fbpx

[ทดลองอ่าน] โอตาคุวันสิ้นโลก เล่ม 6 บทที่ 211 : คลื่นซอมบี้มาอีกแล้ว

โอตาคุวันสิ้นโลก
重生宅男的末世守则

 

暖荷 หน่วนเหอ เขียน
เมิ่งเหวิน เเปล

 

— โปรย —

การย้ายบ้านออกมานอกเขตกำแพงแกร่งกร้าวของฐานที่มั่น
ตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้ทีมโอตาคุต้องผจญกับโลกกว้างใหญ่
ที่ถึงจะมีอิสรภาพ แต่ก็มีอุปสรรค และบททดสอบมากมายรออยู่
ไหนจะสัตว์กลายพันธุ์แปลกๆ ที่สื่อสารกันไม่เข้าใจ
ไหนจะกลุ่มคนที่จ้องจะหาประโยชน์เอารัดเอาเปรียบ
ไหนจะความหลงระเริงส่วนตัว พากันเล่นสนุกกันอย่างเมามัน…
เอ๋ มันเกิดอะไรกันขึ้นกับทีมโอตาคุกันล่ะเนี่ย!

ชาติที่แล้วหลัวซวินใช้เวลาร่วมสิบปี เก็บเกี่ยวประสบการณ์
ในยุควันสิ้นโลกมาพลิกชะตาชีวิตของชาตินี้ได้ใหม่
แต่ความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อๆไป ทำให้หลายเหตุการณ์
ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง แต่การฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกับทีมโอตาคุ
หลายต่อหลายครั้งได้พิสูจน์ให้เขามั่นใจแล้วว่า
อนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร… ก็มาดิค้าบ~

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

บทที่ 211 คลื่นซอมบี้มาอีกแล้ว

 

ถ้าไม่รีบฉวยโอกาสออกไปตอนนี้ แล้วจะรอออกไปเมื่อไร

 

แม้จะอยู่ในห้องใต้ดิน แต่พวกหลัวซวินต่างก็ไม่กล้าทำเสียงอึกทึกครึกโครม ทุกคนทำงานกันอย่างเบาไม้เบามือที่สุด คอยระวังไม่ให้ส่งเสียงดัง

ที่จริงโลหะที่เหยียนเฟยใช้สร้างผนังนั้นก็หนาเว่อร์วังอลังการมากแล้ว ประสิทธิภาพในการกันเสียงก็ดีเยี่ยม ต่อให้ยืนเคาะผนังฝั่งนี้เสียงก็ไม่ดังไปยังอีกฝั่ง ก่อนหน้านี้ตอนกินข้าวอยู่ที่โรงอาหารชั้นหนึ่ง พวกเขาได้ยินเสียงก้องกังวานเหมือนก้อนหินตกใส่เกราะโลหะ น่าจะเป็นเพราะตกกระทบกับแผ่นโลหะบางๆ ที่ใช้บังแผงพลังงานแสงอาทิตย์เข้าพอดีจึงเกิดเป็นเสียงดังฟังชัด

พวกเขาเติมดิน ใส่ปุ๋ย และปลูกพืชกันอย่างเบามือเบาเท้า เมล็ดที่เพิ่งงอกใหม่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ตอนนี้เติบโตเป็นต้นกล้าแล้ว ระหว่างที่ทุกคนทำงานของวันนี้อยู่ที่ชั้นใต้ดิน จิตใจก็พะวักพะวนไม่น้อย คอยแต่เหลือบมองดูด้านบน ทั้งยังผลัดกันขึ้นไปดูสถานการณ์ทีละคนสองคนอยู่เป็นระยะด้วย

ถึงแม้จะดูสถานการณ์ภายนอกผ่านหน้าจอโน้ตบุ๊กได้ก็ตาม แต่ก็เห็นจากกล้องของห้องเดียวเท่านั้น ส่วนห้องอื่นๆ จะมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นหรือไม่ ต้องไปดูให้เห็นเองกับตาถึงจะสบายใจ

