fbpx

[ทดลองอ่าน] บันทึกวิญญาณพู่กัน เล่ม 2 บทที่ 6 ใช้นกครามคาบสารไปบอก (2)

บันทึกวิญญาณพู่กัน
七侯筆錄之筆靈

 

หม่าป๋อยง
马伯庸
หงลวี่เติง แปล

 

‘หลัวจงเซี่ย’ เพิ่งรู้ว่ายังมีความซวยที่เป็นขั้นกว่าของการที่อยู่ๆ ก็ถูกมีดแทงอก
นั่นก็คือการถูกพู่กันแทงอก! แน่นอนว่าเขาไม่ตาย
แต่เรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเขาหลังจากนี้
ทำให้เขาสะบักสะบอมบอบช้ำทั้งกายใจจนแม้อยากตายก็ไม่ง่ายแล้ว
.
เด็กหนุ่มมหาวิทยาลัยที่ขี้เกียจไปวันๆ อย่างเขา อยู่ๆ ก็ได้ครอบครอง ‘พู่กันบัวคราม’
มรดกตกทอดของหลี่ไป๋ เซียนกวีแห่งประวัติศาสตร์ท่านนั้น
นี่ทำให้เขาเข้าไปพัวพันกับเหล่าผู้คนแห่ง ‘สุสานพู่กัน’
และต้องเผชิญกับการต่อสู้เพื่อแย่งชิง
พู่กันในตำนานมากมาย พร้อมผู้ครอบครองมาปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเขาอย่างไม่ว่างเว้น
สุนทรีย์แห่งถ้อยคำและตัวอักษรกลับกลายเป็นการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ตระการตา
.
พลังที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมหน้าที่ความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่อย่างนั้นหรือ
งั้นหลัวจงเซี่ยคนนี้ก็จะทำทุกวิธีเพื่อปลดพู่กันอัปมงคลนี่ออกไป
พลังที่ยิ่งใหญ่อะไรนั่น เขาไม่ต้องการ!

 

ต้นฉบับนี้ยังไม่ใช่ฉบับสมบูรณ์

 

บทที่ 6

ใช้นกครามคาบสารไปบอก (2)

 

เหยียนเจิ้งหยิบสมุดบันทึกจากมือของหลัวจงเซี่ยมาอ่านหนึ่งรอบ จากนั้นก็ต้องเก็บทีท่าอันครื้นเครงของตนกลับไปเช่นกัน แสดงสีหน้าเคร่งเครียดที่ยากจะเผยออกมา ตบปากของตัวเองอยู่นาน และเอ่ยออกมาแค่ประโยคเดียว “เขาคนนี้คือคนที่สุดยอดจริง ๆ”

นี่คงเป็นคำวิจารณ์อันทรงคุณค่าที่สุดที่เหยียนเจิ้งมีต่อผู้คน

หลวงจีนปีเตอร์สองมือพนม เอ่ยคำพระแก่ผู้ตายอย่างนิ่งสงบ ทว่าคิ้วขมวดมุ่น ความคิดของเขากลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

“เหวยซื่อหรันรึ” เขาทวนชื่อบุคคลนี้ซ้ำไปซ้ำมา ไม่ว่าใครที่เป็นคนของตระกูลเหวย เพียงแค่ได้ยินชื่อนี้ก็ล้วนแต่ต้องขมวดคิ้วทั้งสิ้น “คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะติดต่อกับฝางปิน คนคนนี้ยังมีเรื่องอีกมากมายเท่าไหร่ที่ปิดบังพวกเรากันแน่”

“จากถ้อยคำในสมุบันทึก เหมือนว่าฝางปินจะไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของเหวยซื่อหรัน” หลัวจงเซี่ยเอ่ย

หลวงจีนปีเตอร์แค่นเสียงหัวเราะ “ตัวตนที่แท้จริงหรือ เกรงว่าสถานะของเขาจะมีอยู่อีกหลายสิบ ใครจะไปรู้ว่าอันไหนจริงหรือเท็จ แม้ว่าประสกฝางจะมีพู่กันแต้มตาอยู่ในอกก็ตาม เกรงว่าเขาจะถูกหลอกเช่นกัน แม้แต่พู่กันมรดกบัวครามของคุณเล่มนี้ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะใช้ฝางปินเป็นเครื่องมือเพื่อให้ได้มา!”

