fbpx

[ทดลองอ่าน] ช่วงเวลาดีๆ ที่มีแต่รัก เล่ม 1 บทที่ 3

ช่วงเวลาดีๆ ที่มีแต่รัก

造作时光 

 

เยว่เซี่ยเตี๋ยอิ่ง 月下蝶影 เขียน

Hanza แปล

 

— โปรย —

รัชทายาทรูปโฉมหล่อเหลาไร้ผู้ใดเทียม เก่งทั้งบุ๋นและบู๊

แต่ถึงเขาหน้าตาดีเพียงใด้ก่งกาจเพียงใด

ก็หักล้างกับนิสัยไม่ดีและปากร้ายไม่ได้

หญิงผู้ดีมีชาติตระกูล มีหรือจะอดทนกับความปากร้าย

ที่สามารถฆ่าคนอย่างไร้รูปเช่นนั้น

ว่ากันว่าแม้แต่สนมในวังหลวงทั้งหลายก็ยังมิอาจต่อกรกับรัชทายาท

นับประสาอันใดกับพวกนางที่เป็นสาวน้อยที่มีพลังในการชิงดีชิงเด่นไม่เข้มแข็งพอ

คิดดูอีกที เมื่อรัชทายาทถูกตาจ้องใจสตรีอ่อนแอขี้โรค

นับว่านางเป็นเนื้อสมันที่เดินเข้าปากเสือ น่าจะโชคร้ายมากกว่าโชคดี

แม้ภายนอก ฮวาหลิวหลี อ่อนแอขี้โรค

ทว่าแท้จริงนางเป็นสตรีที่น่าครั่นคร้ามยิ่ง

ไม่ว่าฝ่ายใดที่พยายามลอบสังหารนาง

กลับต้องแพ้ภัยตัวเอง

จีหยวนซู่ บุรุษรูปงาม สูงศักดิ์ เป็นถึงรัชทายาทแคว้นจิ้น

เขาถูกตาต้องใจนาง คอยปกป้องเอาใจนางเสมอ

ต่อให้นางเข้มแข็งเพียงใดก็ยังพ่ายต่อเขา

และที่สำคัญคือพ่ายต่อรูปโฉมบุรุษที่เป็นจุดอ่อนของนาง

 

_______________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

 

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

เวลาเดียวกันนั้นเองจดหมายข่าวลับสุดยอดเกี่ยวกับเรื่องที่หลินฮุยจือเกือบเสียชีวิตเพราะถูกลอบสังหารถูกนำมาวางบนโต๊ะหนังสือของฮ่องเต้

ฮ่องเต้ชางหลงมองจดหมายลับฉบับนั้นเงียบๆ สีหน้าเคร่งเครียด

ขันทีรับใช้ก้มหน้ามิกล้าหายใจแรง ด้วยกลัวจะทำฮ่องเต้ไม่พอใจ

ภายในห้องเงียบสนิทอย่างที่ไม่มีผู้ใดทำลายความเงียบนั้นลงได้

ยามนี้เองมีเสียงฝีเท้าแผ่วเบาและรวดเร็วดังขึ้นนอกพระที่นั่ง

“เสด็จพ่อ”

ได้ยินเสียงเรียกนี้แล้ว เหล่าข้ารับใช้ทั้งหลายถึงกับผ่อนคลายลงโดยไม่รู้ตัว

ผู้เข้ามาใหม่เป็นบุรุษอายุน้อยรูปร่างสูงโปร่ง สวมชุดผ้าไหมเนื้อดี ใบหน้าโดดเด่นเป็นเลิศกว่าคนทั่วไป พาให้ห้องสว่างไสวกว่าเดิมอีกหลายส่วน

บรรดาข้ารับใช้ค้อมกายอย่างพร้อมเพรียง “ถวายบังคมรัชทายาท”

รัชทายาทเดินมาหยุดเบื้องหน้าฮ่องเต้ด้วยท่าทีตามสบาย ก่อนคำนับฮ่องเต้ชางหลง “มีผู้ใดในราชสำนักที่ไร้ตาทำเสด็จพ่อกริ้วอีกแล้ว”

