fbpx

[ทดลองอ่าน] คุณชายซูเปอร์สตาร์แห่งวงการบันเทิง ตอนที่ 4

爱你怎么说
คุณชายซูเปอร์สตาร์แห่งวงการบันเทิง

 

风流书呆 เฟิงหลิวซูไต เขียน
ศีตกาล แปล
MOON วาด

 

— โปรย —

เซียวจยาซู่ เกิดมาในตระกูลใหญ่ผู้กุมบังเหียนด้านกลุ่มธุรกิจเภสัชกรรม
ทว่าด้วยพื้นเพทางมารดา ทำให้เขาเป็นที่ขวางหูขวางตาและเดียดฉันท์ของคนในตระกูล
เขาที่เสมือนคนไร้ประโยชน์ ได้แต่ใช้ชีวิตเหมือนซากศพไปวัน ๆ
ถูกแม่ตัวเองที่ทนดูสภาพของลูกชายไม่ไหว ลากเข้าไปทำงานในวงการบันเทิง
จนได้รู้จักกับราชาจอเงินอย่าง จี้เหมี่ยน ที่ขึ้นชื่อว่าอ่อนโยนและใจดี
แต่ในความเป็นจริงแล้ว เจ้าตัวกลับบ้าอำนาจและเผด็จการต่อคนรอบข้างอย่างที่สุด
ซ้ำยังดูไม่ชอบคุณชายอย่างเซียวจยาซู่เอามาก ๆ
ทว่าโชคชะตายากคาดเดา หลังจากจี้เหมี่ยนประสบอุบัติเหตุเจ้าตัวก็เปลี่ยนไป
ดูจะเข้าอกเข้าใจในสิ่งที่คนอื่นคิด และดีกับคุณชายเซียวมากขึ้น…
โดยที่ทุกคนหารู้ไม่ว่า ดาราใหญ่แห่งวงการบันเทิงอย่างเขาได้ความสามารถในการอ่านใจผู้อื่นมา

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

บทที่ 4

งานแรก

 

ในเมื่อเขาต้องเป็นผู้ช่วยของจี้เหมี่ยน ย่อมต้องทำความเข้าใจคนคนนี้สักหน่อย เซียวจยาซู่กลับมาถึงบ้านก็เปิดคอมพิวเตอร์เสิร์ชข้อมูล จากนั้นเขาก็ต้องตกตะลึง…จี้เหมี่ยนเป็นราชาจอเงินคนแรกของประเทศที่กวาดรางวัลจินหม่า จินเซี่ยง จินจี ไป่ฮวา หัวเปี่ยว[1]ทุกเวทีพร้อม ๆ กัน นอกจากนี้เขายังเคยได้รับรางวัลใหญ่จากต่างประเทศมาแล้วนับไม่ถ้วน อีกทั้งยังเคยเฉียดได้รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์มาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ประวัติของเขานี่เท่จนเพื่อนไม่คบ[2] คุณลักษณะของเขาก็หาข้อบกพร่องไม่เจอ เขาคอยชี้แนะและสนับสนุนรุ่นน้องมากมาย กับรุ่นพี่ก็ให้ความเคารพอย่างมาก ใครมีเรื่องลำบากอะไรก็เอาใจใส่ช่วยเหลือ มนุษยสัมพันธ์ยอดเยี่ยม ปกติถ้าโพสต์อะไรในเวยป๋อสักอย่างหนึ่ง ใต้โพสต์นั้นก็จะมีแต่คนดัง ๆ มาตอบ เรียกได้ว่าพูดออกไปคำเดียวเสียงตอบรับเป็นร้อย ผลงานที่ได้มาล้วนแต่เป็นผลงานระดับท็อป ภาพยนตร์ทุกเรื่องล้วนแต่เป็นผลงานคลาสสิก นอกจากตัวเขาเองแล้ว คนอื่น ๆ ก็ไม่มีทางจะก้าวข้ามเขาไปได้เลยจริง ๆ…

