fbpx

[ทดลองอ่าน] I love farming ผมแค่อยากปลูกผัก ส่วนความรักน่ะ เล่ม 4 ตอนที่ 5.1

我愛種田
ผมแค่อยากปลูกผัก ส่วนความรักน่ะ… เล่ม 4

 

ลาเหมียนฮวาถังเตอะทู่จื่อ เขียน
ตัวละครผู้ถูกแทงที่ท้อง แปล

 

ในที่สุดเสี่ยวไป๋ที่ติดตามชุยชีฉาวมาหลายโลกก็เผยตัวตนออกมา
จากโลกเสมือนสู่โลกแห่งความจริง จากแมวกลายเป็นคน
แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไป คือจิตใจที่รักการทำไร่ปลูกผักของชายหนุ่ม
แล้วความรักล่ะ ความรักน่ะ จะเป็นยังไงกันนะ ม๊าววว!!!

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

บทที่ 5.1

 

ปลูกข้าว? การปลูกข้าวเป็นเคล็ดวิชาล้ำเลิศแบบใดกัน พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน ฟังดูแล้วเหมือนเป็นงานกสิกรรมในโลกมนุษย์

มีเพียงอวิ๋นเมิ่งเจินเหรินที่รู้สึกตงิดใจจนคิดบางสิ่งขึ้นได้ แต่ไม่มั่นใจนัก

ชุยชีฉาวพาวาฬน้อยตามเข้ามาหลังทุกคนก้าวหนึ่ง ก่อนจะกล่าวอธิบาย “ผู้อาวุโสชื่อหงจุนเจ่อ เมื่อครู่ภายนอกเกิดภยันตรายขึ้นเล็กน้อย ดังนั้นพวกข้าจึงพาคนรุ่นหลังเข้ามาหลบภัยก่อน”

คนรุ่นหลัง…ก็ถูก จะเรียกว่า “คนรุ่นหลัง” ก็มิผิดนัก

ทุกคนรู้สึกว่านาม “ชื่อหงจุนเจ่อ” นี้ช่างฟังดูคุ้นหู เมื่อผู้บำเพ็ญเพียรที่สูงวัยหน่อยได้คิดใคร่ครวญอย่างละเอียดก็นึกขึ้นได้ อีกฝ่ายมิใช่หนึ่งในผู้อาวุโสลือชื่อแห่งภพผู้บำเพ็ญเพียรในกาลก่อนหรอกหรือ แม้ฝีมือจะไม่ถึงขั้นเดียวกับถันเหวยเจินเหริน ทว่าก็นับเป็นอีกหนึ่งปูชนียบุคคล น่าเสียดายที่ฝ่ายตรงข้ามร่วงโรยไปแต่เนิ่น ไม่นึกว่าวิญญาณจะยังสถิตอยู่ที่นี่!

เรื่องราวความเป็นมาเช่นนี้ยิ่งยืนยันความคิดของพวกเขามากขึ้น ชะตาลิขิต นี่ต้องเป็นการพบพานแห่งชะตาลิขิตเป็นแน่!

ชื่อหงจุนเจ่อมุ่นคิ้วยามได้ยินถ้อยคำของชุยชีฉาว “ที่เจ้าพูดหมายความว่าอย่างไร คนพวกนี้ไม่ใช่เจ้าพาเข้ามาเพื่อทำไร่ด้วยกันหรอกหรือ ช่วงนี้ข้าวโพดกับมันเทศเพิ่งเก็บเกี่ยวจนเกลี้ยง ถึงเวลาควรต้องเริ่มลงมือเพาะปลูกรอบใหม่แล้ว”

คนทั้งหมด “?”

