fbpx

[ทดลองอ่าน] อย่าเหยียดเผ่าพันธุ์กันสิ เล่ม 2 บทที่ 53

不要物种歧视
อย่าเหยียดเผ่าพันธุ์กันสิ เล่ม 2

月下蝶影
เย่ว์เซี่ยเตี๋ยอิ่ง
เขียน

นกแก้ว
แปล

— โปรย —

‘พยับเมฆบนท้องนภาหมุนแปรปรวนคล้ายจะบังเกิดอสนีบาต
ฝูหลีมองมังกรทองที่ขวางด้านหน้าตนก่อนแหงนหน้ามองฟ้า’
เขาไม่เคยคาดคิดและก็ไม่เคยคาดหวังมาก่อนว่าวันหนึ่งจะมีใครเอาชีวิตทั้งชีวิตมาปกป้องเขา
หลังจากตัดสินใจเข้าทำงานใน ‘กรมควบคุม’ ความสัมพันธ์ของฝูหลีกับจวงชิงก็รุดหน้า
ทว่าจะอย่างไรก็คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะปกป้องเขาถึงเพียงนี้
การมีใครสักคนร่วมต่อสู้ไปด้วยกันก็ดีเช่นนี้เอง
ไม่ว่าต้องเจอกับปีศาจตนใด หรือเรื่องราวในอดีตที่เลวร้ายสักแค่ไหน
ขอแค่มีใครสักคนยอมเดิน ‘จับมือ’ กันไปก็ใช้ได้แล้ว
ว่าแต่ ‘จับมือ’ เลยเหรอ ปีศาจน้อยใหญ่ในกรมควบคุมจะไม่ว่าอะไรใช่ไหม
แต่ความจริงจะว่าอะไรก็ช่างเถอะ แค่อย่าเหยียดเผ่าพันธุ์กันก็พอแล้ว

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

บทที่ 53

 

หมอกที่ลอยอ้อยอิ่งส่งผลให้บรรพตเงาหมอกราวภูเขาเซียนที่ตัดขาดจากทางโลก เป็นภาพที่งดงามจนชวนให้ผู้คนลืมความทุกข์ทั้งปวง ท่ามกลางป่าเขามีกวางเทพเจ็ดสีห้อตะบึง ไก่ฟ้าขนสีสันสดใสรำแพนปีก นกกระจอกเกาะกิ่งไม้ขับขานอย่างเบิกบาน วานรขาวเด็ดผลไม้บนคาคบ ใต้ต้นไม้ที่กำลังออกผลยังมีหมูป่านั่งย่างเนื้อปลา ส่วนบนเนินเขาอีกฝั่งก็มีแพะขาวนอนทอดอารมณ์ ห่างออกไปไม่เกินห้าก้าวก็มีเสือขาวตัวมหึมานอนหมอบ บนหัวเสือขาวยังมีเต่าเกาะอยู่ตัวหนึ่งที่นานครึ่งค่อนวันกว่าจะเหยียดขาข้างหนึ่งก่อนจะหดกลับไปอย่างรวดเร็ว

สัตว์พวกนี้ซึ่งเดิมควรเป็นปฏิปักษ์กันกลับอยู่ด้วยกันได้กลมกลืนเป็นอย่างมาก ราวกับเป็นดินแดนในอุดมคติที่พวกมันอยู่เหนือการเข่นฆ่าหรือความเป็นความตาย

จวงชิงถึงขั้นเห็นสถานที่ที่กวางเทพเจ็ดสีวิ่งผ่านมีดอกไม้แย่งกันแบ่งบานชูช่อ สัตว์ตัวน้อยมุดขึ้นมาจากดินแอบเก็บดอกไม้เล็ก ๆ เข้ารัง บรรพตเงาหมอกที่เล่าลือเป็นแบบนี้นี่เอง ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดฝูหลีถึงเติบโตมามีจิตใจงดงามจนดูไร้เดียงสาเช่นนี้

“ราชันกังเลี่ย…” ฝูหลีมองเทือกเขาที่ปรากฏแก่สายตากะทันหันราวตกอยู่ในภวังค์ เขาเดินไปด้านหน้าสองก้าว

จวงชิงที่ได้สติคว้าตัวฝูหลีไว้ พร้อมกับขังปีศาจเซิ่นซึ่งหมายอาศัยจังหวะนี้ดอดหนีไว้ในเขตอาคม

ทันใดนั้นผู้ชายในชุดแพรยาวโบราณก็เดินออกมาจากป่า ชายหนุ่มผู้นี้รูปร่างบอบบางดุจหยก ในมือประคองกระต่ายขาวตัวหนึ่ง จวงชิงรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้หน้าคุ้น ๆ ครั้นจำได้ว่าเช้านี้ฟู่ซือมาหาฝูหลี จวงชิงก็ฉุกคิดได้ว่าผู้ชายในชุดแพรผู้นี้หน้าตาคล้ายฟู่ซือมาก โดยเฉพาะท่าทางสุภาพอ่อนโยนยามยิ้มนั้นแทบจะเหมือนกับฟู่ซือไม่มีผิด

ฐานะของเขาในโลกมนุษย์คือเจ้าของบริษัทวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพฉางหลง ทำให้บางครั้งต้องไปร่วมงานการกุศลซึ่งจัดโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ จึงมีโอกาสได้เจอกับฟู่ซือบ้าง

