fbpx

[ทดลองอ่าน] ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา เล่ม 8 บทที่ 261 : หอเทียนอิน ตราบาป

ฮัสกี้หน้าโง่กับอาจารย์เหมียวขาวของเขา
二哈和他的白猫师尊

 

肉包不吃肉 โร่วเปาปู้ชือโร่ว เขียน
Bou Ptrn แปล

 

คำเตือน!! นิยายเรื่องนี้เหมาะสมกับผู้ที่อายุ 21 ปีขึ้นไป โดยมีเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ…

: among other immoralities (การผิดศีลธรรมจรรยา)
: Angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน)
: Cannibalism (การกินเนื้อเผ่าพันธุ์เดียวกัน)
: child abuse (การทารุณกรรมเด็ก)
: coercion (การใช้อำนาจที่เหนือกว่าบังคับให้คนอื่นทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ)
: corporal punishment (การลงโทษทางร่างกาย)
: death (การตาย)
: depression (ภาวะซึมเศร้า)
: explicit sex (การร่วมเพศแบบเปิดเผย)
: gang-rape (การข่มขืนเป็นกลุ่ม)
: genocide (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)
: gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง)
: humiliation (การทำให้อีกฝ่ายได้รับความอับอาย)
: massacre (การสังหารหมู่)
: mental and emotional abuse (การทำร้ายร่างกายและจิตใจ)
: questionable principles (มีีหลักการที่น่าสงสัย)
: rape/non-con/dub-con (การข่มขืนโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือ กึ่งจำยอม)
: suicide (การฆ่าตัวตาย)
: starvation (ความอดอยาก)
: torture (การทรมาน)
: underage sex (การมีความสัมพันธ์กับคนที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์)
: and unhealthy relationship (ความสัมพันธ์ที่เป็นปัญหา)

 

** หมายเหตุ : ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์และต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ได้รับเป็นฉบับ Uncensored

 

————————————————————-

 

261

หอเทียนอิน ตราบาป

 

ฟังถึงตรงนี้ เสวียนจิ้งต้าซือแห่งวัดอู๋เปยก็ถอนหายใจ “อมิตาภพุทธ คุณชายโม่มิใช่หลานชายแท้ๆ ของเจ้าสำนักเซวียดังคาด เวรกรรมๆ”

อีกคนเอ่ย “หา…เป็นเขา?”

ผู้ฝึกบำเพ็ญในที่นั้นต่างไม่เข้าใจ “เขาทำไม”

“ก็เด็กที่ออกความคิดให้ขังโม่หรานในกรงสุนัขอย่างไรเล่า” คนผู้นั้นกล่าว “อายุไล่เลี่ยกับโม่หราน ทั้งยังเป็นบุตรของโม่เหนียงจื่อ” เขาครุ่นคิด พลันกระจ่าง ตบศีรษะพลางเอ่ย “ข้าเข้าใจแล้ว ที่แท้เจ้าฆ่าพวกเขาสองแม่ลูก นกเขายึดรังนกกางเขน มิใช่เพราะละโมบ แต่เป็นเพราะความแค้น!”

มีบางคนที่ได้ยินการวิเคราะห์เช่นนี้แล้วรู้สึกว่าสมเหตุสมผล ต่างมองโม่หรานด้วยแววตาทั้งเหยียดหยาม ทั้งสังเวช

“เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เข้าใจได้”

“เฮ้อ คนที่น่าแค้นมักต้องมีจุดที่น่าสงสาร”

ท่ามกลางเสียงถกเถียงและทอดถอน มู่เยียนหลีกระแอม รอบด้านพลันเงียบกริบ

นางกล่าว “คุณชายโม่ ข้าได้ยินว่าเจ้าอยู่ที่หอจุ้ยอวี้ กินไม่อิ่มท้อง ซ้ำยังถูกทารุณต่างๆ นานา แต่ไหนแต่ไรมาเหนียงไม่ตีก็ด่าทอเจ้า ใช่หรือไม่”

โม่หราน “…ใช่”

