนี้

“เฮ้อ…”

“ซีกใหญ่ให้ข้า” สวีซวงหลินไม่เกรงใจแม้แต่น้อย คว้าส้มไปดื้อๆ ตัดสินใจแทนหลัวเฟิงหฺวาที่พยายามเป็นกลางเสร็จสรรพ “ซีกเล็กให้เขา”

หลัวเฟิงหฺวา “เจ้าอย่าเอาแต่รังแกพี่ชาย…”

ไม่ทันขาดคำ ส้มหวานฉ่ำกลีบหนึ่งก็ถูกยัดเข้ามาในปาก เขาเบิกตากว้างอย่างตะลึงลาน มองสวีซวงหลินด้วยความงุนงง

“พูดอะไร” สวีซวงหลินหัวเราะ ท่าทางเหมือนจอมวายร้าย ทว่าแววตากลับอ่อนโยนยิ่งนัก “ครึ่งนี้ของข้ายังต้องแบ่งกับอาจารย์พี่ชายอีก”

หนานกงหลิ่วเขยิบเข้ามา รับส้มอีกครึ่งไป นับจำนวนกลีบ ทั้งยังแบ่งออกมาอีก ยื่นให้สวีซวงหลินกับหลัวเฟิงหฺวา

เจ้าสำนักหรูเฟิงในเวลาต่อมาผู้นี้หัวเราะคิกคักใต้แสงสายัณห์ เส้นผมอ่อนนุ่มราวกับปุยดอกกกตกลงมาปรกหน้าผากเล็กน้อย สวีซวงหลินมองเขาอย่างขบขัน “เจ้าทำอะไร”

“มีส้มก็กินด้วยกันน่ะสิ”

เขายังแบ่งเมล็ดแตง ขนม และผลไม้แช่อิ่มออกเป็นสามส่วนด้วย

“มีขนมก็ชิมด้วยกัน”

“พวกเจ้า…พวกเจ้าช่าง…” หลัวเฟิงหฺวาเหมือนอยากแสดงท่าให้ดูน่าเกรงขามบ้าง แต่ทั้งสวีซวงหลินและหนานกงหลิ่วเหมือนไม่รับรู้เลย กลับมองเขาอย่างสนิทสนมและดื้อดึงเอาแต่ใจ

หลัวเฟิงหฺวาทั้งรู้สึกสุขใจและรู้สึกไร้สาระกับสายตาเป็นมิตรเช่นนี้ ผ่านไปนานก็พึมพำว่า “เหลวไหลจริงๆ …”

หนานกงหลิ่ว “ไม่เหลวไหล ไม่เหลวไหล ถ้าจะเหลวไหล ก็เหลวไหลด้วยกันทั้งสามคน”

สวีซวงหลินได้ยินก็หัวเราะพรืด มือหนึ่งยันสันหลังคา อีกมือกุมขมับ ยิ้มพลางเอ่ย “ก็ได้ เช่นนั้นเราสามคน ต่อไปมีส้มก็จะกินด้วยกัน มีขนมก็จะชิมด้วยกัน”

เขาเงียบไป ทอดสายตามองทิวทัศน์งดงามของหลังคาเรือนที่เรียงรายเป็นระเบียบของสำนักหรูเฟิง พลางคลี่ยิ้มกว้าง “มีหลังคาก็จะปีนด้วยกัน”

ภาพวูบผ่านไป

ยังคงเป็นปีนั้น ในเทศกาลหยวนเซียว

สวีซวงหลินเปลือยเท้า ปากคาบใบไม้ กำลังเดินไปตามทางเดินหลักของสำนักหรูเฟิงอย่างเกียจคร้าน มือก็คอยชี้สั่งการ “โคมไฟนั่นแขวนสูงขึ้นอีกหน่อย เจ้านั่นแหละ แขวนเสียต่ำเช่นนั้น หากขาสั้นก็เปลี่ยนคนอื่นขึ้นไป”

พลันมีเสียงร้อนรนดังมาจากด้านหลัง “อาซวี่ เจ้ารอเดี๋ยว”