ผู้คนภายในห้องสงบนิ่ง วิธีการของเหวยซื่อหรันพวกเขาล้วนแต่ได้รับบทเรียนมาแล้ว การต่อสู้ที่วัดอวิ๋นเหมิน พวกเขาและคนของตระกูลจูเก่อล้วนต่อสู้กันอย่างเหนื่อยล้าสุดกำลัง กลับถูกเหวยซื่อหรันมาเป็นเฒ่าประมงได้กำไร เก็บพู่กันเมฆขาวแห่งเทียนไทของหวังโย่วจวินไปอย่างไม่ต้องลงแรงใด

“หรือว่าเหวยซื่อหรันจะเป็น ‘พวกเขา’ ที่ฝางปินกล่าวถึงในจดหมาย” เหยียนเจิ้งเอ่ยพึมพำ

หลวงจีนปีเตอร์ดันแว่นกรอบทอง เอ่ยพร้อมสีหน้าเย็นชา “แม้ว่าจะไม่สามารถชี้ได้อย่างแน่ชัด แต่อาตมาก็คิดว่ามีความเป็นไปได้สูง จากที่ประสกฝางพูดว่า ‘พวกเขา’ เกี่ยวข้องกับที่มาของเจ็ดปราชญ์แห่งก่วนเฉิงอย่างลึกซึ้ง และพู่กันสามเล่มที่ปรากฏตัวขึ้นในโลกตอนนี้ก็ล้วนมีความสัมพันธ์ใหญ่หลวงกับเหวยซื่อหรัน ทำให้ใคร ๆ ก็ยากที่จะไม่สงสัยเขา อีกทั้งเรื่องที่พวกคุณเล่าให้อาตมาฟังว่าฉู่อีหมินเคยพูดว่าเหวยซื่อหรันเป็นเพียงแค่ของเล่นที่ไม่เชื่อฟัง แสดงว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างมาก”

พอหลัวจงเซี่ยคิดไปถึงเสี่ยวหรงก็ขยับปากหวังจะเอ่ยสิ่งใดออกมา แต่การวิเคราะห์ของหลวงจีนปีเตอร์สอดคล้องกับหลักเหตุผลพอดิบพอดี ไม่มีข้อใดมาโต้แย้ง เขาจงทำได้เพียงวนกลับไปที่ประเด็นสำคัญ “ฉินอี๋คนนั้น คนที่ดูพิลึกพิลั่น ผมว่าอาจจะมีความเกี่ยวข้องกับหานจั้งไม่น้อยเช่นเดียวกัน”

หลวงจีนปีเตอร์พยักหน้า เอ่ยต่อ “พู่กันเมฆขาวแห่งเทียนไทของหวังโย่วจวินตกไปอยู่ในมือของเหวยซื่อหรัน ร่างกายของประสกหลัวก็มีพู่กันแต้มตาและมรดกบัวคราม ตัวเล่มที่แท้จริงของบัวครามก็ยังไม่รู้ที่มาที่ไป นับว่าเป็นพู่กันครึ่งเล่มแล้วกัน ส่วนพู่กันที่เหลืออีกสี่เล่มเกรงว่าจะเป็นสิ่งดึงดูดความปรารถนาอย่างยิ่งยวดจากทั่วทุกสารทิศ”

เขาพูดออกมาเช่นนี้ คนอีกสองคนก็อดตะลึงงันไม่ได้ ในคำพูดของหลวงจีนปีเตอร์คล้ายจงใจและไม่จงใจนำตระกูลจูเก่อรวมเข้าไปในขุมกำลัง ‘จากทั่วทุกสารทิศ’ ด้วย เท่ากับเขามองพวกตระกูลจูเก่อเป็นศัตรูไปแล้ว

หลวงจีนปีเตอร์มองสีหน้าท่าทางของทั้งสองแล้วหัวเราะอย่างฝืนใจ “ไม่ใช่อาตมาเข้าข้างฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ความจริงแล้วเป็นเพราะสถานการณ์ในตอนนี้วุ่นวายมาก ควรที่จะจัดการอย่างรอบคอบ ตระกูลเหวยมีคนอย่างเหวยซื่อหรันแล้วหนึ่ง ส่วนตระกูลจูเก่อก็มีคนที่จงรักภักดีต่อ ‘พวกเขา’ อยู่ในมุมมืดไม่น้อย อย่างเช่นจูเก่อฉุน จูเก่อฉางชิง แล้วยังมีฉินอี๋คนนั้นอีก…มีแต่สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่ายังมี ‘พวกเขา’ หลบซ่อนอยู่อีกเท่าไหร่ ทั้งสองตระกูลนี้ล้วนแต่ยังวางใจไม่ได้ทั้งสิ้น!”