“บุตรของมาเหนียงผู้นั้น ก็คือเด็กที่ออกความคิดให้ขังเจ้าในกรงสุนัขใช่หรือไม่”

“มิผิด”

ทุกคนเห็นว่าการคาดเดาเมื่อครู่เป็นความจริง จึงยิ่งสะท้อนใจกว่าเดิม หันไปพยักพเยิดให้กัน “เฮ้อ พวกท่านดูสิ เจตนาสังหารเกิดเพราะความแค้นจริงๆ เขาต้องแค้นสองแม่ลูกนี้มากเป็นแน่”

พวกเขากล่าวถูก จะไม่แค้นได้อย่างไร โม่เนี่ยนอายุเท่าเขา แต่พละกำลังเยอะกว่าเขามา และเพราะเป็นบุตรของมาเหนียง จึงไม่มีผู้ใดในหอกล้าหือกับเขา เด็กคนนี้ใจคอชั่วร้ายดื้อรั้นตั้งแต่เล็ก ยามว่างมักใช้โม่หรานเป็นที่ระบายอารมณ์ ยามก่อเรื่องก็โยนความผิดให้โม่หรานเป็นประจำ เรื่องลักเล็กขโมยน้อยต่างๆ ล้วนให้โม่หรานรับผิด

แต่โม่หรานเป็นเด็กซื่อยิ่งนัก ต่อให้ได้รับความไม่เป็นธรรม ก็ไม่กล้าไปเอาเรื่องแก้แค้นคุณชายอาเนี่ยน

ในตอนนั้น ทุกวันเขาจะได้กินแป้งทอดหนึ่งแผ่น หากกล้ามากความ เสบียงชิ้นสุดท้ายนี้ก็คงถูกหักไปด้วย ฉะนั้นต่อให้ถูกทุบตีด่าทอก็ดี ถูกปรักปรำก็ช่าง เขาก็ไม่ปริปาก หากทนไม่ไหวจริงๆ ก็จะขดตัวอยู่ในห้องเก็บฟืนที่ใช้หลับนอน แอบร้องไห้เบาๆ ตอนกลางคืน

เขาไม่กล้าส่งเสียงดัง หากเสียงดังจนทำคนอื่นตื่น สิ่งที่ตามมาคือการถูกทุบตีซ้ำอีก

มู่เยียนหลี “เจ้าเคียดแค้นพวกเขามากใช่หรือไม่”

โม่หรานเหลือบตาขึ้น ในดวงตานั้นแทบฉายแววเยาะหยัน “…ไม่เช่นนั้นเล่า”

มู่เยียนหลี “แต่แซ่ของเจ้าก็ยังคงใช้ตามนาง เจ้าแค้นนางถึงเพียงนั้น ต่อมาก็ไม่เคยคิดจะเปลี่ยน?”

โม่หราน “แซ่โม่นี้ เป็นแซ่บุญธรรมของหอจุ้ยอวี้ บ่าวที่ขายตัวเองมาอยู่ที่นี่หลายคนล้วนใช้แซ่นี้ เราเรียกโม่เหนียงจื่อว่า ‘แม่บุญธรรม’ หรือ ‘ท่านแม่’ ทุกคนล้วนเรียกเช่นนี้ ข้าเองก็คุ้นเคยแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยน”

“ทั้งที่นางไม่ดีต่อพวกเจ้าเช่นนั้น?”

“…มิใช่” โม่หรานกล่าว “นางเพียงแค่ไม่ค่อยชอบข้าอยู่แล้ว ต่อมาข้ายังปล่อยสวินเฟิงรั่วหนีไป นางก็ยิ่งจงเกลียดจงชังข้า”

“เช่นนั้นโม่เหนียงจื่อผู้นี้ไม่ดีต่อเจ้าเพียงใด”