สวีซวงหลินหันไป เห็นหลัวเฟิงหฺวาหิ้วรองเท้าคู่หนึ่งเข้ามาหา คิ้วขมวดมุ่น “เหตุใดเจ้าวิ่งไปทั่วโดยไม่สวมรองเท้า”

“ทางเส้นนี้ปูศิลาหลอมปราณ เดินเท้าเปล่าจะได้ดูดซับพลังวิญญาณอย่างไรเล่า”

“อากาศเย็นเช่นนี้ พลังวิญญาณเล็กน้อยนี่จะนับเป็นอะไร รีบสวมซะ ดูเจ้าสิ นิ้วเท้าเย็นจนแดงหมดแล้ว”

“ชิ จู้จี้ชะมัด”

แม้จะพูดเช่นนี้ แต่สวีซวงหลินยังคงสวมรองเท้าอย่างอืดอาด สวมก็ไม่สวมให้ดี กลับเหยียบส้นอย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นชำเลืองมองหลัวเฟิงหฺวา “ทำไม ไม่มีอะไรทำ? จะตามข้าไปเดินตลาดโคมไฟข้างนอกหรือไม่”

“การบ้านของอาหลิ่วยังเขียนไม่เสร็จ ข้าต้องตรวจให้เสร็จก่อนค่อย…”

พูดยังไม่ทันจบก็ถูกสวีซวงหลินขัดจังหวะ

เขาเชิดคาง ปรายตามองอย่างเย่อหยิ่ง “คนโง่อย่างพี่ชายข้า ท่านต้องจ้องเขาเขียน เสียคืนเทศกาลหยวนเซียวไปทั้งคืน ไม่ต้องไปแล้ว”

หลัวเฟิงหฺวายิ้มอย่างอารมณ์ดี “ไม่ไปก็ไม่ไป ข้าเองก็ไม่ชอบความคึกคักนัก”

สวีซวงหลินถลึงตาใส่เขา จ้องอยู่ครู่หนึ่ง พลันสะบัดรองเท้าที่สวมเหยียบส้นออกทั้งสองข้างอย่างฉุนเฉียว ลอยกระเด็นไปไกลลิ่ว หลัวเฟิงหฺวาตกใจ “เจ้าเป็นอะไรไป”

“ไม่สวม ไม่สวม! ไปให้พ้น ไปๆๆ”

“สวมรองเท้าสิ อากาศเย็น”

“ไม่สวม! ไสหัวไป!”

“…เจ้าโกรธหรือ”

สวีซวงหลินเอ่ยด้วยสีหน้าชิงชัง “ข้าโกรธ? ข้ามีอะไรต้องโกรธ ท่านกับพี่ชายข้าล้วนเป็นคนโง่กับผียากไร้ ฉลองเทศกาลด้วยกันดีที่สุดแล้ว ขอตัวก่อน ไม่ต้องสนใจข้า”

กล่าวจบก็โบกมือ เดินจากไปอย่างไม่ไยดี

ความจริงตอนนั้นเขาหวังยิ่งนักว่าหลัวเฟิงหฺวาจะไล่ตามมา

ต่อให้ขาเย็นจนแดงแตกก็ไม่สนใจ

ที่เขาสะบัดรองเท้าออก ก็เพราะรอให้มีคนร้องเรียกไล่หลังเขา เอ่ยกับเขาอย่างเป็นเดือดเป็นร้อนว่า ระวังจะเป็นหวัด

สวีซวงหลินเดินไปด้วยความคาดหวังเต็มอก

ทว่ารออยู่สักพัก หลัวเฟิงหฺวาก็มิได้ไล่ตามมา ทั้งมิได้ตะโกนเรียกเขา

เขาชะงัก ชะลอฝีเท้าอย่างอดมิได้

กระทั่งเดินออกไปไกลจนอีกนิดจะถึงประตูอยู่แล้ว ก็ยังคงไม่มีผู้ใดร้องเรียกเขา เขาหักข้อนิ้ว คิดในใจว่า ช่างเถอะ ถึงอย่างไรตั้งแต่เด็กข้าก็ไม่มีเพื่อนเล่นอยู่แล้ว เทศกาลหยวนเซียวทีไร ข้าก็เดินดูโคมไฟคนเดียวตั้งหลายปี ไม่เห็นจะอะไรนักหนา

เขาเดินลงบันได

หนึ่งขั้น

สองขั้น

สุดท้ายจู่ๆ ก็หันกลับไป จมูกยู่หน้ายุ่ง ร้องตะคอก “หลัวเฟิงหฺวา!”