“ในตระกูลจูเก่ออย่างน้อยก็มีสือจิ่วและคุณเฟ่ยที่ไว้ใจได้” หลัวจงเซี่ยเอ่ย สือจิ่วคงไม่ต้องพูดแล้ว ส่วนคุณเฟ่ยก็เคยเป็นเพื่อนกันกับฝากปินตอนที่ยังมีชีวิตอยู่

หลวงจีนปีเตอร์ยิ้มให้เขาเล็กน้อย “คุณก็ลองค่อย ๆ คิดดู เอาเป็นว่าเรื่องราวทั้งหมดในตอนนี้ยังไม่อาจด่วนสรุปได้” เขานิ่งไปสักพัก สีหน้าความเคร่งขรึมและหมองหม่น “วิธีการของ ‘พวกเขา’ อาตมาเคยเห็นมาก่อน ตอนที่หมู่บ้านสกุลเหวย…ผู้นำตระกูลตายไปต่อหน้าต่อตาอาตมา ทั้งความสามารถ วิธีการ และระดับความโหดเหี้ยมของ ‘พวกเขา’ ล้วนเกินกว่าที่พวกเราจะคาดคำนึงได้ การต่อสู้ระหว่างตระกูลเหวยและตระกูลจูเก่อนับพันปีไม่สามารถเทียบได้กับวิธีการแบบนั้น ครั้งนี้จะเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติการณ์แน่”

หลัวจงเซี่ยพยักหน้า เขาได้เห็นการตายของผู้นำตระกูลเหวยมากับตา แล้วก็เคยเห็นความชั่วช้าเลวทรามของฉู่อีหมินมาก่อน และฉู่อีหมินก็เป็นเพียงแค่หมากในมือตัวหนึ่งของนายท่านของเขาเท่านั้น ดังนั้นจึงดูเหมือนว่าความร้ายกาจของหานจั้งไม่อาจดูแคลนได้แน่ ทันใดนั้นทั้งสามก็รู้สึกว่ามีลมแห่งลางร้ายโชยมาที่หลังของตน ราวกับมีพลังมุ่งร้ายที่มองไม่เห็นผุดขึ้นมาจากขุมนรกไม่มีผิด

เป้าหมายของหานจั้งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคือเจ็ดปราชญ์แห่งก่วนเฉิง ดังนั้นหลัวจงเซี่ยที่ครองพู่กันมรดกบัวครามและแต้มตาไว้ย่อมตกเป็นเป้าสำคัญอย่างชัดเจน แม้ว่าหลัวจงเซี่ยจะมีใจที่ผุดผ่องบริสุทธิ์แล้วก็ยังอดยิ้มเจื่อนไม่ได้ นักศึกษาโง่เขลาธรรมดาคนหนึ่งจะมีปัญญารับมือกับเหตุการณ์ที่ร้ายแรงถึงชีวิตนี่ได้อย่างไร! จริง ๆ แล้วไม่เพียงแต่หลัวจงเซี่ย แม้แต่เหยียนเจิ้งและหลวงจีนปีเตอร์เองก็ยังเผยความรู้สึกภายในใจที่ ‘จนปัญญา’ ออกมาเช่นกัน

ระหว่างทั้งสามคน ไม่ต้องพูดถึงผู้อาวุโสตระกูลจูเก่อหรือตระกูลเหวยที่เก็บงำเบื้องหลังของสุสานพู่กัน แม้แต่บริวารของสุสานพู่กันที่แท้จริงก็ล้วนแต่เป็นความลับ หลวงจีนปีเตอร์ออกจากทางโลกเข้าสู่ทางธรรม พูดได้เพียงเป็นคนของตระกูลเหวยแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น ส่วนหลัวจงเซี่ยและเหยียนเจิ้งยิ่งลำบากใหญ่ ถ้าเป็นเมื่อหลายเดือนก่อนหน้านี้แม้แต่สุสานพู่กันคืออะไรในหัวสมองก็ยังว่างเปล่า แต่ในตอนนี้พวกเขาทั้งสามกลับเป็นขุมกำลังที่สี่นอกเหนือจากตระกูลจูเก่อ ตระกูลเหวยและหานจั้ง อีกทั้งยังเป็นกุญแจสำคัญอีกด้วย!

