fbpx

[ทดลองอ่าน] การกลับมาของนางฟ้า ตอนที่ 6

การกลับมาของนางฟ้า
回归的女神

 

เยว่เซี่ยเตี๋ยอิ่ง 月下蝶影 เขียน
ซานซาน แปล

 

— โปรย —

หนิงซี เด็กเก่งขั้นเทพที่เพื่อนๆ สมัยมัธยมปลายตั้งฉายาให้ว่า “ยายกระปุกหมู”
ต้องสูญเสียครอบครัวเพราะการกลั่นแกล้งของเพื่อนนักเรียน
จนเธอต้องระหกระเหินไปเรียนต่อต่างประเทศ ปากกัดตีนถีบตามลำพังเพื่อเอาชีวิตรอด

            เจ็ดปีผ่านไป เธอกลับมาอีกครั้งพร้อมกับรูปร่างหน้าตาที่สวยงามราวกับนางฟ้า
และก้าวเข้าสู่วงการบันเทิงเป็นขวัญใจของแฟนคลับจำนวนมาก
ทว่าการกลับมาครั้งนี้ของเธอไม่ใช่แค่เพื่อแสวงหาเกียรติยศ เงินทอง แต่เพื่อแก้แค้น!

เมื่อหนิงซีหวนกลับประเทศอีกครั้ง ฉางสือกุย
ประธานหนุ่มหล่อพ่อรวยที่แอบชอบเธอมาตั้งแต่สมัยเรียน
จึงรีบก้าวเข้ามาสารภาพรักกับเธอก่อนที่จะสายเกินไปอย่างครั้งก่อน

ท่ามกลางเรื่องราวความรักของไฮโซหนุ่มกับดาราสาวมีปมปัญหาผุดขึ้นมามากมาย
ทั้งคู่ต้องร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรคและข่าวลือนานัปการไปด้วยกันอย่างไม่ย่อท้อ

 

_______________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

 

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

6

 

ตอนเห็นชื่อแอ็กเคานต์เวยปั๋ว[1]ของตัวเองสั้นๆ ง่ายๆ ว่า “หนิงซี” หญิงสาวคิดๆ แล้วถาม “พี่จาง คุณว่าฉันเปลี่ยนชื่อแอ็กเคานต์เป็นหนิงซีชอบกินฮะเก๋าจะมีแฟนคลับเพิ่มขึ้นอีกสักนิดไหมนะ”

“กลุ่มไหนเพิ่มล่ะ พวกนักกินไหม” จางชิงอวิ๋นชักสงสัยสายตาของตัวเองเสียแล้ว ทำไมผู้หญิงที่มีรัศมีนางฟ้าจับตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าแบบนี้ก็มีเวลาติงต๊องได้นะ

“ฉันก็แค่เสนอไอเดียเล่นๆ อย่าซีเรียสน่า” เห็นจางชิงอวิ๋นไม่เอาด้วยกับความคิดของเธอ หนิงซีไม่ว่าอะไร ลุกขึ้นเปิดคอมพิวเตอร์ให้เขาสมัครแอ็กเคานต์เวยปั๋วให้

“ตามกฎที่รู้กันเองในบริษัท นักแสดงใหม่จะโพสต์อะไรลงเวยปั๋วตามใจชอบไม่ได้” ประเด็นคือกลัวพวกเด็กใหม่ที่อีคิวไอคิว[2]ต่ำกว่ามาตรฐานโพสต์เรียกแขกให้ตัวเอง จางชิงอวิ๋นเข้าแอ็กเคานต์ของเธอแล้วกดติดตามพวกรุ่นพี่ในบริษัทแล้วหันหน้าไปพูดกับเธอ “ผมไม่อยากทำแบบนี้กับคุณหรอก แต่วันหลังตอนคุณจะโพสต์ลงเวยปั๋วต้องระวังให้ดีและมั่นใจว่าเหมาะสม”