อีกฝ่ายกำลังกล่าวถึงเรื่องใด ยิ่งเอ่ยก็ยิ่งชวนให้สับสนงงงวย ข้าวโพดกับมันเทศเป็นเคล็ดวิชาแขนงไหนกัน

ส่วนอวิ๋นเมิ่งเจินเหรินหวนนึกไปถึงครั้งเยือนเมืองมนุษย์ อาจารย์อานำเสบียงอาหารปริมาณมหาศาลออกมาจากมิติถ้ำสวรรค์ เขายังเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ อีกฝ่ายตอบเพียงว่าเสบียงทั้งหมดล้วนปลูกเอาไว้ในมิติถ้ำสวรรค์ ตอนนั้นเขายังคลางแคลงใจ ชุยชีฉาวไหนจะต้องปรนนิบัติรับใช้อาจารย์ปู่ อาหารทั้งสามมื้อก็ต้องลงมือทำเอง มิหนำซ้ำยังต้องอ่านตำราและฝึกฝนอีก เจ้าตัวจะหายามว่างจากไหนมาปลูกเสบียงเหล่านั้นกัน

คราวนี้เมื่อได้พบเห็นชื่อหงจุนเจ่อจึงรู้ แท้จริงแล้วอีกฝ่ายก็พกพาชาวนารุ่นราวคราวปู่ติดตัวไว้นี่เอง…

ชุยชีฉาวหลุดหัวเราะ “ถ้อยคำของท่านเตือนข้าพอดี จริงดังว่า จะให้คนเหล่านี้เข้ามาอยู่โดยเปล่าประโยชน์มิได้”

คนเหล่านี้ “!”

ก่อนหน้านี้ศิษย์คนเล็กจากรุ่นที่สิบสามแห่งสำนักอวี่หลิงยังมิเอ่ยวาจา ทว่าพอเอ่ยถ้อยคำหนึ่งกลับชวนให้คนหวาดผวายิ่งนัก!

ซุนฝูหยางเอ่ยอย่างงุนงง “คือว่า..ท่านอาจารย์อา มิติถ้ำสวรรค์แห่งนี้ ไม่ใช่สิ หมายถึงท่านผู้อาวุโสชื่อหงจุนเจ่อดูแลไร่นาอยู่ที่แห่งนี้หรือขอรับ สิ่งที่บอกว่าจะสอนพวกข้าเมื่อครู่คือการทำนาหรือ หมายถึงการเก็บเกี่ยวเสบียงอาหารน่ะหรือ”

ชุยชีฉาวเข้ามาช้ากว่าคนอื่นไปก้าวหนึ่งจึงไม่ได้ยิน เขาผินหน้าไปทางชื่อหงจุนเจ่อ

ชื่อหงจุนเจ่อตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก “ใช่ ข้าบอกว่าจะสอนพวกเขาปลูกข้าว แม้เทียบกับผู้อื่นแล้ว ระดับบำเพ็ญเพียรของข้าอาจไม่ใช่ระดับขั้นสูงสุด ทว่ายามนี้มาตรฐานการทำไร่นาของข้าก็ไม่เลว การชี้นำพวกเขาให้เข้าลู่เข้าทางคงไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรงหรอกกระมัง”

ทุกคน: ช้าก่อน ท่านขยายความให้ชัดเจนกว่านี้ที “เมื่อเทียบกับผู้อื่นแล้ว ระดับบำเพ็ญเพียรของข้าอาจไม่ใช่ระดับขั้นสูงสุด” ผู้อื่นที่ว่ามีจำนวนเท่าใด

ชุยชีฉาวพูดเองเออเอง “ทุกๆ ท่าน ข้าได้สอบถามถันเหวยเจินเหรินมาเมื่อครู่ การเดินทางออกจากแดนเหมันต์ต้องใช้เวลาเล็กน้อย เจินเหรินตัดสินใจจะลงมือตรวจสอบต้นสายปลายเหตุให้แน่ชัด พวกท่านคงต้องติดอยู่ในที่แห่งนี้อีกสักระยะ ประจวบเหมาะได้เวลาหมุนเวียนพืชพันธุ์ที่ปลูกพอดี ขอแรงทุกท่านช่วยเหลือหน่อยแล้วกัน”

เขากล่าวถ้อยคำทั้งหมดออกมาอย่างเต็มปากเต็มคำเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติ คนพวกนี้เข้ามาหลบในมิติถ้ำสวรรค์ของเขา ช่วยทำงานตอบแทนเสียหน่อยก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร

เมื่อไม่นานมานี้พวกเขาเพิ่งเก็บเกี่ยวข้าวโพดกับมันเทศจนหมด จำต้องปลูกพืชหมุนเวียน ดังนั้นคงปลูกพืชสองชนิดนี้ต่อไปไม่ได้อีก คราวนี้จึงเปลี่ยนมาปลูกถั่วเหลืองทั้งหมด

ทุกคน “…”

วาจาอีกฝ่ายสมเหตุสมผล ทว่าเหตุใดพวกเขาจึงรู้สึกว่ามันผิดธรรมชาติเช่นนี้นะ

“แต่…คือว่า เจ้าจะปลูกพวกนี้ไปเพื่อสิ่งใด จำนวนมากมายขนาดนี้ กระทั่งทั้งสำนักอวี่หลิงก็คงกินไม่หมดกระมัง” ผู้อาวุโสแห่งอวี๋หยางอดถามไม่ได้

ชุยชีฉาวยังไม่ทันได้ตอบ อวิ๋นเมิ่งเจินเหรินก็พึมพำขึ้นเสียก่อน “พื้นที่หลายแห่งในโลกมนุษย์กำลังประสบภัยพิบัติ…”

เขาคิดว่าตนเองพบคำตอบแล้ว พวกเขาฝึกเซียนมาอย่างต่ำก็ร้อยกว่าปี ญาติสนิทมิตรสหายบนโลกมนุษย์ในยามอดีตต่างลาจากโลกนี้ไปจนหมด ทว่าท่านอาจารย์อาเพิ่งขึ้นเขามาได้ไม่ทันครบปี สายใยต่อโลกมนุษย์จึงยังคงแนบแน่นอย่างยิ่ง

อาจด้วยประสบการณ์ที่เคยพบเจอ อาจารย์อาจึงเกิดความเมตตาต่อผู้ทุกข์ยากทั้งหลาย จิตใจคงหวั่นไหวเมื่อพบว่าสำนักอวี่หลิงครองผืนแปลงเต๋ออี้ ไหนจะยังมีผืนดินอุดมสมบูรณ์นับไม่ถ้วนในมิติถ้ำสวรรค์อีกต่างหาก เพราะฉะนั้นเขาจึงเริ่มปลูกเสบียงอาหารกักตุนเอาไว้ในมิติถ้ำสวรรค์แต่เนิ่นๆ

หากเป็นเพียงความรู้สึกชั่ววูบยามเดินทางผ่านเมืองแห่งนั้น อยู่ๆ จะเสกอาหารปริมาณมากขนาดนั้นขึ้นจากความว่างเปล่าได้อย่างไร ของเหล่านั้นย่อมต้องจัดเตรียมเอาไว้แต่แรก

พวกที่เหลือได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มตระหนักได้บ้าง

กระนั้นจุดประสงค์ของชุยชีฉาวก็ยังเป็นเพียงเรื่องรอง หลัก ๆ คือพวกเขาต่อต้านชุยชีฉาวไม่ได้ต่างหาก ทุกคน ณ ที่ตรงนั้นต่างเห็นเช่นเดียวกันหมด ถันเหวยเจินเหรินล้วงมิติถ้ำสวรรค์ออกมาจากอกเสื้อของชุยชีฉาว อีกทั้งปืนระเบิดก่อนหน้านี้ของชุยชีฉาวยังน่าตกตะลึงมากด้วย…

ช่วงแรกทุกคนยังคงกังวลถึงความเป็นไปของสถานการณ์ภายนอก สภาพฟ้าถล่มดินทลายเช่นนั้นช่างตอกย้ำให้นึกถึงตำนานยุคบรรพกาลเสียเหลือเกิน ทว่าชุยชีฉาวกลับเข้ามากล่าวให้พวกเขาวางใจทำไร่ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น เพราะถันเหวยเจินเหรินกำลังรุดหน้าไปตรวจสอบแทน

ชื่อหงจุนเจ่อเรียกรวมคนที่เหลือให้มานั่งฟังบทเรียนร่วมกัน เขาไม่ได้พบเห็นคนตั้งมากมายเท่านี้มากี่ปีแล้วนะ เมื่อนึกย้อนกลับไป สมัยที่เขายังรุ่งโรจน์และมีศิษย์ในสังกัดจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนนั้น เขาจะนั่งสาธยายเคล็ดวิชาอยู่บนแท่น ส่วนเหล่าศิษย์ด้านล่างก็ฟังจนลุ่มหลงตกอยู่ในภวังค์