ความจริงหลัวเฟิงหฺวามิได้ไปไหน เขายังยืนอยู่ที่เดิม รองเท้าก็เก็บกลับมาแล้ว กำลังลำบากใจไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร ยามนี้ได้ยินเสียงตะโกนของสวีซวงหลิน ก็ราวกับถูกฟาดศีรษะ ได้สติทันที ดวงตาเบิกกว้าง เอ่ยอย่างงงงัน “อ๊ะ…”

“…”

ช่างเถอะ

ยอมเขาเลยจริงๆ

ดังนั้นเทศกาลหยวนเซียวในปีนั้น เขากับสวีซวงหลินจึงอยู่เป็นเพื่อนหนานกงหลิ่ว

หนานกงหลิ่วท่องจำคัมภีร์อาคมอย่างลำบากยากเย็นยิ่งนัก เหลือกตาขาวพลางท่อง “หนึ่งชุ่นห้าเฟินใต้อก คือจุดจวี้เชวี่ย เป็นม่านหัวใจ ถูกโจมตีจะทำให้หมดสติ ใช้หมัดต่อยไปยังใต้จุดฝู่เสวียของปอดขวา ลงไป…ลงไป…ลงไปอะไรนะ” เขาเกาศีรษะ “จำไม่ได้แล้ว”

“โง่! โง่จะตายอยู่แล้ว!”

หนานกงหลิ่วถอดใจ ฟุบลงกับโต๊ะ ถอนหายใจเฮือก จากนั้นก็กลอกตาขึ้น เป่าเส้นผมอ่อนนุ่มปอยหนึ่งที่ปรกหน้าผากตนเอง

“ข้าก็คิดว่าตนเองโง่ยิ่งนัก…หากฉลาดเหมือนเจ้าก็ดีสิ”

“เป็นไปไม่ได้” สวีซวงหลินเอ่ยเสียงเฉียบขาด “ฝันไปเถอะ”

ม่านอุ่นถูกเลิกขึ้นแล้วปล่อยลง หลัวเฟิงหฺวาที่เมื่อครู่ออกไปต้มหยวนเซียว [2] กลับมาแล้ว

เขาคลุมเสื้อโต่วเผิงเนื้อหนา บนเส้นผมสีดำสนิทกับขนตางอนมีปุยหิมะละเอียดติดอยู่ประปราย ท่ามกลางแสงจากกระถางไฟ ใบหน้าธรรมดาสามัญกลับบังเกิดกลิ่นอายชวนมองขึ้นมา

เหมือนเช่นดอกอิ๋งชุนที่ดูงดงามขึ้นยามเมื่อหิมะโปรยลงมา

“ท่องตำรานานแล้ว มากินหยวนเซียวก่อน พักสักครู่เถอะ”

หลัวเฟิงหฺวายกถาดไม้มา หยวนเซียวสามถ้วย แบ่งกันคนละถ้วย

หนานกงหลิ่วโห่ร้องอย่างยินดี พุ่งปราดไปทันที กำลังจะยื่นมือออกไป กลับถูกคนด้านหลังดึงไว้

สวีซวงหลินหน้าดำทะมึน “จะรีบอะไรนักหนา ไม่มีมารยาท ขอบคุณเล่า”

หนานกงหลิ่วถึงกับพูดไม่ออก คล้ายประหลาดใจเล็กน้อยที่น้องชายผู้ไร้มารยาทที่สุดผู้นี้พอได้ทีกลับเหยียบจมูกปีนหน้า [3] เขาในเรื่องนี้

“อะไรของเจ้า”

เห็นน้องชายหรี่ตาอย่างส่อแววอันตราย หนานกงหลิ่วโบกมือซ้ำๆ จากนั้นก็แสดงความหัวไว สะบัดแขนเสื้อคารวะเต็มพิธีการ เงยหน้าขึ้นเอ่ยอย่างหยอกเย้า “บ่าวขอบคุณนายท่านที่กำนัลสิ่งของ”