เซียวจยาซู่อ่านข้อมูลเกี่ยวกับเจ้านายคนใหม่ของตัวเองเงียบ ๆ จนจบ เนิ่นนานหลังจากนั้นเขาจึงค่อยอุทานออกมาอย่างชื่นชม “คนคนนี้เท่จริง ๆ เลย!”  เขาอยากจะเอาภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ที่อีกฝ่ายแสดงมาดูให้หมด แต่จนปัญญาที่เวลาหนึ่งคืนนั้นสั้นเกินไป ได้แต่รีบจดชื่อผลงานทั้งหมดเอาไว้แทน เอาไว้คราวหลังค่อยชื่นชมผลงานเหล่านั้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังจากนั้นเขาก็เริ่มวิเคราะห์อาชีพผู้ช่วยดารา ว่ากันถึงที่สุดแล้วเขาไม่ได้มาเป็นแฟนคลับจี้เหมี่ยน การจะชอบหรือไม่ชอบผลงานของจี้เหมี่ยนนั้นไม่สำคัญเลย จะทำงานนี้ได้ดีหรือไม่ต่างหากสำคัญที่สุด

ผู้ช่วยดารานั้นแบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้สามประเภท หนึ่งคือแบบทั่วไป รับผิดชอบงานในชีวิตประจำวันเหมือนกับเลขาฯ สองคือประเภทงานโปรโมต รับผิดชอบงานโปรโมต วางกลยุทธ์ และงานประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ อาจจะรับหน้าที่เป็นผู้จัดการส่วนตัวร่วมด้วย สามคือประเภทแม่บ้าน รับผิดชอบดูแลเรื่องเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัยของดารา ผู้ช่วยประเภทโปรโมตนั้นมีเนื้อหางานซับซ้อนที่สุด แต่ก็เป็นประเภทที่มีความก้าวหน้าที่สุด ได้เรียนรู้หลายอย่าง เซียวจยาซู่ย่อมถูกใจผู้ช่วยประเภทนี้มากที่สุดอยู่แล้ว แต่เมื่อเห็นคุณสมบัติที่ต้องการสำหรับการทำงานนี้แล้วเขาก็ไม่สบายใจเล็กน้อย

หากต้องการจะเป็นผู้ช่วยโปรโมตที่ดี ก่อนอื่นจะต้องเตรียมพร้อมเรื่องความไวต่อข่าวสารต่าง ๆ ต้องมีความสามารถด้านการถ่ายทอดกลยุทธ์แผนการเป็นอย่างดี ตลอดจนมีประสบการณ์การทำงานเป็นทีม ต่อไปก็คือจะต้องสร้างความสนิทสนมกับแหล่งข่าวที่เป็นทั้งสื่อออฟไลน์และออนไลน์อย่างเต็มที่ ต้องเตรียมหัวสมองที่ปลอดโปร่งและความสามารถด้านเหตุผลที่แข็งแกร่ง แล้วก็ต้องมีความสามารถในการสื่อสารระหว่างบุคคลที่ดีด้วย สามารถใช้งานซอฟต์แวร์งานเอกสารประเภทต่าง ๆ และเขียนลงอินเทอร์เน็ตได้อย่างคล่องแคล่ว ถ้อยคำที่ใช้ต้องดูจริง มีความสามารถในการร้อยเรียงถ้อยคำดีมาก ความสามารถในการเขียนข่าวและบทความดีมาก สุดท้ายยังต้องมีความสามารถในการเจรจาต่อรองด้านธุรกิจประชาสัมพันธ์อันยอดเยี่ยมด้วย

