fbpx

[ทดลองอ่าน] คู่มือการเอาตัวรอดของนักกิน เล่ม 2 ตอนที่ 43

《古代吃货生存指南》
คู่มือการเอาตัวรอดของนักกิน

 

เข่อเล่อเจียงทัง เขียน
เสี่ยวหวา แปล

 

— โปรย —

 เจียงซูเหย่าผู้เป็นดั่งถุงฟางข้าวใบหนึ่ง
กลับกลายเป็นผู้ที่ชื่นชอบการทำอาหารแปลกๆ หลากหลายรายการ
ด้วยเหตุนี้เซี่ยสวินสามีแต่เพียงในนามจึงชื่นชอบ
และหวงแหนนางยิ่งยวด

ขอเพียงได้กินอาหารฝีมือภริยา เท่านี้เขาก็พึ่งใจแล้วจริงๆ
ส่วนสหายร่วมงานผู้ตะกละตะกลามเหล่านั้นน่ะหรือ…
อย่าหวังว่าจะได้มากินอาหารฝีมือภริยาที่เรือนของเขาอีก

แค่เขาแบ่งปันให้บ้างเป็นครั้งคราว
เท่านี้ก็นับว่าเขาใจกว้างอักโขแล้ว!

 

_______________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

43

 

นอกจากเหล่าเพื่อนร่วมงานในตำหนักตงกงเหล่านี้ที่จงใจปลอมตัวแล้ว เซี่ยสวินกับเจียงซูเหย่าก็ปลอมตัวเช่นกัน ถึงอย่างไรมันไม่เหมาะสมที่จะสวมใส่ผ้าไหมผ้าแพรไปยังท่าเรือ

เจียงซูเหย่าได้สั่งให้ป๋ายจื่อเป็นพิเศษว่าให้ไปหาผ้าป่านมาตัดชุดสีทึมๆ แล้วใช้ผ้ามาโพกศีรษะ โดยไม่ได้ประทินโฉม และไม่ได้ประดับอะไรเพิ่ม ดูไปแล้วเหมือนกับภรรยาของครอบครัวชาวนาก็ไม่ปาน

เซี่ยสวินสวมเสื้อผ้าเรียบง่ายเช่นกัน ทั้งสองเดินเคียงข้างกัน เมื่อเหลือบมองแวบเดียว ดูเหมือนบัณฑิตหน้าตาหล่อเหลามากที่สุดในหมู่บ้านที่ได้แต่งงานกับบุตรสาวของหัวหน้าหมู่บ้านที่ถูกตามใจจนเหลิง

อากาศร้อนเกินไป แสงอาทิตย์ได้แผดเผาร่างกาย พวกบุรุษที่ทำงานหยาบกระด้างที่ท่าเรือไม่ได้มีความพิถีพิถันใดๆ ได้เดินไปตามถนนโดยการเปลือยกายท่อนบน

ก่อนที่จะมา เซี่ยสวินไม่ได้คาดการณ์ในจุดนี้ จนกระทั่งเห็นบุรุษกลุ่มหนึ่งที่มีเหงื่อเต็มตัวได้เปลือยกายท่อนบนเพิ่งจะเลิกงานได้เดินผ่านหน้าไป ถึงค่อยรู้สึกตื่นตัว

ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อใจภรรยาของตัวเอง แต่ข่าวลือก่อนหน้านี้ของเจียงซูเหย่าไม่ใช่สิ่งที่จะปลอมแปลงได้ นางไม่สามารถควบคุมตัวเองได้มากนักเมื่ออยู่ต่อหน้าบุรุษเพศ

เซี่ยสวินเพื่อไม่ให้ดูน่าสงสัยมากเกินไป จึงได้หรี่ตาลง แล้วใช้หางตามองเจียงซูเหย่าอย่างเงียบๆ

ไม่มองยังดี แต่เมื่อมองแล้วก็รู้สึกไม่พอใจ …สายตาของเจียงซูเหย่ากำลังจ้องมองร่างของพวกเขาอยู่พอดี