หลัวเฟิงหฺวา “…”

สวีซวงหลินมองพี่ชายจอมทะเล้นผู้นี้ รู้สึกทั้งฉิวทั้งขัน คิดดูก็รู้ว่าเจ้าคนผู้นี้คงเลียนมาจากในนิยายสักเรื่องเป็นแน่ จึงเอ่ย “พอแล้ว กินขนมเถอะ”

หลัวเฟิงหฺวาถูมือที่เย็นจนแข็งและแดงเข้าด้วยกัน พลางจ่อริมฝีปากเป่า สวีซวงหลินถอดเสื้อโต่วเผิงให้เขา เขาประหลาดใจเล็กน้อย “อ๊ะ ไม่ต้องลำบาก”

สวีซวงหลินคร้านจะสนใจเขา ถามอย่างไม่ยินดียินร้าย “ข้างนอกหิมะตกหรือ”

“อืม เพิ่งตก ไม่รู้ว่าคืนนี้จะตกหนาหรือไม่ พรุ่งนี้จะได้เล่นปาลูกหิมะ”

“…อาจารย์” คำเรียกขานที่จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นมาในยามนี้มิใช่มาจากความเคารพ แต่เป็นการถากถาง “ท่านอายุเท่าใดแล้ว”

หลัวเฟิงหฺวายิ้ม ขนตาอ่อนนุ่ม สวีซวงหลินมองจนเกิดความรู้สึกอ่อนละมุนในใจอย่างช่วยไม่ได้ ทว่าขณะที่กำลังแปลกใจกับความรู้สึกอ่อนโยนนี้ เขาก็หงุดหงิดใจขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ พยายามหาเหตุผลให้ได้ระบายอารมณ์นั้นออกมาอย่างร้อนรน หลัวเฟิงหฺวามิได้ทำให้เขาผิดหวังดังคาด ไม่นานเขาก็หาพบ ชี้รอยปะชุนบนเสื้อโต่วเผิง พลางเอ่ยอย่างรังเกียจ

“ท่านจนมากหรือ มาอยู่สำนักหรูเฟิงตั้งนานแล้ว เหตุใดยังไม่ทิ้งผ้าขี้ริ้วตัวนี้ไปอีก สวมออกไปข้างนอก คนคงคิดว่าเรารังแกท่าน ท่านนี่โง่หรือเปล่า!”

หลัวเฟิงหฺวากระวนกระวายขึ้นมาทันที “ตัวนี้…ตัวนี้ถึงจะขาด ปะชุนสักหน่อยก็ยังสวมได้ พอคิดว่าโลกบำเพ็ญเพียรระดับล่างยังมีคนมากมายที่ลำบากยากแค้น ข้าก็ไม่อาจกินดีดื่มดีได้ เงินซื้อโต่วเผิงตัวหนึ่ง สามารถซื้อยันต์วิญญาณได้สิบกว่าแผ่น มอบให้คนที่ต้องการได้ ดีกว่ามากนัก”

“…” สวีซวงหลินยังคงเอานิ้วจิ้มบนรอยปะ ถลึงตาจ้องเขาอย่างขัดเคือง

หลัวเฟิงหฺวาหยั่งเชิงหาความเห็นชอบจากศิษย์ชั้นสูงผู้นี้ของตนอย่างระมัดระวัง “เจ้าไม่รู้สึกเช่นนั้นหรือ”

“ข้ารู้สึกว่าท่านป่วย! เป็นโรคยากไร้!”

