fbpx

[ทดลองอ่าน] ช่วงเวลาดีๆ ที่มีแต่รัก เล่ม 4 บทที่ 112

ช่วงเวลาดีๆ ที่มีแต่รัก

造作时光 

 

เยว่เซี่ยเตี๋ยอิ่ง 月下蝶影 เขียน

Hanza แปล

 

— โปรย —

“เจ้าไม่สมควรเรียกข้าว่ารัชทายาทแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นให้เรียกว่าอันใดเพคะ”
“เรียกข้าว่า…ท่านพี่ หรือเรียกชื่อข้าว่า หยวนซู่”
นิ้วของทั้งสองคนสอดประสานกัน เหมือนกับชีวิตของพวกเขานับจากนี้ไป
จะเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้งที่สุด…

.
ฮวาหลิวหลี สตรีอ่อนแอไร้เรี่ยวเเรง
แต่แท้จริงนางเข้มแข็งและฉลาดปราดเปรื่องจนน่าครั่นคร้าม
จีหยวนซู่ รัชทายาทหนุ่มรูปงาม เย็นชา หยิ่งยโส ไม่ไว้หน้าผู้ใด
แต่พอตกอยู่ในห้วงรัก ก็เปลี่ยนเป็นคนละคนทันที

 

_______________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

 

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

บทที่112

 

“มาแล้วหรือ” ฮ่องเต้ชางหลงเห็นสนมหลินมาถึงก็ชี้ไปที่เก้าอี้ ที่วางในห้อง “นั่งลงคุยกัน” กล่าวจบ ฮ่องเต้ชางหลงสั่งบ่าวรับใช้ในห้อง ให้ออกไปให้หมด

เก้าอี้มีเบาะรองนั่ง แต่เวลาที่สนมหลินนั่งนั้น นางยังรู้สึกว่ามัน แข็งกระด้างชอบกล

“รู้หรือไม่ว่าเราเรียกเจ้ามาพบด้วยเหตุใด”

ได้ยินเช่นนี้สนมหลินก้มหน้าตอบว่า “ไม่ทราบเพคะ”

ยามนั้นนางทำทุกวิถีทางเพื่อเข้าวัง เป็นสนมของฮ่องเต้ เดิมคิดว่า ด้วยใบหน้างดงามของนางจะต้องได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ แต่ ไม่คาดคิดว่าแม้ฮ่องเต้จะดีต่อนาง แต่ก็มิได้ชมชอบสนมนางในคนใด เป็นพิเศษ

“ความจริงแล้ว เราหวังว่าคนที่เราเรียกพบคืนนี้จะไม่ใช่เจ้า” ฮ่องเต้ ชางหลงมองสตรีเบื้องหน้า เขารู้จักสนมหลินมายี่สิบกว่าปี ไม่เคยคิดว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาจะยุติลงอย่างร้าวฉานเช่นนี้

สนมหลินใจหายวูบ นางเงยหน้ามองฮ่องเต้ชางหลง เม้มปาก ไม่กล่าวคำ

หรือฮ่องเต้จะทราบ…เรื่องที่นางทำเหล่านั้น

“เราไม่ดีต่อเจ้าหรือ” ฮ่องเต้ชางหลงมองสนมหลิน แววตาผิดหวัง ระคนเสียดาย แต่สุดท้ายทุกอย่างกลับกลายเป็นความสงบนิ่ง “สนมหลิน เราเลือกราชทินนามอ๋องให้ฉี่เฉินแล้ว เป็นคำว่าเฉิง[1]เด็กคนนี้จิตใจสะอาด บริสุทธิ์ เราว่าคำว่าเฉิงเหมาะกับเขาที่สุด

เฉิงเป็นคำที่มีความหมายดี สนมหลินลุกขึ้นคำนับ “ขอบพระทัย ในพระมหากรุณายิ่งเพคะ”

ในเมื่อฮ่องเต้ยินดีที่จะแต่งตั้งลูกของนางเป็นอ๋อง ซ้ำยังเลือก ราชทินนามให้อย่างตั้งใจ แสดงว่าฮ่องเต้มิได้รังเกียจฉี่เฉิน และไม่รู้เรื่อง ที่นางแอบทำลับหลังเหล่านั้น

เช่นนั้นไฉนฮ่องเต้ถึงเรียกนางเข้าเฝ้า หรือพวกสตรีไม่กี่คนนั้น หาเรื่องให้ร้ายนางลับหลัง