บนโลกนี้ไม่มีใบไม้ที่เหมือนกันทุกอย่างฉันใด คนเราก็ไม่มีทางเหมือนกันได้ทุกกระเบียดนิ้วฉันนั้น การที่ฟู่ซือมีใบหน้าคล้ายกับผู้ชายในภาพมายาขนาดนี้เป็นแค่เรื่องบังเอิญจริงหรือ

เมื่อชายหนุ่มซึ่งอุ้มกระต่ายขาวปรากฏตัว สัตว์น้อยใหญ่บนภูเขาก็เข้ามารุมล้อม จากนั้นจวงชิงก็เห็นผู้ชายคนนั้นวางกระต่ายขาวลงบนมือของวานรขาว บรรดาสัตว์ทั้งหลายพากระต่ายขาวไปยังเนินแล้วห้อมล้อมเอาไว้ ผู้ชายคนนั้นมองอยู่ไกล ๆ ใบหน้าประดับรอยยิ้มอ่อนโยนและใจดี กระนั้นแววตากลับดูราวซ่อนเปลวไฟเอาไว้

หลังดูภาพมายาเหล่านี้ทั้งหมดแล้ว สายตาจวงชิงก็ไปหยุดที่กระต่ายขาวตัวนั้น เจ้ากระต่ายที่ถูกสัตว์ตัวอื่น ๆ ห้อมล้อมเดี๋ยวก็ยกขาหน้าเกาหู เดี๋ยวก็กัดกินผลไม้ที่วานรขาวส่งให้ เดี๋ยวก็กระโดดไปบนหัวเสือขาว อ้าปากคำรามเลียนแบบเสือขาว เพียงแค่ภาพมายาเหล่านั้นมีแต่ภาพ ไม่มีเสียง จวงชิงจึงไม่ได้ยินเสียงร้องของกระต่ายขาว

แต่ต่อให้ไม่ได้ยินจวงชิงก็ดูออกว่ากระต่ายขาวตัวนั้นได้รับความรักใคร่เอ็นดูจากเหล่าสัตว์ทั้งหลาย จนพานนึกถึงบรรดาผู้ปกครองที่รักและตามใจบุตรหลานในโลกมนุษย์พวกนั้น แต่ละคนเลี้ยงลูกเหมือนเป็นฮ่องเต้น้อย องค์หญิงน้อย สุดท้ายก็ให้ท้ายจนไม่เกรงฟ้ากลัวดิน

“หมูป่าที่มีเขี้ยวสองซี่คือราชันกังเลี่ย สิ่งที่ชอบทำที่สุดคือชวนทุกคนกินข้าว ดอกไม้บานก็ชวนกินข้าว ฤดูเก็บเกี่ยวช่วงใบไม้ร่วงก็ชวนกินข้าว ส่วนเรื่องที่ชอบทำที่สุดทุกวันคือคอยจ้องให้ผมกินนั่นกินนี่ ผู้เฒ่าวานรขาวก็ชอบบ่นเป็นที่สุด พี่สาวไก่ฟ้าอารมณ์ร้อนที่สุด เจ้านกกระจอกอย่างไรก็เปลี่ยนร่างไม่ได้สักที ผู้เฒ่าแพะขาวไม่มีอะไรทำก็นอน ผู้เฒ่าเสือขาวน่าเกรงขามที่สุด หลายครั้งที่ปีศาจจากภูเขาอื่นมาแย่งอาณาเขตเขาก็เป็นคนขับไล่ ยังมีกวางเจ็ดสี…” ฝูหลีเล่าเกี่ยวกับปีศาจทั้งหลายและต้นไม้ต่าง ๆ บนภูเขา เล่าอดีตที่ได้รับความรักใคร่เอ็นดูจากกลุ่มปีศาจให้จวงชิงฟัง ราวกับทำเช่นนี้แล้วจะสามารถย้อนไปยังช่วงเวลาเมื่อสองพันปีก่อนและได้พบเจอกับปีศาจเหล่านั้นอีกครั้ง

“คนคนนั้นล่ะ” จวงชิงรอจนฝูหลีแนะนำปีศาจบนภูเขาหมดก็ชี้ไปที่มนุษย์ซึ่งยืนอยู่กับที่ไม่ขยับ “เขาก็เป็นปีศาจในภูเขาด้วยหรือเปล่า”

ฝูหลีส่ายหัว “นั่นเป็นมนุษย์ที่ผมเลี้ยงไว้ ที่แท้เขา…หน้าตาเป็นแบบนี้เองหรือ”

คิ้วเฉียงตรงดุจดาบ ดวงตาสุกสกาวดั่งดวงดารา บุคลิกงามสง่า เป็นมนุษย์ที่โดดเด่นเหนือผู้อื่นอย่างมากทีเดียว

แต่แค่เพราะเวลาล่วงผ่านนานเกินไป ทำให้เขาลืมหน้าตาของคนผู้นี้หมดสิ้น

ทว่า…

จู่ ๆ ฝูหลีก็เหยียบลงบนหัวของปีศาจเซิ่นหนักๆจนมันจมลงน้ำพ่นฟองบุ๋ง ๆ สักพัก ก่อนจะถูกฝูหลีหิ้วปีกขึ้นจากน้ำ