“ไม่ว่าผู้ใดก็หาเรื่องไม่เก่งเท่าเจ้าสักคน” ฮ่องเต้ชางหลงตอบอย่างไม่พอใจ วางจดหมายลับไว้บนโต๊ะ ก่อนเหลือบมองผู้มาใหม่ “เมื่อวานเจ้าใหญ่มีงานขึ้นตำหนักใหม่ เจ้าไปร่ำสุรากับเขาด้วยหรือ”

“พี่ใหญ่คาราวะสุราลูกต่อหน้าผู้คนมากมาย ลูกทำเขาเสียหน้าไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ” รัชทายาทนั่งเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน “ถึงยามนั้นหากมีข่าวว่าพี่น้องไม่ปรองดองกัน ผู้ที่เสียใจคงไม่พ้นเสด็จพ่อ”

ฮ่องเต้ชางหลงคิดจะตำหนิรัชทายาทสักสองสามคำเรื่องท่านั่งที่นั่งตัวอ่อนราวกับไร้กระดูกก็ยังทำไม่ลง เขากล่าวว่า “หลินฮุยจือถูกคนลอบสังหารขณะอยู่ในโรงเตี๊ยมหลวงที่อำเภอหวงหวาย”

รัชทายาทมองบิดาเงียบๆ รอให้เขาพูดต่อ

“ยังดีที่เกิดเหตุไม่คาดฝันทำให้เขาเอาชีวิตรอดมาได้”

“อ้อ” รัชทายาทหลุบตา น่าเสียดายนัก

“ดูท่าทางเจ้าคล้ายจะผิดหวัง”

“วันทั้งวันเอาแต่ชมพี่ใหญ่ว่าดี แต่หาข้อเสียของลูกต่อเบื้องพระพักตร์ตลอด อยากดึงลูกให้ลงจากตำแหน่งรัชทายาทแล้วดันพี่ใหญ่ขึ้นแทน” รัชทายาทตอบช้าๆ “เสด็จพ่อก็ทรงทราบดีว่าลูกไม่มีนิสัยเสียอย่างอื่น นอกจากเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น”

“หากเขาเสียชีวิตจริงๆ เจ้าจะเดือดร้อน” ฮ่องเต้ชางหลงถอนหายใจ “ขุนนางทั่วราชสำนักต่างรู้ว่าเจ้าไม่ชอบหลินฮุยจือ ถ้าเขาตายอย่างไม่ชัดแจ้งเช่นนี้ ผู้อื่นมิกล้าเอ่ยต่อหน้าก็จริง แต่จะต้องคิดในใจว่าเป็นฝีมือของเจ้า”

รัชทายาทหัวเราะเบาๆ เขาชอบเห็นคนที่ไม่ชอบเขาพูดไม่ออกทั้งๆ ที่รู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง การนั่งในตำแหน่งนี้ ถึงจะไม่ทำอันใดเลยก็ยังมีคนนับไม่ถ้วนพยายามที่จะหาข้อเสียของเขาให้ได้

เห็นท่าทีของรัชทายาทเป็นเช่นนี้ ฮ่องเต้ชางหลงก็รู้ดีว่าลูกคนนี้ถือดีว่ามีเขาคอยให้ท้าย จึงไม่เคยนึกถึงปัญหานี้มาก่อน “เจ้านะ เจ้านะ…”

ระหว่างที่สองพ่อลูกสนทนากันอยู่ มีขันทีเข้ามารายงานว่า สนมเสียนขอเข้าเฝ้า

ระยะนี้ฮ่องเต้ชางหลงกำลังพิจารณาเรื่องการสมรสของโอรสคนโต ครั้นได้ยินว่าสนมเสียนขอเข้าเฝ้าจึงให้นางเข้ามา ยามที่สนมเสียนเข้ามา เขาถือโอกาสปิดจดหมายลับบนโต๊ะ

“หม่อมฉันถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ” แม้สนมเสียนอายุใกล้จะสี่สิบปีแล้ว แต่ยังคงงดงามโดดเด่น นางคำนับฮ่องเต้ชางหลงอย่างอ่อนช้อยแล้ว ยังหันกลับมาส่งยิ้มน้อยๆ อย่างมารดาผู้มากเมตตาให้รัชทายาท

ทว่าน่าเสียดายที่รัชทายาทมิได้รับรู้ถึงความเมตตากรุณาของนาง ยกมือคำนับแล้วพิงหลังกับเก้าอี้โดยไม่ขยับไปที่ใด