นี่เป็นการใส่ร้ายเจียงซูเหย่าแล้ว ชายฉกรรจ์กำยำล่ำสันที่เปลือยกายท่อนบนกลุ่มนี้ได้เดินผ่านหน้าไป แถมมีสีผิวน้ำตาลเข้ม นางจึงมองโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความเจ้าชู้จริงๆ

เซี่ยสวินกระแอมไอทีหนึ่ง

เจียงซูเหย่าหันไปมองเขา

เซี่ยสวินรู้สึกสบายใจขึ้นแล้ว เขารู้ว่าตัวเองเกิดมาหน้าตาหล่อเหลา เมื่อก่อนไม่เคยใส่ใจคำชมเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาของตัวเอง แต่ในเวลานี้กลับถือว่านั่นเป็นความมั่นใจ

ไม่ต้องมองพวกเขา ถ้าจะมอง มองข้าก็พอแล้ว

เมื่อเขาคิดเช่นนี้ สีหน้าบึงตึงเป็นอย่างมาก ไม่เหมือนกับว่ามาดูการเปิดร้านอาหาร แต่กลับเหมือนว่ามาทวงหนี้เสียมากกว่า

เจียงซูเหย่าเห็นเขาเป็นแบบนี้ กำลังจะถามเขาว่าเป็นอะไร แล้วก็มีชายฉกรรจ์เปลือยกายท่อนบนอีกกลุ่มหนึ่งเดินผ่านไปต่อหน้าต่อตา สายตาของนางก็ลอยตามไปโดยไม่รู้ตัว…

เซี่ยสวิน ‘!!!’

“แค็ก! แค็ก!” เขากำมือป้องปากไอเสียงดัง

เจียงซูเหย่าตกใจสะดุ้งโหยง “ไม่เป็นไรกระมัง ไฉนไอจนเป็นเช่นนี้”

เซี่ยสวินปล่อยมือลง แสร้งทำเป็นสงบนิ่ง “ไม่มีอะไร”

พูดไม่ทันขาดคำ ก็มีชายฉกรรจ์เปลือยกายท่อนบนอีกกลุ่มเดินผ่านไปอีกครั้ง

เปลวเพลิงได้ลุกโชนขึ้นในใจเขาดังพึ่บ เกิดอะไรขึ้นกับคนกลุ่มนี้ ร้อนขนาดนี้เชียวหรือ ยังไม่ทันเข้าฤดูคิมหันต์โดยซ้ำไป!

กลิ่นอายเยียบเย็นแผ่ซ่านออกมาจากร่างของเขา เจียงซูเหย่าไม่ทันได้สังเกต กลับเป็นหญิงที่แต่งงานแล้วขายขนม

เปี๊ยะอยู่ข้างๆส่งเสียงหัวเราะออกมา

เจียงซูเหย่าได้ยินเสียงหัวเราะ จึงหันไปมองหญิงที่แต่งงานแล้วที่เปิดแผงขายขนมเปี๊ยะอย่างงุนงง

หญิงที่แต่งงานแล้วหันมาขยิบตาให้นาง หันไปมองเซี่ยสวินและหันไปมองชายฉกรรจ์ที่เปลือยกายท่อนบนเหล่านั้น เจียงซูเหย่าตกตะลึงไปพักหนึ่ง และรู้สึกตัวในภายหลัง หรือว่าเซี่ยสวินกำลังโมโหอยู่

หรือว่าเขาจะรู้สึกว่าชายฉกรรจ์กลุ่มนี้ได้ทำลายศีลธรรมอันดีงาม หรือว่าจะรังเกียจว่าชาวบ้านไม่มีความพิถีพิถัน

“เซี่ยป๋อยวน” นับตั้งแต่ที่นางเลิกเอาใจเซี่ยสวิน ก็เรียกชื่อรองของเขามาโดยตลอด แต่กลับไม่รู้ว่าสิ่งนี้ฟังดูสนิท