“ภาพมายาที่เจ้าสร้างงดงามและสมจริงมากก็จริง แต่ข้าไม่เคยปีนขึ้นหัวผู้เฒ่าเสือขาวต่อหน้าปีศาจตนอื่น ๆ เขากับผู้เฒ่าวานรขาวเป็นอาจารย์ผู้มีพระคุณต่อข้า การเคารพครูบาอาจารย์เป็นสิ่งที่ข้าจำได้ขึ้นใจกว่าใครทั้งนั้น! ใช้ภาพมายาไม่ได้เรื่องพรรค์นี้หวังล่อข้าให้ติดกับ นึกว่าข้าเป็นนกทะเลพวกนั้นหรืออย่างไร” ฝูหลีกระทืบปีศาจเซิ่นจมทะเลอีกครั้ง

หลังจากทรมาทรกรรมอีกฝ่ายไปมาหลายรอบ ปีศาจเซิ่นก็น่วมจนถึงกับพูดไม่ออก

“ทะ…ท่านจ้าวมังกร ช่วย…”

ฝูหลีตบปีศาจเซิ่นหน้าหันจนเกิดเป็นคลื่นน้ำหลายวง ทว่ายังไม่ทันที่มันจะหนีก็ถูกฝูหลีคว้าหางกระชากกลับมาอีกครั้ง ปีศาจเซิ่นอ้าปาก ฟันหลายซี่ร่วงกราว

“วันนี้เจ้าเรียกใครก็เปล่าประโยชน์” ฝูหลีควบคุมจุดตายของปีศาจเซิ่นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ รอบกายเต็มไปด้วยไอสังหาร “ข้าไม่สนว่าใครบงการให้เจ้าเอาคนรู้จักในอดีตเมื่อสองพันปีก่อนมาเล่นงานข้า แต่เรื่องบรรพตเงาหมอกคือฟางเส้นสุดท้ายของปีศาจอย่างข้า!”

เขากางกรงเล็บซึ่งมีเล็บแหลมคมยาวยืดออกมา จิตสังหารรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างสุดจะกลั้น

พยับเมฆบนฟ้าหมุนปั่นป่วน ก่อนที่จะเกิดเสียงฟ้าผ่าดังเปรี้ยงปร้าง

“ฝูหลี” จวงชิงเงยหน้ามองฟ้าแล้วดึงแขนฝูหลี

ปีศาจเซิ่นที่นึกว่าตัวเองต้องตายแน่แล้วพลันใจชื้น ต่อให้เป็นมังกรทรยศ แต่อย่างไรก็เป็นปีศาจเผ่าวารีเหมือนกัน ย่อมต้องละเว้นชีวิตเขาเพราะเห็นแก่ความเป็นสัตว์น้ำด้วยกันอยู่แล้ว

“ถ้าคุณฆ่าเขาแล้วจะสืบสาวหาผู้บงการเบื้องหลังได้ยังไง”

เซิ่น เจ้ามังกรตนนี้คือความอัปยศของเผ่าวารี!

จวงชิงกำข้อมือฝูหลีพลางมองปีศาจเซิ่นที่ถูกอีกฝ่ายบีบในมือ “ไว้ชีวิตเขาก่อนแล้วกัน”

ฝูหลีมองข้อมือที่ถูกจวงชิงเกาะกุม สูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนหันไปเหลือบมองภาพมายาของบรรพตเงาหมอกบนผืนน้ำ และยื่นมือสั่นเทาล้วงเอาพัดสีชาดในถุงเฉียนคุนออกมาพัดแรง ๆ

ภาพมายาของสัตว์ทั้งหลายที่ชุมนุมกันอย่างรื่นเริงค่อย ๆ เลือนรางราวกับสามารถระเหยหายไปได้ทุกเวลา

ฝูหลีหลับตาลง สะบัดพัดแรง ๆ อีกครั้ง พัดพาให้ภาพมายาบนผืนน้ำหายไป กลับคืนมาเป็นท้องทะเลอย่างที่ควรจะเป็น

จวงชิงอยากจะพูดปลอบใจฝูหลีสักหน่อย แต่พอเห็นใบหน้าสงบนิ่งหลังลืมตาของอีกฝ่ายก็พลันพูดอะไรไม่ออก เขาหันไปมองปีศาจเซิ่น “ใครเป็นคนบงการเจ้า”

ปีศาจเซิ่นส่ายหัวรัว ๆ ไม่กล้าพูด

“ช่างเถอะ มันไม่บอกหรอก ให้ผมฆ่ามันให้ตายดีกว่า” ฝูหลีเพิ่มแรงมือที่บีบปีศาจเซิ่นอยู่

ปีศาจเซิ่นปัดป่ายหางสีดิน พยายามจะดิ้นหนีออกจากมืออีกฝ่าย แต่ก็พบว่ามันเหมือนเป็นแค่ไส้เดือนตัวหนึ่งในกำมือฝูหลี หนีอย่างไรก็หนีไม่รอด

“ใต้เท้า มีอะไรค่อย ๆ พูดค่อย ๆ จาดีกว่าขอรับ” ปีศาจเซิ่นพูดสำเนียงจีนกลางเพี้ยน ๆ ใบหน้าที่คล้ายคลึงกับมังกรเริ่มออกแววประจบประแจงอย่างเห็นได้ชัด “ไม่ใช่ว่าผู้น้อยไม่อยากบอก เพียงแต่กลัวว่าบอกออกไปแล้วชีวิตปีศาจน้อยอย่างข้าจะหาไม่น่ะสิขอรับ” มันพูดพร้อมกับลอบส่งสายตาให้จวงชิง หวังว่าจวงชิงจะเข้าใจความนัยที่มันสื่อ