“เจ้าไม่ต้องขอบคุณเรา เราเป็นบิดาของฉี่เฉิน ย่อมต้องรับผิดชอบ อนาคตของเขา” ฮ่องเต้ชางหลงคาดว่าจะได้เห็นความละอายใจหรือความ ประหวั่นบนใบหน้าของสนมหลินบ้าง ทว่าใบหน้าของนางยามนี้มีแต่รอยยิ้ม งดงามสมบูรณ์แบบ

“เราจำได้ว่าปีนั้นเราพบใต้เท้าหลินนอกวังโดยบังเอิญ เจ้าบอกว่า เจ้ามีใจให้เรา ยืนกรานที่จะตามเราเข้าวัง” สนมหลินในยามนั้นเป็นเพียง เด็กสาวอายุสิบแปดปีเท่านั้น แม้รู้ว่าเขามีสนมอื่น แต่ก็ยอมทนรับความ น้อยเนื้อต่ำใจ เข้ามาเป็นสนมของเขาอีกคน

เขาผิดเอง หากยามนั้นเขาไม่ตกปากรับคำร้องขอของนาง บางที ยามนี้นางอาจยังเป็นสตรีมากความสามารถเฉกเช่นที่พบกันคราแรก ไม่เหมือนตอนนี้ที่นางจมลึกอยู่ในความทะเยอทะยานที่ไร้ขอบเขต

“นั่นเพราะฝ่าบาทไม่ทรงทราบว่าองค์เองทรงโดดเด่นมากเพียงใด เพคะ” สนมหลินยิ้มมุมปาก “ท่ามกลางบัณฑิตมากมายเพียงนั้น พระสิริโฉมสะดุดตาที่สุด”

หลายปีมานี้สิ่งที่นางภาคภูมิใจที่สุดก็คือ การที่นางทราบฐานะ ของฮ่องเต้ แล้วถือโอกาสนี้เข้าหาเขา ให้เขายอมรับนางเข้าวัง

หากไม่ได้เข้าวัง บางทีชีวิตของนางอาจเป็นเหมือนพี่สะใภ้ที่ออกเรือนไปกับขุนนางบุ๋นตงฉินคนหนึ่ง และใช้ชีวิตอย่างกระเบียดกระเสียร

“หลายปีมานี้ ความเป็นอยู่ในวังของเจ้าดีหรือไม่” ฮ่องเต้ชางหลง มองนัยน์ตาที่งดงามของสนมหลิน “เราไม่ใช่ชายที่อ่อนหวานช่างเอาใจ จึงทำให้เจ้าน้อยใจหรือ”

“ไม่เพคะ ทรงดีต่อหม่อมฉันมาก” แม้สนมหลินจะมีคำต่อว่าที่ ฮ่องเต้ชางหลงลำเอียงรักรัชทายาท แต่นางก็ต้องยอมรับว่าฮ่องเต้ปฏิบัติ ต่อสนมนางในที่มีอยู่ไม่กี่คนดีมาก

เขาไม่ใช่ฮ่องเต้ที่เจ้าชู้ สนมของเขานับว่ามีจำนวนน้อยที่สุดในบรรดา ฮ่องเต้ของราชวงศ์จิ้น และยังเป็นสามีที่มีความรับผิดชอบ

“เราคิดว่าเจ้าเคียดแค้นเรา จึงได้กระทำเรื่องเหล่านี้” ฮ่องเต้ชางหลง วางเอกสารที่สืบมาได้ตรงหน้าสนมหลิน “สนมหลิน เจ้าต้องการอันใด กันแน่”

สนมหลินรับเอกสารด้วยมือสั่นเทา แค่อ่านรายละเอียดจากกระดาษ แผ่นบน ๆ ไม่กี่แผ่น นางก็ตื่นตกใจ มีเสียงดังวิ้งในสมอง นางเงียบไป เนิ่นนานกว่าจะเปล่งเสียงพูด “ในเมื่อทรงทราบแล้ว หม่อมฉันก็ไม่มีอันใด จะพูดเพคะ”

“เราเสียใจมาก”

