fbpx

[ทดลองอ่าน] บันทึกวิญญาณพู่กัน บทที่ 1 เฒ่าชราศึกษาดียังไม่วายถูกดูแคลน

บันทึกวิญญาณพู่กัน
七侯筆錄之筆靈

 

หม่าป๋อยง
马伯庸
หงลวี่เติง แปล

 

‘หลัวจงเซี่ย’ เพิ่งรู้ว่ายังมีความซวยที่เป็นขั้นกว่าของการที่อยู่ๆ ก็ถูกมีดแทงอก
นั่นก็คือการถูกพู่กันแทงอก! แน่นอนว่าเขาไม่ตาย
แต่เรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเขาหลังจากนี้
ทำให้เขาสะบักสะบอมบอบช้ำทั้งกายใจจนแม้อยากตายก็ไม่ง่ายแล้ว
.
เด็กหนุ่มมหาวิทยาลัยที่ขี้เกียจไปวันๆ อย่างเขา อยู่ๆ ก็ได้ครอบครอง ‘พู่กันบัวคราม’
มรดกตกทอดของหลี่ไป๋ เซียนกวีแห่งประวัติศาสตร์ท่านนั้น
นี่ทำให้เขาเข้าไปพัวพันกับเหล่าผู้คนแห่ง ‘สุสานพู่กัน’
และต้องเผชิญกับการต่อสู้เพื่อแย่งชิง
พู่กันในตำนานมากมาย พร้อมผู้ครอบครองมาปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเขาอย่างไม่ว่างเว้น
สุนทรีย์แห่งถ้อยคำและตัวอักษรกลับกลายเป็นการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ตระการตา
.
พลังที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมหน้าที่ความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่อย่างนั้นหรือ
งั้นหลัวจงเซี่ยคนนี้ก็จะทำทุกวิธีเพื่อปลดพู่กันอัปมงคลนี่ออกไป
พลังที่ยิ่งใหญ่อะไรนั่น เขาไม่ต้องการ!

 

ต้นฉบับนี้ยังไม่ใช่ฉบับสมบูรณ์

 

บทที่ 1

เฒ่าชราศึกษาดียังไม่วายถูกดูแคลน

 

เดือนเจ็ดอังคารจร เดือนเก้ามอบอาภรณ์

ประโยคนี้หมายถึงช่วงเดือนเจ็ดซึ่งเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง อากาศเริ่มเปลี่ยนเป็นเย็นลง ยังไม่ทันเข้าเดือนเก้าก็ต้องสวมเสื้อผ้าเพิ่มขึ้น แม้มักจะมีผู้ถือดีอธิบายความหมายผิดอยู่บ่อยครั้ง แต่สภาพอากาศตามธรรมชาติไม่อาจเปลี่ยนแปลง ไม่นานก็ถึงเดือนเจ็ดตามปฏิทินจันทรคติ อากาศเย็นลงจริง ๆ และเป็นเวลาที่สถานศึกษาหลายแห่งในโลกเปิดเรียนพอดี มหาวิทยาลัยหวาเซี่ยแห่งนี้ก็เช่นกัน บรรดานักศึกษาที่หยุดพักผ่อนในหน้าร้อนอันแสนอบอ้าวมาหลายเดือนพากันกลับมายังมหาวิทยาลัย ในหอคอยงาช้างเต็มไปด้วยบรรยากาศอันสดใสเยือกเย็นของช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงและหนังสืออวลกลิ่นหมึกทั่วทุกแห่งหน ดูหรูหรางดงาม

แต่น่าเสียดายที่คนกลับไม่ค่อยจะดื่มด่ำสักเท่าใด

“ลิขิตฟ้าได้มาแต่กำเนิดคือนิสัย นิสัยดีงามคือคุณธรรม ประพฤติชอบธรรมคือผู้ได้รับการอบรม” อาจารย์จวีถือม้วนตําราไว้ในมือ และท่องพลางโคลงศีรษะไปมา

หลัวจงเซี่ยเออออตามหนึ่งประโยคไปด้วยความง่วงงุนที่ด้านล่างแท่น ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่ากระเพาะของตัวเองกำลังร้อง เขาหันกลับไปมองผู้ฟังอีกสิบกว่าคนในห้องเรียนนี้ นอกจากเจิ้งเหอแล้วทุกคนล้วนแสดงออกซึ่งความรู้สึกดุจเดียวกัน

