fbpx

[ทดลองอ่าน] นายหยุดแกล้งฉันได้ไหม ตอนที่ 4

你能不能不撩我
นายหยุดแกล้งฉันได้ไหม

 

焦糖冬瓜 เจียวถังตงกวา เขียน
สีน้ำ แปล
JYUN (Kang Jiyun) วาด

 

— โปรย —
ราชันนักขับฟอร์มูล่าวัน ‘วอห์น วินสตัน’ สูญเสียคู่แข่งและเพื่อนสนิทเพียงคนเดียว
ไปในอุบัติเหตุที่ไม่มีใครคาดคิด ทว่าหลังค่ำคืนวันแต่งงานของเพื่อนนักขับในวงการคนหนึ่ง
เขากลับตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าได้ย้อนเวลากลับไปตอนที่เจอ ‘อีวาน ฮันท์’ เป็นครั้งแรกอีกครั้ง!

ในวินาทีนั้นกาลเวลาที่หยุดนิ่งพลันแล่นรี่ขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง ครั้งนี้เขาจะชดเชยช่วงเวลา
ทั้งหมดที่มีและใช้โอกาสที่ได้มาอย่างคุ้มค่า ทุกนาที ทุก ๆ วินาที จะไม่สูญเปล่าอีกต่อไป
เพราะเขาไม่เคยอยากเป็น ‘เพื่อน’ กับฮันต์ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว…

ทว่านักขับหนุ่มมือใหม่กลับคิดว่าวินสตันก็แค่ ‘แกล้ง’ เขาเล่น คนที่ได้ฉายาจากสื่อว่า
‘ดาบน้ำแข็งแห่งความเร็ว’ คนนั้นน่ะเหรอที่จะอยากเป็นเพื่อนกับคนท้ายตารางอย่างเขา
และอีกอย่างถ้าอยากเป็นเพื่อนกันจริงๆ เขาจะพูดออกมาได้ยังไงว่า ‘ฉันอยากเอานาย’
เพื่อนกันเขาเล่นมุกใต้สะดือพรรค์นี้กันที่ไหนเล่า

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

บทที่ 4 กางเกงในสิบล้านดอลลาร์

 

ถ้าเป็นคนอื่น บางทีตอนนี้คงกระอักกระอ่วนและลังเลมากว่าจะหันกลับไปดีไหม หรือควรขอโทษอย่างไรดี แต่ฮันต์ไม่ได้กังวล เรื่องพวกนี้เลยสักนิด

เขาล้วงกระเป๋าพลางหันกลับไปแล้วยิ้มให้อีกฝ่าย “ฉันแค่ปลอบผู้หญิงคนนั้นที่สะเทือนใจเพราะซื้อเสื้อซับเหงื่อ…อ่า…เสื้อยืดตัวนั้นของนายไม่ได้ก็เท่านั้นเอง”

“อ้อ งั้นเหรอ”

เสียงของวินสตันเบากว่าที่จินตนาการไว้ และมุมปากที่ค่อย ๆ โค้งขึ้นของเขาก็ทำให้ฮันต์ตระหนักได้ทันที… อีกฝ่าย ยิ้มแล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นรอยยิ้มบาง ๆ  ทว่ารอยยิ้มนั้นเปรียบเสมือนดอกไม้พรีเซิร์ฟ[1]ผู้โดดเดี่ยวที่ถูกเปิดออกจากการคุมขังในครอบแก้วและผลิบานอย่างช้า ๆ…

“งั้นนายรู้ไหมว่าเพราะอะไรตัวเองถึงโดนมองเป็นบริกร”

“ทะ…ทำไม”

ฮันต์ไม่เคยคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะสนทนากับตนเอง แถมหัวข้อที่อีกฝ่ายโยนออกมาก็ทำให้ตนรู้สึกสนใจมากจริง ๆ

“เพราะนายเหมือนเด็ก”

รอยยิ้มบางนั่นยิ่งชัดขึ้น นัยน์ตาของฮันต์สั่นไหว เขาไม่เคยเห็นรอยยิ้มของวินสตันมาก่อนเลย และเชื่อว่าสื่อมวลชน ทุกคนในงานเองก็เช่นกัน