“ทรงเสียพระทัยที่มีพระบัญชาให้หม่อมฉันเข้าวังหรือเพคะ” สนมหลินถามเสียงหยัน

“ใช่” ฮ่องเต้ชางหลงพยักหน้ารับช้า ๆ “เราเสียใจที่ยามนั้นให้เจ้า เข้าวัง ทำให้เจ้ากลายเป็นสตรีตำหนักใน”

“เหอะ” สนมหลินหัวเราะเยาะตนเอง เรื่องที่นางภูมิใจที่สุดกลับ กลายเป็นเรื่องที่อีกฝ่ายรู้สึกเสียใจ หรือชีวิตของนางที่ผ่านมาเป็นแค่เรื่อง ขบขันเท่านั้น

“แม้เจ้าจะเกิดในครอบครัวที่ขัดสน แต่ก็มีความรู้ความสามารถ เป็นหญิงที่มีสติปัญญา” ฮ่องเต้ชางหลงถอนหายใจหนักหน่วง “หาก ยามนั้นเราไม่ให้เจ้าเข้าวัง เจ้าอาจไม่ทะเยอทะยานถึงเพียงนี้ อาจไม่เลือก เดินทางนี้”

สนมหลินนิ่งขึง มองบุรุษที่นางไม่เคยรักเขา นับเป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกทรมานใจ ความทรมานใจนี้เป็นเสมือนตาข่ายถี่ ๆ ที่รัดนางเอาไว้อย่าง แน่นหนา นางอยากร้องไห้ แต่ก็ร้องไห้ไม่ออก

“หลายปีมานี้ยามอยู่ต่อหน้าเรา เจ้ามักอ่อนโยนและเอาใจใส่ ไม่ว่าเราจะทำอันใด เจ้าล้วนบอกว่าดี” ฮ่องเต้ชางหลงลุกขึ้นเดินไปยืน ข้างหน้าต่าง หันหลังให้สนมหลิน “เราจะดูแลฉี่เฉินอย่างดีเอง ต่อไป เจ้าเก็บตัวอยู่แต่ในตำหนัก อย่าได้ออกมาอีก และไม่ต้องพบฉี่เฉินด้วย”

“ฝ่าบาทมีพระดำริจะกักบริเวณหม่อมฉันหรือเพคะ” สนมหลิน ตั้งสติได้ก็มองแผ่นหลังของฮ่องเต้ชางหลง น้ำตารินไหลอาบแก้ม “ฝ่าบาท หม่อมฉันผิดไปแล้ว ขอฝ่าบาทพระราชทานอภัยแก่หม่อมฉันสักครั้ง ฉี่เฉินของพวกเรายังมิได้มีครอบครัว ยังไม่ได้ออกไปมีตำหนักของตนเอง นอกวังหลวง ทรงเห็นแก่ลูกของพวกเรา พระราชทานอภัยแก่หม่อมฉัน สักครั้งเถิดเพคะ”

ในอดีตที่ผ่านมาถ้านางร้องไห้เช่นนี้ ฮ่องเต้มักจะใจอ่อนกับนางเสมอ

แต่ครั้งนี้ฮ่องเต้ชางหลงมิได้หันกลับมามองนาง

“สนมหลิน ก่อนที่เจ้าจะกระทำเรื่องนี้ หากเจ้าคิดถึงฉี่เฉินสักนิด เราก็ไม่มีทางทำกับเจ้าเช่นนี้” เสียงของฮ่องเต้ชางหลงอ่อนแรง “ออกไป ได้แล้ว”

สนมหลินรู้ดี ว่าการออกไปครั้งนี้จะทำให้นางมิได้เป็นสนมหลินผู้สูงศักดิ์ อีกแล้ว

“ฝ่าบาท ฝ่าบาท…” สนมหลินคลานเข่ามาอยู่ข้างกายฮ่องเต้ชางหลง กอดต้นขาของเขาพลางขอร้องทั้งน้ำตา “ฝ่าบาท อย่าทรงทำกับหม่อมฉัน เช่นนี้เพคะ”

ฮ่องเต้ชางหลงหลับตา ไม่หันมองสภาพน่าเวทนาของอีกฝ่าย “สนมหลิน เราดูแลสนมของเราทุกคนอย่างดี แต่ขีดจำกัดของเราก็คือ ลูกของเรา”

เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้ชางหลงไม่มีท่าทีว่าจะใจอ่อน สนมหลินพลันรู้สึก หนักใจ นางรู้ว่าฮ่องเต้มีนิสัยอ่อนโยนก็จริง แต่ไม่ใช่คนโลเล ไม่เด็ดขาด เขายอมมองข้ามความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเหล่าโอรส ของเหล่าสนม หรือแม้แต่ของพวกขุนนางราชสำนัก แต่เมื่อใดที่เขาตัดสินใจแล้วก็ไม่มีผู้ใดเปลี่ยนแปลงได้

ไม่ เคยมีคนทำให้ฮ่องเต้เปลี่ยนใจได้ นั่นก็คือรัชทายาท

เมื่อรู้ว่านางมิอาจทำให้ฮ่องเต้เปลี่ยนใจได้ สนมหลินสงบสติอารมณ์ เช็ดน้ำตา กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ในพระทัยของฝ่าบาท อย่างไร ก็ยังลำเอียงไปทางสนมฮุ่ยมากกว่า”

ฮ่องเต้ชางหลงไม่กล่าวคำ

“หม่อมฉันเข้าวังปีเดียวกับสนมฮุ่ย ลูกของนางกลายเป็นรัชทายาท ส่วนลูกของหม่อมฉัน ถึงยามนี้ก็ยังเป็นแค่องค์ชายที่ไร้ยศศักดิ์ใด ๆ” สนมหลินหัวเราะเสียงเข้ม “ฝ่าบาทมิอาจทรงยอมรับจิตใจทะเยอทะยาน ของหม่อมฉัน หรือมิอาจทรงยอมรับที่หม่อมฉันวางแผนเล่นงานรัชทายาท เพคะ

“ฝ่าบาททรงตามพระทัยรัชทายาทจนเขาไม่เห็นผู้อื่นอยู่ในสายตา ไร้มารยาทกับขุนนางใหญ่ในราชสำนัก สับเปลี่ยนโยกย้ายขุนนางประจำ ตำหนักบูรพาตามอำเภอใจ ฝ่าบาทไม่เพียงไม่ทรงตำหนิเขา แต่ยังทรง เลือกบุตรีของฮวาอิ้งถิงให้เป็นชายารัชทายาท” สนมหลินมิอาจควบคุม อารมณ์ได้อีกต่อไป นางตะเบ็งเสียงอย่างเคืองแค้น “พวกเราต่างก็ไม่ใช่ ฮองเฮาที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ ไฉนฝ่าบาทจึงทรงตั้งบุตรชาย ของสนมฮุ่ยเป็นรัชทายาท

“พระโอษฐ์เอ่ยว่าไม่โปรดใครเป็นพิเศษ ทว่าความจริงแล้วพระราชทาน ราชทินนามแก่นางว่าฮุ่ย[2] แล้วหม่อมฉันเล่า” สนมหลินชี้มาที่ตนเอง “หม่อมฉันกับนางต่างก็มาจากครอบครัวเล็ก ๆ พระราชทานราชทินนาม แก่นาง แต่หม่อมฉันกลับต้องใช้แซ่ของตนเองนำหน้า หรือหม่อมฉัน เกิดมาก็สมควรอยู่ต่ำกว่านางขั้นหนึ่งเพคะ”

ฮ่องเต้ชางหลงลืมตามองสนมหลินที่มีแต่ความเคียดแค้น ไม่ยอม รับความจริงเนิ่นนาน ก่อนเอ่ยว่า “เราจำได้ว่า ตอนที่พวกเรารู้จักกัน ใหม่ ๆ เจ้าบอกว่าแซ่หลินของเจ้าเป็นของกำนัลที่ลํ้าค่าที่สุดที่บิดาเจ้า มอบให้ เราก็เชื่อ”

ปัง

สนมหลินรู้สึกว่ามีเสียงระเบิดดังก้องอยู่ในหัว นั่งพับลงกับพื้น อย่างไร้เรี่ยวแรง ยามนั้นเพื่อดึงดูดความสนใจจากฮ่องเต้ นางพูดอันใด ไปบ้างก็ลืมหมดแล้ว แล้วยังจะจำสิ่งที่นางพูดส่งเดชได้อย่างไร

“ทรงหลอกหม่อมฉัน!” สนมหลินกรีดร้องโหยหวน “ทรงหลอก หม่อมฉัน!”