สนมมากขึ้นในหูของเซี่ยสวิน

ชื่อรองจะถูกเรียกโดยสหายสนิทและผู้อาวุโสเท่านั้น ทุกครั้งที่นางเรียก จะทำให้เซี่ยสวินรู้สึกว่ามีความใกล้ชิดที่คลุมเครือและละเอียดอ่อนเกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสอง

“หืม?” เขาเก็บสีหน้า หันไปมองนาง

“ขอบคุณท่านมาก” เจียงซูเหย่ากล่าวอย่างจริงใจว่า “โดยปกติแล้วบุรุษตระกูลสูงศักดิ์มีหรือจะยอมให้ฮูหยินของตัวเองที่แต่งงานถูกต้องตามประเพณีมาสถานที่เหล่านี้ แต่ท่านกลับพาข้ามาที่นี่ด้วยตัวเอง”

เห็นได้ชัดว่านางแต่งตัวเรียบง่ายไม่ฉูดฉาด แต่นัยน์ตาคู่นั้นกลับงดงามมากขึ้นเรื่อยๆ ฉับพลันนั้นเซี่ยสวินก็เข้าใจชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นแล้ว วันนี้อากาศร้อนมากจริงๆ ร้อนจนเหงื่อไหลโซมกายและใบหน้าแดงก่ำ

ในขณะนั้นเอง เด็กกลุ่มหนึ่งได้วิ่งมาจากปลายถนนพร้อมกับถือข้องใส่ปลาอยู่ในมือ แล้ววิ่งไล่กวดกัน และส่งเสียงเอ็ดอึงราวกับสายลมหอบหนึ่งพัดผ่าน

คนเดินถนนหลบไม่ทัน จึงถูกชน ปากก็หัวเราะเยาะ “เฮยอวี๋ เจ้าจะแย่งข้องปลาของต้าซานอีกแล้ว คอยดูว่าพ่อของเจ้าจะจัดการเจ้าอย่างไร!”

พวกเขาคุ้นชินกับการกระทบกระทั่งกัน เจียงซูเหย่ากลับต่างออกไป

เซี่ยสวินรีบยื่นมือเข้าไปจับข้อมือของเจียงซูเหย่าไว้ทันทีโดยไม่ต้องคิด แล้วดึงนางมาอยู่ข้างกายตัวเอง

เจียงซูเหย่าถูกเขาดึงโดยยังไม่ทันได้ตั้งตัว ทำให้ยืนไม่มั่นคง หน้าผากกระแทกกับหัวไหล่ของเขา จนสูดลมหายใจด้วยความเจ็บปวด

เซี่ยสวินตกใจ กลัวว่านางจะโกรธ รีบถามว่า “เจ็บหรือไม่”

หน้าผากของเจียงซูเหย่ายังชนไหล่ของเขา ยังไม่ได้ตอบ เซี่ยสวินรู้สึกเป็นกังวล ขณะกำลังจะกล่าวขอโทษ ก็มีแรงสั่นสะเทือนขึ้นที่ไหล่

เสียงหัวเราะค่อยๆดังขึ้น เจียงซูเหย่าหัวเราะจนตัวสั่น “ต้องขนาดนั้นเชียวหรือ ข้าไม่ใช่คนที่ทำมาจากเครื่องกระเบื้องเคลือบ จนต้องตกใจเช่นนี้”

“กระต่ายตื่นตูม” นางเงยหน้าขึ้นคลี่ยิ้ม

เซี่ยสวินตระหนักว่ามีบางอย่างผิดปกติ ได้หันไปมองรอบ ๆ และพบว่าทุกคนกำลังมองมาที่พวกเขา แม้แต่เด็กที่กระโดดขึ้นลง ตำซ้ายชนขวาก็หยุดฝีเท้าและจ้องมองพวกเขา

ใบหน้าเขาเห่อร้อน แล้วดึงเจียงซูเหย่าเดินจากไปไกล

เดินมาได้สักพักก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเองกำลังดึงบางอย่างอยู่ เล็กบอบบาง อ่อนนุ่ม อบอุ่นและเย็นดั่งหยก …

ข้อมือของเจียงซื่อ!