ความจริงนี่เป็นคำถามที่ตอบง่ายยิ่งนัก โม่หรานอยู่ในหอมานานหลายปี มีเพียงคืนวันส่งท้ายปีจึงจะได้กินเนื้อจันทร์เสี้ยว [1] สักชิ้น ซึ่งเป็นเนื้อติดมันครึ่งหนึ่งที่เหลือจากแขกกินแล้ว นอกจากนี้ ทุกวันล้วนได้กินเพียงแป้งทอดแผ่นเดียว หากทำงานสำคัญแล้วสะเพร่าแม้สักเล็กน้อย ก็จะถูกเฆี่ยนตี

แต่เขาไม่อยากพูดให้มากความอีก จึงตอบเพียงว่า “ข้าไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้”

“ได้ ไม่เป็นไร เช่นนั้นก็เปลี่ยนเรื่อง” มู่เยียนหลีถามต่อ “ในเมื่อนางไม่ดีต่อเจ้ายิ่งนัก ฉะนั้นตอนที่นางถามเจ้าว่าโม่เนี่ยนไปที่ใด เจ้าจึงโกหกใช่หรือไม่ เจ้าเริ่มมีแผนการในใจแล้วใช่หรือไม่”

โม่หราน “ไม่มี”

ในตอนนั้นเขาไหนเลยจะกล้าโกหก ชีวิตและความเป็นอยู่ของเขาล้วนอยู่ในกำมือมาเหนียง ฉะนั้นเมื่อได้ยินมาเหนียงถาม โม่หรานน้อยก็เหมือนสุนัขที่ถูกทุบตีด่าทอจนชิน ตัวสั่นเล็กน้อย ตอบเสียงแผ่ว “คุณชายเนี่ยนไปสำนักศึกษาแล้ว…”

โม่เหนียงจื่อรู้จักบุตรชายตนเองดี ในใจคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ปกติลูกคนนี้ไม่ชอบเรียนหนังสือเป็นที่สุด นี่คงไปเล่นสนุกที่ใดอีกแน่ แต่เซียนเซิงสายสืบยังอยู่ นางจึงกระแอมเบาๆ ทีหนึ่ง ก่อนพยักหน้ากล่าว “เฮ้อ ลูกคนนี้ของข้าทั้งจริงจังทั้งรู้ความ เซียนเซิง ท่านดูสิ นี่ออกไปเรียนหนังสืออีกแล้ว”

เซียนเซิงสายสืบยิ้ม “อา ขยันเรียนใฝ่รู้เป็นเรื่องดี เอาเช่นนี้ ข้าจะเขียนจดหมายแจ้งประมุขยอดเขาสื่อเซิงก่อน ถึงเวลาพวกเขาจะได้รู้จักกัน ยังไม่ต้องรีบร้อนตอนนี้”

โม่เหนียงจื่อจึงลุกขึ้น คารวะด้วยความซาบซึ้ง “ขอบคุณเซียนเซิง หากวันหน้าได้ดิบได้ดี ข้าจะไม่ลืมบุญคุณที่ท่านช่วยนำพาวาสนาครั้งนี้”

หลังจากเซียนเซิงสายสืบผู้นั้นจากไป โม่เหนียงจื่อก็นิ่งอึ้งอยู่นาน ในใจรู้สึกราวกับฝันไป ทั้งรู้สึกสะท้อนใจ ประเดี๋ยวร้องไห้ ประเดี๋ยวหัวเราะ

อึ้งงันอยู่นาน กว่าจะสังเกตเห็นว่าโม่หรานยังยืนมองนางอยู่ตรงมุมอย่างหวาดหวั่น

อาจเพราะนางเห็นชีวิตที่คล้ายคลึงกับตนในตัวต้วนอีหาน หรืออาจเพราะก่อนหน้านี้โม่หรานขวัญกล้ากระทำการอุกอาจ ปล่อยตัวทำเงินของตนไป แต่ไม่ว่าเพราะสาเหตุใด ในความทรงจำของโม่หราน นางก็ไม่เคยถูกชะตากับเด็กเหลือขอคนนี้ ทั้งนับวันก็ยิ่งไม่ชอบขี้หน้า

นางถลึงตาใส่เขา “มองอะไร”

โม่หรานน้อยรีบหลุบตา “ขออภัย”