หนิงซีพยักหน้า เธอเคยเห็นดาราบางคนที่วอนหาเรื่องใส่ตัวเพราะใช้ถ้อยคำไม่เข้าท่าในเวยปั๋วหรือเฟซบุ๊กเหมือนกัน ด้วยเหตุนี้เธอเห็นด้วยกับคำพูดของจางชิงอวิ๋นเต็มที่

คนโบราณว่าไว้ กลองดีไม่ต้องตีแรง จางชิงอวิ๋นคลุกคลีกับหนิงซีมาหลายเดือน ถึงบางครั้งเวลาส่วนตัวเธอจะขี้เล่นไปบ้าง แต่อยู่ข้างนอกจะเอาการเอางานมาก ระดับอีคิวไอคิวปกติดี ซ้ำยังอยู่ในเกณฑ์สูง ดังนั้นเรื่องบางเรื่องเขาไม่จำเป็นต้องพูดย้ำซ้ำๆ ซากๆ หลายรอบ

จางชิงอวิ๋นคุยกับรุ่นพี่พวกนั้นไว้ล่วงหน้าแล้ว พอเวยปั๋วของหนิงซีฟอลโลว์พวกเขา ส่วนใหญ่ฟอลโลว์กลับอย่างว่องไว

พอพวกแฟนคลับเห็นว่าไอดอลของตัวเองฟอลโลว์คนที่ไม่รู้จัก ก็จะไล่ตามไปดูในเวยปั๋วของคนคนนั้น

ที่ไหนได้แอ็กเคานต์นี้ไม่มีอะไรสักอย่างนอกจากชื่อกับตรารับรองจากเวยปั๋ว บางคนอาจจะกดฟอลโลว์ไปอย่างนั้น แต่ก็มีคนปิดเพจออกไปเลย เพราะไม่สนใจชื่อที่ไม่คุ้นเคยสักนิด

นี่เป็นเรื่องปกติมาก อีกอย่าง จางชิงอวิ๋นไม่คิดจะซื้อยอดฟอลโลว์ให้หนิงซี ดาราหน้าใหม่ที่ยังไม่มีผลงานแต่กลับมีแฟนคลับเป็นแสนนี่สิแปลก ก็ให้มีคนติดตามไม่กี่คนแบบนี้ดูสมจริงไม่แสแสร้งดี ไม่แน่ว่ายังเรียกความเห็นใจจากแฟนคลับในอนาคตอีกก็เป็นได้

“โพสต์แรกในเวยปั๋วลงรูปเธอหรืออย่างอื่นดี” หลังจางชิงอวิ๋นจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วไม่ได้ถือวิสาสะเลือกเรื่องที่โพสต์แทนหนิงซี

เขามีอาชีพเป็นผู้จัดการส่วนตัว จึงรู้ว่าการดูแลศิลปินแต่ละคนต้องใช้วิธีการต่างๆ กันไป หนิงซีเป็นนักแสดงที่พร้อมทั้งความสามารถและหน้าตา หนำซ้ำอีคิวสูง เขาเห็นว่าเธอมีแววดีมีอนาคตไกลแน่ ดังนั้นไม่อยากจะเข้มงวดไปเสียทุกเรื่องจนเกินไป

ต่างฝ่ายต่างผ่อนหนักผ่อนเบาแก่กัน วันหน้าถึงจะทำงานร่วมกันต่อไปได้ดียิ่งขึ้น

หนิงซีนิ่งคิดแล้วล้วงมือถือออกมาโพสต์เวยปั๋ว

[หนิงซี V[3]: กินอิ่มนอนหลับไม่ทำงาน เป็นเรื่องเดียวที่ทำได้วันนี้]

“โพสต์นี้ของคุณก็…ติดดินดี” จางชิงอวิ๋นหาข้อติอะไรไม่ได้มาก ตอนนี้หนิงซียังต้องหาแฟนคลับเพิ่มผ่านทางเวยปั๋ว ดังนั้นทุกๆ โพสต์จำเป็นต้องคิดแล้วคิดอีกให้ดีก่อน