ฝ่ามือของเซี่ยสวินพลันร้อนจนเจ็บ คิดอยากจะปล่อยมือ แต่กลับรู้สึกว่ามือข้างขวาแข็งค้าง นิ้วมือที่ประสานกันไม่สามารถแกะออกได้

เจียงซูเหย่ารู้สึกแปลกใจที่เซี่ยสวินดึงข้อมือนางเดินไปจนสุดทาง คิดจะเอ่ยเตือน แต่ไม่สามารถเอ่ยปากได้ และกลัวว่าหากเอ่ยเตือนก็ดูจะจงใจเกินไป

นางเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังของเซี่ยสวินอย่างเงียบๆ รู้สึกว่าเขาเหมือนจะสูงขึ้นเล็กน้อยๆ จากเด็กหนุ่มกลายเป็นผู้ใหญ่

มือขวาที่จับข้อมือนางมีความอบอุ่นและมีพลัง ซึ่งดูเหมือนว่าเป็นการดีที่จะให้เขาจับไว้แบบนี้

คนทั้งสองหาร้านสุราของหลินซื่อเจอตอนเวลาเลิกงาน ร้านสุราในถนนเส้นนี้เต็มไปด้วยผู้คน ผู้ชายบางคนไม่ชอบนั่งกิน พวกเขาสั่งบะหมี่หนึ่งชามแล้วนั่งยองๆกินอยู่ข้างถนนแล้วส่งเสียงดังซูดซาด ยิ่งทำให้เบียดเสียดยัดเยียดมากขึ้นไปอีก

ในฐานะนะที่เป็นฮูหยินน้อย เป็นเรื่องแปลกมากที่มาปรากฏตัวที่นี่

สายตาของใครบางคนจับจ้องมาที่ร่างของเจียงซูเหย่า มือขวาของเซี่ยสวินจับเจียงซูเหย่าไว้แน่น มือซ้ายยื่นออกไปดึงผ้าโพกหัวของนางให้มาด้านหน้า เพื่อบดบังสายตาของคนอื่น

การเคลื่อนไหวเกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและไหลรื่น

“กิจการเฟื่องฟู คราวนี้วางใจได้แล้วกระมัง” เซี่ยสวินกล่าว

เจียงซูเหย่าพยักหน้า “ข้าดีใจที่เห็นพวกเขากินอย่างมีความสุข”

เซี่ยสวินหัวเราะเบาๆ พานางไปในที่ร่ม “อยากจะชิมรสชาติดูหรือไม่”

“แน่นอน ข้าจะดูว่าพวกเขาทำแล้วเป็นอย่างไรบ้าง จะทำให้สูตรอาหารที่ข้าคิดอย่างพิถีพิถันสูญเปล่าไปหรือไม่”

เมื่อทั้งสองมาถึงแผงบะหมี่ เจียงซูเหย่าก็เหลือบมองแวบหนึ่ง หลินซื่อได้ทำตามแผนทั้งหมดที่เขียนอธิบายไว้ในจดหมาย ไม่เพียงเท่านั้น แต่ยังปรับปรุงให้ดีขึ้นอีกด้วย วิธีปรับปรุงนี้เหมาะสำหรับร้านอาหารในสมัยโบราณมากกว่า

นางสั่งบะหมี่แห้งร้อน[1]สองชาม โดยตัดสินใจแทนเซี่ยสวิน

บะหมี่แห้งร้อนนั้นแตกต่างจากจ๋าเจี้ยงเมี่ยนทั่วไป บะหมี่ที่เอามาทำคือบะหมี่เจี่ยนเมี่ยน[2]มาทำ ขี้เถ้าที่เผาจากอบเชยวางอยู่บนไม้สนและใช้น้ำด่างที่ได้จากตามธรรมชาติมากรองด้วยน้ำเดือดหลายๆครั้ง เส้นบะหมี่เจี่ยนเมี่ยนที่ทำด้วยวิธีนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเก็บรักษามากกว่า และยังมีกลิ่นหอมที่เป็นด่างเล็กน้อยเมื่อรับประทาน