อาจารย์จวีเหมือนจะไม่รับรู้ถึงจิตโอดครวญของเหล่านักศึกษาแม้แต่น้อย เขากำลังจมจ่อม มีความสุขอยู่กับตนเอง “คุณธรรมนั้นมิอาจพรากจากแม้ชั่วขณะ หากพรากจากได้ย่อมมิใช่คุณธรรม” ทุกครั้งที่พูดถึงคําว่า ‘คุณธรรม’ เขาจะลากเสียงทอดยาว หากลมยังไม่หมดปอดก็ไม่หยุด

ความอดทนของหลัวจงเซี่ยใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว เขาแอบตบหน้าตัวเองไปแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ด่าตัวเองว่าทําไมถึงได้โง่เง่ามาเลือกเรียนวิชาแบบนี้

ตอนแรกที่ภาคการศึกษาใหม่เริ่มต้นขึ้น ผู้บริหารมหาวิทยาลัยตัดสินใจเปิดวิชาเลือกที่ชื่อว่า ‘ประตูสู่วัฒนธรรมจีน’ เพื่อตอบรับกระแสของวัฒนธรรมจีนที่กําลังเป็นที่นิยมในขณะนี้ อีกทั้งยังเชิญอาจารย์ชราจวีซื่อเกิงผู้ทรงภูมิชื่อดังจากในเมืองมาเป็นผู้สอนหลัก หลัวจงเซี่ยคิดว่าคงง่ายดี จึงลงเรียนวิชานี้ไป แต่ไม่นึกว่าพอเข้าเรียนจริงแล้วหลัวจงเซี่ยถึงพบว่าสถานการณ์จริง ๆ กับสิ่งที่ตัวเองคิดไว้นั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว ไม่เพียงแต่น่าเบื่อสุดเปรียบปาน ครูผู้สอนยังตั้งใจสอนเอามาก ๆ

และที่หลัวจงเซี่ยเกลียดวิชานี้ยังมีเหตุผลส่วนตัวอีกข้อหนึ่ง ก็คือเจิ้งเหอ

เจิ้งเหอคนนี้ไม่ใช่เจิ้งเหอขันทีซานเป่า*ในสมัยราชวงศ์หมิง แต่เป็นนักศึกษาชายที่อยู่ชั้นปีเดียวกันแต่ต่างสาขากับหลัวจงเซี่ย เจิ้งเหอรูปร่างสูงใหญ่แข็งแรง หน้าตาใสซื่อใจดี เป็นแบบที่นักศึกษาหญิงชื่นชม ย่อมล่อความเป็นปรปักษ์จากนักศึกษาชายเป็นธรรมดา เขาลงเรียนวิชานี้เช่นเดียวกัน ได้ยินว่าทางบ้านของเจิ้งเหอมีการถ่ายทอดความรู้กันมายาวนาน เคยมีบรรพบุรุษที่สอบเป็นบัณฑิตจวี่เหริน** ถือเป็นชาติตระกูลที่มีการศึกษา มีพื้นความรู้เกี่ยวกับประเทศจีน เขามักจะพูดโต้ตอบกับอาจารย์จวีเสมอ ทําให้เป็นที่ชื่นชอบของฝ่ายหลัง และยังเป็นหัวหน้าห้องของห้องนี้อีกด้วย

“ฮึ ขันทีเน่า” หลัวจงเซี่ยทําได้เพียงส่งเสียงฮึด้วยความไม่ชอบใจ

บนแท่นบรรยาย อาจารย์จวีเพิ่งอธิบายบทแรกของ ตำราทางสายกลาง* จบก็กวาดตามองข้างล่างแท่น พบว่ามีแค่เจิ้งเหอคนเดียวที่ฟังอย่างใจจดใจจ่อ คนที่เหลือถ้าไม่ทำสายตาลอกแลกก็ทำตัวอยู่ไม่สุข เขารู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง จึงสุ่มเรียกชื่อขึ้นมาคนหนึ่ง “นักศึกษาหลัวจงเซี่ย พอได้ฟังบทแรกแล้วคุณรู้หรือยังว่าอะไรคือ ‘การไม่ประมาทต่อชีวิตส่วนบุคคล’ ”

