fbpx

[ทดลองอ่าน] อย่าเหยียดเผ่าพันธุ์กันสิ เล่ม 1 บทที่ 1

不要物种歧视
อย่าเหยียดเผ่าพันธุ์กันสิ เล่ม 1

月下蝶影
เย่ว์เซี่ยเตี๋ยอิ่ง
เขียน

นกแก้ว
แปล

— โปรย —
โลกมนุษย์ยุ่งเหยิงวุ่นวายขึ้นทุกที
แต่คนเป็นมนุษย์เองกลับไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง
ก็ใครจะไปรู้ได้ล่ะว่าความแปรปวนปั่นป่วนของท้องฟ้า ทะเล อากาศจะเกี่ยวข้องกับปีศาจได้
ถ้า ‘ฝูหลี’ ไม่เริ่มเดินทางมาอยู่ในเมืองหลวงของมนุษย์อย่างจริงจัง
บางทีเขาเองก็คงไม่รู้เรื่องนี้เช่นกัน และเรื่องนี้ก็จะเป็นความลับต่อไป
แต่ในเมื่อวันนี้เขามาแล้ว แถมยังมาเพราะมีความคิดอยากลองรับราชการดูอีกด้วย
ปีศาจแก่เฒ่าเผ่าพันธุ์ใดก็ล้วนบอกว่า ‘เป็นไปไม่ได้’
แต่เขากลับไม่ลดละความพยายาม จนกระทั่งได้รับโอกาส
ทว่า…โอกาสที่ว่านี้ไม่ใช่ได้รับราชการกับพวกมนุษย์หรอกนะ
แต่เขาต้องไปช่วยปราบปีศาจน่ะ
ก็แหม ใครใช้ให้เขาแสดงฝีมือซะจนใครเห็นก็ต้องเรียกเขาว่า ‘ลูกพี่’ ล่ะ

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

บทที่ 1

 

ฤดูร้อนปีนี้อากาศร้อนเป็นพิเศษจนต้นไม้สองข้างทางยังยืนแห้งเหี่ยว เสียงร้องระงมของจักจั่นก็ชวนให้คนหงุดหงิดงุ่นง่าน

ตอนที่รถหรูคันหนึ่งชนเข้ากับมอเตอร์ไซค์บนถนนกลางแดดจ้า ผู้คนที่ปกติชอบเข้ามามุงยังหลบร้อนใต้เงาไม้แทบจะไม่ขยับเขยื้อน อากาศร้อนขนาดนี้ต่อให้สามีหรือภรรยาวิ่งหนี ใครก็ไม่มีแก่ใจจะออกไปตามทั้งนั้น

มอเตอร์ไซค์ชนจนไฟของรถคันหรูร้าว ส่วนตัวคนขับกระเด็นตกจากรถ กระเป๋าเดินทางผ้ายีนที่วางไว้ข้างหลังก็ซิปแตก ข้าวของข้างในหล่นกระจัดกระจายทั่วพื้น

“เฮ้!” ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาท่าทางเอาเรื่องคนหนึ่งเดินลงจากรถ กอดอกก้มหน้ามองเด็กหนุ่มที่กำลังเก็บของ “นี่นายจะมาหลอกเอาค่าทำขวัญใช่ไหม” เขาขับรถมาดี ๆ จู่ ๆ มอเตอร์ไซค์ก็โผล่มาจากข้าง ๆ พุ่งชนกับรถของเขา แบบนี้เขาผิดเหรอ

โชคดีที่เขาขับรถมาอย่างถูกต้อง อีกทั้งยังติดกล้องหน้ารถไว้ ไม่อย่างนั้นมีหวังโดนเรียกให้จ่ายค่าทำขวัญอีกแน่

“ขอโทษครับ ผมขี่ไม่ระวังเอง” เด็กหนุ่มยังเก็บของที่กระจัดกระจายไม่ทันเสร็จลุกขึ้นหันไปขอโทษอีกฝ่าย “ผมจะชดใช้ค่าเสียหายให้แน่ ๆ ครับ”

ชายหนุ่มเจ้าของรถหรูปรายตามองพิจารณาเด็กหนุ่ม หน้าตาก็น่ารักไม่เลว แต่สมัยนี้ใครเขายังใส่เสื้อยืดขาดเป็นรูอีกบ้าง เขามองพวกกิ่งไม้ดอกไม้ใบหญ้าซึ่งเทกระจาดอยู่บนพื้น เหมือนจะเห็นก้อนดินเหนียวสีชมพูด้วย