นี่ทำให้ฮันต์แยกไม่ออกว่าอีกฝ่ายกำลังเย้ยหยันหรือกำลังประชดตนอยู่

“นายต้องเสยหน้าม้าขึ้นเพื่อให้ตัวเองดูเป็นผู้ใหญ่ ถึงจะได้ไม่โดนมองว่าเป็นนักศึกษามหา’ลัยที่มาทำงานพิเศษเป็นบริกร”

ฮันต์มองอีกฝ่าย ทุกประโยคที่วินสตันพูดล้วนทำให้คนเชื่อถืออย่างไม่มีเหตุผล

ขณะนั้นเองมีบริกรยกถาดเดินผ่านมา ในถาดวางน้ำแร่และน้ำผลไม้เอาไว้

วินสตันยื่นมือไปหยิบน้ำผลไม้ส่งให้ฮันต์ ส่วนแก้วที่ถือไว้เองนั้นคือน้ำแร่

ไม่ใช่ไวน์แดง ไม่ใช่แชมเปญ แต่เป็นน้ำผลไม้…วินสตันกำลังเยาะเย้ยว่าเขายังเด็ก หรือรู้ว่าเขายังโตไม่พอที่จะดื่มเหล้าได้กันแน่

เดี๋ยวสิ…วินสตันจะมาสนใจอายุของเขาได้อย่างไร หรืออีกฝ่ายแค่รู้สึกว่าเขาต้องเด็กมากแน่ ๆ

ในขณะที่ฮันต์กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น วินสตันก็จุ่มนิ้วมือลงในแก้วก่อนจะสอดนิ้วเปียกน้ำเสยผมหน้าม้าของฮันต์ขึ้นไปจนเผยให้เห็นหน้าผากของเขา

นิ้วมือของอีกฝ่ายกดผ่านหนังศีรษะของเขาอย่างอ่อนโยน ทำให้ฮันต์ที่แต่เดิมคิดจะถอยหลังหยุดฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัว

“แล้วก็เปลี่ยนชุดสูทออกงานใหม่ เอวมันไม่พอดีตัว”

ฮันต์ช้อนสายตาขึ้นก็เจอเข้ากับใบหน้าที่เชิดขึ้นเล็กน้อยของวินสตันซึ่งกำลังช่วยตนจัดไรผมบริเวณหน้าผาก…อย่างตั้งใจ

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะขนตาของเขาสวยมากหรือเปล่าถึงได้ทำให้ฮันต์เกิดความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ขึ้นมา

“ขอบคุณ…พวกเรา…พวกเราน่าจะเคยคุยกันแค่ในห้องน้ำที่สแปนิชกรังด์ปรีซ์ใช่ไหม”

ทำไมเขาถึงรู้สึกเหมือนกับว่าวินสตันสนิทกับเขามาก

ทว่าอีกฝ่ายกลับเพียงแค่มองเขาอย่างเงียบงัน

นี่ทำให้ฮันต์ยิ่งไม่เข้าใจ

และในตอนนี้เอง เสียงของพิธีกรงานประมูลก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“ต่อไปคือหมวกเบสบอลทีมบัฟฟาโล่ไบซันส์[2]สมัยมัธยมต้นของอีวาน ฮันต์ นักขับหน้าใหม่จากทีมมาร์คัส! ราคาเริ่มต้นที่ห้าร้อยดอลลาร์!”

ฮันต์หันไปมองพลางผายมือออกอย่างตื่นตระหนก “หมวกเบสบอลของฉัน! ฉันไม่ได้บอกว่าจะเอามาประมูลนะ!”

เขามองไปทางมาร์คัส ใช้สายตาถามอีกฝ่ายว่า ‘นี่มันเรื่องอะไรกันแน่’ แต่มาร์คัสกลับส่ายศีรษะ

“อันนั้นพ่อให้ฉันไว้…” ฮันต์ตัดใจไม่ลงนิด ๆ แต่ที่เขาสนใจจริง ๆ คือ ทำไมราคาเริ่มต้นเสื้อซับเหงื่อของวินสตันตัวหนึ่งตั้งห้าพันดอลลาร์ ส่วนหมวกเบสบอลของเขาแค่ห้าร้อยดอลลาร์เองล่ะ

ที่สำคัญคือ…ไม่มีใครอยากซื้อหรอก!