จ้าวซานไฉที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูนอกพระที่นั่งได้ยินเสียงกรีดร้อง ของสนมหลินแล้ว ก็สะบัดแส้ในมือคราหนึ่งพร้อมกับส่ายหน้า ถอนหายใจ แผ่วเบา

มีชีวิตสุขสบายกลับไม่ยินดี สร้างเรื่องสร้างราวมากมายเพียงนี้ ไยถึงทำเช่นนี้

สนมหลินไม่เคยคิดว่าแผนการทุกอย่างที่นางทำเพื่อบุตรชายเป็น การกระทำที่ผิด ฮ่องเต้ลำเอียงรักใคร่สนมฮุ่ยมากกว่า ถึงสนมฮุ่ยจะ จากไปแล้วก็ยังลำเอียงรักบุตรชายของสนมฮุ่ย หากนางไม่วางแผนการ เหล่านี้ แล้วตำหนักในยังจะมีที่ให้นางยืนอีกหรือ

นางมิอาจทำใจยอมรับว่าตนเป็นแค่สนมคนหนึ่ง มิอาจทำใจยอมรับ ว่าบุตรชายของนางจะเป็นอ๋องที่ไร้ความสำคัญใด ๆ

ล้วนเป็นโอรสของฮ่องเต้ทั้งคู่ ไยจีหยวนซู่จึงอยู่เหนือผู้อื่น

“เป็นไปไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่ฝ่าบาทโปรดสนมฮุ่ยมากกว่า…” ดูคล้ายจะ มีแต่การพิสูจน์ให้เห็นว่าฮ่องเต้ลำเอียงเข้าข้างสนมฮุ่ยที่วายชนม์แล้วเท่านั้น จึงจะทำให้นางรู้สึกว่าสิ่งที่นางทำลงไปทุกอย่างนั้นไม่ใช่เรื่องผิด

ภายในพระที่นั่งที่กว้างใหญ่ นอกจากเสียงกรีดร้องที่มิอาจทำใจ ยอมรับของสนมหลินแล้วก็ไม่มีเสียงของผู้ใด

สนมหลินสงบสติอารมณ์ได้ในเวลาต่อมา นางเช็ดน้ำตาจนแห้ง มองฮ่องเต้ชางหลง “ฝ่าบาท…จะทรงจัดการกับหม่อมฉันอย่างไรเพคะ”

ฮ่องเต้ชางหลงถอนหายใจอีกครา

สนมหลินมองแผ่นหลังของฮ่องเต้ พลันหวนคิดไปถึงการพบกัน ครั้งแรก ยามนั้นฮ่องเต้สวมเสื้อคลุมผ้าไหมสีอ่อน เวลาที่เขายิ้มสดใส ประหนึ่งท้องฟ้าเดือนสี่

เจิดจ้าสดใสจนนางอดมองเขานานขึ้นอีกนิดไม่ได้

นางนึกออกแล้ว ยามนั้นนางรู้สึกว่าหัวใจนางเต้นช้ากว่าปกติหลายจังหวะ

คุณชายผู้สง่าผ่าเผยอย่างเขา ไม่ว่าใครก็อยากมองให้นานขึ้นอีกหน่อย

“เจ้ากลับไปเถิด” ฮ่องเต้ชางหลงโบกมือให้อย่างเหนื่อยใจ “เป็น สามีภรรยาวันเดียวก็ผูกพันกันร้อยวัน เราไม่คิดจะฆ่าเจ้า เจ้าไม่สบาย จำต้องพักรักษาตัว เราจะส่งคนไปคอยดูแลเจ้าอย่างดี”

“เพคะ” น้ำเสียงของสนมหลินสั่นเครือ นางคำนับฮ่องเต้ชางหลง “หม่อมฉันทูลลาเพคะ”

ฮ่องเต้ชางหลงยังคงหันหลังให้นาง แสงจันทร์ส่องร่างของเขาเกิด เงาดำทอดยาวอยู่ด้านหลัง

เงาดำสายนี้ถูกลากยาวมาถึงเบื้องหน้าของนาง

จู่ ๆ นางก็ถามว่า “ฝ่าบาท ยามนั้นที่หม่อมฉันให้กำเนิดฉี่เฉิน เขา พูดไม่ได้ ไม่ร้องไห้ไม่โวยวาย ทรงรังเกียจหรือมีพระดำริจะทรงทิ้งหม่อมฉัน หรือไม่เพคะ”

“ไม่เคย”

