fbpx

[ทดลองอ่าน] โอตาคุวันสิ้นโลก เล่ม 6 บทที่ 216 : สวนอุทยาน

โอตาคุวันสิ้นโลก
重生宅男的末世守则

 

暖荷 หน่วนเหอ เขียน
เมิ่งเหวิน เเปล

 

— โปรย —

การย้ายบ้านออกมานอกเขตกำแพงแกร่งกร้าวของฐานที่มั่น
ตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้ทีมโอตาคุต้องผจญกับโลกกว้างใหญ่
ที่ถึงจะมีอิสรภาพ แต่ก็มีอุปสรรค และบททดสอบมากมายรออยู่
ไหนจะสัตว์กลายพันธุ์แปลกๆ ที่สื่อสารกันไม่เข้าใจ
ไหนจะกลุ่มคนที่จ้องจะหาประโยชน์เอารัดเอาเปรียบ
ไหนจะความหลงระเริงส่วนตัว พากันเล่นสนุกกันอย่างเมามัน…
เอ๋ มันเกิดอะไรกันขึ้นกับทีมโอตาคุกันล่ะเนี่ย!

ชาติที่แล้วหลัวซวินใช้เวลาร่วมสิบปี เก็บเกี่ยวประสบการณ์
ในยุควันสิ้นโลกมาพลิกชะตาชีวิตของชาตินี้ได้ใหม่
แต่ความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบต่อๆไป ทำให้หลายเหตุการณ์
ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง แต่การฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกับทีมโอตาคุ
หลายต่อหลายครั้งได้พิสูจน์ให้เขามั่นใจแล้วว่า
อนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร… ก็มาดิค้าบ~

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

บทที่ 216 สวนอุทยาน

 

สวนบ้านเราเป็นสวนอุทยาน

 

สมาชิกทีมโอตาคุขนดินที่ผสมปุ๋ยรดน้ำไว้แล้วไปเทลงในพื้นที่สวนกระสอบแล้วกระสอบเล่า กระบะแล้วกระบะเล่า เวลานี้พวกเขาดีใจมากที่ก่อนหน้านี้เก็บดินเอาไว้ไม่น้อย สามารถเอามาใช้ที่นี่ได้พอดี ไม่อย่างนั้นถ้าดินไม่พอใช้ พวกเขาคงต้องลงไปขุดอุโมงค์กันอีกแน่

การถมดินใช้เวลาพอๆ กับการขุดหลุม พวกหลัวซวินใช้เวลาสองวันเต็มกว่าจะถมดินซึ่งอุดมด้วยแร่ธาตุและชุ่มชื้นพอเหมาะเหล่านี้จนเต็มพื้นที่ทั้งหมด นอกจากนี้พวกเขายังสร้างเนินเขาย่อมๆ ขึ้นมาหลายลูก เวลานี้พื้นดินถูกอัดแน่นจนอยู่ตัวดีแล้ว รออีกสักระยะก็ย้ายต้นผลไม้ต่างๆ ในชั้นใต้ดินขึ้นมาปลูกไว้บนดินได้

หลังจากปรับพื้นดินใหม่หมด บริเวณนี้จึงดูต่างไปจากเดิมไม่น้อย เนื่องจากเชื่อมต่อโลหะตั้งแต่ส่วนหลังคากำแพง ตัวกำแพง และฐานรากลึกลงไปจนถึงชั้นใต้ดิน พวกหลัวซวินจึงลดระดับความสูงของชั้นดินลงเล็กน้อย เพียงแค่ให้ต้นไม้หยั่งรากลึกลงไปได้พอสมควร แบบนี้ต่อให้พวกเขาสร้างโรงเรือนเพาะปลูกแล้วมองจากด้านนอกเข้ามาก็จะดูไม่สูงนัก และก็ไม่ต้องกังวลว่าหลังคาโรงเรือนจะต่ำเกินไปจนอาจส่งผลกระทบให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่