“ปากเจ้าก็บอกขออภัย แต่ในใจคงคิดว่าข้าทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะเช่นนี้ เหลวไหลมากใช่หรือไม่”

“…”

เห็นเขาเงียบ เอาแต่ก้มหน้าอย่างว่าง่าย โม่เหนียงจื่อก็กวาดตามองเขารอบหนึ่ง เอ่ยอย่างชิงชัง “ช่างเถอะ ข้าไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเจ้า เจ้าจะไปเข้าใจอะไร แค่สุนัขไร้ค่าที่กินบนเรือนขี้รดหลังคาตัวหนึ่ง”

โม่หรานเคยชินกับการถูกมาเหนียงเรียกเขาว่าสุนัขไร้ค่านานแล้ว จึงก้มหน้านิ่งเงียบ

โม่เหนียงจื่อ “อย่ามายืนทื่อตรงนี้ วันนี้ข้าอารมณ์ดี ไม่ตีเจ้า เจ้าไปตามคุณชายเนี่ยนกลับมา…ไม่ต้องโกหกข้า ข้ารู้ว่าเขาไม่ได้อยู่ที่สำนักศึกษา…พาเขากลับมา ข้ามีเรื่องสำคัญจะคุยกับเขา รีบไป”

ได้ยินนางบอกให้ตนไปตามคุณชาย โม่หรานสั่นสะท้านเล็กน้อยตามสัญชาตญาณ ทว่าสุดท้ายยังคงพยักหน้าอย่างว่าง่าย เอ่ยเสียงเบา “ขอรับ แม่บุญธรรม”

“ต่อไปไม่ต้องเรียกข้าว่าแม่บุญธรรมแล้ว” โม่เหนียงจื่อย่นจมูก “หอจุ้ยอวี้แห่งนี้ อีกไม่นานข้าก็จะ…ช่างเถอะ ไม่มากความกับเจ้า เจ้าไปเถอะ”

ยามสายัณห์วันนั้น โม่หรานไปตามหาคุณชายเนี่ยนละแวกหอจุ้ยอวี้ตามคำสั่งมาเหนียงด้วยความกระวนกระวาย

โม่หรานเองก็ไม่รู้ว่าตนอยากหาคนผู้นี้ให้เจอโดยเร็ว หรือเจอช้าหน่อยกันแน่ เพราะพอเจอตัวแล้ว ก็จะต้องถูกคุณชายเนี่ยนด่าทอที่ตนไปทำลายความสนุกของเขาอย่างไม่ต้องสงสัย แต่หากหาไม่พบ กลับไปก็จะถูกโม่เหนียงจื่อดุด่าสารพัด ที่ตนไร้ประโยชน์

ร่างเล็กๆ เดินอย่างอับจนปัญญาอยู่ใต้แสงตะวันรอน

โม่หรานในตอนนั้นไม่รู้เลยว่าโชคชะตาของตนกำลังจะสับเปลี่ยนกับคุณชายเนี่ยน

เขาตามหาไปทีละแห่งอย่างซื่อตรง

ไปทุกที่ที่คุณชายเนี่ยนไปเป็นประจำ…ริมแม่น้ำ บ่อนพนัน หอนางโลม ลานชนไก่…ถูกล้อเลียนและไล่ตะเพิดออกมา

สุดท้ายหลังจากถามอยู่หลายแห่ง ก็รู้ว่าคุณชายเนี่ยนไปโรงสีชานเมืองกับกลุ่มสหายเสเพลตั้งแต่ตอนบ่าย ได้ยินว่าหิ้วกระสอบใบใหญ่ไปด้วย

โม่หรานมิได้คิดอะไรมาก รีบไปที่โรงสีทันที

โรงสีแห่งนั้นถูกทิ้งร้างมานาน ละแวกโดยรอบเป็นสุสาน ยามปกติเป็นที่เปลี่ยวไร้ผู้คน โม่หรานเร่งฝีเท้ามาตลอดทาง ยังไม่ทันเข้าไปใกล้ ก็ได้ยินเสียงโกลาหลดังมาจากในโรงสี เด็กหนุ่มสวมเสื้อผ้าไม่เรียบร้อยกลุ่มหนึ่งกรูออกมาจากข้างในอย่างอุตลุด คนที่นำออกมาคือคุณชายเนี่ยนซึ่งกำลังผูกสายกางเกงอยู่