ขณะที่ทุกคนกำลังระวังตัวแจ พวกเด็กๆ ในบ้านก็อยู่อย่างเงียบสงบเป็นพิเศษ หลังจากอวี๋ซินหรันช่วยงานผู้ใหญ่พักหนึ่งแล้วก็วิ่งไปที่ข้างเปลซาลาเปาน้อย แล้วนั่งหัดเขียนหนังสือและวาดรูปอยู่เป็นเพื่อน โดยมีเจ้าตัวเล็กเดินตามหลังเด็กน้อยต้อยๆ คอยเฝ้าอยู่ในห้องอย่างรู้งาน

โชคดีที่ซาลาเปาน้อยสงบเงียบเรียบร้อยมาแต่ไหนแต่ไร ไม่ว่าหลัวซวินจะพาสะพายหลังไปไหน หรือใส่เปลไกวไปมา ก็เพียงส่งเสียงร้องอุแว้ๆ แค่ตอนอึ ฉี่ หรือหิวเท่านั้น ไม่เคยร้องไห้โยเยมาก่อนเลย

จนถึงตอนเที่ยงทุกคนจึงหยุดงานและพักผ่อน หลัวซวินกับเหยียนเฟยขึ้นมายังชั้นบนและไปตรวจดูสถานการณ์ภายนอกที่ชั้นสาม เหยียนเฟยเปิดผนังเกราะโลหะเป็นช่องเล็กๆ ตามทิศต่างๆ เพื่อใช้สังเกตสถานการณ์คลื่นซอมบี้ที่อยู่ข้างนอก

สิ่งที่ปรากฏแก่สายตายังคงเป็นซอมบี้หลากหลายสีสันมีทั้งที่บินอยู่บนฟ้าและวิ่งอยู่บนพื้น โชคดีที่ซอมบี้เหล่านี้อยู่ห่างจากฐานทัพใหม่ของพวกเขาค่อนข้างไกลจึงไม่มีวี่แววว่าจะเข้ามาคุกคาม อีกทั้งซอมบี้จำนวนหนึ่งยังเข้าไปเฉียดใกล้พื้นที่เพาะปลูกจนถูกเถาปีศาจพุ่งเป้าโจมตี จึงยิ่งทำให้พวกเขาปลอดภัยขึ้นไปอีก

“เราลงไปกันก่อนเถอะ ดูท่าทางแล้วพวกมันคงต้องใช้เวลาเคลื่อนขบวนกันอีกสักระยะ” เหยียนเฟยปิดผนึกผนังกลับมามิดชิดทั้งหมดเหมือนเดิม มือที่โอบบ่าหลัวซวินตบไหล่คนรักเบาๆ

หลัวซวินพยักหน้าเล็กน้อยแล้วกลับไปกินข้าวเที่ยงที่ชั้นหนึ่งพร้อมกับเหยียนเฟย

เนื่องจากก่อนหน้านี้ทุกคนกังวลว่าตอนคลื่นซอมบี้ผ่านมาแถวนี้อาจเผลอทำลายจานรับสัญญาณดาวเทียมเสียหาย ดังนั้นจึงใช้โลหะปิดผนึกของเหล่านี้ไว้โดยเฉพาะเพื่อป้องกันไม่ให้พวกซอมบี้ผ่านมาเห็นสิ่งเหล่านี้เข้า ตอนนี้จึงยังถอดเกราะโลหะที่ปิดผนึกของพวกนั้นออกไม่ได้ ต้องรออีกหน่อยแล้วค่อยว่ากัน

แล้วก็เป็นอย่างที่เหยียนเฟยคาดไว้ คลื่นซอมบี้ใช้เวลาสองวันเต็มในการ ‘เดินผ่าน’ บริเวณฐานทัพใหม่ของพวกเขา กว่าจะค่อยๆ หายไปอย่างไร้ร่องรอย