ก่อนที่พวกหลัวซวินจะถมและปรับพื้นดินจนแน่น พวกเขาได้นำไส้เดือนที่เพาะเลี้ยงไว้ในบ้านกว่าครึ่งหนึ่งมาปล่อยไว้ทั่วสวนแห่งนี้ ให้พวกมันค่อยๆ ขยายพันธุ์อยู่ในสวนอย่างช้าๆ เมื่อดินอยู่ตัวดีแล้วจึงค่อยนำแผ่นหิน ก้อนหินตกแต่ง และก้อนอิฐที่เคยเก็บรวบรวมมาหรือที่เป็นของเดิมของที่นี่มาปูทำเป็นทางเดินเล็กๆ ในสวน

เมื่อทำงานส่วนนี้เรียบร้อยแล้ว พวกเขาค่อยโฟกัสไปที่ส่วนหลังคากันต่อ… ทุกคนเตรียมตัวจะติดตั้งหลังคาให้เสร็จโดยเร็วที่สุด ทั้งหลังคากระจกและหลังคาโลหะสำหรับเป็นเกราะป้องกันภัย นอกจากนี้ยังต้องติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ด้วย หลังจากนั้นส่วนใต้หลังคาก็ต้องติดตั้งระบบไฟและหลอดไฟต่างๆ เผื่อวันไหนฝนตกฟ้าครึ้ม ในเรือนกระจกมีแสงสว่างไม่เพียงพอ ก็สามารถเปิดไฟช่วยได้

คนทั้งกลุ่มออกไปข้างนอกกันอีกสองสามรอบ นำโลหะที่รวบรวมกลับมาได้มากพอแล้วมาสร้างโครงของเรือนกระจก โครงหลังคา ช่องหน้าต่าง และช่องหลังคา ส่วนที่เว้นไว้ก็ติดตั้งกระจกที่นำกลับมาจากโรงงานกระจกได้เลย แน่นอนว่าพวกเขาย่อมสร้างเกราะโลหะไว้ด้านนอกบานกระจกเหล่านี้ด้วย เพื่อป้องกันหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น จะได้คลุมครอบเรือนกระจกทั้งหมดได้ทันเวลา ไม่ให้กระจกบานใหญ่ถูกทำลายแตกเสียหาย

ในขณะที่เหยียนเฟยกำลังสร้างโครงโลหะต่างๆ พวกหลัวซวินก็ทาสีน้ำมันลงบนแผ่นโลหะให้เป็นลวดลายที่ดูเหมือนไม่ตั้งใจ เพื่ออำพรางเวลาที่มองผ่านภาพถ่ายจากดาวเทียมแล้วจะได้ไม่รู้สึกสะดุดตา

ขั้นตอนนี้ใช้เวลาค่อนข้างนาน หลัวซวินแบ่งคนออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งรับผิดชอบการวาดลวดลายบนแผ่นโลหะ อีกส่วนหนึ่งเริ่มทยอยขนย้ายต้นผลไม้ที่ก่อนหน้านี้พวกเขาล้อมกลับมาจากข้างนอก รวมถึงต้นไม้ที่นำมาจากในฐานแต่แรก และกล้าไม้ที่เพาะอยู่ในชั้นใต้ดิน นำมาจำแนกประเภทและปลูกให้กระจายไปตามส่วนต่างๆ ภายในเรือนกระจก… ต้นไม้ที่เพิ่งย้ายที่ปลูกไม่ควรโดนแดดมากเกินไป ดีที่การก่อสร้างโครงสร้างหลังคาตอนนี้สามารถบังแดดได้บางส่วนพอดี

งานหลักของเหยียนเฟยเมื่อสร้างโครงเสร็จแล้วก็คือรับผิดชอบการติดตั้งกระจกและสร้างเกราะป้องกันหลังคา หลังจากที่พวกหลัวซวินทาสีแผ่นโลหะแล้ว เหยียนเฟยก็ต้อง ‘ติด’ แผ่นโลหะเหล่านั้นไว้ชั้นนอกสุดตามตำแหน่งที่เหมาะสม

งานก่อสร้างกินเวลานานพอสมควร กว่าพวกเขาจะทำงานทั้งหมดเสร็จสิ้น ทั้งส่วนหลังคาครอบปิดโรงเรือน และย้ายต้นไม้เข้ามาปลูกด้านใน ก็ใช้เวลาไปหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ… ไม่นับรวมตอนที่ถมดินและตอนออกไปเก็บรวบรวมโลหะมาเพิ่มหรอกนะ

ถึงตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยผ่านพ้นช่วงต้นเดือนกรกฎาคมมาแล้ว กำลังจะเข้าสู่กลางเดือน สภาพอากาศก็มาถึงช่วงที่ร้อนที่สุดของปีแล้ว

หลังจากสร้างเรือนกระจกใหม่เสร็จเรียบร้อย ชั้นหนึ่งและชั้นสองของอาคารที่พวกเขาอยู่ถูกปิดคลุมไว้ภายในเรือนกระจกจนหมด เหลือชั้นสามเพียงชั้นเดียวที่โผล่พ้นขึ้นมาเห็นโลกภายนอกได้อยู่ พวกหลัวซวินติดตั้งเครื่องปรับอากาศที่ขนกลับมาก่อนหน้านี้ไว้ในห้องต่างๆ ของชั้นสามจนครบทุกห้อง ตอนนี้ยังเหลืออุปกรณ์อยู่อีกจำนวนหนึ่ง พวกเขาจึงหาจุดติดตั้งคอยล์เย็นไว้ด้านใน และตั้งเครื่องคอยล์ร้อนไว้เหนือหลังคาเรือนกระจก หากจำเป็นต้องใช้ค่อยเดินระบบตามปกติ

ตั้งแต่อาคารชั้นสองลงไปไม่จำเป็นต้องมีเกราะโลหะหุ้มตัวอาคารแล้ว แผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่เคยแขวนไว้บนผนังด้านนอกของชั้นสองก็ย้ายมาติดตั้งบนหลังคาเรือนกระจกแทน ส่วนบนผนังอาคารชั้นสามและบนดาดฟ้ายังคงเหมือนเดิม ทุกจุดล้วนอยู่ภายในเกราะโลหะที่เปิดปิดได้ ด้วยเหตุนี้แผ่นโลหะทั้งหมดภายในบ้านจึงถูกนำมาใช้ประโยชน์

เวลานี้เพียงพวกหลัวซวินยืนอยู่ตรงหน้าต่างของชั้นสองก็มองเห็นภายในเรือนกระจกที่พวกเขาเพิ่งสร้างใหม่ได้อย่างทั่วถึง เป็นทิวทัศน์ที่ดูมีชีวิตชีวาราวกับว่ารายล้อมไปด้วยสวนผลไม้และสวนดอกไม้ ขาดก็แค่สัตว์กับผีเสื้อและแมลงต่างๆ ที่นี่ดูไม่ต่างจากสวนอุทยานแห่งหนึ่งเลยจริงๆ

เมื่อมีสวนอุทยานแห่งใหม่แล้ว คนที่มีความสุขที่สุดก็คืออวี๋ซินหรันกับเจ้าตัวเล็ก พวกหลัวซวินตั้งใจปล่อยพื้นที่ว่างส่วนหนึ่งซึ่งยังไม่ได้ใช้เพาะปลูกอะไรไว้แบบนั้นไปก่อนชั่วคราว แล้วสร้างซุ้มชิงช้าไว้ให้อวี๋ซินหรันเล่น ด้านข้างนั้นเขาย้ายซุ้มองุ่นที่เคยปลูกไว้บนเฉลียงดาดฟ้าของบ้านเก่ามาไว้ในนี้ด้วย แล้วขนชุดโต๊ะม้าหินและม้านั่งไม้ยาวที่ได้มาจากสวนสาธารณะริมทางที่ไหนสักแห่งมาตั้งไว้ใต้ซุ้มองุ่นอีกที

ตอนที่คนกลุ่มนี้กำลังนั่งพักผ่อนหย่อนใจอยู่ใต้ร่มไม้นี้ยังคิดกันด้วยว่า… ไว้วันไหนขับรถผ่านสนามเด็กเล่น จะขนเครื่องเล่นขนาดเล็กกลับมาตั้งไว้ในนี้ด้วยดีหรือเปล่านะ