ขยะพรรค์นี้ถือเป็นสมบัติได้ด้วยเหรอ คงไม่ใช่ว่าสมองมีปัญหาหรอกนะ

“รู้ไหมว่าไฟรถฉันราคาเท่าไหร่” เขาเตะก้อนหินเล็ก ๆ แถวนั้น รู้สึกว่าน่าจะหล่นมาจากกระเป๋าผ้ายีนนั่นเหมือนกัน

“มะ…ไม่รู้ครับ” เด็กหนุ่มมองไฟหน้ารถครู่หนึ่งก่อนถามอย่างลังเล “ทะ…เท่าไหร่ครับ”

หนุ่มเจ้าของรถหรูถอนหายใจยาว บอกตัวเองว่าอย่าไปเอาความอะไรกับพวกยาจกดีกว่า เขาโบกมือปัดอย่างรำคาญ “ไป ๆๆ รู้ว่าตัวเองไม่มีปัญญาจ่ายยังไม่รีบหนีไปอีก?!”

“คุณไม่ต้องการให้ผมชดใช้เหรอครับ” เด็กหนุ่มเกาหัวแล้วก้มลงยกมอเตอร์ไซค์ที่ล้มขึ้นมาด้วยมือเดียว ก่อนใช้มือเปล่า ๆ ทุบหน้ารถที่บุบเข้าไปสองที หน้ารถที่บุบ…ก็กลับมาเหมือนเดิม

เจ้าของรถหรูมองแขนขาเล็กบางของตัวเองสลับกับมองอีกฝ่ายที่ภายนอกเหมือนไม่ได้แข็งแรงนัก แต่ความจริงแล้วมีกำลังแขนมาก ก่อนจะกลืนน้ำลายเอื๊อกและแอบถอยหลังไปสองสามก้าวเงียบ ๆ พร้อมเอามือจับตรงที่เปิดประตูรถ

คุณพระ นะ…นี่มันเรียกว่าใช้กำลังข่มขู่ใช่ไหม

“มะ…ไม่ต้องชดใช้แล้ว นายไปเถอะ ๆ” คนฉลาดย่อมรู้จักถอยเป็น เวลาหวาดกลัวก็ต้องอย่าทำเป็นใจกล้าเด็ดขาด

“แบบนั้นได้ยังไงล่ะครับ” เด็กหนุ่มเขย่ามอเตอร์ไซค์จนชิ้นส่วนตกลงพื้นเสียงดัง แล้วดันมอเตอร์ไซค์ไปไว้ริมด้านหนึ่ง จากนั้นก้มตัวลงควานหาของในกระเป๋าผ้ายีนสักพัก ก่อนจะหยิบก้อนสีดำแวววาวออกมายื่นส่งให้ชายหนุ่มตรงหน้า “ชนของพังก็ต้องชดใช้ นี่เป็นเนื้อหรั่นอี๋[1] กินแล้วช่วยกำจัดสิ่งชั่วร้าย ทำให้นอนหลับสบาย ถือเสียว่าเป็นค่าเสียหายแล้วกันนะครับ”

เจ้าของรถหรูที่โมโหแต่ไม่กล้าพูดอะไรรับของส่งกลิ่นคาวนั้นมาพลางฝืนยิ้มแกน ๆ “ขอบใจ”

ที่แท้หมอนี่นอกจากใช้กำลังข่มขู่แล้ว ยังเอายาเก๊มาหลอกต้มกันอีก ยังมีมนุษยธรรมเหลืออยู่บ้างหรือเปล่า

ไม่สิ การหลอกขายยาปลอมมันก็เป็นเรื่องไร้มนุษยธรรมอยู่แล้ว คนที่มีศีลธรรม มีจิตสำนึกต่อสังคมสักนิดคงไม่ทำเรื่องพรรค์นี้หรอก

ครั้นเห็นเด็กขายยาปลอมเตรียมจะขี่มอเตอร์ไซค์จากไป เจ้าของรถหรูก็รวบรวมความกล้าพูดออกมา “มอเตอร์ไซค์นายยังขี่ได้อีกเหรอ” อย่าไปเกิดปัญหากลางทางแล้วต้มตุ๋นชาวบ้านเขาอีกล่ะ…ประโยคหลังเขาเพียงแต่คิดเท่านั้น