สรุปแล้วผู้ช่วยประเภทโปรโมตนั้นไม่ใช่พวกทำงานง่าย ๆ เลย ตรงกันข้าม งานนี้ต้องใช้ทักษะรวมมิตรที่แข็งแกร่งจึงจะเผยความสามารถของตนออกมาได้ เซียวจยาซู่เช็กดูทีละข้อ ผลคือเขาต้องรู้สึกสิ้นหวังเมื่อค้นพบว่า เรื่องประสบการณ์เขาก็ไม่มี เรื่องข้อมูลเกี่ยวกับสื่อมวลชนเขาก็ไม่มี เรื่องพื้นฐานด้านการเขียน คนที่ไปอยู่ต่างประเทศตั้งแต่เด็กอย่างเขาก็ยิ่งไม่มี ที่พอจะตรงคุณสมบัติอยู่บ้างก็คือความสามารถในการเจรจาต่อรองและการทำงานเป็นทีม แต่ที่จริงแค่สองข้อนี้เขาก็ไม่แน่ใจเท่าไรแล้ว เพราะอย่างไรเสียเขาก็ไม่เคยทำงานด้านนี้ ไม่รู้ว่าจะดึงศักยภาพที่สอดรับกับงานออกมาได้หรือเปล่า

ที่แท้แม้แต่งานที่ฟังดูเหมือนง่ายดายไม่ซับซ้อนอย่าง ‘ผู้ช่วย’ นี้ ถ้าอยากจะทำให้ดียังยากถึงขนาดนี้ทีเดียว แล้วเขากล้าดียังไงถึงเรียนจบแล้วจะไปรับตำแหน่งสำคัญในเซียวกรุ๊ปเล่า ตัวเขาจะมีคุณสมบัติพอหรือเปล่า มีความสามารถนั้นหรือเปล่า เซียวจยาซู่จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ เรื่องรบกวนจิตใจที่สะสมมาหลายเดือนหายไปทันที ภาพฝันก่อนหน้านี้ที่เขาจะ ‘กลับประเทศอย่างภาคภูมิ ยิ่งใหญ่เกรียงไกร ทำให้พ่อ พี่ชาย และคุณปู่มองเขาใหม่อีกครั้ง’ กลายเป็นเพียงเสียงหัวเราะครั้งเดียวในวินาทีนี้

เกิดเป็นคนไม่อาจมักใหญ่ใฝ่สูง เท้าควรจะเหยียบลงบนความเป็นจริงจะดีกว่า เขาส่ายหน้าถอนหายใจเงียบ ๆ พลางสมัครแอ๊กเคานต์เวยป๋อแอ๊กเคานต์ใหม่ ตั้งชื่อว่าเสี่ยวซู่เหมียว[3]แล้วก็กดฟอลโลว์จี้เหมี่ยน จากนั้นก็ปิดคอมพิวเตอร์แล้วหลับไปท่ามกลางความไม่สบายใจและความคาดหวัง วันต่อมาเขาตื่นนอนเจ็ดโมงครึ่ง รับประทานอาหารเช้าแล้วเปลี่ยนชุดเป็นสูทตัวใหม่ จากนั้นก็ส่องกระจกหวีผม

“แม่ เป็นผู้ช่วยดารานี่ต้องเอาใจใส่เรื่องภาพลักษณ์ของตัวเอง จะหล่อกว่าดาราไม่ได้ใช่ไหม สีผมของผมนี่มันจะดูเท่เกินไปหรือเปล่า ผมต้องย้อมกลับไหม” เซียวจยาซู่ลูบน้ำมันใส่ผมพลางโอ้อวด “แม่ ผมจะแย่งความเด่นของจี้เหมี่ยนไหม ถ้าผมเดินกับเขาพวกนักข่าวคงไม่วิ่งมาถ่ายผมกันหมดแล้วลืมจี้เหมี่ยนไปเลยหรอกเนอะ” พูดจบเขาก็รู้สึกว่าสนุกดี ดวงตานั้นยิ้มจนหรี่ลงเหมือนหนูที่ขโมยน้ำมันงา[4]ไป

เวลาลูกชายของเธออยู่ต่อหน้าคนข้างนอกจะเงียบขรึมเสมอ ทำให้ดูทั้งเท่ทั้งหยิ่ง มีเพียงยามอยู่ต่อหน้าเธอเท่านั้นละที่จะแสดงความขี้เล่นและแสดงอาการชื่นชมในความงามของตัวเองออกมา เซวียเหมี่ยวมองใบหน้ายิ้มจนตาหยีของลูกชายแล้วความขุ่นหมองในใจก็มลายหายไป ดูท่าการหางานให้ลูกชายจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง

“ต่อให้ย้อมผมกลับมาก็ยังปิดบังความหล่อของลูกชายแม่ไม่ได้อยู่ดี” เซวียเหมี่ยวยอลูกชาย เมื่อเห็นเขายิ้มอย่างภาคภูมิใจยิ่งขึ้นอีกเธอก็อดยิ้มไม่ได้ เธอเว้นจังหวะไปครู่หนึ่งแล้วแสร้งเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจนัก “เจ้าลูกชาย ไปเป็นผู้ช่วยคนอื่นมันจะฝืนใจเกินไปหรือเปล่าลูก อยากให้แม่ออกเงินเปิดบริษัทให้ไหม” เรื่องจะให้เซียวฉี่เจี๋ยออกเงินให้นั้นเธอไม่เคยแม้แต่จะคิด

หลายปีก่อนท่านรองเซียวมีลูกนอกสมรสอยู่ข้างนอก เขาเปิดบริษัทอสังหาริมทรัพย์ให้ลูกและหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำ สุดท้ายคนของตระกูลเซียวก็อ้างเหตุผลที่ว่า ‘เงินทุนนี้เซียวกรุ๊ปเป็นผู้ออกให้’ มาแบ่งสันปันส่วนหุ้นของบริษัทไป แม้แต่อำนาจบริหารบริษัทก็ถูกริบไปด้วย ลูกนอกสมรสคนนั้นนอกจากคำว่า ‘กลับคืนสู่วงศ์ตระกูล’ แล้วก็ไม่ได้อะไรอีกเลย

ในสภาวะเช่นนี้เซวียเหมี่ยวจะพูดเรื่องให้เซียวฉี่เจี๋ยออกเงินให้ได้อย่างไรกันเล่า เธอรู้ดีกว่าใครว่าลูกชายของตัวเองใจอ่อนแค่ไหน ขอเพียงเหล่าเหยียจื่อพูดอะไรที่ฟังดูแน่นอนสักคำ เซียวฉี่เจี๋ยกับเซียวติ้งปังส่งสายตาอบอุ่นให้เขาสักหน่อย เขาก็คงจะทุ่มเทใจถวายชีวิตให้คนพวกนั้นแล้ว เรื่องสร้างธุรกิจของตัวเองน่ะหรือ ก็ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วลูกชายของเธอจะต้องเหนื่อยแทบตายเพื่อใครน่ะสิ เพราะเหตุนี้เซวียเหมี่ยวจึงไม่เคยคิดจะเปิดบริษัทให้ลูกชายเลย เธอกลัวลูกชายจะโทษว่าตัวเองไม่ทุ่มเทมากพอ ดังนั้นจึงเพียงถามหยั่งเชิงดูเท่านั้น

เซียวจยาซู่คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็โบกมือปฏิเสธ “ไม่ละครับ ถ้าผมไปเปิดบริษัทข้างนอกนะ คุณปู่จะยิ่งไม่วางใจ” ว่าแล้วก็เอาศีรษะมาคลอเคลียกับซอกคอของเซวียเหมี่ยวแล้วเอ่ยถ้อยคำหวานเลี่ยน “ขอบคุณนะครับแม่ ผมแค่ขยันทำงานในบริษัทไปแค่นั้นพอดีกว่า เป็นผู้ช่วยดาราที่จริงก็น่าสนใจนะแม่ เนี่ย เมื่อคืนผมหาข้อมูลเอาไว้เยอะเลย ดูท้าทายมาก” เขาไม่ได้กระตือรือร้นเกี่ยวกับอนาคตมากเท่าไรจริง ๆ อย่างมากก็แค่ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงก็พอ อย่างไรเสียถ้ามีปู่กับพี่ชายคอยจัดการอยู่ เขาก็ก้าวหน้าได้มากที่สุดเพียงเท่านี้