บางทีแฟนคลับ F1 ในงานเลี้ยงส่วนหนึ่งอาจจะสนใจสิ่งของของนักขับที่เพิ่งเข้าร่วมการแข่งขันฟอร์มูล่าวัน แต่ปัญหาคือ เขาเข้าร่วมการแข่งขันมาสามสนามแล้วก็ยังเอาคะแนนสะสมมาไม่ได้สักคะแนน สิ่งของของเขาไม่มีค่าพอให้เก็บสะสมเลยสักนิด!

นี่มันน่าอายชะมัดเลย!

ฮันต์กำลังคิดว่าจะรีบออกจากงานแล้วทำเหมือนตัวเองไม่อยู่ดีหรือเปล่า

ห้าวินาทีผ่านไป ไม่มีใครอ้าปากประมูล

ฮันต์กลอกตามองบนเสียรอบหนึ่ง เขาน่ะไม่มีทางควักเงินตัวเองไปซื้อหมวกเบสบอลกลับมาแน่ ถึงอย่างไร ของไร้ประโยชน์ที่พ่อเขาทิ้งไว้ให้ก็มีเยอะมาก ขาดหมวกเบสบอลนั่นสักใบจะเป็นไรไป

“ห้าร้อยดอลลาร์!” มาร์คัสคงรู้สึกเกรงใจจึงเสนอราคาห้าร้อยดอลลาร์ ถือเสียว่าเป็นการบริจาค

“หนึ่งพันดอลลาร์” เสียงของวินสตันดังขึ้นจากข้างหลังฮันต์ ทำให้คนกว่าครึ่งของงานเลี้ยงต่างหันไปมอง

ทุกคนเผยสีหน้าตื่นตระหนก คาดไม่ถึงว่าวินสตันที่ตลอดทั้งงานไม่ค่อยได้พูดอะไรกลับสนใจหมวกเบสบอลใบนั้น

“หนึ่งพันห้าร้อยดอลลาร์!” ฉลามขาวยักษ์เชียร์เสนอราคา

ฮันต์หันไปมองด้วยความสงสัย

“สองพันดอลลาร์” วินสตันเอ่ยอีกครั้ง

ทั้งที่เสียงไม่ดัง แต่ทั่วงานเลี้ยงกลับเงียบลงฉับพลัน

“สองพันห้าร้อยดอลลาร์!” ฉลามขาวยักษ์เสนอราคาอีกรอบ

“สามพันดอลลาร์” วินสตันว่าต่อ

ฮันต์พลันรู้สึกว่านี่คือการงัดข้อกันระหว่างวินสตันกับฉลามขาวยักษ์ หรือว่าในสนามยังแข่งกันไม่พอ ตอนนี้เลยจะโปรยเงินแข่งกันอีก

ช่างเป็นคู่รักคู่แค้น เงินพาซวยแท้ ๆ!

ความรู้สึกเหนือกว่าพลันแล่นขึ้นมาจากส่วนลึกภายในจิตใจของฮันต์ นั่นก็คือ…จริง ๆ แล้ววินสตันกับเชียร์มีความเป็นเด็กอยู่มากทั้งคู่!

ภายใต้สายตาคาดเดาและไม่เข้าใจของบรรดาแขกเหรื่อ หมวกเบสบอลของฮันต์ก็ถูกฉลามขาวยักษ์เชียร์ฉุดราคาขึ้นสูงถึงห้าพันดอลลาร์

นี่จึงทำให้คนอื่นในงานต่างพากันเข้าร่วมสงครามด้วย

“หกพันดอลลาร์!”

“เจ็ดพันดอลลาร์!”

ทุกคนต่างรู้สึกว่าของประมูลที่สามารถทำให้นักขับตัวท็อปสองคนเสนอราคาสู้กันได้จะต้องมีความพิเศษแน่

“ไม่แน่ว่าหมวกเบสบอลใบนี้อาจเคยถูกนักเบสบอลซูเปอร์สตาร์คนไหนสวมมาก่อนรึเปล่า”

“หรืออาจจะเป็นรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นที่แสนล้ำค่า”

ฮันต์หมดคำจะพูด ‘ถ้าจริงอย่างที่พวกนายมโน ราคาเริ่มต้นของหมวกเบสบอลใบนี้คงไม่ใช่ห้าร้อยดอลลาร์!’