“ไม่หรอกครับ เมื่อกี้ผมแค่ไม่คุ้นกับมอเตอร์ไซค์เลยควบคุมแรงไม่ถูก” เด็กหนุ่มวาดขายาว ๆ ขึ้นนั่งบนมอเตอร์ไซค์เก่าโทรม ก่อนจะขี่ทุลักทุเลจากไป ทว่าไปได้ไม่ไกลก็มีแผ่นเหล็กร่วงลงมา

หลังอ้าปากตาค้างมองเด็กหนุ่มขี่มอเตอร์ไซค์ไปจนไกล หนุ่มเจ้าของรถหรูก็กลับมานั่งในรถอยู่เป็นนานกว่าจะได้สติ

ไม่คุ้นกับมอเตอร์ไซค์ยังกล้าขี่ออกถนนใหญ่? ระหว่างเราสองคน ใครเหมือนพวกลูกคนรวยไม่สนกฎเกณฑ์ใด ๆ กว่ากันกันแน่!

 

ฝูหลีขี่มอเตอร์ไซค์เก่า ๆ เข้าตรอกเล็ก ๆ ซึ่งด้านในมีมอเตอร์ไซค์กับจักรยานจอดไว้ ทำให้ตรอกที่แคบอยู่แล้วยิ่งคับแคบกว่าเดิม เขาหลบจักรยานที่วางนอนอยู่คันหนึ่งกับมอเตอร์ไซค์ที่ล้มอยู่ข้าง ๆ อย่างระมัดระวังมาหยุดตรงหน้าประตูไม้ซึ่งแขวนป้าย ‘สโมสรนันทนาการผู้สูงอายุหลังเกษียณ’

ประตูไม้ผุพังจนสีแดงหลุดลอกเป็นรอยกะดำกะด่าง ธรณีประตูก็ไม่รู้ว่าไม่ได้ปัดกวาดนานเท่าไหร่ถึงสะสมฝุ่นเป็นชั้นหนาเตอะ ฝูหลีจอดมอเตอร์ไซค์ไว้ข้าง ๆ ปัดฝุ่นบนตัว สะพายกระเป๋าผ้ายีนตุง ๆ ขึ้นหลัง แล้วเดินไปเคาะประตูไม้ที่เปิดแง้มไว้

เขาเคาะเป็นจังหวะสามครั้งแล้วหยุดครู่หนึ่ง จากนั้นเคาะต่ออีกสามครั้ง ก่อนจะวนรูปแบบเดิม

ผ่านไปนานพักใหญ่กว่าชายชรารูปร่างอ้วนเตี้ยจะเดินมาเปิดประตู อีกฝ่ายใส่เสื้อกล้ามสีขาวที่ซักจนเหลือง มือถือพัดใบปาล์มอันใหญ่ กวาดตามองสำรวจฝูหลีช้า ๆ “ชื่อล่ะ”

“สวัสดีครับผู้อาวุโส ผมชื่อฝูหลี”

“ฝูหลี?” ชายชราจ้องพัดสักพักแล้วพยักหน้า “ในนี้มีชื่อเธออยู่ ตามฉันเข้ามาลงทะเบียนสิ”

เมื่อก้าวผ่านประตูก็พบบ้านลักษณะเรือนสี่ประสานขนาดเล็ก ด้านในวางโต๊ะไพ่นกกระจอกสองโต๊ะ คุณตาคุณยายที่กำลังเล่นไพ่นกกระจอกไม่แม้แต่เงยหน้ามองคนมาใหม่ ขณะฝูหลีตามชายชราเข้าไปในห้อง หญิงชราสองคนก็ทะเลาะกันขึ้นมา หญิงชราในชุดกี่เพ้าโมโหจนตบโต๊ะพังในฝ่ามือเดียว

“หวังชุ่ยฮวา!” ชายชราที่เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าตั้งแต่เปิดประตูยันตอนนี้หันขวับไปตะคอกใส่หญิงชราชุดกี่เพ้า “เจ้าทำโต๊ะพังอีกแล้วนะ อย่าลืมจ่ายค่าเสียหายด้วย!”