จากนั้นพวกเขาถึงได้ถอดเกราะโลหะที่ป้องกันจานรับสัญญาณดาวเทียมออก เหอเฉียนคุนกับเพื่อนๆ สองสามคนรับหน้าที่กรองข้อมูลข่าวสารที่เพิ่งได้รับมาใหม่ ในนั้นมีภาพถ่ายจำนวนหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่า… ซอมบี้ระลอกนี้เดินทางไปถึงฐานที่มั่นตะวันตกเฉียงใต้แล้ว แถมยังปิดล้อมที่นั่นไว้อีกครั้ง

 

ฐานที่มั่นตะวันตกเฉียงใต้คาดการณ์ไว้นานแล้วว่าคลื่นซอมบี้ครั้งนี้จะผ่านมาใกล้ฐานที่มั่น และยังเตรียมมาตรการรับมือและเตรียมความพร้อมไว้ล่วงหน้าด้วย

ทางการได้ประกาศแจ้งเตือนไม่ให้ประชาชนทุกคนในฐานที่มั่นออกไปข้างนอกในช่วงเวลาที่กำหนด และเตรียมพร้อมป้องกันไว้ล่วงหน้า ตลอดจนการจัดแบ่งทีมต่างๆ ว่าจะต้องผลัดเปลี่ยนเวรคุ้มกันฐานที่มั่นอย่างไรตอนที่คลื่นซอมบี้มาถึงก็ล้วนเตรียมการไว้เสร็จสรรพหมดแล้ว

น่าเสียดายก็แต่ยังคงมีสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงมากมายทำให้ฐานที่มั่นเกิดความโกลาหลวุ่นวายเล็กน้อย เช่น เนื่องจากในฐานมีทรัพยากรไม่เพียงพอ ดังนั้นถึงแม้จะผลิตอาวุธและกระสุนได้ แต่ปริมาณก็ไม่มากพอ ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องพึ่งพาผู้มีพลังพิเศษเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันฐานที่มั่น

แต่ปัญหาก็คือ หลังจากเปลี่ยนขั้วอำนาจการปกครองใหม่ เพื่อสร้างเสถียรภาพภายในฐานที่มั่น คนเหล่านั้นจึงแอบทำตามแนวทางเดียวกับผู้บริหารฐานที่มั่นในอดีต ด้วยการจัดส่งทีมที่ไม่ให้ความร่วมมือกับเบื้องบนเข้าไปทำภารกิจในส่วนลึกของเขตตัวเมืองหรือเขตที่มีซอมบี้ชุกชุม ทำให้เสียมือดีไปเป็นจำนวนมาก

หรืออย่างเช่น เพื่อให้ผู้มีพลังพิเศษกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพให้มากที่สุด จะได้รักษาอำนาจในการปกครองฐานที่มั่น จึงยกระดับภารกิจของแต่ละทีมให้ยากมากขึ้น บีบคั้นทีมที่มีขนาดเล็กและทีมที่ไม่ฟังคำสั่งให้ยุบทีมไป พวกผู้มีพลังพิเศษจากทีมที่ถูกยุบไปเหล่านั้นส่วนหนึ่งย่อมต้องไปเข้าร่วมกับทีมที่ใหญ่กว่า แต่ก็มีผู้มีพลังพิเศษอีกส่วนหนึ่งไม่เต็มใจเข้าร่วมกับทีมพวกนั้นด้วยเหมือนกัน ครั้นถึงเวลาประกาศพื้นที่รับผิดชอบป้องกันของแต่ละทีมช่วงก่อนที่ซอมบี้จะปิดล้อมฐานที่มั่น ทีแรกใช้วิธีการส่งข้อความถึงแต่ละทีมเหมือนเช่นทุกครั้ง ผู้มีพลังพิเศษบางคนที่ไม่เข้าร่วมทีมใดๆ แล้วจึงไม่ได้รับข่าวสาร เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ดูเหมือนว่าจำนวนผู้มีพลังพิเศษจะลดลงอย่างฮวบฮาบ