เสียแต่มันกลอกตาจนลูกตาแทบจะหลุดอยู่รอมร่อ จวงชิงจึงยังคงมีสีหน้าเย็นชาเช่นเดิม ไร้ซึ่งการตอบสนอง

พอเห็นท่าทางเช่นนี้แล้วปีศาจเซิ่นก็ยอมแพ้อย่างหมดท่า หางที่ดีดดิ้นไม่หยุดตกลง พูดอ้อม ๆ แอ้มๆ ว่า “ไม่กี่วันก่อนท่านจ้าวมังกรชิงเหยี่ยนแห่งเผ่ามังกรเขียวมาเล่าว่าติดหนี้บุญคุณมนุษย์ผู้หนึ่ง ท่านชิงเหยี่ยนบอกว่าอยากจะตอบแทนบุญคุณมนุษย์คนนั้น เลยให้ข้าช่วยเขาหาคนรักในอดีตชาติ”

จวงชิงหรี่ตาลง “พูดเข้าประเด็น!”

“ท่านจ้าวมังกรเอ่ยปากทั้งที ข้าจะไม่ช่วยได้อย่างไร ดังนั้นข้าจึงช่วยมนุษย์ผู้นั้นสร้างความทรงจำบางช่วงตามคำบอกเล่าของท่านจ้าวมังกร หวังให้เขาตามหาคนรักในอดีตชาติเจอ” ปีศาจเซิ่นกลืนน้ำลาย เห็นสีหน้าฝูหลีไม่ค่อยดีก็เปลี่ยนคำ “ที่จริงข้าก็ไม่ได้สนับสนุนความรักระหว่างมนุษย์กับปีศาจนักหรอก แต่ท่านจ้าวมังกรขอมา ข้าเองก็ไม่กล้าปฏิเสธ ท่านเห็นด้วยไหมล่ะ”

“เผ่ามังกรเขียวอีกแล้ว?” ฝูหลีหน้าตึง “ข้าว่าแล้วว่าเผ่ามังกรมันไม่มีดีสักตน”

ปีศาจเซิ่นเหล่มองจวงชิงเงียบ ๆ ไม่พูดอะไร

ความจริงมันเองก็คิดแบบนี้เหมือนกัน

หลังโยนปีศาจเซิ่นทิ้งเสร็จ ฝูหลีก็มุดดำลงใต้ทะเล

จวงชิงมองฟ้าที่มืดครึ้มด้วยพยับเมฆก็อดกังวลใจไม่ได้ เปลี่ยนร่างเป็นมังกรตามอีกฝ่ายไป

ปีศาจเซิ่นที่รอดชีวิตมาได้ก็รีบตีหางว่ายน้ำหนีสุดชีวิต มันอยากออกห่างจากวังมังกรเขียวไกล ๆ หน่อย

“มังกรกับมังกรตีกันเองถึงจะน่าสนุก” หลังจากว่ายห่างมาได้ไกลระยะหนึ่งแล้ว ปีศาจเซิ่นก็สร้างภาพลวงตาล่อนกทะเลบนผิวน้ำ

โดนซ้อมจนขวัญหนีดีฝ่อ บาดแผลเต็มตัว ทั้งเหนื่อยทั้งหิว มันน่าจะเป็นปีศาจเซิ่นที่รันทดที่สุดบนโลกนี้แล้ว

“โอ๊ย เกล็ดบนคอข้าร่วงหมด” ปีศาจเซิ่นตีน้ำ อ้าปากกินนกทะเลที่ตกบ่วงภาพมายาแล้วนอนคว่ำลอยเอื่อยในทะเล “หมากัดกันขนเต็มปาก[1]นี่มันน่าสนุกจริง ๆ แฮะ”

ทันใดนั้นนกประหลาดขนาดมหึมาก็บินโฉบเข้ามาโบกปีกข้างหนึ่งพัดมันลอยไปไกล มันมองท้องฟ้ามืดครึ้มพลางคิดอย่างใจลอย ข้าบินขึ้นมาได้อย่างไรน่ะ

ตู้ม!

ปีศาจเซิ่นหล่นตูมลงทะเล มันเบิกตามองนกยักษ์ที่คว้าตัวมันขึ้นมาจากน้ำ

หรือว่าเป็นเพราะมันกินนกทะเลเยอะเกินไป ปีศาจเผ่านกเลยมาแก้แค้นมัน

หลังโดนปีกโบกใส่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายรอบเข้า ปีศาจเซิ่นก็นอนแช่อยู่ในน้ำอย่างหมดอาลัยตายอยาก เอาจะงอยจิกมันให้ตายเลยเถอะ ความตายก็แค่หัวหลุดจากบ่า เหตุใดต้องทรมานกันขนาดนี้ด้วย โอ๊ย ๆๆ อย่าดึงหางข้า มันจะหลุดแล้ว

สุดท้ายมันก็หงายท้องลอยเท้งเต้งกลางทะเล คิดอย่างเหม่อลอย นี่คือแสงสุดท้ายก่อนตายหรือเปล่า ทำไมถึงเห็นนกฟลามิงโกกลางทะเลได้

ป้าบ!