ฝูหลีเห็นหญิงชราชุดกี่เพ้าที่เมื่อกี้ยังยืนเท้าสะเอวด่าคนมีท่าทีอ่อนลงทันที

“ไปเถอะ” พอเห็นฝูหลียังคงยืนเหม่อชายชราก็ส่ายหัว “คนหนุ่มก็เห็นโลกมาน้อยอย่างนี้แหละนะ”

ฝูหลี “…”

 

ภายในห้องค่อนข้างมืด ตอนที่ฝูหลีเดินเข้ามายังเกือบจะสะดุดข้าวของล้ม

“พวกเผ่าจิ้งจอกมองเห็นในที่มืดไม่ใช่เหรอ” ชายชราส่ายหน้าหนักกว่าเก่า “เดี๋ยวนี้เด็กรุ่นใหม่สู้รุ่นเก่า ๆ ไม่ได้เลย แม้แต่สัญชาตญาณของเผ่าพันธุ์ก็ลืมกันหมดแล้ว น่าอับอายขายหน้าแทนเผ่าพันธุ์เธอจริง ๆ หลายพันปีก่อนพวกเธอยังสร้างความปั่นป่วนไปทั่วหล้าได้ มาตอนนี้แม้แต่ทางยังมองเห็นไม่ชัด”

“แต่ผู้อาวุโสครับ ผมไม่ใช่คนเผ่าจิ้งจอกนะครับ” ฝูหลีตอบหน้าใสซื่อ

“ไม่ใช่เผ่าจิ้งจอกแล้วทำไมชื่อฝูหลี[2]” ชายชราเปิดไฟในห้องอย่างไม่สะทกสะท้าน ไม่มีอาการเคอะเขินที่ทักผิดเลยสักนิด แล้วเดินไปนั่งหน้าคอมพิวเตอร์เครื่องเก่า ชี้ไปที่เก้าอี้สตูลตรงข้ามกัน “นั่งตรงนั้นซะ หลังตรง เดี๋ยวฉันถ่ายรูปให้เธอก่อน”

หลังจากกรอกข้อมูลเสร็จ ชายชราชี้ไปที่ช่องว่างสุดท้ายพร้อมถามฝูหลี “อาชีพที่ใฝ่ฝันของเธอคืออะไร”

“อยากเป็นข้าราชการครับ ทำงานรับใช้ประชาชน” ใบหน้าของฝูหลีเต็มไปด้วยความปรารถนา “ถ้าได้จารึกชื่อในประวัติศาสตร์ก็ยิ่งดี”

ชายชราเกือบจะกดจนปุ่มคีย์บอร์ดหลุดเมื่อได้ยิน เขาโบกพัดใบปาล์มพลางมองฝูหลีเหมือนเห็นตัวประหลาด “เธอมีวุฒิปริญญาตรีหรือเปล่า”

ฝูหลีส่ายหน้า

“ไม่มีวุฒิแล้วจะเอาอะไรไปสอบข้าราชการหา” ชายชราอึ้งไปพักใหญ่ก่อนจะเอ่ยถามอย่างช่วยไม่ได้ “ใครแนะนำให้เธอเข้าเมืองมาเนี่ย”

“ปู่ซุนชีครับ” ฝูหลีตอบ “ไม่รู้เหมือนกันว่าปู่ซุนชีไปไหน วันนี้ผมมาก็หาเขาไม่เจอ”

“เธอหมายถึงไอ้หมาซุนน่ะเรอะ” ชายชราตอบข้อสงสัยของฝูหลีเนิบ ๆ “ไม่กี่วันก่อนโดนจับเพราะทำเอกสารปลอมขายไปแล้ว”

“หา?” ฝูหลีไม่นึกไม่ฝันว่าท่านปู่ซุนชีที่ปีก่อนเพิ่งกลับภูเขาอย่างสง่าผ่าเผยจะทำเรื่องผิดกฎหมายแบบนี้ เขาตะลึงอยู่นานก่อนจะถอนหายใจปลง ๆ “ตอนผมออกจากภูเขาทุกคนก็บอกว่าชีวิตในเมืองใหญ่ไม่ง่าย เห็นทีจะจริง”

“ไม่มีวุฒิปริญญาตรี แล้วมัธยมปลายล่ะมีไหม”

ฝูหลีส่ายหน้าอีก

ชายชราหยิบสมุดเล่มเล็กออกมาจากลิ้นชักแล้วเขียนอะไรสักอย่างลงบนนั้นพร้อมพูดกับฝูหลี “เธอไปแบกอิฐแบกปูนที่ไซต์ก่อสร้างนี่เถอะ หัวหน้าผู้รับเหมาเป็นคนของพวกเราเอง อย่างน้อยจะได้มีเงินซื้อข้าวกิน”