อาจารย์จวีหยิบชอล์กขึ้นมา หันไปเขียนตัวอักษรเจิ้งข่ายขนาดใหญ่สองคำบนกระดานดำ

หลัวจงเซี่ยตกใจ ในใจรู้ดีว่าอย่างไรก็ตอบไม่ได้แน่ ไม่สู้สงบจิตใจตอบไปมั่ว ๆ อย่างไรก็ต้องตาย ขอตายอย่างติดตลกหน่อยละกัน “ความหมายคือพวกเราต้องปฏิบัติต่อสถานภาพโสดด้วยความระมัดระวังครับ”

เหล่านักศึกษาหัวเราะดังลั่นห้อง อาจารย์จวีโกรธจนหนวดเคราสั่น ชี้นิ้วไปที่หลัวจงเซี่ยอย่างเอ่ยคำพูดไม่ออก เจิ้งเหอเห็นท่าไม่ดี รีบยืนขึ้นพูดดัง ๆ “อาจารย์ ผมทราบครับ ความหมายของการไม่ประมาทต่อชีวิตส่วนบุคคลคือวิญญูชนเมื่ออยู่ตามลำพังก็ต้องเคร่งครัดต่อความประพฤติของตนเอง”

อาจารย์จวีพยักหน้าเงียบ ๆ เจิ้งเหอเห็นอาจารย์ลงมาจากบันไดแท่นบรรยาย และหันไปพูดกับหลัวจงเซี่ย “นักศึกษาคนนี้ การให้ความเคารพต่อครูบาอาจารย์เป็นคุณธรรมอันดีงามตามขนบ คุณจงใจสร้างความวุ่นวายในชั้นเรียนแบบนี้เท่ากับไม่ให้ความเคารพอาจารย์ คุณรู้ไหม”

หลัวจงเซี่ยได้ยินประโยคนี้ก็หัวร้อนทันที เขาเหวี่ยงแขนโต้กลับ “อาจารย์เอาอะไรมาพูดว่าผมจงใจสร้างความวุ่นวาย”

“ไม่ได้ทำหรือ นักศึกษาที่นั่งอยู่เห็นกันทุกคน”

“เอ้า ก็ผมกําลังตอบคําถาม”

“แบบนั้นคุณเรียกว่าตอบคําถามหรือ”

“ทําไมจะไม่ใช่ล่ะ แค่คำตอบมันผิดเท่านั้นเอง” พอหลัวจงเซี่ยพูดออกไป เหล่านักศึกษาข้างล่างแท่นก็หัวเราะลั่น

เจิ้งเหอโมโหมาก รู้สึกว่าคนคนนี้โต้เถียงอย่างไม่มีเหตุผล กิริยาก็หยาบคาย จึงลุกออกจากที่นั่งไปดึงแขนของหลัวจงเซี่ย บังคับให้ขอโทษอาจารย์จวี หลัวจงเซี่ยสลัดมือของเขาออกอย่างเย็นชา เจิ้งเหอดึงอีกฝ่ายอีกครั้ง หลัวจงเซี่ยก็หลบ ทั้งคู่ดูเหมือนกำลังจะตีกัน

อาจารย์จวีเห็นสถานการณ์ไม่ดี รีบตบโต๊ะ สั่งให้ทั้งสองคนหยุด เจิ้งเหอหยุดก่อนและหลบไปด้านข้าง หลัวจงเซี่ยขณะนั้นยั้งแรงไม่ทัน ร่างเซไปข้างหน้า ชนเข้ากับโต๊ะบรรยายเสียงดังปัง

การชนครั้งนี้ไม่ถือว่ารุนแรง หลัวจงเซี่ยแค่รู้สึกชาที่แขนเล็กน้อย เพียงแต่เขาได้ยินนักศึกษารอบข้างกำลังหัวเราะ รู้สึกเสียหน้าอย่างมาก เขารู้สึกไม่ดี พยุงตัวกับแท่นบรรยาย ถอยไปข้างหลังหนึ่งก้าว ทันใดนั้นใต้เท้าพลันเกิดเสียงดังเป๊าะ เสียงก้องกังวานชัดเจน เขารีบก้มมอง โชคร้ายเหลือเกินที่พบว่าเป็นพู่กันหักเล่มหนึ่ง ในใจอดตกตะลึงไม่ได้