แต่แม้จะเอ่ยออกไปเช่นนี้ ก็ยังคงแขวนเสื้อโต่วเผิงไว้บนราว

ทั้งสามคนนั่งล้อมกระถางไฟ กินทังหยวนด้วยกัน

แม้จะไม่ได้ไปดูโคมไฟเทศกาลหยวนเซียวแล้ว แต่เมื่อเด็กหนุ่มสามคนที่อายุไล่เลี่ยกันมารวมตัวอยู่ด้วยกัน ก็มีเรื่องให้พูดคุยได้ไม่รู้เบื่อ

นอกหน้าต่างหิมะโปรยปราย เกล็ดหิมะเกาะจับลายฉลุหน้าต่างสีแดงจนโปร่งใสแวววาว

ฟืนในห้องปะทุดังเปรี๊ยะๆ แสงสว่างส่องจับจนทั้งห้องอบอุ่นดั่งฤดูวสันต์

ต่อมาก็ดื่มสุราเล็กน้อย บรรยากาศจึงยิ่งครึกครื้น หลัวเฟิงหฺวาถึงขั้นไม่อาจทัดทานการรบเร้าของพวกเขา รับคงโหวที่หนานกงหลิ่วยื่นมาให้ แก้มแดงก่ำ คล้ายเมามายเล็กน้อย นิ้วดีดบรรเลง พลางร้องเพลงพื้นบ้าน

“บุปผาโปรยสามสี่จุดกลางบึง เสียงพิณหนึ่งสองเสียงบนฟากฝั่ง ชีวิตวัยหนุ่มประเสริฐสุดแสน ควบม้าท่องทะยาน ทอดมองบุปผาใต้หล้า…”

“อาจารย์ๆ เพลงนี้ไพเราะ ท่านสอนข้าหน่อย ชื่อเพลงอะไรหรือ”

“หนุ่มน้อยพเนจร” หลัวเฟิงหฺวาเอ่ยเสียงอ่อนโยน “เป็นเพลงสั้นๆ ของสู่จง ข้าเห็นว่าเข้ากับบรรยากาศ”

หนานกงหลิ่วเงยหน้าขึ้นยิ้ม รอยยิ้มของเขาสนิทสนมเป็นมิตรจนเกินพิกัดเสมอ ทั้งมักแฝงแววประจบประแจง แต่เมื่อดื่มสุรามากเข้า ก็ดูเปิดเผยซื่อตรงอยู่หลายส่วน “ฮ่าๆๆ หนุ่มน้อยพเนจร ไพเราะนัก พวกเราก็คือเด็กหนุ่มรุ่มรวย ฮึกเหิมห้าวหาญมิใช่หรือ”

สวีซวงหลินกอดอกแค่นเสียงเย็นชา “ตำราม้วนเดียว ท่องอยู่เก้ารอบก็ยังจำไม่ได้ เด็กหนุ่มที่ไหนจะโง่เง่าเหมือนเจ้า”

“ไอ้หยา คนเรามีจุดด้อยก็ต้องมีจุดเด่น” หนานกงหลิ่วยิ้มตาหยี ยังมีแรงโต้แย้งน้องชายตน “ถึงเจ้าจะเป็นอัจฉริยะ แต่ไม่แน่ว่าข้าเองก็อาจมีพรสวรรค์ของข้าเช่นกัน”

“…เจ้าดื่มมากไปแล้ว”

หลัวเฟิงหฺวาเองก็ยิ้ม ยกจอกสุราขึ้น “ขอให้พวกเจ้ามีวัยหนุ่มตลอดชีวิต ใช้จุดเด่นของตนเอง เป็นวิญญูชนแห่งยุค”

หนานกงหลิ่วปรบมือ โอบไหล่น้องชายตน สวีซวงหลินอึดอัด จึงผลักเขาออก หนานกงหลิ่วไม่นำพา หัวเราะฮ่าๆ “อาจารย์กล่าวเช่นนี้ ข้าพลันนึกขึ้นมาได้ แม้พวกเราไม่ได้ปล่อยโคมลอยน้ำ แต่ก็ต้องขอพร ทุกคนมาอธิษฐานกันเถอะ”

สวีซวงหลินกระตุกมุมปาก “ขอพรอะไร ข้าว่าน่าขยะแขยงชะมัด”

หลัวเฟิงหฺวา “เขียนบนกระดาษดีกว่า เขียนเสร็จแล้ว โยนลงในกองไฟ คำอธิษฐานก็จะเป็นจริง”