หลังจากบะหมี่ผ่านน้ำและคลุกเคล้ากับน้ำมันแล้วพักไว้ด้านข้าง เมื่อลูกค้ามาถึง แม่ครัวจะรีบลวกเส้นบะหมี่ในน้ำเดือด แล้วยกขึ้นเขย่าสองสามทีให้สะเด็ดน้ำ ก่อนจะเทลงใส่ชาม แล้วราดด้วยน้ำมันพริก น้ำส้มสายชูดำ ซีอิ๊ว น้ำกระเทียมและวัตถุดิบอื่นๆ พร้อมกับราดด้วยจือหมาเจี้ยง[3]ข้นเหลว ตามด้วยตักถั่วฝักยาวดอง หัวไชเท้าที่หั่นเป็นลูกเต๋า ต้นหอมซอยเป็นต้น บะหมี่แห้งร้อนดูเรียบง่ายแต่ยุ่งยากซับซ้อนก็ทำเสร็จแล้ว

เนื่องจากต้นทุนเครื่องปรุงรสมีราคาสูง ดังนั้นบะหมี่แห้งร้อนจึงขายในราคาบะหมี่เนื้อหมู[4] อย่างไรก็ตามค่าแรงงาน

ของคนงานท่าเรือไม่ได้ต่ำ และไม่ตระหนี่กับเงินค่าอาหารกลางวัน เมื่อได้กลิ่นบะหมี่แห้งร้อนที่มีกลิ่นหอมของน้ำปรุงรสโชยเข้ามาในจมูก ก็มีคนควักเงินออกมาซื้อหนึ่งชามอยู่จำนวนไม่น้อย

เซี่ยสวินหยิบชามของทั้งสองคนมาและเลือกโต๊ะเล็กๆ ตรงหัวมุมที่เพียงพอให้พวกเขานั่งได้สองคน

บะหมี่แห้งร้อนมีเส้นเล็กบางและเป็นสีเหลืองอร่าม จือหมาเจี้ยงมีความมันวาวเหมือนน้ำมัน หัวไชเท้าที่หั่นเป็นลูกเต๋ากลายเป็นสีส้มสว่างสดใส ต้นหอมซอยสีเขียวมรกต คนให้เข้ากันเล็กน้อย จือหมาเจี้ยงจะผสมเข้าไปในเส้นบะหมี่ และกลิ่นหอมเข้มข้นของจือหมาเจี้ยงที่ร้อนกรุ่นจะค่อยๆโชยออกมา

บะหมี่ที่ได้ผ่านน้ำเย็น จะมีความลื่น ชุ่มชื้น เคี้ยวหนึบเป็นอย่างมาก จือหมาเจี้ยงได้ห่อหุ้มเส้นบะหมี่ กินไปหนึ่งคำในปากเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของงา กลมกล่อม เข้มข้น รสอร่อยติดอยู่ที่ลิ้นอย่างยาวนาน รสงาที่คั่วจนสุกมีความขมเล็กน้อยและถูกแทนที่ด้วยน้ำปรุงรสที่ราดบนบะหมี่แห้งร้อน ซึ่งมีความสด ความหอม เผ็ดเล็กน้อย และหวานอร่อย

ทุกคำที่กัดจะมีกลิ่นหอมของจือหมาเจี้ยง น้ำปรุงรสมีความเหนียวข้นเล็กน้อย บะหมี่กลับมีความลื่น ชุ่มคอ หัวไชเท้าที่หั่นเป็นลูกเต๋ามีความสดและหวาน ถั่วฝักยาวมีความเปรี้ยวเล็กน้อย เครื่องเคียงมีความกรอบสด ไม่เลี่ยนแม้แต่น้อย