สนมเสียน “…”

รัชทายาทผู้นี้ไม่รู้จักกาลเทศะเสียเลย นางมีเรื่องปรึกษาฮ่องเต้ ถ้าเป็นผู้ที่เข้าใจขนบธรรมเนียมและรู้การณ์ควรไม่ควรจะต้องเป็นฝ่ายขอตัวออกไปแล้ว แต่นี่เขากลับไม่ทำ ไม่เพียงไม่ไป ยังหาท่านั่งที่สบายกว่าเดิม นี่เขาไม่เห็นนางอยู่ในสายตารึ!

รัชทายาทสังเกตเห็นสนมเสียนมองเขาบ่อยครั้งจึงกลอกตาไปมา เห็นเขาเป็นคนประเภทเข้าอกเข้าใจผู้อื่นอย่างนั้นหรือ

ไม่ใช่นะ

ดังนั้นเขาไม่เพียงจะหาท่านั่งที่สบายมากขึ้น ยังสั่งให้คนเปลี่ยนชาร้อนมาใหม่ คลี่ยิ้มทำนองว่า ค่อยๆ คุยกันไปนะ ข้าก็แค่อยากรู้เรื่องด้วยคนเท่านั้น

สนมเสียนสูดลมหายใจเข้าลึก หันมองฮ่องเต้ชางหลง “ฝ่าบาท วันนี้หม่อมฉันขอเข้าเฝ้าเพราะเรื่องวิวาห์ของลูกเฮ่า ลูกคนนี้วันทั้งวันเอาแต่หาความก้าวหน้าจนไม่สนใจเรื่องวิวาห์ของตนเอง ในฐานะผู้ใหญ่อย่างพวกเราจำต้องเอาใจใส่เขามากสักหน่อยเพคะ”

“เจ้าใหญ่อายุยี่สิบเอ็ดปีแล้ว ไม่สมควรปล่อยให้เรื่องสมรสยืดเยื้อต่อไป” ฮ่องเต้ชางหลงพยักหน้า “หมิงเฮ่ามีวิชายุทธ์สูงส่ง ทั้งยังชอบศึกษาวิชาทหาร การวางค่ายกล หาชายาที่สนใจเรื่องเดียวกับเขาดีหรือไม่”

“ความหมายของฝ่าบาทก็คือ” สีหน้าสนมเสียนไม่ค่อยยินดีนัก

“แม่ทัพใหญ่พิทักษ์แผ่นดินมีบุตรีคนหนึ่ง ได้ยินว่ารูปโฉมงดงาม อายุสิบห้าปี เหมาะกับหมิงเฮ่า หากเจ้าไม่มีความเห็นอื่น เราจะบากหน้าเป็นเถ้าแก่ไปสู่ขอเอง”

สนมเสียนได้ยินเช่นนั้นให้หวั่นใจ ฮ่องเต้มีความคิดเช่นนี้หรือ ด้วยตำแหน่งฐานะของแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินยามนี้ ให้เกี่ยวดองกับบุตรีของเขานับเป็นเรื่องดี ทว่า…

แม่ทัพผู้มีความดีความชอบมากมายในประวัติศาสตร์ล้วนเป็นที่หวาดระแวงของฮ่องเต้ โดยเฉพาะคนอย่างฮวาอิ้งถิง หากทำอันใดไม่ระมัดระวังเพียงเล็กน้อยอาจจะโชคร้ายกันทั้งตระกูล ฮ่องเต้เป็นหนุ่มใหญ่มีกำลังวังชา ย่อมหวาดระแวงสกุลฮวาเป็นแน่ ไม่อย่างนั้นจำเป็นต้องให้บุตรีสกุลฮวาเป็นสะใภ้ของราชวงศ์ด้วยหรือ

การรับบุตรีสกุลฮวาเป็นชายานั้นมีหน้ามีตาอยู่ชั่วขณะ แต่ถ้ามองการณ์ให้ไกลกว่านั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องดี เมื่อใดที่ฮ่องเต้ไม่พอใจสกุลฮวา ย่อมไม่พอใจโอรสที่รับบุตรีสกุลฮวาเป็นชายาด้วย