เหตุการณ์ในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินเกรงว่าจะเป็นแค่การเปิดฉากเท่านั้น ในเวลานี้กลุ่มคนเล็ก ๆ อย่างพวกเขาได้ถูกจับตามองแล้ว แต่ละคนต่างรู้สึกหนาวเย็นไปทั้งหลัง นี่เป็นปฏิกิริยาตอบสนองจากการเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่แข็งแกร่งเหลือเกิน

ช่างอับจนปัญญาอย่างแท้จริง!

ทันใดนั้นเหยียนเจิ้งก็ชี้ที่สมุดบันทึกและเอ่ยขึ้น “ฝางปินบอกว่าได้รับเบาะแสของเจ็ดปราชญ์แห่งก่วนเฉิงมาบ้าง แต่ในนี้กลับไม่เขียนอะไรไว้เลยเหรอ”

หลัวจงเซี่ยรีบอ่านข้อความเดิมพวกนั้นอีกครั้ง ประโยคที่ว่า ‘ผมจึงได้รับเบาะแสองค์ความรู้เกี่ยวกับเจ็ดปราชญ์แห่งก่วนเฉิงมาบ้าง ผมตัดสินใจเริ่มออกเดินทางเพื่อทำการศึกษา’ แต่เบาะแสที่เป็นรูปธรรมคืออะไรนั้นฝางปินกลับไม่ได้เอ่ยถึง เขาหยิบสมุดบันทึกขึ้น เปิดกลับไปกลับมาก็ไม่พบตรงไหนที่มีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเอาไว้ ทำได้เพียงวางมันลงอย่างสิ้นหวัง

พู่กันแต้มตามีความสามารถในการชี้ชะตาที่คลุมเครือไม่ชัดเจน แต่ก็บั่นทอนอายุขัย ไม่อาจใช้โดยไม่ยั้งคิดได้ หลัวจงเซี่ยจึงหวังจะใช้วิธีอื่นเพื่อตามหาเบาะแสแทนแต้มตา สมุดบันทึกของฝางปินนี้ได้วาดแป้งทอดชิ้นใหญ่ให้เขา แต่น่าเสียดายที่การวาดแป้งทอดนี้ท้ายที่สุดแล้วกลับไม่อาจดับความหิวโหย2 ให้เขาได้เลย

ส่วนเหรียญทองแดงที่คั่นสมุดบันทึกนั้นข้างในก็ไม่มีอะไรซ่อนงำไว้ ทั้งยังไม่มีสัญลักษณ์ที่พิเศษอะไรเช่นกัน เป็นเพียงแค่เงินโบราณธรรมดาเหรียญหนึ่ง

ระหว่างที่ทั้งสามกำลังพินิจพิเคราะห์อยู่ สือจิ่วพลันผลักประตูเดินเข้ามา ในมือถือถุงจ่ายตลาด ข้างในบรรจุไปด้วยขวดหมึก พู่กัน และของกินเล่นห้อยโตงเตงไปมา

“หืม พวกคุณอยู่ที่นี่กันหมดเลย!” สือจิ่วเอ่ยทักทาย ถุงจ่ายตลาดน้ำหนักค่อนข้างเยอะ เธอจึงเหนื่อยล้าจนเหงื่อเปียกโชก เธอมองหลัวจงเซี่ยทีหนึ่ง ยังไม่ทันเอ่ยคำเหยียนเจิ้งก็รีบพุ่งตัวเข้าไปหาก่อน ช่วยรับถุงมาจากเธอ เอ่ยอย่างยิ้มแย้ม

“ปล่อยให้สาวสวยต้องเหนื่อยล้า น่าละอาย น่าละอายจริง ๆ”

หลัวจงเซี่ยค่อยเรียกสติกลับมาได้ หน้าแดงเรื่อ แย่งถุงมาจากมือของเหยียนเจิ้ง จิตที่บริสุทธิ์ของเขาใช้ได้ดีเมื่อมีเรื่องต่อยตี แต่เรื่องเอาใจผู้หญิงกลับช่วยอะไรไม่ได้ สือจิ่วขยับปาก กำลังจะพูดสิ่งใด สายตาพลันกวาดไปเห็นสมุดบันทึกที่อยู่ในมือของหลวงจีนปีเตอร์ นัยน์ตาก็เปลี่ยนเป็นเฉียบคมขึ้น