หากแต่ยามนี้? เขาสาธยายวิชาอยู่กลางอากาศ ส่วนคนรับบทเรียนด้านล่างกลับแสดงสีหน้าราวกับฝืนกินสิ่งปฏิกูลเข้าไป

“อันดับแรก เมล็ดพันธุ์ดีเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวด มองเมล็ดพันธุ์เหล่านี้สิ เมล็ดนี้ปริแตกอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นมิควรเก็บไว้ เมล็ดที่ถูกแมลงกัดกินก็เช่นกัน” ชื่อหงจุนเจ่อคีบเมล็ดพันธุ์ขึ้น “ต้องอวบอิ่ม สะอาดและไร้มลทินดั่งเช่นเมล็ดนี้เท่านั้น พวกเจ้าดูสิ ช่างงดงามเหลือเกิน”

เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรได้แต่ก้มหน้าก้มตาคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ ในใจต่างใคร่ครวญว่านี่คือเรื่องอันใด พวกเขากำลังเผชิญกับการกดดันจากผู้ฝึกวิชาขั้นอิงหนิง และมีผู้อาสุโสระดับขั้นเจ๋ว์เสี่ยงกำลังพร่ำสอนบทเรียน…การปลูกถั่วเหลือง

ทว่าพวกเขาปราดเปรื่องเป็นทุนเดิม หลังเข้าใจเงื่อนไขทั้งหมดก็เริ่มแสดงฝีไม้ลายมือของตน ผู้ฝึกวิชาคนหนึ่งเรียกกระแสลมให้ยกเมล็ดทั้งกองลอยเหนือดิน จากนั้นก็เล็งไปยังเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ครู่เดียวก็คัดแยกออกมาเสร็จสรรพ ส่วนอีกผู้หนึ่งก็ตวัดฟาดกระบี่ลงสู่พื้นพสุธาจนสั่นสะท้าน เพื่อบดขยี้เมล็ดที่เสียจนกลายเป็นผุยผง

หลังเมล็ดพันธุ์ดีทั้งหมดถูกคัดออกมาอย่างว่องไวและจัดเรียงลงบนพื้นเป็นชั้นบางๆ แล้ว ก็ถึงตาชื่อหงจุนเจ่ออวดฝีมือขนานใหญ่ เขาปล่อยเพลิงขุมพลังหยางออกมาอบเมล็ดจนแห้งทั้งหมด!

หลังเห็นชื่อหงจุนเจ่อเสกคาถา เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรก็ตกอยู่ในอาการหลงใหล ทั้งการควบคุมกำลังที่แสนแม่นยำเที่ยงตรง ทั้งขอบเขตวงกว้างของคาถา ช่างน่าอิจฉาเหลือเกิน!

เมล็ดที่อบออกมาในท้ายที่สุดตรงตามมาตรฐานพอดิบพอดี อุณหภูมิไม่ได้สูงจนเมล็ดปริแตก ความชื้นก็พอเหมาะพอควร

ชื่อหงจุนเจ่อเก็บเพลิงในมือพร้อมแย้มยิ้มบาง “เรียบร้อย รอตากเมล็ดสักพักคอยมาเก็บแล้วกัน”

เจ้าตัวกล่าวออกมาอย่างเรียบง่าย ประหนึ่งการกระทำเมื่อครู่ง่ายดายราวกับก้มเก็บก้อนหินก้อนหนึ่งเท่านั้น เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรทอดถอนใจด้วยความนับถือ นี่ต่างหากการแสดงฝีมือของผู้สูงส่ง

คราวนี้เมื่อหันกลับมามองข้างตัวอีกที ชุยชีฉาวที่หายไปยามคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ก็ปรากฏตัวอีกครั้ง มิหนำซ้ำยังแบกอาวุธทรงกระบอกไว้บนไหล่อีกด้วย

ทุกคนสงสัยใคร่รู้ระคนหวาดเกรง– นั่นเป็นอาวุธวิเศษทรงพลานุภาพที่ยิงโจมตีธารน้ำแข็งก่อนหน้านี้ แต่ลักษณะภายนอกคล้ายจะต่างจากเดิมเล็กน้อย ส่วนปลายดูจะขยายใหญ่ขึ้น หรือนี่จะเป็นอาวุธวิเศษที่ทรงพลังยิ่งขึ้นกว่าเดิม?