ฝูหลีรับกระดาษมาจากชายชรา ตัวอักษรยึกยือบนนั้นคือที่อยู่ซึ่งไกลจากที่นี่พอสมควร หลังจากขอบคุณชายชราเสร็จฝูหลีก็หมุนตัวเดินออกจากห้อง

ชายชราโบกพัดรอจนฝูหลีจากไปแล้วถึงค่อยเปิดข้อมูลของเขาออกมาอ่านอยู่นานสองนาน

มอเตอร์ไซค์เก่า ๆ ที่จอดตรงประตูสโมสรอันตรธานหายไปเรียบร้อย เหลือทิ้งไว้แค่ใบไม้ผุ ๆ ใบหนึ่งบนพื้น

 

ตั้งแต่ส่งรถสุดที่รักไปซ่อมไฟหน้า โจวชั่งก็ขลุกอยู่แต่ในบ้านสองวันเต็ม ไม่มีแก่ใจจะออกไปไหน แถมตื่นนอนตอนสิบโมงเช้าทุกวัน พอลงข้างล่างแล้วเจอพ่อหน้าตาสดใสนั่งดูโทรทัศน์เป็นเพื่อนแม่ เขาก็สะดุ้งตกใจ

ช่วงนี้พ่อเขานอนหลับไม่ค่อยสนิทจนพานเห็นหน้าเขาทีไรก็ด่าทุกที ปกติเวลานี้พ่อควรเข้าบริษัทแล้ว ทำไมถึงมานั่งดูโทรทัศน์เป็นเพื่อนแม่ได้ วันนี้ไม่ใช่วันเกิดพวกเขาหรือวันครบรอบแต่งงานเสียหน่อย

“ลูก มานั่งนี่มา” คุณพ่อโจวยิ้ม เรียกให้ลูกชายมานั่ง “ยาที่แกซื้อให้พ่อถึงรสชาติแย่แต่ได้ผลไม่เลวทีเดียว สองวันนี้พ่อนอนหลับสนิทมาก ไม่แม้แต่จะฝัน”

โจวชั่งชะงักไปนานกว่าจะนึกออกว่าสองวันก่อนเขาไปร้านยาซื้อพวกอาหารเสริมมาเอาใจพ่อ ไม่ยักรู้ว่าของพวกนั้นมีผลช่วยให้นอนหลับด้วย

“ไม่รู้ว่ายาสีดำ ๆ ที่กลิ่นคาว ๆ นั่นเรียกว่าอะไร แกไปซื้อมาอีกเยอะ ๆ หน่อย ส่งไปให้ทางปู่ย่าตายายแกบ้าง”

กลิ่นคาว? สีดำ?

ที่เขาซื้อคือพวกโสมกับเห็ดหลินจือไม่ใช่เหรอ ตอนนั้นเขายังบอกป้าแม่บ้านว่าสมุนไพรพวกนี้ดีต่อสุขภาพ ต้องต้มให้พ่อดื่มด้วย แล้วไหงโสมดี ๆ กลายเป็นสีดำไปได้ล่ะ แถมยังมีกลิ่นคาวอีกด้วย

ไม่…ไม่จริงน่า

ของที่มีกลิ่นคาวนั่นคงไม่ใช่ของคนที่ขับมอเตอร์ไซค์ชนไม่พอ ยังหลอกเอายาเก๊มาชดใช้ค่าเสียหายนั่นหรอกนะ

หรือว่านั่นไม่ใช่ยาเก๊ แต่เป็นยาจริง ๆ

โจวชั่งมองใบหน้าสดใสเต็มไปด้วยเลือดฝาดของพ่อแล้วก็ไม่กล้าพูดว่ายานั่นคือของไร้ยี่ห้อที่บังเอิญปนไปกับพวกอาหารเสริม ให้เขาไปซื้อเพิ่มก็ไม่รู้จะไปหาตัวคนขายได้ที่ไหน

โชคดีที่ยังจำชื่อยาได้อยู่

รู้สึกว่าจะชื่อ…เนื้อหรั่นอี๋?

ใช่ ชื่อนี้แหละ

 

[1] สัตว์ประหลาดประเภทปลาในเทพนิยายโบราณของจีน ตัวเป็นปลา หัวเป็นงู มีหกขา

[2] ฝูหลีพ้องกับหูหลีที่แปลว่าจิ้งจอก

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า