ยังดีที่เป็นการแจ้งล่วงหน้าจึงคำนวณตัวเลขกำลังหลักในการป้องกันกำแพงฐานที่มั่นออกมาได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้นำระดับสูงพบปัญหาแต่เนิ่นๆ และรีบเปลี่ยนเป็นแจ้งข่าวถึงคนทั่วไปทั้งหมดในฐานที่มั่น แถมยังตั้งค่าตอบแทนเป็นคริสตัลเพื่อชักจูงใจคน… โดยปกติหลังจากคลื่นซอมบี้ผ่านไปแต่ละครั้ง ทางฐานที่มั่นจะส่งทหารออกไปเก็บรวบรวมคริสตัลที่กระจัดกระจายอยู่โดยรอบ จนเก็บกวาดทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยถึงค่อยให้คนทั่วไปออกไปทำภารกิจที่นอกฐานได้

คริสตัลที่เก็บรวบรวมได้ ส่วนหนึ่งย่อมต้องแบ่งให้กำลังพลของหน่วยต่างๆ เป็นรางวัลตอบแทน ส่วนที่เหลือทั้งหมดเก็บเป็นสมบัติของฐานที่มั่น จะยอมปล่อยออกมาก็เฉพาะในยามจำเป็นเท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีบางสถานการณ์ที่ชนชั้นผู้บริหารซึ่งเพิ่งมารับตำแหน่งหมาดๆ เองก็คิดไม่ถึง เดิมทีคิดว่าการเปลี่ยนผู้บริหารใหม่ยกชุดแล้วสถานการณ์ในฐานน่าจะพัฒนาไปในทิศทางแบบที่พวกเขาคาดคิดไว้ เช่น ปัญหาเรื่องการทำงานเหลาะแหละไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานต่างๆ ที่ต้องติดต่อกับบุคคลภายนอก

ตอนแรกนึกว่าได้ขับไล่ ‘แมลงร้าย’ ฝูงนั้นไปพ้นแล้ว เจ้าหน้าที่ใหม่จะตั้งใจทำงานกันอย่างขยันขันแข็งกันทุกคน แต่พวกผู้บริหารกลับมองข้ามปัญหาอย่างหนึ่งไป… ประวัติศาสตร์นับแต่โบราณกาลมา ประเทศของพวกเขาล้วนเป็นสังคมอุปถัมภ์ ไม่ว่าใครก็ตาม ขอแค่มีคนใหญ่คนโตคอยหนุนหลังเพียงเล็กน้อย ก็พร้อมที่จะเป็นทั้งฝ่ายเอื้อประโยชน์และฝ่ายรับประโยชน์จากคนรอบข้างกันทั้งนั้น

บ้างก็อาศัยสายสัมพันธ์ บ้างก็ส่งของกำนัลเพื่อหวังใช้เส้นสายทางลัด และหากงานในปัจจุบันของพวกเขาไม่ได้สร้างความมั่งคั่งแบบที่คาดหวัง แถมผู้บริหารยังไม่ได้ลงมาตรวจสอบควบคุมอย่างจริงจัง ขบวนการเน่าหนอนฟอนเฟะของคนเหล่านี้ก็จะยิ่งแทรกซอนลึกเข้าไปใหญ่

เหตุปัจจัยต่างๆ ทำให้การเตรียมการรับมือก่อนที่ซอมบี้จะยกโขยงมาครั้งนี้ไม่เป็นไปอย่างที่ตั้งใจ ถ้าไม่เพราะมีเวลาเตรียมการป้องกันมากพอละก็ คงเกิดปัญหาใหญ่โตแน่ โชคดีที่พวกเขาตรวจพบวิกฤตการณ์ทัน จึงค้นพบปัญหาภายใน ปรับเปลี่ยนนโยบาย และปรับแก้กลยุทธ์ได้ทันท่วงที