ขณะที่ทุกคนคาดเดาไปต่างๆ นานาว่าอาวุธชิ้นนี้หลอมขึ้นได้อย่างไร สายตาทุกคู่พลันเห็นชุยชีฉาวหมุนตัวจ่อกระบอกปืนใหญ่มาทางพวกตน

กลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรแตกกระเจิงหลบอย่างหวาดกลัว

“ท่านอาจารย์อาชุย ท่านกำลังคิดจะทำสิ่งใด”

“ระ ระวังหน่อยสิขอรับ!”

“พวกเรามิได้อู้เสียหน่อย…”

เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรต่างมีสายตาอันเฉียบแหลม พวกเขาสังเกตเห็นตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ขอเพียงแค่แบกไว้บนไหล่และเหนี่ยวไก ของสิ่งนี้ก็จะทำงานทันที

ชุยชีฉาวปรายสายตางุนงงไปทางพวกเขา จากนั้นก็เล็งปืนฉีดน้ำนมทแยงขึ้นด้านบนพร้อมเหนี่ยวไก ของเหลวสีขาวนวลพุ่งออกมาเป็นสาย มันคือน้ำนมวัวกับแพะที่เขาไปผสมน้ำไท่อีมาเมื่อกี้นั่นเอง

ผู้ฝึกวิชาทั้งหลาย “…”

ชุยชีฉาวไม่เข้าใจว่าพวกเขามองทั้งสองอย่างเป็นวัตถุเดียวกันได้อย่างไร อย่างหนึ่งเป็นอาวุธบรรจุพลังปราณ ส่วนอีกอย่างมีเอาไว้ฉีดพ่นน้ำนม แค่วัสดุที่ใช้ก็ต่างแล้ว อาวุธมีชิ้นส่วนซับซ้อนกว่าเยอะ

พวกเขาก้าวขึ้นหน้าพลางเอ่ยด้วยความเก้อเขิน “วาฬพยับเมฆาตัวนี้ยังอยู่ในวัยดื่มนมหรือ”

“อืม” ชุยชีฉาวป้อนอยู่หลายรอบนมหลายร้อยจินถึงหมดลง ไหล่ของเขาแทบจะพังอยู่รอมร่อ

วาฬน้อยที่กินอิ่มหมีพีมันถูไถคลอเคลียตัวชุยชีฉาวอย่างสนิทสนมสองสามที

ป้อนอาหารลูกจนอิ่มแล้วก็ถึงตาชุยชีฉาวให้อาหารตัวเองบ้าง เขาเดินไปเด็ดผักจากแปลงก่อนจะเริ่มก่อเตาขึ้น ก่อนหน้านี้นึกว่าจะเดินทางเพียงแค่ครึ่งเดือน เขาจึงพกมาแต่อาหารแห้งกับเนื้อแห้ง ไม่ทันได้เตรียมเครื่องครัวออกมาด้วย

โชคดีไม่น้อยที่มีผู้ฝึกวิชาอยู่ตั้งมาก เพียงแค่เรียกอวิ๋นเมิ่งหรือชื่อหงจุนเจ่อมาประดิษฐ์กระทะให้ก็ได้แล้ว จากนั้นค่อยก่อเตา ฟืนก็มีพร้อมใช้อยู่เต็มไปหมด

ชุยชีฉาวล้างผักจนสะอาด ดีที่ทรัพยากรบางส่วนถูกเก็บเอาไว้ในนี้ เขาจึงยังพอมีเครื่องปรุงให้ใช้อยู่บ้าง ส่วนชื่อหงจุนเจ่อกำลังช่วยจุดไฟตั้งน้ำมันบนกระทะ เตรียมทำต้นอ่อนกระเทียมผัดเนื้อแดดเดียว