ความผูกพันระหว่างคนในครอบครัวกษัตริย์ดูจะแล้งน้ำใจเช่นนี้นี่เอง

“ฝ่าบาทเพคะ บุตรีสกุลฮวาย่อมเป็นสตรีดีงามหนึ่งในหมื่น” สนมเสียนพูดยิ้มๆ “แต่ลูกเฮ่านิสัยแข็งกระด้าง หากรับบุตรีตระกูลแม่ทัพมาเป็นชายา เกรงว่าต่อไปอาจจะเกิดความขัดแย้งกัน ไม่สู้หาหญิงที่มีความรู้ด้านวิชาการ มีนิสัยอ่อนโยนเรียบร้อย สองสามีภรรยามีนิสัยที่เสริมกันและกันจึงจะสมบูรณ์เพคะ”

เมื่อได้ยินสนมเสียนปฏิเสธข้อเสนอของตน ฮ่องเต้ชางหลงจ้องสนมเสียนนิ่ง จนนางกระสับกระส่ายไม่สบายใจ เขาถึงค่อยดึงสายตากลับมา เอ่ยเสียงเรียบว่า “เมื่อเป็นเช่นนั้นก็แล้วแต่ความประสงค์ของเจ้า…”

“เสด็จพ่อ ลูกไม่รบกวนการสนทนาของเสด็จพ่อกับสนมเสียนแล้ว ลูกขอตัวก่อนพ่ะย่ะค่ะ” รัชทายาทอ้าปากหาวแล้วลุกขึ้นอย่างเฉื่อยชา หลังคำนับฮ่องเต้ชางหลงแล้วก็เตรียมตัวจะจากไป

“ช้าก่อน” ฮ่องเต้ชางหลงเรียกเขาไว้ “ข้างนอกอากาศหนาว หยิบเสื้อคลุมของพ่อไปใส่ก่อน”

หัวหน้าขันทีรีบนำเสื้อคลุมมาสวมให้รัชทายาทด้วยตนเอง ก่อนส่งเขาออกจากพระที่นั่ง

“รัชทายาท เสด็จช้าๆ พ่ะย่ะค่ะ” จ้าวซานไฉ หัวหน้าขันทีมองส่งรัชทายาทจากไป จนกระทั่งมองไม่เห็นราชยานของรัชทายาทแล้วค่อยปัดหิมะบนตัวและเปลี่ยนรองเท้าคู่ใหม่ ก่อนกลับเข้าไปคอยรับใช้ในพระที่นั่งดังเดิม

หลังสนมเสียนจากไปแล้ว ฮ่องเต้ชางหลงถามจ้าวซานไฉว่า “ตอนที่รัชทายาทออกไป ได้บอกหรือไม่ว่า ตำหนักบูรพาขาดเหลือสิ่งใดบ้าง”

จ้าวซานไฉส่ายหน้า “ก่อนที่รัชทายาทจะเสด็จจากไป ทรงกำชับเพียงว่า ให้บ่าวคอยรับใช้ฝ่าบาทให้ดี มิได้ตรัสถึงเรื่องอื่นพ่ะย่ะค่ะ”

“อิงอ๋องจัดงานขึ้นตำหนักใหม่เมื่อวาน เรามอบสิ่งของให้เขาไม่น้อย…” ฮ่องเต้ชางหลงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “สิ่งที่อิงอ๋องมี รัชทายาทกลับไม่มี เช่นนี้เหมือนเราจะลำเอียง

“เจ้าไปดูท้องพระคลังส่วนตัวของเรา เลือกสิ่งที่รัชทายาทชอบแล้วนำไปมอบให้เขา” ฮ่องเต้ชางหลงครุ่นคิดอีกเล็กน้อย “แล้วเลือกอาชาบรรณาการจำนวนหนึ่งที่ได้รับมาเมื่อหลายวันก่อนส่งไปที่ตำหนักบูรพาด้วย”

“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวซานไฉยิ้มรับคำสั่ง ก่อนล่าถอยออกไป

 

รัชทายาทออกจากตำหนักเฉินหยางได้ครึ่งทางก็เจออิงอ๋ององค์ชายใหญ่ เขานั่งอยู่ในราชยานประสานมือให้อิงอ๋องอย่างไม่ใส่ใจนัก