ราคาพุ่งไปถึงเจ็ดพันดอลลาร์อย่างรวดเร็ว

ฉลามขาวยักษ์เชียร์ยิ้ม มองวินสตันอย่างยียวน

พิธีกรงานประมูลรวมถึงแขกเหรื่อไม่น้อยก็มองมาทางวินสตันเช่นกัน

สีหน้าของเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลง ก่อนจะยกมือขึ้นอย่างไม่รีบร้อน “หนึ่งหมื่นดอลลาร์”

สายตาของเขามองผ่านบ่าของฮันต์ไปทางเชียร์ ต่อให้ปลายสายตาของเขาไม่ใช่ฮันต์ แต่ฮันต์ก็สัมผัสได้ว่าแววตา ของวินสตันแฝงรังสีที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่ง เขากำลังเตือนเชียร์

ยี่สิบวินาทีผ่านไป ไม่มีคนสู้ราคาอีก ส่วนเชียร์ก็แสยะยิ้มมองมาทางวินสตันคล้ายกับกำลังพูดว่า ‘ไอ้งั่ง นายชอบ นายก็เอาไปเถอะ’

“ขอแสดงความยินดีกับคุณวินสตันที่ชนะการประมูลหมวกเบสบอลใบนี้! ผมคิดว่าทุกท่านต้องสงสัยเป็นอย่างมากแน่ ๆ ว่าหมวกเบสบอลใบนี้มีอะไรพิเศษใช่ไหมครับ”

ฮันต์เองก็พยักหน้าอยู่ในใจ ‘ใช่ ๆ! หมวกเบสบอลใบนี้มีอะไรพิเศษอะ! นายบอกฉันทีสิ ฉันจะได้ไปหามาให้นายสักแปดใบสิบใบเลย! ไม่คิดเงินนายถึงใบละหมื่นดอลลาร์หรอก แค่ร้อยดอลลาร์ก็ถมเถแล้ว!’

“เพราะมันเป็นของฮันต์” วินสตันตอบ

สายตาทุกคู่ต่างไหลบ่ามาทางฮันต์ราวกับคลื่น

“ฮันต์? เจ้าของหมวกเบสบอลใบนั้นน่ะนะ เขากับวินสตันมีอะไรเกี่ยวข้องกันหรือไง”

“เขา…เหมือนจะเพิ่งเข้าร่วมการแข่งขันไปสามสนามเอง คะแนนสะสมก็ไม่มีสักคะแนน อันดับอยู่ล่าง ๆ เลยนะ!”

“แต่ว่านักขับคนนั้นยังเด็กนี่ ได้ยินมาว่าอีกหนึ่งเดือนถึงจะอายุสิบเก้า…ดูแล้วก็น่ารักอยู่นะ”

ฮันต์อยากปิดหน้าตัวเองเอามาก ๆ เขาไม่คิดว่าวันหนึ่งตนจะถูกผู้คนรู้จัก แถมยังไม่ใช่เพราะการแข่ง F1 กรังด์ปรีซ์ แต่เป็นเพราะหมวกเบสบอลใบหนึ่ง

“นายบ้าไปแล้วเหรอ หมื่นดอลลาร์ซื้อหมวกเบสบอลใบเดียวเนี่ยนะ”

วินสตันเดินผ่านข้างกายเขาไปอย่างไม่รีบร้อน เอ่ยด้วยเสียงที่เขาได้ยินเพียงคนเดียวว่า “ถ้านั่นเป็นกางเกงในที่นาย เคยใส่ สิบล้านดอลลาร์ฉันก็จ่ายได้”

ทั้งที่เป็นน้ำเสียงเรียบเฉยไร้อารมณ์ แต่กลับเหมือนไม้ขีดไฟก้านหนึ่งปัดผ่านหัวใจของฮันต์แล้วลุกไหม้ขึ้นในชั่วพริบตา

“ว่าไงนะ…” ฮันต์มองแผ่นหลังของวินสตันอย่างไม่เข้าใจ

มาร์คัสเดินมาข้าง ๆ ฮันต์ โอบไหล่ของเขาพลางเอ่ย “เฮ้! ดูไม่ออกเลยว่านายกับวินสตันรู้จักกัน!”