ต้นอ่อนกระเทียมที่เพิ่งเด็ดออกมาได้ไม่ถึงสิบนาทีดี ถูกนำไปล้างและหั่นเป็นท่อน เห็นเป็นสีเขียวหยกอวบอิ่มน่ากิน เนื้อแดดเดียวมีส่วนเนื้อกับมันอย่างละครึ่ง หลังหั่นเป็นแผ่นบางส่วนของมันก็ล้อแสงเป็นประกายวิบวับ เขาหั่นพริกแดงอีกสองเม็ดลงไปผัดไฟแดงพร้อมกัน ไม่นานนักกลิ่นหอมอบอวลก็กระจายไปทั่ว

ชุยชีฉาวผัดกับข้าวไปพลางกล่าว “ผู้อาวุโสชื่อหงช่วยข้าหุงข้าวที”

ทุกคน “!”

ชื่อหงจุนเจ่อเองก็ประหลาดใจเช่นกัน “ข้าหุงไม่เป็น…”

คราวนี้ทุกคนจึงวางใจลง บัดซบ ชื่อหงจุนเจ่อ ผู้ฝึกปราณมารรุ่นใหญ่เช่นนี้ ปลูกผักเป็นก็น่าอัศจรรย์พอแล้ว หากทำอาหารเป็นด้วย…

วินาทีต่อมา ชื่อหงจุนเจ่อก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ “ข้าใคร่ครวญดูแล้ว ก็เพียงต้องควบคุมกำลังไฟให้ดี คงมิใช่เรื่องยากเท่าใดนัก”

พูดจบเขาก็เริ่มหุงข้าวจริง ๆ

ทุกคน “…”

ชุยชีฉาวทำต้นอ่อนกระเทียมผัดเนื้อแดดเดียวกับผัดผักกาดขาวอย่างละจาน ทางด้านชื่อหงจุนเจ่อก็หุงข้าวจนสำเร็จ ข้าวเรียงตัวเป็นเม็ดสวย นุ่มนิ่มทว่าไม่แฉะ

“ขอบคุณขอรับผู้อาวุโส” ชุยชีฉาวกล่าวอย่างพึงพอใจ

เขาวางสำรับลงบนโต๊ะไม้ตัวเล็กที่สร้างขึ้นจากแผ่นไม้และตอไม้ จากนั้นจึงเริ่มกินข้าว ชุยชีฉาวไม่ได้ใส่เนื้อแดดเดียวเยอะนัก กลับเป็นต้นอ่อนกระเทียมที่ใส่เยอะกว่า รสชาติกลมกล่อมเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังเจือกลิ่นหอมและรสเค็มจากเนื้อแดดเดียวพร้อมความเผ็ดจากพริกแห้งเล็กน้อย รสชาติไม่หนักเลยสักนิด  ทั้งหวานทั้งกรอบจนยามเคี้ยวเกิดเสียงดังกรุบกรับในปาก ทั้งเรียบง่ายและเอร็ดอร่อย

ชุยชีฉาวกินไปได้ไม่กี่คำก็พลันรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ เขาค้นพบว่าทุกคนเอาแต่จ้องมองมา “มีอะไรหรือ”

เขามองตอบคนพวกนี้อย่างเป็นธรรมชาติ ทำไมแต่ละคนถึงเอาแต่จ้องเขาเหมือนพวกนักศึกษาม. C ล่ะ ผู้บำเพ็ญเพียรไม่ต้องกินข้าวไม่ใช่เหรอ

แม้บางครั้งผู้บำเพ็ญเพียรระดับขั้นสูงของสำนักอวี่หลิงจะนึกอยากอาหารบ้าง ทว่าก็กินเพียงผลไม้หรือขนมที่ทำอย่างประณีตพิถีพิถันมากมาโดยตลอด

“…” ที่จริงนอกจากชุยชีฉาว คนที่เหลือต่างก็ผ่านศีลอดพี่กู่มาหมดแล้ว ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อได้กลิ่นหอมหวนนั้น พวกเขาก็อดคิดไม่ได้ว่า พวกตนอุตส่าห์ช่วยทำงานทั้งที เหตุใดท่านอาจารย์อาชุยจึงไม่เลี้ยงอาหารสักมื้อเล่า