จวีซื่อเกิงนิยมของโบราณมาก เวลาเช็กชื่อจะไม่ใช้ปากกาหมึกซึมหรือปากกาลูกลื่น แต่จะเขียนลงบนใบรายชื่อด้วยพู่กันที่พกติดตัว พู่กันเล่มนี้เป็นสมบัติรักของอาจารย์จวี ด้ามพู่กันสีเหลืองทอง เงางามกลมมน แม้ว่าหลัวจงเซี่ยจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับพู่กัน แต่ก็ดูออกว่ามันไม่ใช่พู่กันทั่วไป ตอนนี้พู่กันกลับถูกตนเองชนตกพื้นและเหยียบจนหักเป็นสองท่อน

เป็นเรื่องใหญ่แล้ว!

เที่ยงวันนั้น หลัวจงเซี่ยถูกเรียกตัวไปที่ห้องของหัวหน้าสาขา พอเขาเข้าประตูไปก็เห็นจวีซื่อเกิงนั่งหลับตาพักผ่อนอยู่กลางห้อง ประสานมือทั้งคู่บนไม้เท้า หัวหน้าสาขากลับยืนอยู่ด้านข้าง ถูนิ้วมือไปมาด้วยท่าทีตึงเครียด เขาแอบสังเกตสีหน้าของจวีซื่อเกิง รู้สึกวางใจขึ้นเล็กน้อย อย่างน้อยชายชราคนนี้ก็ยังไม่ได้โกรธจัดจนถึงขั้นอยากเอาชีวิตคน

“นักศึกษา! ยืนอยู่ตรงนั้นห้ามขยับ!” หัวหน้าสาขาแค่เห็นหลัวจงเซี่ยก็ตะคอกอย่างโมโหเกรี้ยวกราด จากนั้นก็พูดกับจวีซื่อเกิงอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “อาจารย์จวี คุณว่าควรจะลงโทษอย่างไรดี”

จวีซื่อเกิงลืมตา ‘พรึบ’ มองดูหลัวจงเซี่ยอย่างพินิจอยู่ครู่หนึ่ง เอ่ยปากกล่าว “นักศึกษาหลัว คุณรู้ไหมที่คุณเหยียบหักไปนั้นคืออะไร”

“ก็พู่กันนี่ครับ” หลัวจงเซี่ยรู้สึกได้ว่าคำถามนี้ประหลาดอย่างไรชอบกล

“ใช่พู่กันอยู่แล้ว แต่คุณพอจะบอกชื่อของพู่กันได้ไหม” จวีซื่อเกิงลูบเครายาวขาวโพลน “ผมจำได้ว่าเคยบอกในคาบแรกไปแล้วนะ”

พอหลัวจงเซี่ยได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเบาใจ ในเมื่อเป็นสิ่งที่บอกในห้องเรียน อย่างนั้นตัวเองย่อมต้องจำไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นจึงตอบไปตามตรง “อาจารย์จวี ผมไม่ทราบครับ ยังไงพู่กันก็หักไปแล้ว ทั้งหมดเป็นความผิดของผม อาจารย์จะลงโทษยังไงก็บอกมาเลยครับ”

หัวหน้าสาขาถลึงตา บอกให้เขาหยุดปาก จวีซื่อเกิงกลับทำท่าบอกว่าไม่เป็นไร ค่อย ๆ หยิบพู่กันที่หักเป็นสองส่วนออกมาจากอก และลูบคลำด้วยความทะนุถนอม เอ่ยเสียงเบา “ชื่อของพู่กันเล่มนี้คือพู่กันขนสุนัขป่าสลักลายเคลือบรักสับปะรด ตัวด้ามทำจากเขาวัว เคลือบรักสับปะรด* ใช้ขนหางของหมาป่าจากมณฑลเหลียวหนิง ไม่ใช่สิ่งของที่จะหาได้ทั่วไป”

“เล่าเรื่องพวกนี้ให้ผมฟังมีประโยชน์อะไรครับ แค่ให้ผมไปซื้อพู่กันที่เหมือนกับเล่มนี้ก็พอแล้วนี่” หลัวจงเซี่ยนึกต่อต้าน