ในวงการมีดาราใหญ่บางคนไม่ต้องใช้เวยปั๋ว และไม่ต้องออกพวกรายการบันเทิงวาไรตี้เลยด้วยซ้ำ เพราะแค่ชื่อเสียงกับฝีมือของพวกเขาก็มากพอจะการันตีทุกอย่าง แต่ยังมีบางคนใช้เวยปั๋วเป็นพื้นที่ส่วนตัวธรรมดาๆ อยากโพสต์อะไรก็โพสต์ ต่อให้พิมพ์แค่เครื่องหมายวรรคตอนตัวเดียว ก็มีแฟนคลับแห่มากดไลค์และแสดงความคิดเห็นกันใหญ่ นี่เองคือบารมีในวงการ

ถึงกระนั้นดารานักแสดงในวงการมีอยู่มากมายกลาดเกลื่อน แต่จะมีสักกี่คนที่เดินไปถึงก้าวนี้ได้อย่างแท้จริง

หนิงซีลงโพสต์นี้ในเวยปั๋วไม่นานนัก โจวเจิ้งชวนก็แชร์โพสต์นี้

[โจวเจิ้งชวน V: รุ่นน้องโชคดีจริงๆ วันนี้ผมยังไม่ได้ทำสักอย่างเลยครับ (เพลีย) // @หนิงซี V:กินอิ่มนอนหลับไม่ทำงาน เป็นเรื่องเดียวที่ทำได้วันนี้]

พอเห็นโพสต์นี้ จางชิงอวิ๋นบอกหนิงซียิ้มๆ “ปกติเจิ้งชวนไม่ค่อยชอบโพสต์เวยปั๋ว ดูท่าเขาจะเอ็นดูรุ่นน้องอย่างคุณดีนะ”

หนิงซีวางมือถือ หยักยิ้มพร้อมกับเชิดหน้าขึ้น “ใครใช้ให้ฉันเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดีละ”

จางชิงอวิ๋นทำหน้าหน่าย จากนั้นเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ของวงการบันเทิงตามสื่อออนไลน์ในประเทศ รวมถึงวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของพวกดารานักแสดงหลังเจอเรื่องพวกนี้

หนิงซีรับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจมาก เพราะทั้งหมดนี้เป็นคำเตือนสอนใจรุ่นน้องของรุ่นพี่ในวงการที่ต้องแลกมาด้วยเลือดและน้ำตา

ยามที่จางชิงอวิ๋นมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของหนิงซี สัญชาตญาณในตัวเขาบอกว่าตอนนั้นที่เขายกนักแสดงชายเกรดบีคนหนึ่งในมือให้หลิวคุนรับช่วงไปแล้วเลือกดูแลหนิงซีเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอย่างยิ่งยวด

 

อากาศในวันคล้ายวันเกิดของอาจารย์เหยาปลอดโปร่งสดใส แสงแดดเจิดจ้า หนิงซีเปลี่ยนชุดเสร็จแล้วแต่งหน้าให้ตัวเองจนสวยเช้งอยู่หน้ากระจก เธอใส่เครื่องประดับแล้วถือกระเป๋าใบเล็กออกจากห้อง

เธอเข้าลิฟต์แล้วกดลงไปชั้นใต้ดิน ตอนก้าวออกนอกลิฟต์ จางชิงอวิ๋นก็ขับรถมารอเธออยู่แล้ว

หนิงซีเปิดประตูรถเข้าไปนั่งที่นั่งตอนหลัง รัดเข็มขัดให้ตัวเองก่อนคลี่ยิ้มกว้างบอกเขา “พี่จาง วันนี้รบกวนคุณรับหน้าที่เป็นคนขับรถให้ฉันสักวันนะคะ”