เมื่อซอมบี้ตัวแรกบินผ่านเข้ามาเหนือฐานที่มั่น สงครามซอมบี้ปิดล้อมฐานจึงได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งอย่างเป็นทางการ

 

ในภาพถ่ายภาพหนึ่งเห็นเงาร่างดำๆ กระจุกตัวหนาแน่นอยู่รอบฐานที่มั่นแห่งหนึ่งที่มีขนาดพื้นที่ค่อนข้างใหญ่ ที่นั่นก็คือฐานที่มั่นตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งถูกล้อมด้วยคลื่นซอมบี้นั่นเอง

หลัวซวินวิเคราะห์อย่างละเอียด หลังจากดูภาพอื่นๆ ประกอบจนแน่ใจว่าซอมบี้กลุ่มที่อยู่ไกลออกไปอีกไม่น่ามุ่งหน้ามาสมทบที่ฐานที่มั่นตะวันตกเฉียงใต้และฐานทัพของพวกเขาเพิ่มแล้ว จึงบอกว่า “ตอนนี้ฐานของเราปลอดภัยชั่วคราว รอดูสถานการณ์อยู่ในบ้านสักสองสามวันก่อนค่อยออกไป”

คนอื่นๆ ต่างพยักหน้าสนับสนุน แม้ว่าซอมบี้จะไปรวมตัวอยู่ที่ฐานที่มั่นตะวันตกเฉียงใต้แล้ว แต่ใครจะรู้เล่าว่าหากการต่อสู้ยืดเยื้อ พวกมันจะหันกลับมาทางเดิมหรือเปล่า

แต่จู่ๆ จางซู่ก็เอ่ยขึ้น “ฉันว่าเราออกไปหาของกันช่วงนี้ดีกว่า ไปที่โกดังหรือศูนย์กระจายสินค้ากันก่อนก็ได้ ขืนมัวรอให้คลื่นซอมบี้ถอนกำลังให้หมด ก็ต้องมีคนจากในฐานออกมารวบรวมทรัพยากรด้วยเหมือนกันแน่ ถ้าไปเจอคนพวกนั้นจะยิ่งยุ่งยากนะ”

ทุกคนอึ้งไปสักพักก่อนตาลุกวาว แล้วหันไปมองหลัวซวิน

หลัวซวินเข้าใจความหมายของจางซู่ เขาขมวดคิ้วครุ่นคิดสักพักจึงตัดสินใจว่า “นายพูดก็ถูก มีของบางอย่างที่ไปถึงก่อนมีสิทธิ์ก่อน ที่จริงตอนนี้เราเองก็ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าที่นั่นจะมีทรัพยากรที่เราต้องการหรือเปล่า แต่ถ้าไม่ฉวยจังหวะนี้รีบออกไปลองหาดู วันหน้าถ้าหากไปเจอคนอื่นด้วยได้งานเข้าแน่”

จางซู่วิเคราะห์ได้ถูกต้องแล้ว พวกเขาสามารถประเมินความปลอดภัยและความเสี่ยงได้จากภาพถ่ายดาวเทียม ฐานที่มั่นก็สามารถทำได้เหมือนกัน มิหนำซ้ำฐานที่มั่นมีกำลังคนมากกว่า และมีทีมที่แข็งแกร่งเยอะกว่าด้วย เวลาพวกเขาออกไปรวบรวมทรัพยากรก็มีโอกาสพบกับทีมอื่นของฐานที่มั่นอยู่แล้ว ถ้าไม่รีบฉวยโอกาสออกไปตอนนี้ พอถึงตาคนในฐานที่มั่นออกมา ก็ไม่รู้เลยว่าจะมีอะไรเหลือถึงมือพวกเขาบ้าง บนโลกนี้ไม่มีคนโง่หรอก มีแต่ความได้เปรียบในการลงมือช้าหรือเร็วเท่านั้น