จวีซื่อเกิงเหลือบมองเด็กหนุ่มคนนี้ กล่าวอย่างทอดถอนช้า ๆ “ถ้าให้ชดใช้ด้วยเงิน นักศึกษาขัดสนอย่างคุณคงชดใช้ไม่ไหวแน่ จะให้ทางคณะจัดการให้ ผมก็ไม่อยากให้พู่กันเล่มเดียวมาทำลายอนาคตของคุณอยู่ดี”

หลัวจงเซี่ยได้ฟังก็ดีใจ ชายแก่คนนี้ ไม่สิ อาจารย์ชราท่านนี้มีความประพฤติสมเป็นผู้มีการศึกษา ใจกว้างต่อผู้อื่น จนกระทั่งในหูได้ยินคำว่า ‘แต่’ เขาพลันรู้สึกราวกับฟ้าฝ่ากลางแจ้ง หัวใจจมดิ่งลง

“แต่ว่านักศึกษาหลัว คุณน่ะชอบวางตัวว่าเหนือกว่า ทั้งดื้อรั้นไม่เชื่อฟัง ควรไปทบทวนตัวเองบ้างนะ เรียนรู้เหตุผลว่าทำไมวิญญูชนถึงต้องประพฤติดี” พูดถึงตรงนี้จวีซื่อเกิงก็ใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นยิ้มพลางกล่าวว่า “ครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาส ผมว่าเอาอย่างนี้แล้วกัน คุณไปซื้อพู่กันแบบนี้มาเปลี่ยนให้ตาแก่คนนี้เถอะ”

หลัวจงเซี่ยตกตะลึง เขาเกือบจะคิดว่าโชคเข้าข้างแล้ว ถามกลับตะกุกตะกัก “อาจารย์จวี ถ้าจะลงโทษด้วยการลงทัณฑ์บนหรือไล่ออก ผมก็ยอมรับได้นะครับ แต่อาจารย์ให้ผมไปหาซื้อพู่กันที่เหมือนกับเล่มนั้นมาคืน ไม่สู้ฆ่าผมไปเลยดีกว่า ผมจะไปหาที่ไหนได้ล่ะ”

จวีซื่อเกิงได้ยินก็หัวเราะฮาใหญ่แล้วโบกมือ ให้หัวหน้าสาขาเอากระดาษห่อพู่กันที่หักพร้อมเบอร์โทรศัพท์ส่งถึงมือของหลัวจงเซี่ย

“ไม่ได้ให้ไปซื้อ แต่ให้ไปหาของแทนผม” เขามองพู่กันที่หักเล่มนั้นอย่างอาลัยอาวรณ์อีกครั้ง “ถึงพู่กันนี้จะราคาแพงมาก แต่ก็ไม่ถือเป็นของหายาก ตลาดขายของเก่ายังพอหาได้อยู่บ้าง ผมอายุมากแล้ว แข้งขาเดินเหินไม่สะดวก ดีเลยที่คุณจะไปตลาดขายของเก่าทุกวันเสาร์อาทิตย์เพื่อตามหาพู่กันแทนผม เงินผมเป็นคนออก คุณต้องรู้นะ พู่กันแม้จะเป็นมรรคาสายน้อย แต่อย่างไรก็เป็นหนึ่งในสี่สิ่งทรงคุณค่า พอคุณหาไปมาก ๆ แล้วก็จะเข้าใจเหตุผลเอง ถึงเวลาผมได้พู่กัน คุณได้บ่มนิสัย ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์”

หัวหน้าสาขาที่อยู่ด้านข้างกล่าวคล้อยตามเป็นชุด “อาจารย์จวีแยบคายเหนือชั้นจริง ๆ สั่งสอนได้ถูกต้อง สั่งสอนได้ถูกต้อง!”