จางชิงอวิ๋นกลับรถแล้วเอี้ยวคอมองเธอแวบหนึ่ง พูดด้วยน้ำเสียงทึ่งๆ “มีคำพูดหนึ่งกล่าวไว้ได้ดี ผู้ชายอย่าได้ยุ่งกับผู้หญิงสวยที่แต่งหน้าเก่งเป็นอันขาด”

“เพราะอะไรเหรอคะ” หนิงซีหยิบแว่นกันแดดสีชาออกมา มองจางชิงอวิ๋น สีหน้าเหมือนอมยิ้มนิดๆ

“เพราะผู้หญิงแบบนี้จะทำให้ผู้ชายหลงรักหัวปักหัวปำจนยอมทำให้ทุกอย่างน่ะสิ” จางชิงอวิ๋นยักไหล่ ถามอย่างพร้อมให้บริการ “บอกมาเลย วันนี้องค์ราชินีจะเสด็จไปที่ใดพ่ะย่ะค่ะ”

หนิงซีหัวเราะขำๆ เธอใส่แว่นกันแดด “จะไปออกศึกค่ะ”

 

ในห้องจัดเลี้ยงส่วนตัวหรูหราของภัตตาคารจินซิ่ว ศิษย์เก่ารุ่นสิบเอ็ดกำลังห้อมล้อมอาจารย์เหยาเพื่ออวยพรวันคล้ายวันเกิด มีบางคนไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกันและกัน บรรยากาศครึกครื้นมาก

โดยเฉพาะรอบๆ ตัวเฉินอีจวิ้นและเว่ยซือฉี มีเพื่อนนักเรียนที่อยากประจบประแจงสองคนนี้ไม่น้อย คนที่มาร่วมงานส่วนใหญ่ต่างต้องดิ้นรนทำงานอยู่ในสังคม จึงเข้าใจดีว่าอำนาจเงินตรามีความสำคัญปานใด ฉะนั้นถึงต้องก้มหัวพินอบพิเทาคนอื่น พวกเขาก็เต็มใจ

หลังเฉินอีจวิ้นรับหน้าพวกเพื่อนนักเรียนได้ครู่หนึ่ง ก็หาข้ออ้างออกจากห้องไปยืนรับลมดึกตรงระเบียง เขาได้ยินเสียงเซ็งแซ่จากทางข้างหลังขณะจุดบุหรี่ตัวหนึ่งคีบไว้ตรงหว่างนิ้วอย่างหงุดหงิดอยู่บ้าง กลิ่นยาสูบจางๆ ทำให้อารมณ์ของเขาค่อยๆ สงบลง

“อะไรกัน ผิดหวังมากเหรอ” เว่ยซือฉีเดินมาหยุดอยู่ข้างหลังเขา ยกสองมือกอดอก เหยียดยิ้มมองชายหนุ่ม “วันคล้ายวันเกิดห้าสิบห้าปีของอาจารย์เหยา เธอคนนั้นก็ไม่ได้มา…”

“คุณอยากพูดอะไร” เฉินอีจวิ้นมองเว่ยซือฉี สีหน้าปราศจากความรู้สึก ในดวงตาเขาแฝงรอยเหนื่อยหน่ายแกมรำคาญ

“นึกว่าฉันไม่รู้เรื่องที่หลายปีนี้คุณฝากคนตามหาหนิงซีลับหลังฉันเหรอ” เว่ยซือฉีลดเสียงเบาลง ไม่อยากให้เพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ รู้ว่าทั้งคู่ทะเลาะกัน “พอคนพวกนั้นหาหนิงซีไม่เจอ คุณก็เล็งเป้าหมายมาที่อาจารย์เหยาแทน”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ รอยยิ้มเยาะหยันบนหน้าเธอชัดเจนขึ้น หลังอาจารย์เหยาสอนพวกเธอซึ่งเป็นนักเรียนรุ่นสิบเอ็ดเป็นรุ่นสุดท้ายก็เกษียณ หนนี้เฉินอีจวิ้นจงใจเสนอความเห็นให้จัดงานฉลองวันคล้ายวันเกิดให้อาจารย์ แต่จริงๆ แล้วอยากถามข่าวคราวของหนิงซีจากท่านเท่านั้น