ไม่สามารถกินบะหมี่แห้งร้อนเร็วเกินไป ต้องรอให้ความกลมกล่อมได้หลงเหลืออยู่ในปากอยู่เป็นเวลานาน และค่อยๆเคี้ยวอย่างช้าๆ จะได้ลิ้มรสอย่างละเอียด

ทว่าบะหมี่ชามนี้จะอร่อยเกินไปแล้ว มีรสเผ็ดร้อน เค็ม สดชื่น ทุกคำที่ได้กินจะมีน้ำปรุงรสและจือหมาเจี้ยงอยู่ด้วย กลิ่นหอมที่เข้มข้นทำให้คนรู้สึกถึงความเด็ดเดี่ยวที่เรียบง่ายบางอย่าง และน่าพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งทำได้แค่กินอย่างมูมมาม

เซี่ยสวินกินบะหมี่แห้งร้อนหมดไปหนึ่งชามอย่างรวดเร็ว เจียงซูเหย่าได้สั่งปริมาณเท่ากันกับเขา จึงกินไม่หมด เมื่อเห็นแบบนั้นจึงถามว่า “สามารถแบ่งให้ท่านครึ่งหนึ่งได้หรือไม่” กล่าวจบ กลัวว่าเซี่ยสวินจะรังเกียจที่นางกินเหลือ ถึงอย่างไรที่นี่เป็นสมัยโบราณที่จะคีบอาหารด้วยการใช้ตะเกียบกลาง ยิ่งกว่านั้นเซี่ยสวินเป็นคุณชายสูงศักดิ์ที่สง่างดงาม

เซี่ยสวินคุณชายผู้สูงศักดิ์ที่กำลังกินอาหารคำใหญ่อยู่ที่ท่าเรือ ก็ตอบสนองอย่างรวดเร็วมาก เมื่อได้ยินคำพูดนั้น และผลักชามไปตรงหน้านางดัง “กึก”

เจียงซูเหย่า “…”

นางแบ่งให้เซี่ยสวินไปครึ่งชาม เซี่ยสวินก้มหน้ากินต่ออย่างดุเดือด

แม่ครัวที่พักผ่อนอยู่ข้างๆก็ลอบยิ้ม “บัณฑิตหนุ่มผู้นี้ช่างกินเก่งมาก” เมื่อดูจากปริมาณอาหารที่กินเข้าไปแล้ว ครอบครัวของฮูหยินน้อยจะต้องเป็นครอบครัวใหญ่ในตำบลกระมัง อย่างไรก็ตามบัณฑิตผู้นี้หน้าตาดีอย่างนี้ ก็คุ้มค่าที่จะเสียเงินให้เขามากมาย

เจียงซูเหย่าผู้เป็นบุตรสาวของหลินซื่อที่ร่ำรวยมหาศาลได้เอามือเท้าคางมองดูเซี่ยสวินที่กินบะหมี่จนหมดเกลี้ยง ด้วยความรู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง

เซี่ยสวินอยากจะขูดจือหมาเจี้ยงที่อยู่บนตะเกียบกับที่ข้างชามจนสะอาด แต่มีเจียงซูเหย่าอยู่ด้วย จึงจำต้องอดกลั้นเอาไว้

หลังจากกินอิ่มแล้ว ก็รู้สึกขุ่นเคืองอย่างแปลกประหลาด กล่าวว่า “เจ้าไม่เคยทำบะหมี่แบบนี้ตอนอยู่ในจวนมาก่อน” น้ำเสียงราบเรียบไร้คลื่น ดูเหมือนเพียงแค่พูดคุยเรื่อยเปื่อยเท่านั้น

“มีหลายอย่างที่ข้าไม่เคยทำ จะค่อยๆทำทีหลัง” เจียงซูเหย่าตอบ

ช่างเถอะ เซี่ยสวินได้รับการปลอบใจแล้ว เขาเป็นคนที่ต้องการจะอยู่กับเจียงซื่อไปตลอดชีวิต ไยจะต้องคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องเหล่านี้ด้วย