เซวียเหมี่ยวลูบผมที่ถูกเซตเอาไว้จนแข็งของลูกชาย เธอไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือทอดถอนใจให้กับความใจดีและเอาใจใส่ของลูกตัวเอง ลูกชายของเธอทั้งเป็นเด็กดีและเชื่อฟังขนาดนี้ ทำไมคนตระกูลเซียวถึงมองไม่เห็นกันนะ แต่อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน เงินทุกหยวนที่ลูกชายของเธอหาได้จากวงการบันเทิง เซียวเหล่าเหยียจื่อคงดูแคลนเกินกว่าจะเอา มีแต่เข้าวงการบันเทิงเท่านั้น ลูกชายของเธอจึงจะมีอิสระและมีหน้าที่การงานโดยสมบูรณ์ และผู้ชายที่ประสบความสำเร็จก็ไม่อาจขาดสองสิ่งนี้ได้เลย

ลูกชายของเซวียเหมี่ยวคนนี้แม้ว่าวงศ์ตระกูลจะไม่ให้ความสำคัญ แต่ก็จะเป็นคนที่ล้มเหลวไม่ได้

“ขับรถช้า ๆ หน่อยล่ะ ตั้งใจทำงานด้วย แม่จะรอลูกกลับมากินข้าวเย็นนะ” เซวียเหมี่ยวมองรถของลูกชายแล่นจากไป จากนั้นจึงถอนหายใจยาวออกมา

เซียวติ้งปังกับเซียวฉี่เจี๋ยไปบริษัทแต่เช้า ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าคุณชายน้อยเซียวกลายเป็นคนทำงานเต็มตัวไปแล้ว พวกเขาคิดว่าเซียวจยาซู่ยังอยู่บ้านเล่นเกม

เซียวจยาซู่ตอกบัตรด้วยความฮึกเหิมเต็มที่ เขามาถึงห้องทำงานด้วยการบอกทางจากเพื่อนร่วมงานผู้ใจดี ด้วยฐานะดาราชายอันดับหนึ่งของก้วนซื่อ จี้เหมี่ยนจึงก่อตั้งสตูดิโอ[5]ของตัวเองนานแล้ว สตูดิโอของเขาอยู่ภายใต้สังกัดของก้วนซื่อ ครอบครองพื้นที่ในอาคารของบริษัทหนึ่งชั้นเต็ม ๆ เดิมซิวฉางอวี้คิดจะพาเซียวจยาซู่ไปพบเพื่อนร่วมงานด้วยตนเอง แต่กลับถูกปฏิเสธ เขาจึงได้แต่สั่งฟางคุนเป็นการส่วนตัวให้ดูแลเซียวจยาซู่เป็นพิเศษ แต่ฟางคุนเข้าใจเจตนาของประธานบริษัทผิดอย่างชัดเจน เขาบอกลูกน้องว่าคนที่มาใหม่นี้เป็น ‘คุณชายน้อยผู้ล้ำค่า’ มาทำงานเล่น ๆ เอาสนุกเท่านั้น อย่าได้เรียกใช้อีกฝ่ายเหมือนเป็นเด็กฝึกงานจริง ๆ

ด้วยเหตุนี้ตลอดทั้งเช้าเซียวจยาซู่จึงไม่ได้ทำงานอะไรเลย ได้แต่นั่งอยู่ที่โต๊ะตัวเองอย่างประดักประเดิดเหลือเกิน พอมีคนสั่งให้เขาไปพริ้นต์ข้อมูล กำลังจะลุกขึ้นก็มีเพื่อนร่วมงานหญิงคนหนึ่งรีบมาแย่งเอกสารไป ทั้งยังยิ้มเอาใจเขาอีกด้วย พอมีคนสั่งให้เขาเขียนร่างข่าวข่าวหนึ่ง กำลังจะตอบรับก็มีคนพูดว่าเขียนเสร็จนานแล้ว…เมื่อมีเรื่องแบบนี้มากเข้า เซียวจยาซู่ก็ค่อย ๆ เข้าใจ…นี่เขาถูกทุกคนปฏิบัติเหมือนเป็นแจกันดอกไม้นี่นา แค่วางเขาเอาไว้สวย ๆ เฉย ๆ นี่! เมื่อโกรธ เขาก็แสดงอารมณ์ออกมาทางสีหน้าทันที จากเดิมที่ดูหล่อเท่ ใบหน้านั้นกลับเย็นชาแข็งกระด้าง คราวนี้ยิ่งไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เขาแล้ว