“ผมไม่รู้ว่าคุณหมายถึงอะไร” เฉินอีจวิ้นหน้าตึง พูดว่า “ถ้าคุณอยากคิดแบบนี้ ผมก็จนปัญญา”

เว่ยซือฉีเกือบจะรักษาสีหน้าไว้ไม่อยู่ เธอสูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่งถึงสะกดไฟโกรธสุมอกไว้ได้ “ตอนนี้คุณเป็นคู่หมั้นฉันนะ คุณรู้ตัวหรือเปล่า!”

“แล้วผมบอกว่าไม่ใช่ตั้งแต่เมื่อไหร่” เฉินอีจวิ้นดับบุหรี่ในมือ เขากับเธอจ้องหน้ากันชั่วครู่ สุดท้ายเป็นเฉินอีจวิ้นก้าวเข้าไปโอบเอวหญิงสาว ยิ้มบาง “คุณอย่าคิดมากน่า ผมจะมีใจให้หนิงซีจริงๆ ได้ยังไง”

พอเห็นเฉินอีจวิ้นเข้ามางอนง้อ ใบหน้าของเว่ยซือฉีปรากฏรอยยิ้มในที่สุด “ฉันจะรู้ไหมล่ะว่าคุณอาจมีรสนิยมแปลกๆ ชอบสาวอวบอ้วนเจ้าเนื้อหรือเปล่า”

“คุณคิดอะไรของคุณ อยากยกคู่หมั้นตัวเองให้ผู้หญิงอื่นรึ” เฉินอีจวิ้นยิ้มมุมปาก “ผมแค่ออกมาสูบบุหรี่มวนเดียวเอง กลับเข้าไปเถอะ ทุกคนรอพวกเราอยู่นะ”

ทั้งคู่เพิ่งเดินมาถึงหน้าประตูห้องจัดเลี้ยง เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดังลอยมาจากด้านหลัง เว่ยซือฉีเหลียวไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เห็นผู้หญิงสวมเดรสสีดำ ถือกระเป๋าสาวเท้ามาทางนี้ แม้ใส่แว่นตาดำมองไม่เห็นหน้า แต่เธอรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณว่าอีกฝ่ายต้องเป็นสาวสวยคนหนึ่ง แล้วสวยขนาดที่ดึงดูดสายตาผู้ชายนับไม่ถ้วน

เธอเบนหน้าไปมองเฉินอีจวิ้น เห็นสายตาของเขาไม่ได้จับอยู่ที่ตัวหญิงสาวคนนั้น มุมปากถึงมีรอยยิ้มผุดขึ้นอย่างพอใจ

ก๊อก…แก๊ก…ก๊อก…แก๊ก…

สาวสวยผมหยักศกหยุดนิ่งตรงหน้าเธอกับเขา ถอดแว่นตาออกมองป้ายหน้าประตูห้องแวบหนึ่งแล้วผงกหัวทักทายพร้อมยิ้มให้คนทั้งคู่อย่างสุภาพ จากนั้นก้าวเท้าผ่านข้างตัวพวกเขาเข้าประตูห้องจัดเลี้ยงไป

เสี้ยววินาทีที่อีกฝ่ายถอดแว่นตาออก ในใจเว่ยซือฉีรู้สึกหวาดหวั่นชอบกล พอเห็นหน้าตาที่สวยเฉียบไร้ที่ติของผู้หญิงคนนั้นแล้ว เธอพินิจสีหน้าคู่หมั้นซ้ำอีกที เห็นเขาทำตาลอยอย่างเคลิบเคลิ้มตามคาด