สุดท้ายทุกคนก็เขียนความปรารถนาของตนเอง ของหลัวเฟิงหฺวาเขียนอะไร ย่อมไม่จำเป็นต้องมากความ เมื่อครู่ตอนดื่มอวยพร เขาก็ได้กล่าวแล้ว

หนานกงหลิ่วท่องตำราไม่คล่อง มักจะชอบเขียนพลางอ่านออกเสียงไปด้วย “ขอให้…ได้กินดีดื่มดี มีอนาคตก้าวหน้า รักใคร่ สมัครสมาน”

สวีซวงหลินขยะแขยงเต็มทน ทว่าในความขยะแขยงก็ยังระคนด้วยความรู้สึกลึกซึ้งที่ไม่อาจบอกได้ชัดเจน

เขาเป็นบุตรนอกสมรส แต่ไหนแต่ไรก็ไม่ค่อยมีใครสนใจเขานัก

ทว่าตั้งแต่หลัวเฟิงหฺวามา เขาก็มีพวกพ้อง เขากับหนานกงหลิ่ว ยังมีอาจารย์ ทั้งสามมักเล่นด้วยกัน ฝึกบำเพ็ญด้วยกันเสมอ

หากบอกว่าหลัวเฟิงหฺวาคืออาจารย์ของเขา มิสู้บอกว่าเป็นสหายสนิทคนแรกในชีวิตของเขา

เพราะมีหลัวเฟิงหฺวาอยู่ เขาจึงไม่ถึงขั้นริษยาชิงชังที่พี่ชายไม่มีอะไรดีสักอย่าง แต่กลับให้รับความสำคัญเพราะสถานะบุตรภรรยาเอก พวกเขาอยู่ร่วมกันทุกเช้าค่ำ จึงเริ่มเห็นความน่ารักในตัวของหนานกงหลิ่วขึ้นมาบ้างแล้ว

“อาซวี่เขียนอะไร”

สวีซวงหลินไม่ตอบ โยนกระดาษที่ขยำเป็นก้อนของตนลงไปในกระถางไฟ

คำอธิษฐานของเขาถูกเปลวไฟและความร้อนกลืนกินไปอย่างรวดเร็ว สะเก็ดไฟแตกปะทุ สะท้อนจับนัยน์ตาเขา

“ไม่ได้เขียนอะไรทั้งนั้น กระดาษเปล่า”

หลัวเฟิงหฺวากับหนานกงหลิ่วหน้าม่อยด้วยความผิดหวัง

สวีซวงหลินยิ้มแฉ่ง ในรอยยิ้มร้ายกาจยังเจือความหวานเลี่ยนอยู่ด้วย ฉายแววกระหยิ่มใจที่ได้กลั่นแกล้งคน

หลอกพวกเจ้าเล่นหรอก

ลายมือในก้อนกระดาษนั้นเป็นระเบียบเรียบร้อย ตัวตรง ทุกเส้นทุกขีด เขียนด้วยความตั้งอกตั้งใจว่า…

‘ขอให้หลัวเฟิงหฺวา หนานกงซวี่ และหนานกงหลิ่ว เป็นญาติเป็นสหายกันชั่วชีวิต กินส้มด้วยกัน แบ่งขนมกินด้วยกัน ปีนหลังคาด้วยกัน

ตั้งแต่หนุ่ม จนแก่เฒ่า’

 

[1] Setaria viridis หญ้าป่าชนิดหนึ่ง มีสีเขียว ก้านยาว ใบเรียวยาว ส่วนยอดเป็นพู่ฟูฟ่องคล้ายหางสุนัข

[2] เป็นอีกชื่อที่ใช้เรียกขนม “ทังหยวน” หรือบัวลอยใส่ไส้ ที่กินในช่วงเทศกาลหยวนเซียว หรือเทศกาลโคมไฟ

[3] เป็นสำนวนที่ใช้ในสถานการณ์ที่ฝ่ายหนึ่งไม่ซาบซึ้งที่อีกฝ่ายไว้หน้าไม่คิดเล็กคิดน้อยด้วย ทั้งพอได้ที กลับยิ่งกำเริบ เอาเปรียบจากความอ่อนแอของอีกฝ่าย

ใส่ความเห็น