ขณะที่เจียงซูเหย่ากำลังจะลุกขึ้น ทันใดนั้นได้ยินเสียงเอะอะดังมาจากฝูงชน

เมื่อมองดูใกล้ๆ คนที่มีท่าทางงดงามสะดุดตา ปล่อยตัวตามสบาย หากไม่ใช่หลินซื่อแล้วจะเป็นใครไปได้

นับตั้งแต่ที่ทะลุมิติมา นางเห็นหลินซื่อเป็นสตรีที่ภายนอกดูฉุนเฉียว ภายในกลับกลวงเปล่าไร้กำลังมาโดยตลอด แต่ไม่เคยเห็นนางมีท่าทางเหมือนเช่นในตอนนี้มาก่อน เปล่งประกายด้วยความปีติยินดีและเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา เหมือนดอกโบตั๋นที่เหี่ยวเฉาได้เบ่งบานเต็มที่ในชั่วข้ามคืน

นางเดินเข้าไปในร้านอาหารอย่างรีบเร่งพร้อมกับมือทั้งสองประคองครรภ์ไว้ และหัวเราะเสียงกังวาน กล่าวกับพ่อบ้านว่า “ไม่เลว ไม่เลว บุตรสาวของข้ามีความสามารถ ใต้หล้ามีเพียงตระกูลหลินของข้าเท่านั้นที่สามารถเปิดร้านอาหารประเภทนี้ได้”

พ่อบ้านถือว่าเป็นคำเยินยอตัวเอง

“เอาล่ะ ข้าแค่มาดูเท่านั้น วันนี้เปิดกิจการเป็นวันแรก ทุกคนทำได้ไม่เลว ทว่าไม่สามารถทำงานหละหลวมเพราะเหตุนี้ได้” หลินซื่อพูดกฎระเบียบมากมาย และตรวจสอบแผงขายอาหารทีละร้านแล้วสอบถามถึงผลกำไรที่ได้จากการค้า

เจียงซูเหย่ารู้สึกตกใจกับความแปลกประหลาดนี้ของหลินซื่อ เมื่อนางเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ก็ได้สติขึ้นมาทันใด จึงเอาเงินตบโต๊ะดัง“ปัง” แล้วลากเซี่ยสวินออกไปอย่างรวดเร็ว

นางแค่เสนอความคิดให้เปิดร้าน ยังทำให้หลินซื่อเศร้าใจและโกรธเคือง แต่หากถูกนางมาเห็นว่าตนได้เข้ามาปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชายตัวเหม็นเพื่อจะมากินอาหาร แถมยังพาเซี่ยสวินมาด้วย หลินซื่อจะไม่ถือมีดไล่ฆ่านางอย่างนั้นหรือ

เซี่ยสวินก็คิดถึงขั้นนี้เช่นเดียวกัน กลัวว่าแม่ยายจะเกิดโทสะ ทั้งสองจึงพร้อมใจกันถอยออกไปอย่างเงียบๆ เพิ่งจะรอดพ้นจากสายตาของหลินซื่อ กลับต้องมาชนกับกลุ่มคนลับๆ ล่อๆเหมือนกัน

ลิ่นเฉิงที่รวมตัวกับเพื่อนร่วมงานอีกหกคนกำลังจะหลบหน้าเซี่ยสวินอย่างระมัดระวัง “…”

เซี่ยสวินคิดไม่ถึงว่าจะได้เจอกับพวกเขาที่นี่ ถามอย่างสงสัยว่า “พวกเจ้าไม่ใช่บอกว่าจะไปแข่งขี่ม้าที่ชานเมืองกันหรอกหรือ ไฉนถึงมาที่ท่าเรือกันเสียหมด”