“อีจวิ้น” เธอกระตุกแขนเสื้อเขา

“พวกเราเข้าไปกันเถอะ” ชายหนุ่มดึงสติคืนมาทันควัน ส่งยิ้มให้หญิงสาวพลางจูงมือเธอเข้าไปข้างใน

“ขอโทษด้วยค่ะที่มาสาย” หนิงซีเข้าไปในห้องจัดเลี้ยงแล้วขอโทษเพื่อนนักเรียนทุกคนยิ้มๆ ถึงเดินไปหาอาจารย์เหยา เธอหยิบกล่องของขวัญที่ห่ออย่างสวยงามประณีตกล่องหนึ่งออกจากกระเป๋าถือ “อาจารย์เหยา ขอให้อาจารย์มีแต่ความสุข อายุมั่นขวัญยืนนะคะ”

“อาจารย์นึกว่าวันนี้เธอมีงานจะมาไม่ได้แล้ว นั่งลงเร็วเข้า” อาจารย์เหยาดึงหนิงซีมานั่งข้างๆ ค่อยเปิดห่อของขวัญที่เธอมอบให้แล้วโคลงศีรษะ พูดว่า “เด็กคนนี้ทำไมถึงซื้อของแพงแบบนี้ อาจารย์รับไว้ไม่ได้”

“ไม่แพงค่ะ พักนี้ทองราคาตก อย่างอื่นอาจารย์ก็มีหมดแล้ว หนูคิดไปคิดมาก็ได้แต่เช่าพระสักองค์มาคุ้มครองอาจารย์ หนูอยากให้อาจารย์อยู่ดีมีสุข สุขภาพแข็งแรง ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บและอันตรายใดๆ ถ้าอาจารย์ไม่รับไว้แล้วหนูจะให้ใครล่ะคะ” ที่หนิงซีพูดเป็นความจริง สร้อยเส้นนี้ดูเหมือนแพง แต่จริงๆ แล้วราคายังไม่สูงเท่ากระเป๋าแบรนด์เนมใบหนึ่ง

เพื่อนนักเรียนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ อาจารย์เห็นสร้อยพระเปล่งประกายสีทองอร่ามเส้นหนึ่งวางอยู่ในกล่อง อีกทั้งน่าจะมีน้ำหนักไม่น้อย อดคิดไม่ได้ว่าสาวสวยคนนี้ใจป้ำน่าดู

พวกผู้ชายยิ่งอยากรู้ว่าหญิงสาวแสนสวยคนนี้เป็นใครกันแน่ หรือเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนคนละรุ่นกับพวกเขา

ถึงวันนี้พวกเขาศิษย์เก่ารุ่นสิบเอ็ดจัดงานวันคล้ายวันเกิดให้อาจารย์เหยา อาจารย์สอนหนังสือมาตั้งหลายปีจะมีลูกศิษย์ลูกหารุ่นอื่นๆ ตั้งใจมาอวยพรวันคล้ายวันเกิดก็เป็นเรื่องธรรมดามาก

เพียงแต่ไม่รู้ว่าคนสวยมีเจ้าของหรือยัง ถ้าไม่มีละก็…

แหะๆๆ

มีแค่ซุนซิ่วเหม่ยซึ่งนั่งตรงมุมห้องมองมาทางอาจารย์เหยาอย่างตกตะลึง ค่อยหันขวับไปมองเฉินอีจวิ้นกับเว่ยซือฉีสองคนที่ทำท่ารักกันหวานเจี๊ยบอวดคนอื่นอยู่

หนิงซี!

 

[1] เว็บไซต์ไมโครบล็อกของจีนที่คล้ายทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กผสมกัน

[2] EQ ย่อมาจาก Emotional Quotient หมายถึง ความฉลาดทางอารมณ์ ส่วน IQ ย่อมาจาก Intelligence Quotient หมายถึง ความฉลาดทางสติปัญญา

[3] สัญลักษณ์รับรองบัญชีส่วนบุคคลของเวยปั๋ว (Account Verified)

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า