เงาดำนั้นขยับเล็กน้อย แต่เจ้าของเงาดำยังคงไม่หันกลับมา

“เราไม่เคยต่อว่าเจ้าแม้แต่น้อย ไม่เคยรังเกียจลูกของพวกเราด้วย เขาเป็นลูกของเรา เป็นของกำนัลที่สวรรค์ประทานแก่เรา ในฐานะพ่อ เราจะรังเกียจการถือกำเนิดของเขาได้อย่างไร”

“หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ” สนมหลินลุกขึ้นยืนอย่างคนสิ้นหวัง เดินโซซัดโซเซเตรียมออกจากพระที่นั่ง

 

เสียงประตูด้านหน้าดังขึ้นแผ่วเบา มีโคมไฟสว่างไสวแขวนอยู่นอกประตู นางหันกลับมามองแผ่นหลังของฮ่องเต้ชางหลง ก่อนพูดโพล่งว่า “ฝ่าบาท…”

นางอยากพูดบางอย่าง แต่กลับพบว่าไม่รู้จะกล่าวคำใด

สนมหลินก้าวข้ามธรณีประตูสูง ออกจากพระที่นั่ง

“น้อมส่งพระสนมหลิน”

สนมหลินชะงัก มองนางกำนัลและขันทีนอกพระที่นั่งใหญ่แล้ว เปล่งเสียงหัวเราะคราหนึ่ง ก่อนหมุนตัวเดินลับไปท่ามกลางความมืดมิด

ฮ่องเต้ชางหลงยืนอยู่ข้างหน้าต่างโดยมิได้ขยับตัวเนิ่นนาน จ้าวซานไฉ ค้อมกายปิดประตูเข้าหากันอย่างไร้เสียง ก่อนถอนหายใจในใจด้วยความ กังวล

คิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าสนมหลินที่เป็นหญิงมีความรู้ มีเหตุผลมากที่สุด กลับใช้วิธีสกปรกบีบบังคับให้นางกำนัลให้ร้ายรัชทายาท ซ้ำยังตั้งใจเลือก นางกำนัลที่มีหน้าตาคล้ายองค์หญิงฝูโซ่วอยู่หลายส่วน

หากเรื่องนี้เป็นไปตามแผน ไม่เพียงทำร้ายรัชทายาท แต่ยังทำร้าย องค์หญิงฝูโซ่วด้วย

เกิดเรื่องประเภทนี้ขึ้น เกรงว่าคนที่เสียใจที่สุดคงไม่พ้นฮ่องเต้

จ้าวซานไฉยืนเฝ้าประตูครู่หนึ่ง ก็เห็นรัชทายาทหอบกล่องใส่อาหาร ใบหนึ่ง เขาเดินเข้ามาอย่างร่าเริง ใบหน้าประดับยิ้ม ราวกับไม่รู้ว่าเมื่อครู่ มีเรื่องใดเกิดขึ้น

“รัชทายาท” จ้าวซานไฉก้าวออกไปรับหน้า

“จ้าวซานไฉ ไยถึงมาเฝ้าอยู่หน้าประตู เสด็จพ่อเล่า”

“ฝ่าบาทประทับด้านใน รัชทายาท…” จ้าวซานไฉยังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นรัชทายาทผลักประตูเดินเข้าไปแล้ว

รัชทายาท ตอนนี้ฮ่องเต้พระอารมณ์ไม่ดี อย่าเสด็จเข้าไปเลย

น่าเสียดายที่รัชทายาทไม่ได้ยินเสียงตะโกนในใจของจ้าวซานไฉ เขา เห็นฮ่องเต้ชางหลงยืนอยู่ข้างหน้าต่างก็เดินเข้าไปหา “เสด็จพ่อ ลูกนำ ของดีมาถวายพ่ะย่ะค่ะ”

“ของดีอันใด” เสียงของฮ่องเต้ชางหลงแหบแห้งเล็กน้อย เขาหัน กลับมามองรัชทายาทสีหน้าค่อนข้างราบเรียบ

“เมื่อครู่ลูกพาองค์หญิงฝูโซ่วและน้องสี่ไปดูดาวที่หอชมทิวทัศน์ แล้วจู่ ๆ ก็รู้สึกหิว เลยพาทั้งสองคนไปทำอันใดกินกันที่ห้องครัวเล็ก ในตำหนักบูรพา” รัชทายาทเปิดฝากล่องอาหาร มีของว่างที่ดูไม่น่ากิน รูปร่างคล้ายสัตว์อยู่หลายชิ้น แต่ฮ่องเต้ชางหลงก็มิอาจเอ่ยถามตรง ๆ ว่า นี่มันตัวอันใด