โม่หรานรีบบอก “คุณชาย แม่บุญธรรมให้มาตามท่านกลับไป บอกว่า…”

เขายังพูดไม่ทันจบ

เด็กหนุ่มกลุ่มนั้นก็มีสีหน้าตื่นกลัวเหมือนภัยกำลังจะมาเยือน บางคนตกใจจนร้องไห้ หัวหดตัวสั่น

โม่หรานชะงัก ถูกรังแกมาหลายปีจนมีนิสัยขี้ระแวง เขาเห็นขอบตาคุณชายเนี่ยนแดงก่ำ กำลังจ้องตนเขม็ง จึงสั่นเทิ้มขึ้นมา หันหลังโกยอ้าวทันที

คุณชายเนี่ยนตอบสนองเร็วยิ่ง ร้องตะโกน “จับเขาไว้!”

โม่หรานไหนเลยจะสู้เด็กกลุ่มนี้ได้ ถูกจับกดไว้กับพื้นอย่างง่ายดายและรวดเร็ว ส่งตัวไปเบื้องหน้าคุณชายเนี่ยน

มีคนเอ่ยเสียงเบา “ทำอย่างไรดี อาเนี่ยน ตอนนี้เรื่องใหญ่แล้ว”

“หนีไม่ทันแล้ว ถูกเด็กนี่เห็นเข้า”

“หาไม่ก็จัดการเขาไปด้วย…”

โม่หรานไม่รู้ว่าพวกเขากำลังพูดเรื่องอะไรกัน แต่ใบหน้าอ่อนเยาว์เหล่านี้ดุร้ายน่ากลัว นั่นเป็นความทรงจำแรกสุดของเขาที่มีต่อคำว่า “ผีร้าย”

คุณชายเนี่ยนหรี่ตา เขาเยือกเย็นและดูประสงค์ร้ายที่สุด

เขาคิดครู่หนึ่ง “อย่าฆ่าเขา”

โม่หรานเงยหน้าด้วยความหวาดหวั่น

ฆ่า?

คนกลุ่มนี้ล้วนเคยตีเขา ด่าเขา ดูถูกเขา แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่า คำว่า “ฆ่า” นี้จะออกจากปากเด็กหนุ่มอายุสิบสี่สิบห้าปี

ชั่วขณะนั้นเขารู้สึกงุนงง ถึงขั้นไม่อาจตอบสนอง

คุณชายเนี่ยน “เอาเขาไปขังไว้ในโรงสี”

“…” ทุกคนในที่นั้นหันไปมองหน้ากัน จากนั้นเด็กหนุ่มปากแหลมแก้มลิงคนหนึ่งก็ตอบสนองขึ้นมาเป็นคนแรก ดวงตาเขาสว่างวาบ น้ำมูกข้นไหลย้อยออกจากจมูก ใบหน้าแดงก่ำ เอ่ยเสียงแหลม “ดี ดี! ความคิดดี!”

จากนั้นคนอื่นๆ ก็เริ่มเข้าใจ “อา! อย่างนี้นี่เอง! อาเนี่ยนร้ายกาจนัก!”

เดิมเด็กหนุ่มกลุ่มนี้จ้องโม่หรานเหมือนเห็นศัตรูคู่แค้น ทว่าเวลานี้ดวงตาทุกคู่มองลงมา ราวกับฝูงหมาป่าหิวโซจ้องลูกแกะอ้วนพีตัวหนึ่ง

โม่หรานถูกผลักเข้าไปในโรงสีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง

เขาทุบประตู พยายามดิ้นรน แต่ประตูถูกปิดตายอย่างรวดเร็ว ในโรงสีไม่มีหน้าต่าง มีเพียงแสงแดดเป็นริ้วๆ ส่องลอดเข้ามาตามรอยแตกของไม้กระดาน

โม่หรานร้องตะโกน “ปล่อยข้าออกไป! พวกท่านปล่อยข้าออกไป!”