หลัวจงเซี่ยได้ยินคำขอนั้นก็แทบจะเป็นลม การลงโทษด้วยการลงทัณฑ์บนหรือตัดคะแนนเป็นเพียงการเขียนลงไปในเอกสาร ต่อให้ต้องชดใช้ด้วยเงินก็แค่เข้าเนื้อชั่วคราว แต่การลงโทษด้วยการให้ไปหาพู่กันแบบนี้เท่ากับว่าเขาถูกปรับด้วยวันหยุดอันสุดแสนล้ำค่าทั้งหมด ไม่มีการลงโทษอะไรที่จะเลวร้ายยิ่งกว่านี้แล้ว มันหมายความว่าตัวเขาจะไม่สามารถนอนขี้เกียจได้อีกต่อไป…เพราะตลาดขายของเก่าเปิดและวายเร็วมาตลอด

แต่เงื่อนไขที่อาจารย์จวีเสนอมาในตอนนี้ถือว่าใจกว้างมากแล้ว ไม่อาจบ่ายเบี่ยงได้ หลัวจงเซี่ยทำได้เพียงจำใจพยักหน้า รับพู่กันหักห่อนั้นมาเก็บลงไปในกระเป๋า

จวีซื่อเกิงกำชับอีกครั้ง “แต่ดูให้ละเอียดนะ อย่าถูกของปลอมหลอกเอาล่ะ”

“ผมจะรู้ได้ยังไงว่าอันไหนของปลอม…”

“ไปหาหนังสือที่เกี่ยวข้องมาสักสองสามเล่ม สงบจิตใจศึกษาสักหน่อย ถึงจะหาพู่กันไม่เจอก็พอจะช่วยคุณได้บ้างไม่มากก็น้อย”

จวีซื่อเกิงตบที่เท้าแขน หลัวจงเซี่ยปากตอบตกลง แต่ในใจกลับไม่คิดเช่นนั้น ยิ่งเมื่อคิดถึงว่าตัวเองจะไม่มีวันหยุดเสาร์อาทิตย์อีกต่อไปแล้วก็รู้สึกเจ็บปวดทิ่มแทงในใจ

 

วันเสาร์ หลัวจงเซี่ยตื่นแต่เช้าตรู่ มองไปยังพวกเพื่อนร่วมหอที่ยังคงนอนฝันหวานด้วยความอิจฉา เขาล้างหน้าล้างตาลวก ๆ แล้วปั่นจักรยานที่ยืมมาตรงไปยังตลาดขายของเก่าในเมืองนี้เพื่อตามหาพู่กันขนสุนัขป่าสลักลายเคลือบรักสับปะรดกิ๊กก๊อกนั่น

ตอนนี้ฟ้าเพิ่งเริ่มสว่าง สีท้องฟ้าครึ่งครามครึ่งเทา ทั่วทั้งเมืองยังคงตกอยู่ในม่านหมอกเบาบางอันเงียบสงบไร้เสียง บนถนนคนเดินบางตา ส่วนใหญ่เป็นพนักงานทำความสะอาด หลัวจงเซี่ยขี่จักรยานอยู่บนถนนใหญ่เพียงคนเดียว ลมยามเช้ามืดโชยมา นำความสดชื่นแจ่มใสมาให้ ขี่จักรยานได้ประมาณครึ่งชั่วโมง ท้องฟ้าเริ่มไล่สี คนบนถนนและรถแท็กซี่ก็ค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ยังมีคนถีบสามล้อลากขวดและเศษเหล็กกองใหญ่ ดูเหมือนจะมุ่งไปที่ตลาดขายของเก่า

ตลาดขายของเก่าแห่งนี้เป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงในวงกว้าง ที่ตรงนี้เดิมเคยเป็นวัด มีพื้นที่โดยรอบสิบกว่าหมู่* ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์จะมีคนขายวัตถุโบราณ ผู้รับซื้อของเก่า นักสะสม เกษตรกรที่ขุดเจอถ้วยชามรามไหโดยบังเอิญ กับชาวเมืองที่ว่างและใฝ่ฝันอยากเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ ส่งเสียงเอะอะกันตั้งแต่ตีสี่ สิ่งของอย่างเครื่องปั้นดินเผา หินมีค่า เครื่องเงินเครื่องทอง อัญมณี เหรียญโบราณ เครื่องใช้ในบ้าน วัตถุโบราณ สมบัติจากยุคปฏิวัติวัฒนธรรม ของเบ็ดเตล็ดจากยุคสาธารณรัฐ หนังสือและหนังสือพิมพ์เก่า ที่นี่ล้วนมีครบครัน แต่ว่าเป็นของจริงและปลอมปนเปกัน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสายตาของนักล่าสมบัติว่าเป็นอย่างไร เคยมีคนพบหนังสือสมัยราชวงศ์ซ่งในราคาที่ถูกมากจากที่นี่ นำไปขายต่อได้หลายแสน และก็เคยมีคนทุ่มเงินก้อนโตเพื่อซื้อแจกันศิลาดลปิดทองสมัยราชวงศ์หยวน สุดท้ายกลับพบว่าเป็นของเลียนแบบ ทำเอาผลาญทรัพย์สินของตระกูลไปจนหมด…แต่เรื่องเหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับหลัวจงเซี่ย หลังจากที่เขาเข้ามาในตลาดแล้วก็ทำเมินต่อคนค้าขายทั้งสองฝั่ง เอาแต่เดินถามตลอดทางว่าแผงขายพู่กันเก่าอยู่ที่ไหน รีบหาให้เจอจะได้รีบเสร็จเรื่อง