อิงอ๋องทำหน้าตึง กระโดดลงจากหลังม้าคำนับตอบ

เป็นรัชทายาทเท่ากับเป็นประมุขของแผ่นดินครึ่งตัว ดังนั้นการคำนับของรัชทายาทมิใช่องค์ชายทั่วไปจะรับไหว

“ไม่ทราบว่ารัชทายาทเสด็จมาจากที่ใดพ่ะย่ะค่ะ” อิงอ๋องยิ้มตาแข็ง ก่อนกล่าวทักทาย

รัชทายาทเลิกคิ้ว จับชายแขนเสื้อให้เข้าที่อย่างเชื่องช้า “ไปนั่งคุยกับเสด็จพ่อมาครู่หนึ่ง”

อิงอ๋องฉีกยิ้มมุมปาก เอ่ยว่า “อาชาชั้นยอดที่รัชทายาทรงต้องพระทัยในตำหนักของกระหม่อม เดิมกระหม่อมสมควรจะถวายให้พระองค์ แต่เพราะเป็นอาชาพระราชทานจากเสด็จพ่อ กระหม่อมจึงมิอาจส่งต่อให้ผู้อื่นได้”

“อ้อ” รัชทายาทลากเสียงยาว “หากพี่ใหญ่ไม่พูดถึงเรื่องนี้ เรา[1]ก็ลืมไปแล้ว”

รัชทายาทเลิกคิ้วมองสีหน้าไม่ค่อยพอใจของอิงอ๋อง “ไม่เป็นไร พอดีเราชอบม้าที่มีสีขนบริสุทธิ์มากกว่า ขนหางม้าของพี่ใหญ่ตัวนั้นหลากสีไปสักหน่อย หากส่งมายังตำหนักบูรพาจะถูกม้าตัวอื่นรังเกียจเอาได้”

อิงอ๋องสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามบอกตนเองว่าจะมีโทสะไม่ได้ “รัชทายาท ม้าที่เสด็จพ่อพระราชทานล้วนเป็นม้าชั้นยอด มีขนที่หางต่างสีกันไม่กี่เส้นจะเป็นอันใดไป”

สายตาของรัชทายาทตกที่ใบหน้าของอิงอ๋องชั่วครู่ ก่อนกล่าวเสียงเรียบ “อาจเป็นเพราะเราไม่ได้แค่ตัดสินคนจากหน้าตา แต่ยังตัดสินม้าจากหน้าตาของมันด้วย”

อิงอ๋อง “…”

ยามที่เอ่ยว่าตัดสินคนจากหน้าตา รัชทายาทสารเลวผู้นี้ยังมองหน้าเขาด้วย หมายความว่าอย่างไร!

 

ผ่านไปไม่ถึงสองวัน มีขุนนางในเมืองหลวงจำนวนไม่น้อยที่รู้ว่าฮ่องเต้พระราชทานอาชาบรรณาการหลายตัวแก่รัชทายาทจนเกิดเสียงรำพึงรำพันจากผู้คนนับไม่ถ้วนว่า ในบรรดาองค์ชายทั้งหมด รัชทายาทยังคงเป็นผู้ที่ฮ่องเต้โปรดปรานที่สุด

เพราะเป็นโอรสที่เลี้ยงมากับมือ ย่อมผูกพันแตกต่างจากองค์ชายอื่น

ยามที่รัชทายาทยังเยาว์มีร่างกายอ่อนแอ ไม่รู้ว่านักบวชผู้มากบารมีท่านใดทักว่า รัชทายาทมีชะตาชีวิตที่พิเศษกว่าคนปกติ คนทั่วไปเลี้ยงเขาไม่ได้ ฮ่องเต้จึงคิดว่าในเมื่อคนทั่วไปเลี้ยงเขาไม่ได้ ในฐานะที่ตนเป็นโอรสสวรรค์ เป็นมังกรแปลงกาย ย่อมไม่ใช่คนทั่วไป ดังนั้นจึงตัดสินใจเลี้ยงดูรัชทายาทด้วยตนเอง

จะว่าไปแล้วให้บังเอิญนัก เมื่อรัชทายาทถูกรับมาเลี้ยงดูที่ตำหนักของฮ่องเต้ ก็กินได้นอนหลับ กระโดดโลดเต้นได้ในเวลาไม่นาน มีร่างกายแข็งแรงขึ้นไม่น้อย