หลังจากหารือกันทุกคนก็ตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะออกเดินทางกันแต่เช้า จุดหมายปลายทางคราวนี้คือ… โกดังสินค้าของธุรกิจห้างร้านจำนวนมากที่พวกเขาหาเจอจากในแผนที่ ที่บังเอิญมากก็คือ บริเวณใกล้เคียงของที่แห่งนั้นยังเป็นที่ตั้งของหนึ่งในศูนย์ขนส่งหลักของบริษัทขนส่งยักษ์ใหญ่ในยุคก่อนวันสิ้นโลกของเมืองเอพอดี

ตอนเช้าตรู่ เมื่อตรวจดูภาพถ่ายดาวเทียมอีกครั้ง พวกหลัวซวินจึงตัดสินใจออกเดินทางทันที พวกเขาอาจเจอซอมบี้หลงฝูงกลางทางบ้างประปราย แต่เมื่อเทียบกับคลื่นซอมบี้แล้ว ซอมบี้หลงฝูงพวกนี้ถือได้ว่าเป็นกระดูกคนละเบอร์อย่างแท้จริง

สถานที่ที่พวกเขาจะไปอยู่ห่างจากฐานทัพใหม่ไกลพอควร บวกกับถนนหนทางชำรุดเสียหายหนักเอาการ ทุกคนที่นั่งอยู่ในรถจึงรู้สึกเหมือนอยู่บนเครื่องเล่นผจญภัยในสวนสนุกไม่มีผิด กระแทกกระทั้นสะท้านสะเทือนตั้งแต่หัวจรดเท้า อวี๋ซินหรันผู้น่าสงสารถูกเขย่าจนอาเจียนออกมา พวกเขาได้แต่รีบจอดรถเพื่อให้เด็กๆ ได้พักกันสักเดี๋ยว หลัวซวินรีบตรวจดูอาการของซาลาเปาน้อยที่เบาะหลัง แต่ใครจะคิดว่าหนูน้อยกลับลืมตาแป๋วราวกับผลองุ่น ชูไม้ชูมือหัวเราะเอิ๊กอ๊ากสนุกสนาน ดูร่าเริงเป็นพิเศษ

หรือว่าเจ้าหนูจะชอบความรู้สึกที่ถูกเหวี่ยงแบบนี้?

หลัวซวินกับเหยียนเฟยมองหน้ากันโดยไม่พูดอะไร ก่อนหันไปมองเปลที่เด็กน้อยนอนอยู่อีกครั้ง… บางทีอาจเป็นเพราะซาลาเปาน้อยอยู่ในเปลที่มั่นคงแน่นหนามาก พอรถโคลงเคลงไปมา สำหรับหนูน้อยแล้วจึงเหมือนถูกคนอุ้มโยกไปโยกมา จึงรู้สึกสนุกมากกว่าทรมาน

“ดีขึ้นบ้างไหมจ๊ะ” ซ่งหลิงหลิงเติมน้ำสะอาดใส่ถ้วยส่งให้สวีเหมยช่วยอุ่นด้วยไฟ ก่อนจะถือกลับมาป้อนให้อวี๋ซินหรันป้วนปาก

เด็กหญิงตัวน้อยล้างปากบ้วนน้ำสองที ก่อนพยักหน้าด้วยใบหน้าขาวซีด “หนูไม่เป็นไรแล้วค่ะ”

เมื่อเห็นใบหน้าซีดเผือดของหนูน้อย ทุกคนต่างรู้ว่าเด็กคนนี้กำลังฝืนอยู่ พวกเขาจึงหันไปมองหลัวซวินกับเหยียนเฟยซึ่งกำลังอุ้มซาลาเปาน้อยผู้คึกคักผิดปกติลงมาจากรถ

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า