นกฟลามิงโกเหยียบเข้าที่ท้องมันจนจมลึกสู่ก้นทะเล

มันมองผ่านชั้นน้ำเห็นนกฟลามิงโกกางปีกบินไปเรื่อย ๆ ก่อนเปลี่ยนร่างเป็นไก่ฟ้าแล้วลับหายไปบนผิวน้ำ

ในเผ่าวารี เนื่องจากมันเป็นเซิ่นที่คล้ายมังกร สุดท้ายเลยโดนเผ่ามังกรรังแก ครั้นอยู่นอกทะเลเปลี่ยนร่างเป็นไก่ฟ้าได้ สุดท้ายก็ดันโดนไก่ฟ้ารังแก นี่มันสังคมอะไรกันเนี่ย เกิดเป็นเซิ่นแล้วต้องถูกรังแก ไม่มีเกียรติไม่มีศักดิ์ศรีกับเขาบ้างหรืออย่างไร

ช่างเถอะ โชคดีที่รักษาชีวิตไว้ได้ จะเกียรติศักดิ์ศรีอะไรก็ไม่สำคัญแล้ว

ปีศาจเซิ่นกวัดแกว่งหางหัก ๆ แฝงตัวเข้าสู่หมอกหนาบนผิวทะเล

 

ฝูหลีหยุดอยู่หน้าเขตอาคมของเผ่ามังกรเขียว ก่อนจะหยิบพัดสีชาดขึ้นมาโบก ส่งผลให้เขตอาคมเกิดรอยปริแตกขนาดใหญ่ เหล่าทหารกุ้งทหารปูที่กำลังลาดตระเวนเห็นคนนอกบุกรุก พอคิดจะส่งสัญญาณเตือนภัยก็ถูกฝูหลีใช้พัดปัดไล่ เขาเดินดุ่ม ๆ จนกระทั่งถึงประตูหน้าวังผลึกแก้ว จากนั้นยกเท้าถีบประตู

ประตูวังส่งเสียงดังสนั่นพังล้มลงทันที บรรดาปีศาจสาวที่เล่นอยู่ด้านในพากันกรีดร้อง ต่างคืนร่างเดิมไปหลบตามเสาหรือหลังหินปะการัง และยื่นหัวมาแอบมองฝูหลี

“มันผู้ใดบุกรุกวังมังกรเขียวของข้า” ชิงหยวนมือกำอาวุธพุ่งออกมา แต่พอเห็นฝูหลีเท่านั้นฝีเท้าก็หยุดชะงัก “เป็นเจ้า?”

ฝูหลีเหล่ตามองพิจารณาชิงหยวน “พวกขี้แพ้หลบไป”

ชิงหยวนโมโหจนสองมือสั่นระริก “ฝูหลี เจ้าอย่ารังแกผู้อื่นให้มากนักนะ”

“หึ” ฝูหลีโบกพัดฟาดชิงหยวนกระเด็นไปกระแทกหินปะการังจนเขากระอักเลือดเสียออกมาคำใหญ่ ฝูหลีเอียงคอมองฝ่ายตรงข้าม ดวงตาเต็มไปด้วยจิตสังหาร “ข้าทนพวกเจ้ามาสองพันปี แต่พวกเจ้ากลับอยากจะฟื้นฝอยหาตะเข็บ ร่วมร้อยชีวิตบนบรรพตเงาหมอก พวกเจ้ามังกรเขียวอาจลืมได้ แต่ข้านั้นไม่ลืม”

ชิงหยวนกุมอกกระอักเลือดคำใหญ่ติด ๆ กัน

บรรพตเงาหมอก? ร่วมร้อยชีวิต?

เจ้าฝูหลีนี่มันบ้าอะไรของมันกันแน่

“ผู้อาวุโสชิงหยวน ท่านไม่เป็นอะไรนะขอรับ” ปีศาจแมงกะพรุนตนหนึ่งเปลี่ยนร่างเป็นคนเข้ามาพยุงชิงหยวน “ปีศาจตนนี้คิดจะทำอะไรกันแน่” มันเคยเห็นปีศาจตนนี้ตอนคุนเผิงบุกวังมังกรคราวที่แล้ว ดูเหมือนจะเป็นเจ้าหน้าที่กรมควบคุมดูแลผู้ฝึกตน

ช่วงนี้เผ่ามังกรเขียวไม่ได้ออกจากทะเลด้วยซ้ำ เหตุใดกรมควบคุมถึงยังมาหาเรื่องพวกตนอีก

ทว่าฝูหลีไม่สนว่าใครจะมองตนอย่างไร โชคดีที่เขายังพอมีสติสัมปชัญญะอยู่บ้าง ไม่ได้ลงมือสังหารหมู่ องครักษ์ที่เจอตลอดทางถูกเขาเอาพัดปัดไล่ไปข้าง ๆ เท่านั้น เพราะเป้าหมายของเขาคือตำหนักหลักของวังมังกร

เมื่อมีมังกรเข้ามาขวาง ฝูหลีไม่พูดไม่จาก็ใช้พัดปัดออกทันที ไม่นานกระเบื้องเคลือบตามชายคาวังมังกรก็ถูกพัดปลิวเหี้ยนเหลือแต่ชายคาโล้น ๆ เครื่องหยกของมีค่าในห้องก็ล้วนไม่พบจุดจบที่ดี ไม่ถูกพัดปลิวว่อนก็แตกแหลกละเอียดไม่เหลือชิ้นดีสักชิ้น