ทุกชิ้นมีคุณสมบัติเหมือนกันอย่างหนึ่งนั่นก็คืออัปลักษณ์

“พวกเจ้าทำกันเองหรือ” ฮ่องเต้ชางหลงเดินมานั่งเก้าอี้ มองของกิน ในกล่องนั้นแล้วทำใจหยิบกินไม่ได้

“มันอัปลักษณ์ไปสักหน่อยเท่านั้น แต่รสชาติไม่เลวนะพ่ะย่ะค่ะ” รัชทายาทใช้ตะเกียบเงินคีบมาป้อนถึงปากฮ่องเต้ชางหลง “ลูกได้ยินว่า ตอนเย็นเสด็จพ่อเสวยน้อย คิดว่าคงจะทรงหิวแล้ว”

ฮ่องเต้ชางหลงลังเลชั่วขณะ ก่อนยอมกินขนมชิ้นนั้น

ว่ากันตามจริง เขารู้สึกว่าบุตรชายสองคนนี้กับว่าที่ลูกสะใภ้คนนี้ ไม่มีพรสวรรค์ในการทำอาหาร

ขนมเหล่านี้ยังไม่ถึงขั้นที่มีรสชาติแย่จนกลืนไม่ลงก็จริง แต่นอกจาก รสหวานแล้วก็ไม่มีรสอื่นเลย ลิ้นที่คุ้นเคยกับฝีมือของพ่อครัวหลวงมาโดย ตลอด มิอาจทนรับความกดดันเช่นนี้ได้

“เสวยแต่ขนมอย่างนี้เลี่ยนเกินไป ลูกยังมีน้ำแกงติดมาด้วยพ่ะย่ะค่ะ” รัชทายาทหยิบกล่องอาหารชั้นล่างออกมา ยกชามน้ำแกงใบใหญ่ออกมา วางบนโต๊ะ ก่อนใช้ชามเล็กตักแบ่งออกมานั่งกินพร้อมกับฮ่องเต้ชางหลง

น้ำแกงรสชาติเข้มข้น แค่ชิมก็รู้ว่าต้องตุ๋นไว้นานหลายชั่วยาม ฮ่องเต้ ชางหลงมองรัชทายาทที่ยกชามขึ้นจิบอึกเล็ก ๆ แล้วยกมือห้ามเขา “กลางคืน กินมากไปไม่ดี เมื่อครู่เจ้าเพิ่งกินขนมแล้วยังจะกินอีก”

“ลูกยังไม่อิ่มพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้ชางหลงอดหัวเราะไม่ได้ “พ่อรู้ว่าเจ้าอยากให้พ่อกินมากอีกหน่อย เลยมานั่งกินเป็นเพื่อนพ่อ” ฮ่องเต้ชางหลงยกชามน้ำแกงขึ้นดื่มสองอึก “เจ้าไม่ต้องฝืนกินหรอก พ่อกินคนเดียวได้”

รัชทายาทวางชามน้ำแกงลงทันใด ลูบหน้าท้อง ทำหน้าเหยเก “ผู้ที่รู้ใจลูกที่สุดก็คือเสด็จพ่อ เพื่อเอาใจว่าที่ลูกสะใภ้ของเสด็จพ่อ ลูก ต้องกินขนมน่าเกลียดที่นางทำให้หมด ที่นำมาถวายนี่เป็นของที่ลูกกับน้องสี่เป็นคนทำ”

ฮ่องเต้ชางหลงหยิบขนมขึ้นมากินชิ้นหนึ่ง สีหน้าเจือยิ้มจาง ๆ “พ่อก็ว่าขนมพวกนี้หน้าตาไม่น่ากินเอาเสียเลย”

“รูปลักษณ์ภายนอกไม่สำคัญ สำคัญที่ความตั้งใจพ่ะย่ะค่ะ” รัชทายาทกล่อมให้ฮ่องเต้ชางหลงดื่มน้ำแกง กินขนมหมดแล้วก็กล่าวว่า “เพิ่งทรงอิ่ม เสด็จพ่ออย่าเพิ่งบรรทม ลูกจะเดินเล่นเป็นเพื่อนเสด็จพ่อ ในสวนก่อน”