เพราะเหตุนี้รัชทายาทจึงพำนักที่ตำหนักเฉินหยางของฮ่องเต้จนกระทั่งอายุสิบสองปี จึงค่อยย้ายออกไปอยู่ที่ตำหนักบูรพา

รัชทายาทที่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้องค์ก่อนนั้น สุดท้ายแล้วบิดาที่รักและเอ็นดูเขาที่สุดสั่งให้ลดฐานันดรของเขาลง แล้วส่งเขาไปยังชายแดนทุรกันดาร กระทั่งป่วยตายก็ยังไม่ได้กลับเมืองหลวง

ไม่รู้ว่ารัชทายาทองค์นี้จะมีจุดจบดีกว่าหน่อยหรือไม่

 

ฮวาหลิวหลีเลิกผ้าม่านหน้าต่างขึ้น มองเหตุการณ์ด้านนอก นางเห็นบุรุษหนุ่มอายุน้อยหลายคนสวมเครื่องแต่งกายหรูหราควบอาชาอย่างรวดเร็วบนถนนโดยไม่สนใจความตื่นตระหนกหวั่นกลัวของชาวประชาแม้แต่น้อย

บุรุษหนุ่มเหล่านั้นขี่ม้าไปตามถนนใหญ่อย่างไม่สนใจผู้ใด พวกเขามุ่งหน้าไปดื่มสุราที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ทว่าจู่ๆ ก็มีทหารที่สวมเสื้อเกราะหลายนายขวางทางไว้

“พวกเจ้าเป็นใคร กล้าขวางทางคุณชายทั้งหลาย”

“คุณชายทั้งหลาย ราชวงศ์จิ้นของพวกเรามีกฎหมายระบุไว้ว่ามิอาจขี่ม้ากลางเมือง ร่างกายคุณหนูของพวกเราไม่ค่อยแข็งแรง เกรงว่าจะรับความตกใจเช่นนี้ไม่ได้ ยามนี้นางตกใจเสียงฝีเท้าม้าของพวกท่านจนแทบหมดสติ พวกท่านสมควรชี้แจงกับพวกเราสักหน่อยขอรับ” สายตาของทหารเหล่านั้นเจิดจ้ามุ่งมั่น มือกุมด้ามดาบราวกับว่าหากพวกคุณชายชี้แจงไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะได้ไปจากที่นี่เลย

“อันใดนะ” เหล่าคุณชายมองรถม้าที่อยู่ห่างจากพวกเขาหลายสิบก้าว ตกใจรึ หมดสติหรือ

นี่ตั้งใจมาหาเรื่องพวกเขามากกว่ากระมัง

พวกเขายังไม่ทันซักถามด้วยความฉงน พลันได้ยินเสียงดังกุกกักจากในรถม้าที่จอดอยู่ หญิงรับใช้หลายนางวิ่งตรงไปยังรถม้า สีหน้าตื่นตระหนก พวกเขาคล้ายได้ยินพวกนางพูดถึงคำว่า “ยา” “ท่านหญิง” “ท่านหมอ” เหล่านี้

หรือพวกเขาทำคนตกใจจนไม่สบายจริงๆ

ในเมืองหลวงมีท่านหญิงคนใดที่อ่อนแอแบบบางถึงเพียงนี้

หากเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ พวกเขากลับจวนมิถูกผู้ใหญ่ตีเจียนตายหรอกหรือ

 

[1] เรา (กู 孤) เป็นสรรพนามที่กษัตริย์จีนใช้เรียกแทนตนเองตั้งแต่ยุคชุนชิว (ก่อนคริสต์ศักราชประมาณ 900-200 ปี) จนกระทั่งจักรพรรดิฉินสื่อ (จิ๋นซี) แห่งราชวงศ์ฉินรวบรวมแผ่นดินจีนให้เป็นปึกแผ่น จึงเรียกแทนตนเองว่าเรา (เจิ้น 朕) ต่อมาคำว่าเรา (กู 孤) จึงเป็นสรรพนามที่อ๋องหรือพระบรมวงศ์ชั้นสูงใช้เรียกแทนตนเอง

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า