ตอนที่ประมุขเผ่ามังกรเขียวพาองครักษ์ออกมา ฝูหลีกำลังดึงเขามังกรตนหนึ่งอยู่พอดี พอเห็นประมุขเผ่ามังกรออกมาฝูหลีก็ปล่อยมือ มังกรตนนั้นจึงรีบหนีไปหลบหลังท่านประมุข

“แขกทรงเกียรติมาเยี่ยมเยียนถึงบ้าน เดิมเป็นเกียรติของเผ่าเรา เพียงแต่สหายธรรมมาอย่างเอิกเกริกเช่นนี้เกรงว่าจะไม่ค่อยสุภาพนัก” ประมุขเผ่ากำไม้เท้าแน่น “ไม่ทราบเหตุใดแขกผู้ทรงเกียรติจึงขาดมารยาทเช่นนี้”

“แล้วที่เผ่าของท่านใช้ปีศาจเซิ่นเล่นงานข้าเรียกว่ามีมารยาทหรือ” ฝูหลีเอาพัดสีชาดชี้หน้าเหล่ามังกรตรงหน้า “ปีนั้นเผ่ามังกรเขียวของพวกเจ้าอาละวาดในแม่น้ำเว่ยจนหลายชีวิตจมน้ำตายนับไม่ถ้วน ทั่วโลกมนุษย์ระงมด้วยเสียงร่ำไห้น่าเวทนาของมารดาที่สูญเสียบุตร สามีที่สูญเสียภรรยา พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือ”

สีหน้าประมุขเผ่าผันเปลี่ยน เรื่องราวเมื่อสองพันปีก่อนเป็นฝันร้ายของเผ่ามังกรเขียว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเผ่ามังกรเขียวก็ไม่กล้าทำตามอำเภอใจเช่นนั้นข้างนอกอีก บวกกับสถานะของเผ่ามังกรเขียวในหมู่ปีศาจสูงขึ้นเรื่อย ๆ จึงแทบไม่มีใครกล้ายกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดต่อหน้าพวกเขา แล้วเจ้าปีศาจนี่เป็นใครกันถึงมารื้อฟื้นอดีตนี่

“ปีศาจเกือบร้อยชีวิตบนบรรพตเงาหมอกของข้าสิ้นชีพด้วยน้ำมือมังกรเขียว มาวันนี้พวกเจ้าเผ่ามังกรเขียวยังมีหน้าใช้เรื่องบรรพตเงาหมอกมาเล่นงานข้า” ฝูหลีกำพัดสีชาดแน่น “วันนี้ต่อให้สวรรค์ไม่อนุญาต ข้าก็จะขอสู้กับพวกเจ้ามังกรเขียวให้รู้ดำรู้แดง”

สิ้นคำ พัดสีชาดในมือฝูหลีก็มีสีเข้มขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นดั่งเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ ทำให้ไม่มีมังกรตนไหนกล้าเข้าใกล้

“จูเชว่กำเนิดจากไฟ…” มือประมุขเผ่ามังกรเขียวสั่นเทา พูดเสียงเบากับคนในเผ่าว่า “ใครก็แตะต้องพัดนั่นไม่ได้ เปลวไฟบนนั้นคือดาวข่มของเผ่ามังกรเขียวเรา”

เขามองทางฝูหลีหมายจะสะสางความแค้นเรื่องนี้ “เรื่องเมื่อสองพันปีก่อนเป็นความผิดของเผ่ามังกรเขียวเราจริง แต่หลังจากเกิดเรื่องนั้นเผ่าของเราก็จ่ายค่าบทเรียนราคาแพงได้รับการสั่งสอนแล้วเช่นกัน ขอสหายธรรมได้โปรดเมตตาอภัยเราสักครั้ง”

“ในเมื่อได้รับการสั่งสอนแล้ว เหตุใดยังสมคบคิดกับปีศาจเซิ่นอีก” ฝูหลีหัวเราะเสียงเย็น “ข้ารู้ว่ามังกรอย่างพวกเจ้ามันโอหังแต่กำเนิด แต่หาใช่ว่าทุกอย่างบนโลกนี้จะเป็นไปตามแผนของพวกเจ้า”

“เรื่องนี้ข้าเป็นผู้กระทำเอง ไม่เกี่ยวกับมังกรตนอื่น” ชิงเหยี่ยนที่แผลเก่ายังไม่ทันหายดีเดินออกมาจากด้านหลัง ก่อนจะยืนขวางหน้าเหล่ามังกรเขียว “ข้าแค่ช่วยสหายธรรมหาคนในบุพเพเมื่ออดีตชาติเท่านั้น เหตุใดท่านต้องเดือดดาลเช่นนี้”

ฝูหลีเห็นท่าทีไม่ยี่หระของชิงเหยี่ยนแล้วก็นึกถึงปีศาจทั้งหมดบนบรรพตเงาหมอก ดวงตาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีทอง “ปีนั้นหากไม่เพราะข้าอ่อนแอกลัวตาย ปีศาจบนบรรพตเงาหมอกก็คงไม่ตาย แล้วยังให้พวกเจ้ามังกรเขียวหยิบยกเอามาพูดถึงในอีกสองพันปีให้หลังแบบนี้”

อะไรคือสวรรค์ อะไรคือเมตตาธรรม อะไรคือระเบียบของโลกและสวรรค์ สิ่งเหล่านั้นเกี่ยวข้องอันใดกับเขา