“ได้สิ”

จ้าวซานไฉที่เฝ้าอยู่นอกประตู เห็นรัชทายาทนั่งกินน้ำแกงเป็นเพื่อน ฮ่องเต้ชางหลงไม่พอ ยังออกไปเดินเล่นด้วยกันก็รู้สึกโล่งอก

โชคดีที่มีรัชทายาท ฮ่องเต้ถึงเริ่มอารมณ์ดี

 

ดวงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า ฮ่องเต้ชางหลงฟังคำพูดประจบเอาใจสารพัด ของรัชทายาทแล้วพูดกลั้วหัวเราะ “หยวนซู่ พ่อไม่เป็นอะไร ไม่ต้องห่วง”

“ห่วงอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ” รัชทายาทหันมองด้วยความข้องใจ “ลูก แค่นำขนมมาถวายเสด็จพ่อ”

ฮ่องเต้ชางหลงยิ้ม “วันพรุ่งมาช่วยพ่อตรวจฎีกาเร็วหน่อย”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“สองวันนี้มีงานมาก ไม่ต้องออกนอกวัง” ฮ่องเต้ชางหลงยังคงพูดต่อ “มีคดีของศาลต้าหลี่ทางโน้นหลายคดี เจ้าเอาไปอ่านด้วย”

“พ่ะย่ะค่ะ” แม้รัชทายาทหน้าเหยเก แต่ก็รับปากแต่โดยดี

ฮ่องเต้ชางหลงส่ายหน้ายิ้ม ๆ ปกติมีหรือรัชทายาทจะว่านอนสอนง่าย เพียงนี้

คงจะรู้ว่าเกิดเรื่องขึ้นกับสนมหลิน จึงตั้งใจมาหาเพื่อทำให้เขาสบายใจ

 

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ฮวาหลิวหลีที่ค้างคืนที่ตำหนักโซ่วคังรู้ข่าวที่ชวนตื่นตระหนก เรื่องหนึ่งนั่นก็คือ สนมหลินมารดาขององค์ชายสี่ป่วยหนัก ระหว่าง ที่นางรักษาอาการป่วย ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องห้ามเข้าเยี่ยมเป็นอันขาด

ในวังหลวง ข้ออ้างที่ว่าป่วยหนักแต่ห้ามเยี่ยม ล้วนเป็นข้ออ้างที่ใช้เพื่อปกปิดความจริงบางอย่าง

เกิดเรื่องขึ้นกับสนมหลิน

ฮวาหลิวหลีนิ่วหน้า นางนึกถึงงานเลี้ยงพระราชทานร้อยแคว้นที่มี นางกำนัลคิดจะให้ร้ายรัชทายาท หรือเรื่องนี้…เป็นฝีมือของสนมหลิน

แต่องค์ชายสี่มิได้เป็นบุตรชายสายตรง และยังไม่ใช่บุตรชายคนโต การที่สนมหลินทำเช่นนี้ คนที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดก็คืออิงอ๋อง ไม่ใช่องค์ชายสี่

ราชโองการระบุว่าห้ามมิให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องไปเยี่ยม แต่ฮวาหลิวหลี กำลังจะเป็นว่าที่ชายารัชทายาท มิอาจปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปราวกับไม่เคย เกิดขึ้น ดังนั้นนางจึงสั่งให้ยวนเหว่ยเตรียมของกำนัลไปเยี่ยมสนมหลิน ถึงตำหนัก

ยามนี้สิ่งสำคัญที่สุดก็คือขั้นตอนของการเยี่ยมไข้

นางเพิ่งเดินเข้าประตูตำหนัก ก็ได้ยินสนมเสียนคาดคั้นอีกฝ่าย ด้วยเสียงแหลมสูง

“คืนวันนั้นเจ้าหลอกข้าให้ไปที่ด้านหลังพระที่นั่งใช่หรือไม่!”

เสียงของสนมหลินเย็นชายิ่งนัก ฟังแล้วราวกับไม่ใช่คนคนเดียวกัน

“ไม่ใช่ข้า”

 

[1] แปลว่า จริงใจ

[2] แปลว่า หญิงผู้มีสติปัญญา มีความรู้

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า