“สมุดบันทึกนี่มาจากไหน” เสียงของเธอแปลกไปเพราะสิ่งที่ระลึกได้ในฉับพลัน

หลัวจงเซี่ยรีบตอบคำถามของเธอ “สือจิ่ว สมุดบันทึกเล่มนี้หลวงจีนปีเตอร์และเหยียนเจิ้งเพิ่งจะได้มา เป็นคำสั่งเสียของอาจารย์ฝาง”

สือจิ่วเบิกตาโต “อาจารย์ฝางปินน่ะหรือ”

“ใช่ พวกเราเพิ่งจะได้มา ก็เลยยังไม่ทันได้บอกเธอ”

สือจิ่วไม่ได้ใส่ใจคำพูดของหลัวจงเซี่ยแม้แต่น้อย เธอแย่งสมุดบันทึกจากมือของหลวงจีนปีเตอร์และเปิดมันด้วยสองมือที่สั่นระริก เหยียนเจิ้งและหลัวจงเซี่ยไม่มีใครห้ามเธอ สายตาล้วนแฝงความเห็นใจและเวทนา พวกเขารู้ดีว่าสือจิ่วโอบกอดความรู้สึกที่มีต่อฝางปินเอาไว้ นี่ไม่ใช่ความรู้สึกธรรมดาระหว่างศิษย์กับอาจารย์แน่

“นี่คือลายมือของอาจารย์ฝาง ฉันจำได้ดี เหมือนกับจดหมายที่เขาเขียนให้ฉันไม่ผิดเลย! เขาชอบเขียนคำว่า ‘ผม’ จากบนขวาลากมาล่างซ้ายโดยการตวัดให้ยาว…” สื่อจิ่วเปิดดูไปก็พูดสาธยายไม่หยุด เธอเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอพูดอะไรออกมา ในเวลาไม่นานน้ำตาก็ไหลนองอยู่เต็มหน้า และหยดน้ำตาก็หยดลงบนกระดาษ รดลงบนลายมือของผู้ที่จากไปแล้วจนเปียกชุ่ม

“ที่แท้อาจารย์เขา…เขามีลางสังหรณ์มาตั้งนานแล้ว เสียดายเขายังไม่ทันได้มา ก็…” สือจิ่วมองอักษรทุกตัวอย่างตั้งอกตั้งใจ ราวกับจะพาตัวเองเข้าไปในสมุด สำหรับเธอแล้วเนื้อหาในสมุดไม่ได้สลักสำคัญ สิ่งที่สำคัญจริง ๆ ก็คือมือคู่นั้นและคนคนนั้น

หลัวจงเซี่ยคิดจะเข้าไปปลอบโยนเธอ แต่ถูกสายตาของเหยียนเจิ้งเหนี่ยวรั้งเอาไว้

อารมณ์ของสือจิ่วค่อย ๆ นิ่งขึ้น น้ำตาเปลี่ยนเป็นการคร่ำครวญ การคร่ำครวญกลายเป็นแค่การสะอื้น และมันก็ค่อย ๆ จางหายไป เธอใช้ฝ่ามือสัมผัสความเรียบลื่นของหน้ากระดาษด้วยความรักและทะนุถนอม นัยน์ตาทั้งคู่ล้วนเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความอาลัยอาวรณ์

เหยียนเจิ้งมองหลัวจงเซี่ย ใช้สายตาบอกเป็นนัยให้เขาเข้าไปปลอบโยนเธอ หลัวจงเซี่ยเดินเข้าไปอย่างเก้ ๆ กัง ๆ เลียริมฝีปาก รวบรวมความกล้าหาญเพื่อยื่นแขนไป ตอนที่นิ้วมืออยู่ห่างกับแขนอันอ่อนละมุนของสือจิ่วแค่หนึ่งมิลลิเมตร อยู่ ๆ สือจิ่วก็เอ่ยคำว่า “อืม” แล้วหันหน้ามา ชูสมุดบันทึกขึ้นสูง

“เกิดอะไรขึ้น” หลัวจงเซี่ยถาม

สือจิ่วมองไปที่เขา “ฉันรู้แล้วว่าอาจารย์ฝางปินเขียนเบาะแสไว้ที่ไหน”

2 ข้อความนี้มาจากสุภาษิตที่ว่า วาดแป้งทอดดับความหิวโหย ซึ่งแปลว่าวาดภาพเพื่อปลอบโยนหรือให้กำลังใจตัวเอง

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า