ความจริงแล้วสถานที่ที่เปิดแผงแบกะดินอย่างตลาดขายของเก่านี้น้อยมากที่จะนำสี่สิ่งทรงคุณค่าแห่งห้องหนังสือ*ออกมาขายแยก ส่วนใหญ่จะเห็นกระจัดกระจายอยู่ท่ามกลางวัตถุโบราณอื่น ๆ ในวงการของเก่ามีคำกล่าวที่ว่า ‘หมึกเก่าแก่ดั่งสมบัติ พู่กันเก่าแก่ประดุจหญ้า’ ขนพู่กันง่ายต่อการถูกแมลงกัดแทะ การที่สามารถเก็บรักษามาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงและชิงได้ถือว่าเป็นของล้ำค่าหายากราวกับขนหงส์เขากิเลนแล้ว แม้จะเป็นของที่ช่างฝีมือสมัยสาธารณรัฐทำขึ้นก็ยังนับเป็นของวิเศษ นักสะสมทั่วไปจะนำพู่กันโบราณเก็บไว้ในกล่องลายวิจิตรแล้วใส่การบูรลงไป เพื่อป้องกันไม่ให้โดนความชื้น เช่นนี้จึงสามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน

คนค้าขายที่ปะปนกันในตลาดขายของเก่า ส่วนใหญ่รับของมาจากชาวบ้าน พอได้ของเต็มคันรถแล้วก็ไป ไม่ได้ใส่ใจป้องกันรักษาอะไรมากมาย ต่อให้พบเจอพู่กันดี ๆ ก็คงถูกย่ำยีจนไม่เหลือสภาพเป็นแน่

ดังนั้นพอหลัวจงเซี่ยเอ่ยปากถามว่าที่ไหนมีขายพู่กันเก่า พวกพ่อค้าแม่ค้าก็ดูออกว่าเป็นมือใหม่ รีบควานหาพู่กันที่ดูเก่าแก่ออกมาครั้งแล้วครั้งเล่าและชวนคุยไปเรื่อย

“คุณลองดูเล่มนี้ พู่กันเซวียน**ชั้นดี ขนกระต่ายเจ็ดขนแพะสาม*** ผลิตจากหน่วยงานแบบเก่าภายในวังราชวงศ์ชิง”

“เล่มนี้สิดี เป็นพู่กันหนวดหนูที่ต้นตระกูลหวังรุ่นแรกของตึกหวังอี้จิงผลิต ของแท้แน่นอน คุณดูขนพู่กันนี่ มีคุณสมบัติทั้งสี่ครบถ้วน”

เดิมพ่อค้าแม่ค้าเร่เหล่านี้คิดว่าจะใช้ศัพท์เทคนิคเฉพาะทางไม่กี่คำมาหลอกเด็กมือใหม่ที่หนวดยังไม่ขึ้นคนนี้ ใครจะไปรู้ว่าหลัวจงเซี่ยไม่มีความรู้เกี่ยวกับศาสาตร์ด้านพู่กันเลยแม้แต่น้อย นอกจากรู้ว่าข้างหนึ่งมีขน ข้างหนึ่งไม่มีแล้ว ที่เหลือก็ไม่รู้อะไรอีก ดังนั้นเขาแค่จำไว้ว่าพู่กันของอาจารย์จวีมีลวดลายคล้ายสับปะรด ส่วนอย่างอื่นไม่ต้องใส่ใจ การเล่นลิ้นของพ่อค้าแม่ค้าเร่เหล่านี้จึงเรียกได้ว่าเป็นการขว้างดวงตาคู่งามให้คนตาบอดดู