ด้านนอกมีเสียงคนตะโกน “ไปแจ้งทางการ! รีบไปแจ้งทางการ!”

“เร็ว เร็วเข้า! เราจะเฝ้าอยู่ที่นี่ ส่งคนที่ฝีเท้าเร็วไปหลายๆ คน รีบไปแจ้งทางการ!”

โม่หรานทั้งร้องทั้งทุบประตูอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าทำอย่างไรก็เปิดไม่ออก จึงล้มเลิก เขาหันกลับไปอย่างงุนงง อาศัยแสงยามโพล้เพล้ที่ส่องลอดเข้ามา จึงเห็นร่างคนผู้หนึ่งนอนอยู่

เป็นเด็กสาวคนหนึ่ง

เขารู้สึกคุ้นหน้าอยู่บ้าง จากนั้นก็นึกออกว่าเป็นบุตรสาวของบ้านที่ขายเต้าหู้ที่ถนนตะวันออก ช่วงนี้คุณชายเนี่ยนเกาะแกะนางอยู่ตลอด

เสื้อผ้าของเด็กหญิงถูกฉีกขาด ร่างอ่อนเยาว์เปลือยเปล่านอนอยู่บนพื้นอย่างเดียวดาย แขนขาแบะออก บนร่างมีรอยฟกช้ำเป็นจ้ำๆ ที่จุดสงวนยิ่งยับเยิน…

นางถูกเดรัจฉานฝูงนี้ชำเราจนตาย ตายทั้งที่ดวงตายังเบิกกว้าง คราบน้ำตาที่แก้มยังไม่แห้ง สองตาว่างเปล่าไร้แวว จ้องมาทางโม่หรานซึ่งยืนอยู่ที่ประตู

โม่หรานตะลึงงัน จากนั้นก็แผดเสียงร้อง แผ่นหลังกระแทกประตูดังปัง รูม่านตาหดเล็ก…ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าคนที่อยู่ข้างนอกพวกนั้นทำอะไรลงไป และกำลังจะทำอะไร

ที่แท้คุณชายเนี่ยนแสดงไมตรีต่อแม่นางหลายครั้งแต่ไม่ได้รับการตอบรับ จึงเกิดความคิดชั่วร้าย เขารู้ว่าแม่นางผู้นี้อ่อนเหมือนลูกพลับนิ่ม [2] ซ้ำพื้นเพทางบ้านก็ไม่มี ข่มเหงได้ง่ายนัก จึงรวมหัวกับพวกพ้องลักตัวนางมาที่โรงสี เวียนกันสร้างมลทินให้นาง แม่นางผู้นี้ร่างกายอ่อนแอ ตัวบัดซบกลุ่มนี้ป่าเถื่อนยิ่งนัก สุดท้ายทำจนนางขาดใจตายกลางคัน

โม่หรานพึมพำ “ไม่…ไม่นะ!” เขาหันกลับไปทุบประตูอย่างบ้าคลั่ง “เปิดประตู! เปิดประตู! ไม่ใช่ข้า! เปิดประตู!”

ราวกับได้ยินเสียงวิงวอนของเขา ประตูโรงสีเปิดออกฉับพลัน

โม่หรานจะพุ่งตัวออกไป แต่สองมือถูกเด็กหนุ่มกลุ่มนี้คว้าไว้อย่างโหดเหี้ยม

ผู้เป็นหัวหน้าคือคุณชายเนี่ยน เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม “เกือบลืมไป ต้องทำให้เหมือนสักหน่อย”

จากนั้นสั่งการพวกพ้องให้ถอดเสื้อผ้าของโม่หรานออกจนหมด ซ้ำยังจุ่มคราบเลือดกับน้ำเมือกบนร่างแม่นางผู้นั้นมาทาบนตัวโม่หราน