ฟางคุนหลบอยู่ในห้องทำงานของตัวเอง เขาดึงบานเกล็ดหน้าต่างบานหนึ่งให้เปิดออกเพื่อแอบมองออกไปข้างนอกแล้วพึมพำ “คุณชายน้อยเซียวคนนี้นี่ขี้โมโหเหมือนกันแฮะ นี่ขนาดไม่ให้ทำอะไรเลยตลอดช่วงเช้าก็ยังทำหน้าบูดอีก ทำอย่างกับทุกคนติดหนี้เขาอย่างนั้นแหละ นายว่าเขาไม่ยอมอยู่บ้านดี ๆ แต่วิ่งออกมาทำงานทำไม มีแต่จะเพิ่มความลำบากให้พวกเราแท้ ๆ เลย!”

“ผู้ใหญ่ที่บ้านคงบังคับละมั้ง” จี้เหมี่ยนกำลังรวบรวมสมาธิอ่านบท เขาไม่ค่อยสนใจผู้ช่วยที่มาใหม่สักเท่าไร

“ฉันว่าเขาคงอยู่ได้ไม่นานหรอก นายคอยดูนะ นี่เพิ่งวันแรกเองเขาก็แทบจะระเบิดอยู่แล้ว!” ฟางคุนมองใบหน้าบูดบึ้งของคุณชายน้อยเซียวอย่างถี่ถ้วนแล้วอดเห็นใจไม่ได้ “ไม่รู้ประธานซิวคิดยังไง หน้าตาอย่างเซียวจยาซู่น่ะ เป็นแค่ผู้ช่วยก็น่าเสียดายเกินไป ควรไปเป็นดารามากกว่า ต้องดังแน่ ๆ ถ้าชาติตระกูลธรรมดากว่านี้สักหน่อย ฉันจะจับเขามาเซ็นสัญญาเป็นดาราเลยละ”

ทำไมถึงบอกว่าชาติตระกูลของคุณชายเซียวไม่ธรรมดาน่ะหรือ เหลวไหล ผู้ช่วยตัวเล็ก ๆ ที่ไหนเขาจะสวมชุดสูทสั่งตัดมาทำงานกันเล่า ไฮโซเกิ๊น!

“วางใจเถอะ นายคงมีโอกาสแหละ พักนี้ประธานซิวกำลังหาเด็กมีแววอยู่” จี้เหมี่ยนเอ่ยเสียงเรียบ การทำให้ซิวฉางอวี้ถึงกับมองหาเด็กใหม่ด้วยตัวเองได้น่ะไม่ง่ายหรอก นอกจากเซียวจยาซู่แล้ว เขาก็นึกไม่ออกว่าจะมีใครหน้าตาใหญ่โตถึงขนาดนี้ได้อีก

“ไม่มาเป็นผู้ช่วยให้นายก็ดีแล้ว เขาน่ะวางมาดยิ่งกว่านายเสียอีก แต่งตัวก็ดีกว่า หน้าก็หล่อพอ ๆ กันกับนาย ถ้ามาเป็นผู้ช่วยให้นายก็มีแต่หายนะ” ฟางคุนกำลังรู้สึกทุกข์ใจกับเรื่องที่ดาราใหญ่ที่สุดในความดูแลของตัวเองจะเลิกแสดงหนัง เมื่อได้ยินว่ามีโอกาสจะได้เซ็นสัญญารับคุณชายเซียวเข้ามา เขาก็อดดีใจไม่ได้ “เอาอย่างนี้แล้วกัน เดี๋ยวพวกเราไปชวนเขามากินข้าวด้วยกันสักมื้อ ดูทิศทางเขาสักหน่อย ต่อไปถึงนายจะออกไปทำงานเบื้องหลัง แต่สตูดิโอนี้ก็ต้องเปิดต่อไป จะได้ปั้นเขามาเป็นคนรับช่วงต่อจากนายไงล่ะ”