หน้าผากฝูหลีปรากฏลวดลายสัตว์อสูร มือกำพัดพุ่งเข้าโจมตีชิงเหยี่ยน ประมุขเผ่ามังกรเขียวเห็นท่าไม่ดีก็คืนร่างมังกรเข้าไปช่วยเหลือชิงเหยี่ยน

ตั้งแต่กระชากเปิดเส้นทางระหว่างโลกมนุษย์สู่ยมโลก ทำลายภาพมายาที่ปีศาจเซิ่นสร้าง รวมถึงจากหน้าประตูวังมังกรมาถึงตรงนี้ ฝูหลีใช้พลังวิญญาณไปไม่น้อยแล้ว ทว่ายามนี้เขากลับต่อสู้กับมังกรเขียวสองตนราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยหรือเจ็บปวดอย่างไรอย่างนั้น

“ฝูหลี!” จวงชิงเห็นมังกรเขียวกัดเข้าที่ไหล่ฝูหลีก็รีบวิ่งเข้าไปหา พร้อมคืนร่างมังกรพุ่งชนมังกรเขียวกระเด็น

กระนั้นฝูหลีไม่สนใจบาดแผลบนไหล่ใด ๆ ทั้งสิ้น เขาโบกพัดที่เปลวเพลิงลุกโหมกระหน่ำใส่หัวมังกรเขียวทันที

จวงชิงเห็นสภาพฝูหลีไม่ค่อยปกติคล้ายธาตุไฟเข้าแทรกก็ผวาในใจ พยายามยับยั้งการกระทำของฝูหลี แต่กลับโดนอีกฝ่ายกุมเขามังกรไว้

“อย่ามาห้ามข้า” นัยน์ตาสีทองของฝูหลีไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก ลวดลายอสูรสีทองหม่นแผ่กระจายไปทั่วใบหน้า

จวงชิงตะลึงงัน ที่ผ่านมาต่อให้ฝูหลีไม่พอใจก็แค่บ่นประโยคสองประโยค ในหัวมีแต่เรื่องสอบเข้ามหาวิทยาลัยเข้ารับราชการ นิสัยอ่อนโยนและว่าง่าย ทว่าฝูหลีที่มีนัยน์ตาสีทองตรงหน้านี้ไม่เพียงไอปีศาจเข้มข้น ทั่วร่างยังแผ่รังสีดุร้าย ลักษณะท่าทางเหมือนจูเยี่ยนกับอวี๋เจียงไม่มีผิด

เย็นชา ไม่เห็นค่าชีวิต ถึงขนาด…จิตสังหารพวยพุ่ง

เปรี้ยง!

บนฟ้าพลันเกิดเสียงฟ้าผ่าดังสนั่นทะลุมหาสมุทรมาถึงวังมังกร จวงชิงพลันนึกถึงสภาพน่าอนาถของอวี๋เจียงจึงคิดจะเข้าไปห้ามปรามอีกฝ่าย แต่พอเห็นมังกรอีกสองตนลอบโจมตีฝูหลีก็ตวัดหางไล่พวกมัน

“จวงชิง!” ชิงหยวนกุมอกเดินเข้ามาจากวงนอก “ปีศาจที่หมายทำลายเผ่ามังกรของเรา เจ้ากลับช่วยเหลือมัน หรือว่าเจ้าก็สมรู้ร่วมคิดด้วย”

จวงชิงตั้งท่าระวังมังกรเขียวที่รายล้อมสี่ทิศ “เผ่ามังกรเขียวละเมิดกฎของกรมควบคุม ผมกับเพื่อนร่วมงานมาสืบคดี มีการกระทบกระทั่งกันบ้างก็เป็นเรื่องปกติ”

“โฮก!”

ทันใดนั้นฝูหลีที่กำลังต่อสู้กับประมุขเผ่ามังกรเขียวและชิงเหยี่ยนอย่างดุเดือดก็คืนกลับร่างเดิม อ้าปากคำราม แล้วกัดลงบนส่วนหลังของชิงเหยี่ยน

เลือดมังกรเข้มข้นที่ไหลเข้าปากลงสู่ลำคอนั้นช่างหอมหวาน กระตุ้นความกระหายในใจฝูหลีให้กลืนเลือดสด ๆ ในปากลงไป ฝูหลีกัดกินอีกหลายคำจนเลือดแดงฉานชโลมทั่วขนสีขาว

“ขะ…เขากินเนื้อผู้อาวุโสชิงเหยี่ยนลงไปแล้ว” ปีศาจแมงกะพรุนตกใจ พูดตะกุกตะกัก “กะ…กระต่าย…กินมังกร”

“โฮก!” ดวงตาของฝูหลีซึ่งร่างอาบย้อมด้วยเลือดมังกรแปรเปลี่ยนเป็นสีทองปนแดง พอได้ยินเสียงกรีดร้องของปีศาจแมงกะพรุนก็สะบัดหน้าไปคำรามใส่ เลือดมังกรตรงปากหยดติ๋ง ๆ

แมงกะพรุนตกใจกลัวตัวสั่นล้มก้นจ้ำเบ้า สองมือยันพื้นถีบขากระถดตัวถอยหลังกรูด ทั้ง ๆ ที่เป็นแค่ปีศาจกระต่ายตัวเล็ก ๆ ทำไมถึงน่ากลัวได้ขนาดนี้ เหมือนกับ…เหมือนกับสามารถกลืนกินมันลงท้องได้ทุกเวลา

เปรี้ยง! เปรี้ยง!