โม่หรานร้องไห้ดิ้นรนอยู่ตลอด แต่เขาสู้เรี่ยวแรงของเด็กหนุ่มกลุ่มนี้ไม่ได้ ความพยายามที่จะเอาชีวิตรอดจึงถูกกดไว้ทั้งหมด ดวงตาของพวกเขาราวกับสัตว์ป่า เสียงร่ำร้องวิงวอนของเด็กคนนี้ถูกพวกเขาเมินเฉย ถึงขั้นมีคนยกมือตบหน้าเขาหลายทีหลังจากถูกโม่หรานกัด ตะคอกเสียงเหี้ยม “หุบปากซะ ไอ้ชั่วช้า ไอ้ฆาตกร! ไอ้โจรข่มขืน! มีคนมากมายเป็นพยาน เจ้ายังจะแก้ตัวอะไรได้!”

“ไม่…ไม่ใช่ข้า! ไม่ใช่ข้า…”

แต่ขัดขืนไปแล้วจะทำอะไรได้ พวกเขาโยนร่างฟกช้ำดำเขียวของโม่หรานเข้าไปในโรงสี ขังไว้กับร่างเปลือยเปล่าของแม่นางที่สิ้นลมหายใจผู้นั้น จากนั้นก็ทำเป็นโจรร้องตะโกนให้จับโจร ไปแจ้งทางการ

โม่หรานมีปากก็ยากแก้ต่าง ต้องโทษหนักโบยสามสิบไม้ในที่ว่าการ เนื้อหนังปริแตกเหวอะหวะ จากนั้นถูกคุมขังในคุก รอการตัดสินโทษครั้งสุดท้าย

นักโทษในคุกเดียวกันต่างหัวเราะเยาะหยัน ด่าทอเขา นักโทษที่มีบุตรสาวพอได้ยินเรื่องที่เขากระทำ ก็ทุบตีเขาโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง…มีคนถึงขั้นคิดจะข่มขืนเขา…แต่หัวโจกในกลุ่มนักโทษไม่อยากให้เกิดเรื่องใหญ่โต พวกเขาจึงเลิกรา

คืนนั้นโม่เหนียงจื่อก็มา ตัวนางรู้เรื่องทั้งหมดดีแก่ใจ เดิมก็โกรธเคืองที่บุตรชายทำตัวน่าผิดหวัง

แต่นั่นแล้วอย่างไร

ผู้เป็นมารดาอย่างนางย่อมต้องปกป้องบุตรของตน

นางกลัวว่าตอนเปิดศาลพิพากษา เจ้าพนักงานจะสืบสวนอย่างเป็นธรรม หากสืบมาถึงตัวโม่เนี่ยนของนาง พวกนางแม่ลูกจะยังกระโดดขึ้นเกาะกิ่งไม้เป็นพญาหงส์ได้อย่างไร จดหมายของเซียนเซิงสายสืบก็ส่งไปแล้ว ยอดเขาสื่อเซิงจะส่งคนมารับพวกนางแล้ว นางสู้รอมานานหลายปีจนผมขาวแซมเช่นนี้

ความรุ่งเรือง ความมีหน้ามีตา ล้วนเป็นสิ่งที่นางกับบุตรชายสมควรได้รับ

นางจะไม่ยอมให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ เป็นอันขาด

ด้วยเหตุนี้นางจึงรุดมากลางดึก ยัดเงินให้พัศดีและเจ้าพนักงาน ขอร้องให้พวกเขาหลับตาข้างหนึ่ง จัดการให้โม่หรานเป็นผู้รับผิดเพียงคนเดียว

แต่อาจเพราะในใจไม่เป็นสุข หลังจากโม่เหนียงจื่อติดสินบนแล้ว ก็ยังมาเยี่ยมโม่หรานที่คุก ทั้งยังเอาหมูสามชั้นน้ำแดงชามหนึ่งมาให้ด้วย

“ไม่มียาพิษ ข้าไม่ใส่ยาทำร้ายเจ้าหรอกน่า”

โม่หรานขดตัวอยู่ในมุมพลางมองนาง ดวงตาดำแซมประกายม่วงฉายแววอ่อนล้าและไร้ที่พึ่ง เสียใจและเจ็บปวด พวกวัวแพะหมูหมาที่กำลังจะถูกเชือด ก็คงมีสีหน้าเช่นนี้