หลัวจงเซี่ยมองดูตลอดทาง เดี๋ยวหยุดแวะเดี๋ยวเดินเล่น ได้เห็นของมากมายอย่างมือพระพุทธรูป นาฬิกาตั้งโต๊ะ กล้องยาสูบ ตราประทับรูปประธานเหมา ไปจนถึงปลัดขิก…สิ่งของสารพัดชนิดน่าสนใจเป็นอย่างมาก เหล่าพ่อค้าวัตถุโบราณดวงตาฉายแสงวาบ ไม่นานก็ดูออกว่าเขาไม่เหมือนกับคนประเภทที่มีเงินและชื่นชมสิ่งของเหล่านี้ จึงไม่ได้ทักทายอย่างสนิทสนมเกินไปนัก ซึ่งดีเลย เพราะเขาชอบที่จะอยู่อย่างสงบ

ตลาดขายของเก่ามีเนื้อที่กว้างขวาง แผงลอยก็มากมาย หลัวจงเซี่ยเดินดูผ่าน ๆ ครบหนึ่งรอบก็เข้าสู่เวลาเที่ยงวันแล้ว เขานวดต้นขาอันเมื่อยขบ หาม้านั่งซีเมนต์ที่อยู่ใต้ร่มเงาต้นสนใหญ่ได้ก็นั่งพัก คิดในใจว่าวันนี้น่าจะกลับได้แล้ว การตามล่าหาของเก่าไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้สำเร็จในวันเดียว วันนี้หาไม่เจอก็ยังมีพรุ่งนี้ พรุ่งนี้หาไม่เจอยังมีสัปดาห์หน้า อย่างไรเสียอาจารย์จวีก็ไม่ได้จำกัดเวลา

ทันใดนั้นสายตาของหลัวจงเซี่ยก็ชะงักงัน เขาเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยปรากฏตัวในฝูงชน เมื่อดูให้ดีอีกครั้ง ที่แท้ก็เป็นเจิ้งเหอ เขาสวมเสื้อพูลโอเวอร์สีส้มเข้ม รูปร่างสูงใหญ่แข็งแรง เมื่ออยู่ท่ามกลางคุณลุงสูงอายุยิ่งทำให้จดจำได้ง่าย

“แปลกแฮะ หมอนี่มาทำอะไรที่ตลาดขายของเก่า…” หลัวจงเซี่ยนึกฉงนในใจ รีบลุกขึ้นมาปัดดินออกจากก้นแล้วแอบตามไป

 

* เจิ้งเหอ (郑和) หรือขันทีซานเป่า ผู้บัญชาการทหารเรือจีนในสมัยราชวงศ์หมิง และเป็นผู้นำกองเรือมหาสมบัติออกสำรวจทะเลทางตะวันตกของประเทศจีน

** จวี่เหริน(举人)บัณฑิตที่สอบผ่านระดับมณฑลในระบบการสอบเคอจวี่(科举)หรือที่คนไทยเรียกว่าการสอบจอหงวน

* ตำราทางสายกลาง หรือ จงยง หนังสือรวบรวมแนวคิดและหลักการปกครอง หนึ่งในหนังสือสำคัญของลัทธิขงจื่อ

* รักสับปะรด (ปัวหลัวชี) เป็นสีเคลือบเงาแบบพิเศษที่ใช้ยางรักดิบผสมกับหินเทอร์ควอยส์ ผงชาด หรือปะการัง ใช้เคลือบเงาให้เกิดสีและผิวสัมผัสที่เป็นลวดลายแปลกตา ดูคล้ายผลสับปะรด

* หมู่ เป็นหน่วยวัดพื้นที่ของจีนหน่วยหนึ่งที่ยังใช้กันอยู่ในปัจจุบัน โดย 1 หมู่จะเท่ากับ 819 ตารางเมตร

* สี่สิ่งทรงคุณค่าแห่งห้องหนังสือ ได้แก่ พู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึก

** พู่กันเซวียน เป็นพู่กันที่ผลิตจากเมืองเซวียน มณฑลอานฮุย

*** ขนกระต่ายเจ็ดขนแพะสาม เป็นชื่อประเภทของขนพู่กันที่ใช้ขนกระต่ายป่าเจ็ดส่วน ขนแพะสามส่วน

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า