“เออ…” ทุกคนนิ่งเงียบ

“อีกอย่าง มันเกิดอะไรขึ้นกับเสื้อผ้าที่สวมอยู่บนร่างของพวกเจ้า” คาดไม่ถึงว่าทั้งเจ็ดคนจะสวมชุดผ้าฝ้ายแบบเดียวกัน แม้กระทั่งสียังเหมือนกันอีก ทั้งที่เดิมทีเป็นสีธรรมดาทั่วๆไปแต่เมื่อมารวมกัน กลับเหมือนฝาแฝดเจ็ดคนที่เดินไปตามถนน แม้จะไม่อยากจะดูเด่นสะดุดตามากแค่ไหนก็คงต้องดูเด่นสะดุดตาแล้ว

ลิ่นเฉิงรู้สึกจนปัญญา ฝืนพูดโกหกว่า “เหอๆ นี่เป็นชุดที่ทำขึ้นสำหรับการแข่งขี่ม้าโดยเฉพาะ เหมือนกับที่สวมชุดสีเดียวกันสำหรับการเตะลูกหนัง เสื้อกลุ่ม เสื้อกลุ่ม”

เมื่อมองไปที่เสื้อผ้าที่น่าเกลียดและไร้รสนิยมที่สวมอยู่บนร่างของลิ่นเฉิง เซี่ยสวินได้เงียบไปครู่หนึ่ง และกล่าวอย่างจริงจังว่า “ก่อนหน้านี้ที่ข้ารับปากว่าจะไปรวมกลุ่มกับเจ้าเพื่อแข่งขี่ม้า ก็ลืมไปเสียเถอะ”

 

 

 

[1] บะหมี่แห้งร้อน (热干面) คืออาหารถิ่นขึ้นชื่อของเมืองอู่ฮั่น เป็นเมนูบะหมี่ชนิดแห้งไม่มีน้ำซุป วิธีการปรุงบะหมี่แห้งร้อนก็แสนจะง่ายดาย โดยวิธีพื้นฐานคือนำบะหมี่มาลวกน้ำแล้วนำมาคลุกกับน้ำมันงา พักทิ้งไว้จนเย็นลง ก่อนจะนำมากินให้นำเส้นที่เย็นมาผ่านกระบวนก่อนลวกอีกครั้ง แล้วราดด้วยซอสหวานโรยด้วยต้นหอม อาจเพิ่มความเผ็ดร้อนด้วยน้ำมันพริก บางสูตรอาจใช้น้ำมันพริกเสฉวนที่มีสวนผสมของหมาล่าก็เพิ่มรสชาติได้ดี

[2] บะหมี่เจี่ยนเมี่ยน (碱面)คือ บะหมี่อัลคาไลน์ บะหมี่โฮมเมดจากการนวดแป้งข้าวสาลีผสมกับน้ำอัลคาไลน์(น้ำด่าง) ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ ช่วยปรับสมดุลความเป็นกรดด่างของร่างกาย ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระเป็นต้น

[3] จือหมาเจี้ยง(芝麻酱) คือ ซอสงา เป็นซอสที่มีกลิ่นหอมของงาบด มีรสชาติหอมอร่อยกลมกล่อม สามารถใช้ประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น สลัดทูน่าซอสงา น้ำจิ้มชาบู บะหมี่เย็นทรงเครื่อง อุด้งปลาทู่น่าซอสงา

[4] บะหมี่เนื้อหมู (臊子面) จะมีส่วนประกอบของไข่ เต้าหู้ แครอท และถั่วฝักยาวที่หั่นเป็นลักษณะลูกเต๋าขนาดเล็ก มีทั้งแบบน้ำ (น้ำซุปข้นสีเข้ม) และแห้ง เน้นรสชาติเปรี้ยว และเผ็ด และใช้เส้นบะหมี่สีเหลืองอ่อน เส้นเล็กและบาง แต่เหนียว นุ่ม ลื่น ความสำคัญอยู่ที่น้ำขลุกขลิกปรุงรสที่นำเนื้อหมูไปผลัดและคลุกเคล้าเครื่องปรุงต่าง ๆ โดยเน้นรสชาติน้ำส้มสายชูและน้ำพริกพื้นเมือง

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า