หวาดกลัว โศกเศร้า

แต่กลับเชื่องซื่อทั้งที่สิ้นหวัง

ในใจโม่เหนียงจื่อพลันสั่นสะท้าน และบีบรัด

นางตื่นตระหนกและหวาดหวั่นต่อความรู้สึกเช่นนี้ของตนเอง จึงผุดลุกขึ้นทันที กดเสียงต่ำ เอ่ยอย่างเลือดเย็นยิ่ง “ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นเด็กไม่มีพ่อไม่มีแม่ ถึงจะน่าสงสาร แต่ตายไป ก็ไม่มีใครเสียใจ ข้าเลี้ยงเจ้ามาหลายปี ถึงเวลาที่เจ้าต้องตอบแทนบุญคุณข้าแล้ว”

“…” โม่หรานไม่ได้พูดอะไร ไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ

โม่เหนียงจื่อกัดฟันกล่าว “หมูสามชั้นน้ำแดงชามนี้ เอามาเลี้ยงส่งเจ้า เจ้ากินแล้วก็อย่าได้อาฆาตแค้นข้าอยู่ในบาดาลเหลืองเลยนะ…ข้าเองก็ไม่มีทางเลือก”

เอ่ยจบ ชายกระโปรงพลิ้วสะบัด นางหันกายจากไปไกล

โม่หรานไม่เคยกินหมูสามชั้นน้ำแดงมาก่อนในชีวิต

เวลานี้เบื้องหน้ามีชามหนึ่ง เขาจ้องอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ไม่ได้กิน เขาคว่ำชามลงบนพื้น น้ำพะโล้ไหลนอง เขาจ้องอยู่สักพัก นึกถึงโลหิตที่ไหลนองใต้ร่างแม่นางผู้นั้น พลันรู้สึกขยะแขยงอย่างบอกไม่ถูก หันหลังยันกำแพง โก่งคออาเจียนอย่างรุนแรง

เขาอาเจียนไม่ออก

แต่ละวันเขาได้กินเพียงแป้งทอดแผ่นเดียว

แป้งทอดย่อยหมดไปนานแล้ว สิ่งที่อาเจียนออกมาจึงมีเพียงน้ำย่อย

คืนนั้น เขามิอาจหลับ เลือดบนร่างเกาะตัวเป็นแผ่น ค่อยๆ แห้งกรัง พอแตะถูกก็ร่วงลงพื้นเหมือนผงสนิม

เขาอยู่ในคุก ไม่พูดคุยกับนักโทษคนอื่น ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขาเป็นหรือตาย

เขาคุดคู้อยู่เพียงลำพัง ค่อยๆ คิดถึงเรื่องราวต่างๆ มากมาย

ในคุกมืดมิดสกปรกแห่งนั้น ในห้องขังที่อบอวลด้วยกลิ่นเหม็นบูดคละเคล้ากับกลิ่นหอมของหมูสามชั้นน้ำแดงแห่งนั้น โม่หรานคนซื่อได้ตายไปแล้ว ผู้ที่กลับมีชีวิตขึ้นมา คือท่าเซียนตี้จวินที่ทั้งโลกบำเพ็ญเพียรได้ยินชื่อเป็นต้องขวัญผวา…เหมือนเมื่อตอนแรกสุด

ต่อมาความอาฆาตแค้นท่วมฟ้าที่ถูกดอกแปดขมแค้นนิรันดร์กระตุ้นขึ้นมาก็ก่อกำเนิดขึ้นด้วยเหตุนี้

 

[1] เรียกเนื้อส่วนบนสุดของขาหน้าหมู เป็นเนื้อแทรกมันที่ติดกระดูกอ่อน ที่ได้ชื่อนี้เพราะรูปทรงเหมือนจันทร์เสี้ยว

[2] หมายถึง นิสัยอ่อนแอ ไม่สู้คน ถูกคนเอาเปรียบรังแกได้ง่าย

ใส่ความเห็น