ในที่สุดจี้เหมี่ยนก็เงยหน้าขึ้นมองฟางคุนตรง ๆ เขาเอ่ยช้า ๆ “เป็นคนรับช่วงต่อจากฉันหรือ ไม่ง่ายหรอกนะ” ถ้าไม่มีความสามารถจริง ใครจะกล้าพูดอะไรแบบนี้ในวงการบันเทิงกันเล่า ที่เขามายืนอยู่ในจุดนี้ได้ทุกวันนี้ ไม่ได้อาศัยแต่หน้าตาอย่างเดียวเท่านั้นหรอกนะ

ฟางคุนรีบโบกมือ “อย่าคิดเป็นจริงเป็นจังสิ ฉันก็พูดไปงั้นละน่า ไม่มีใครมาแทนที่ตำแหน่งของนายได้หรอก”

ได้ยินดังนั้นจี้เหมี่ยนถึงค่อยก้มหน้าลงกลับไปอ่านบทอีกครั้ง

 

 

[1] รางวัลจินหม่า (金马奖) หรือ Golden Horse Awards เป็นรางวัลในวงการภาพยนตร์ไต้หวัน รางวัลจินเซี่ยง (金像奖) หรือ Hong Kong Film Awards เป็นรางวัลในวงการภาพยนตร์ฮ่องกง รางวัลจินจี (金鸡奖) หรือ Golden Rooster Awards เป็นรางวัลในวงการภาพยนตร์จีนแผ่นดินใหญ่ เป็นสามรางวัลใหญ่ด้านภาพยนตร์จีนแบบทั่วทุกภูมิภาค นอกจากนี้รางวัลจินจียังเป็นหนึ่งในสามรางวัลใหญ่ของวงการภาพยนตร์จีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งอีกสองรางวัลคือ รางวัลไป่ฮวา (百花奖) หรือ Hundred Flowers Awards และรางวัลหัวเปี่ยว (华表奖) หรือ Huabiao Film Awards

[2] เป็นสแลง หมายถึง เท่มาก ๆ ที่บอกว่าสวย หล่อ เท่ จนไม่มีเพื่อนหรือเพื่อนไม่คบ เป็นเพราะปกติคนเราอยู่ด้วยกันมักเปรียบเทียบตัวเองกับคนใกล้เคียง ถ้าคนใกล้เคียงหล่อ สวย เท่เกินไป เราก็จะดูแย่ลง จึงไม่อยากจะคบคนที่ดูดีเกินไปเป็นเพื่อน

[3] ต้นอ่อนน้อย

[4] มาจากนิทานจีนเรื่อง หนูแอบขโมยน้ำมันงา (小老鼠偷油吃的故事) เป็นเรื่องราวของหนูสามตัวที่ชอบกินน้ำมันงามาก วันหนึ่งพวกมันเจอไหน้ำมันงา จึงต่อตัวกันปีนขึ้นไปเพื่อให้ได้ลิ้มรส ทว่าสุดท้ายด้วยความเจ้าเล่ห์และเห็นแก่ตัวของหนูทั้งสามจึงทำให้ล่วงหล่นลงไปและติดอยู่ในไหน้ำมันงา เพราะความเหนียวหนืดจึงไม่สามารถปีนขึ้นมาได้ ดังนั้น หนูแอบขโมยน้ำมันงา จึงมีความหมายอีกนัยหนึ่งคือ เจ้าเล่ห์ เพอุบาย

[5] ทีมงานย่อยที่ทำงานให้กับดาราศิลปิน โดยที่ดาราศิลปินคนนั้นยังสังกัดอยู่ในต้นสังกัดใหญ่

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า