เสียงอสนีบาตลั่นบนฟ้าอีกสองครั้ง

ฝูหลีเลิกสนใจปีศาจแมงกะพรุน ก้มหน้ากัดเนื้อส่วนหางของชิงเหยี่ยนต่อ ชิงเหยี่ยนร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด อย่างไรก็ตาม ฝูหลีราวกับไม่ได้ยินเสียงใด ๆ ทำเพียงอ้าปากกว้างฉีกกัดเนื้อเสมือนเครื่องจักร ไม่นานนักหางของชิงเหยี่ยนก็เกิดรูขนาดใหญ่เลือดไหลโกรก

หลังจากกินเนื้อมังกรเข้าไปคำแรก ฝูหลีรู้สึกว่าทั้งร่างเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง ในส่วนลึกของจิตใจมีเสียงบอกเขาให้กินมังกรตนนี้เสีย ต้องกินมังกรตนนี้ให้เกลี้ยง

เดิมตนก็เกิดมาเพื่อกินมังกรอยู่แล้ว

เกิดมาเพื่อ…กินมังกร?

“ราชันกังเลี่ย เนื้อมังกรกินได้ไหมขอรับ”

“มังกรเป็นสัตว์ไร้ขนตัวลื่น ๆ เหมือนเฝยเว่ยที่เจ้ากลัวนั่นแหละ ไม่น่าจะอร่อยหรอก พวกนั้นแช่อยู่ในน้ำทั้งวัน ดีไม่ดีเนื้อคงคาวน่าดู”

ราชันกังเลี่ยโกหก เนื้อมังกรออกจะอร่อยขนาดนี้ ทั้งหอมทั้งนุ่ม รสชาติดี แถมยังช่วยเพิ่มพลังวิญญาณ

“ถึงแม้พวกเราจะเกิดเป็นปีศาจก็ไม่อาจทำร้ายสิ่งมีชีวิตตามอำเภอใจได้ และไม่ควรกินปีศาจที่เกิดสติปัญญาแล้ว เพราะถ้าหากเริ่มกินแล้วก็ต้องกินต่อไปไม่มีวันสิ้นสุด”

“อย่างนั้นถ้าข้าเผลอกินไปแล้วจะทำอย่างไรดีขอรับ”

ปากที่กำลังฉีกกินเนื้อมังกรหยุดชะงัก นัยน์ตาวูบไหวเป็นสีแดงสลับทอง อุ้งเท้าหน้าที่กดอยู่บนตัวมังกรสั่นเทาไม่หยุด

“ฝูหลีน้อย ปีศาจทั้งหมดบนบรรพตเงาหมอกล้วนไม่กินสิ่งใดส่งเดช”

“ถ้าข้ากินไปแล้วเล่าขอรับ”

“ถ้ากินไปแล้ว… ถ้ากินไปแล้วก็จงอยู่ห่างพวกเราให้ไกล ๆ อย่าได้กลับมายังบรรพตเงาหมอกอีก อย่าได้ให้พวกเรารู้”

บรรพตเงาหมอกไม่มีให้กลับนานแล้ว

สีทองในดวงตาของฝูหลีหม่นจางลงและแทนที่ด้วยสีแดงทั้งสองข้าง

เผ่ามังกรที่ก่อกรรมทำชั่วเช่นนี้จะยังเก็บไว้ทำไม กินพวกมัน กินพวกมันให้หมด!

ชิงเหยี่ยนโหยหวนอย่างเจ็บปวด กระนั้นก็ไม่มีมังกรตนไหนเข้าใกล้ฝูหลีได้เพราะร่างปีศาจกระต่ายเปล่งรัศมีสีแดงซึ่งทำให้มังกรที่เข้าใกล้รู้สึกราวถูกพระเพลิงเผาไหม้ ถูกฉีกกระชากวิญญาณ

เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!

อสนีบาตเก้าสายดังติดต่อกันบนฟ้าจนแสงลอดมาถึงวังมังกร

“ฝูหลี!” จวงชิงเปลี่ยนร่างเป็นมนุษย์ พยายามเข้าใกล้รัศมีสีแดงทีละนิด ทั่วร่างสะท้อนแสงสีแดง ผิวร้อนลวกราวกับตัวเองเป็นมนุษย์ไฟ

เปรี้ยง!

วชิรเทพสีม่วงสายหนึ่งผ่าทะลุชั้นเมฆและมหาสมุทรใส่วังมังกรเขียวจนท้องทะเลสว่างจ้าดุจกลางวัน

จวงชิงพยายามเอื้อมมือ ในที่สุดก็คว้าหูกระต่ายสีแดงเลือดคู่นั้นได้ “คุณไม่อยากสอบรับราชการแล้วหรือไง”

จวงชิงตีหัวเจ้ากระต่าย ส่วนกระต่ายที่ถูกตีก็เตะเท้าดิ้น

ฟ้าแลบแปลบปลาบก่อนที่สายฟ้าจะฟาดลงมา สะท้อนแสงพราวในนัยน์ตาสีทองทั้งสองข้างของเจ้ากระต่าย

 

[1] หมายถึง ต่างฝ่ายต่างก็บอบช้ำ

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า