ใช่แล้ว พวกเขาไม่ต้องกินข้าวก็จริง ทว่าไม่เลี้ยงอาหารเป็นพิธีเสียหน่อยหรือ

ครั้นจะให้พวกเขาเอ่ยออกมาตามตรงก็รู้สึกกระดากอายเล็กน้อย

อวิ๋นเมิ่งเจินเหรินพลันนึกถึงศิษย์เรือนเสียมั่วที่ถูกหอหมินหมีจูเถา “ก่อกวน” จนตอนนี้ก็ยังมิอาจก้าวสู่ขั้นอิงหนิงได้ จะว่าไปแล้ว หลังจากผ่านไปได้หลายวันศิษย์พวกนั้นก็บังเอิญได้ยินเข้า ว่าที่แท้ความเร็วในการบรรลุของพวกตนนั้นช้าผิดปกติ ไม่ตรงกับพรสวรรค์ที่มีเลยสักนิด

จากนั้นศิษย์ที่ปราดเปรื่องหน่อยก็พอเดาได้ว่าเหตุเกิดเพราะอะไร คาดไม่ถึงเลยว่าที่หลงคิดว่าตัวเองเป็นลูกรักสวรรค์ มีอนาคตก้าวไกลหลังเข้าสำนักอวี่หลิง กลับต้องมาคว้าน้ำเหลวตั้งแต่ด่านแรกเอาเสียได้

พวกเขาสาบานว่าจะหลุดพ้นจากการรบกวนของหอหมินหมีจูเถาให้ได้ แต่น่าเสียดาย พยัคฆ์ที่ขวางเส้นทางเอาไว้ช่างดุร้าย กระทั่งก่อนอวิ๋นเมิ่งเจินเหรินออกเดินทางจากสำนักอวี่หลิงก็ยังไม่ได้ยินว่ามีศิษย์เรือนเสียมั่วผู้ไหนหลุดพ้นจากการรบกวนจิตใจครั้งนี้ได้เลย

ยามนี้ทั่วทั้งสำนักอวี่หลิงต่างเหงื่อตกแทนศิษย์ใหม่และเริ่มชวนกันพนันขันต่อว่าต้องใช้เวลามากเพียงใด ศิษย์เรือนเสียมั่วจึงจะก้าวข้ามเข้าสู่การบำเพ็ญระดับขั้นอิงหนิงได้

ทีแรกลูกศิษย์รุ่นนี้เคยเป็นที่หมายตาคาดหวังมากที่สุดแท้ๆ ผู้ใดจะคาดคิดว่าพวกเขากลับกลายเป็นศิษย์รุ่นที่ใช้เวลาเฉลี่ยนานที่สุดในการเข้าสำนักอย่างเป็นทางการเสียแล้ว…

หลังตกอยู่ในภวังค์ชั่วครู่ อวิ๋นเมิ่งเจินเหรินพลันรู้ตัวพลางเอ่ยกู้สถานการณ์ “ท่านอาจารย์อา พี่น้องทุกท่านมิได้กินอาหารอย่างมนุษย์มานาน ยามเห็นท่านดื่มกินคงหวนคำนึงถึง เช่นนั้นแล้ว ยกเตากับกระทะพวกนี้ให้ทุกท่านได้ยืมใช้หน่อยดีไหมขอรับ”

เขาคงมิอาจเสียมารยาทกับพี่น้องสหายบนหนทางเดียวกันได้ ทว่าก็ไม่มีทางให้อาจารย์อาผู้เป็นลูกศิษย์รุ่นที่สิบสามแห่งสำนักอวี่หลิงลงมือทำอาหารให้คนรุ่นหลังกินได้เช่นเดียวกัน

ชุยชีฉาวเข้าใจในทันที “เชิญหยิบใช้วัตถุดิบทำอาหารได้ตามใจชอบ”

ทุกคน “…”

พวกเขาจะไปสันทัดอย่างชุยชีฉาวได้อย่างไร สุดท้ายได้แต่หยิบกระทะมาผัดผักกินอย่างประดักประเดิด พอกล่าวว่าหวานกรอบได้อยู่ ทว่าหากเทียบกับที่ชุยชีฉาวกินแล้ว รสชาติดูจะมิได้ต่างกันเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า