“ไม่…พวกเราไม่เชิงรู้จัก…”

“ถ้างั้นเขาจ่ายเงินตั้งมากมายเพื่อซื้อหมวกเบสบอลของนายทำไม”

“เพราะเขารวย” ฮันต์ใช้แววตาสำหรับมองไอ้งั่งมองไปทางมาร์คัส

คำตอบที่เห็นได้ชัดขนาดนี้ยังต้องถามอีกเหรอ

สำหรับคำพูดก่อนที่วินสตันจะจากไปประโยคนั้น ฮันต์ทึกทักเอาเองว่าอีกฝ่ายแค่พูดเล่นส่ง ๆ ไปอย่างนั้น

ถึงอย่างไรจำนวนครั้งที่พวกเขาพบหน้ากันก็นับครั้งได้ ถ้าสมองของวินสตันไม่ได้มีปัญหา แล้วทำไมเขาจะต้องมาจ่ายเงินสิบล้านดอลลาร์เพื่อซื้อกางเกงในของตนจริง ๆ ด้วยล่ะ

แต่ว่า…เขาไม่น่าจะคิดไปเอง…วอห์น วินสตัน เหมือนกับว่าจะสนใจเขามาก ๆ?

คิด ๆ ดูแล้วฮันต์รู้สึกว่าชุดสูทบนตัวยิ่งใส่ก็ยิ่งขัดใจจริงด้วย

หลังงานเลี้ยงเลิก ฮันต์ขับรถจี๊ปของตนรับลมยามราตรีอยู่บนทางกลับบ้าน

เขาดึงโบหูกระต่ายลงมาแล้วโยนไว้ข้าง ๆ ในที่สุดก็ได้ปลดโบนี่ออกสมใจสักที

ไม่มีพันธนาการ นี่สิถึงจะเรียกว่าชีวิต!

ฮันต์ฮัมเพลงLemon Tree ในใจ แต่สุขได้ไม่ถึงสามวินาทีก็ได้ยินเสียง ‘ปัง’ ดังขึ้นครั้งหนึ่ง รถพลันหยุดนิ่ง ที่ฝากระโปรงหน้าเหมือนจะมีควันขึ้น

“อ่า…” ฮันต์เกาหลังศีรษะ ก่อนจะลงจากรถแล้วเปิดฝากระโปรงหน้าขึ้น…ต่อให้เป็นนักขับมืออาชีพอย่างเขาก็ยัง รู้สึกว่าสภาพนี้ไร้หนทางเยียวยา

ดูเหมือนว่าจะต้องเรียกบริษัทประกัน

“รถเสียก็ไม่เป็นไร ถึงยังไงก็มีโลกที่ยังรักฉัน และฉันก็รักโลก” ฮันต์โคลงศีรษะพลางพูดปลอบตัวเองอย่างจนใจ

เขาต่อสายโทร.ออก ก่อนจะบังเอิญพบว่าใต้ที่นั่งข้างคนขับมีช็อกโกแลตบาร์แท่งหนึ่งตกอยู่ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้

“เอาเถอะ ถือว่ายังไม่ซวยเท่าไร” เขาฉีกซองแล้วใช้นิ้วคีบมันเอาไว้ ทำท่าสูบซิการ์พลางมีความสุขกับตัวเอง

แสงไฟรถเคลื่อนมาจากที่ไกล ๆ ขณะกำลังจะเคลื่อนผ่านข้างตัวเขาไป รถคันนั้นก็หยุดลง

รถสปอร์ตเฟอร์รารี่สีแดงคันหนึ่งจอดลงข้างทาง เมื่อประตูรถเปิดออก สายตาของฮันต์ก็ไล่ขึ้นจากขาอันเรียวยาวที่ก้าวออกมาของอีกฝ่ายไปจนถึงสะโพกสอบแต่แฝงไว้ด้วยพละกำลัง

อีกฝ่ายปิดประตูรถอย่างประณีตแล้วเดินมาหาเขาช้า ๆ

“เกิดอะไรขึ้น”

เสียงของเขาราวกับเปปเปอร์มินต์ที่ปลิดปลิวอยู่ท่ามกลางสายลมยามค่ำคืน ไม่เหมือนกับในงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยความรู้สึกห่างเหิน

“วิน…วินสตัน…” ฮันต์รีบเอาช็อกโกแลตบาร์ออกจากปาก ท่าทางที่ตนแกล้งทำเป็นสูบซิการ์เมื่อครู่…ดูโง่เง่ากว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

“เครื่องยนต์พังแล้ว” วินสตันปรายตามองเพียงแค่แวบเดียว

“อืม…ใช่” ฮันต์ยิ้ม “ฉันกำลังรอบริษัทประกันอยู่”

“โอเค เดี๋ยวฉันไปส่งนายเอง”

“หา?” ฮันต์รู้สึกว่าตัวเองหูฝาด

ทว่าวินสตันกลับพิงรถจี๊ปของเขาแล้วเริ่มเล่นโทรศัพท์มือถือไปอย่างใจเย็น ทำเหมือนเฟอร์รารี่ที่จอดอยู่ตรงนั้นไร้ตัวตน

คนที่ไม่รู้คงนึกว่าวินสตันกับเขานั่งรถคันเดียวกันมา!

นายอย่าพิงรถฉันแล้วเต๊ะท่าถ่ายแบบสิวะ! นี่มันรถฉัน ไม่ใช่รถนา!

ใครก็ได้บอกฉันทีว่านี่มันเรื่องอะไรกัน

มือซ้ายของฮันต์ถือโทรศัพท์มือถือ ส่วนมือขวาถือช็อกโกแลตบาร์ งุ่นง่านอยู่ท่ามกลางสายลม

“ช็อกโกแลตบาร์นั่น ฉันกินได้ไหม” วินสตันจ้องมือถือพลางเอ่ยปากถาม

“เอ่อ ได้สิ…มันมีแค่แท่งนี้แหละ ฉันเพิ่งกินไปแค่คำเดียว” ฮันต์ถูกเรียกอย่างไม่คาดฝันจึงตกใจนิด ๆ

“ฉันไม่ถือ ขอบคุณ”

คนเขาพูดว่าขอบคุณแล้ว ฮันต์จึงเดินก้าวไปข้างหน้าและยื่นช็อกโกแลตบาร์ไปทางอีกฝ่าย

เดิมทีเขาคิดว่าวินสตันจะยื่นมือมารับ แต่คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายกลับหันหน้าเอนตัวมาทางเขาเล็กน้อย

ฮันต์เห็นได้อย่างชัดเจนตอนที่ริมฝีปากของวินสตันเผยอออกนิด ๆ ตอนที่ปลายลิ้นรองรับช็อกโกแลตไว้อย่างแผ่วเบา  ณ จุดที่ฮันต์กัดลงไป ฟันของเขาราวกับกัดลงบนปลายนิ้วของฮันต์ เมื่อเสียงหนึ่งดังขึ้นเบาๆ ช็อกโกแลตบาร์ก็หัก

วินสตันงับช็อกโกแลตเข้าปากแล้วก้มหน้าดูโทรศัพท์มือถือต่อ ทว่าแขนของฮันต์ยังคงค้างอยู่อย่างนั้น

ชั่ววินาทีนั้นเขาฉุกคิดถึงรอยยิ้มเพียงแวบเดียวของวินสตันที่มีเพียงแค่ตนที่ได้เห็นในงานเลี้ยง รวมถึงประโยคที่ว่า ‘ถ้านั่นเป็นกางเกงในที่นายเคยใส่ สิบล้านดอลลาร์ฉันก็จ่ายได้’ นั่นด้วย

ฮันต์พลันสะท้านวูบ

 

[1] คือดอกไม้จริงที่ผ่านกระบวนการอบแห้งอันซับซ้อนซึ่งจะทำให้ดูสดใหม่อยู่ตลอดเวลา สามารถเก็บไว้ได้นานและไม่เหี่ยวเฉา

[2] Buffalo Bisons ทีมเบสบอลในไมเนอร์ลีกจากนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า