พวกเขามองดูเด็กหญิงตัวน้อยเล่นชิงช้าพลางหัวเราะคิกคักเสียงใส เจ้าตัวเล็กก็กระโดดเหยงๆ ตามชิงช้าที่แกว่งไปแกว่งมา ส่วนซาลาเปาน้อยที่ด้านข้างนั้นก็ทำตาแป๋วจ้องมองหนึ่งคนหนึ่งสุนัขเล่นสนุกกันด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทุกคนพลันรู้สึกว่าความคิดนี้เป็นไปได้ ถ้าขับรถผ่านสวนสนุกหรือสนามเด็กเล่นสักแห่งก็น่าจะแวะขนเครื่องเล่นกลับมาตั้งไว้ในบ้านสักหน่อยจริงๆ

“เราเอารถพวกนั้นไปไว้บนหัวแบบนี้จะไม่เป็นไรเหรอครับ” หลี่เถี่ยเอ่ยถามพลางชี้ไปทางหลังโรงเรือนซึ่งมีรถทางการเกษตรหลายคันจอดอยู่บนแท่นโลหะซึ่งยื่นออกมาจากผนัง คล้ายกับลอยอยู่กลางอากาศ รถแทรกเตอร์จอดอยู่ตรงตำแหน่งริมสุด เห็นแล้วเสียวไส้ชอบกล

หลัวซวินแหงนมองข้างบน รู้สึกคิดหนักเล็กน้อย “ไว้หลังกลับมาคราวหน้า ให้เหยียนเฟยติดราวเหล็กล้อมไว้ละกัน สบายใจเถอะ รถพวกนั้นมีโลหะยึดติดกับผนังแล้ว ไม่ตกลงมาหรอก”

การทำที่จอดแบบนั้นดูน่ากลัวมากก็จริง แต่ถึงแม้รถเหล่านั้นจะอยู่สูงจากพื้นประมาณเท่าความสูงของคน ทว่าก็ยังมีแท่นยื่นออกมาจากผนังด้วย ถ้าไม่รู้ว่าแท่นโลหะนั่นเป็นผลงานของเหยียนเฟย ซึ่งหนาและแข็งแรงทนทานมากละก็ คาดว่าคงไม่มีใครกล้าย่างกรายไปแถวนั้นแน่

ถ้าเป็นไปได้หลัวซวินก็อยากจอดรถพวกนี้ไว้ที่ลานจอดรถใต้ดินมากกว่า แต่ปัจจุบันระหว่างชั้นบนดินกับชั้นใต้ดินไม่มีลิฟต์ตัวใหญ่ขนาดนั้น หรือจะขนพวกมันเข้าไปทางอุโมงค์ใต้ดิน?… ทว่าบนพื้นดินรอบนอกมีดงเถาปีศาจปิดล้อมอยู่รอบด้าน ไม่สามารถขับรถเหล่านี้ฝ่าดงเถาปีศาจแล้ววกกลับเข้าประตูอุโมงค์ใต้ดินได้เลย จึงได้แต่จอดพวกมันไว้กลางอากาศชั่วคราวไปก่อน ถึงจะน่าหวาดเสียวอยู่นิดๆ ก็เถอะ

หลังจากขุดขยายชั้นใต้ดินให้มีพื้นที่เก็บของเพิ่มขึ้น ผลที่ได้ก็คือ หลายอย่างที่เดิมทีเคยไว้ที่ชั้นบนดินล้วนถูกขนย้ายมาไว้ในห้องเก็บของใต้ดินแทบทั้งนั้น เพื่อจะได้มีพื้นที่ว่างผืนใหญ่บนดินไว้ใช้ปลูกต้นไม้ ดอกไม้ และพืชผักผลไม้ได้เต็มที่ เว้นก็แต่ของที่เคลื่อนย้ายไม่ได้แล้วจริงๆ เท่านั้น

สองฝั่งของทางเดินที่ปูด้วยแผ่นหินและก้อนอิฐปลูกพืชประเภทต้นหอม ผักชี กระเทียมต้น และกุยช่ายไว้แน่นขนัด ซึ่งนอกจากกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ดูเผินๆ ก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากสวนไม้พุ่มทั่วไปเลยสักนิด

ภายในสวนอุทยานยังมีลำธารสายเล็กๆ ที่พวกเขาตั้งใจขุดขึ้นมาโดยเฉพาะ โดยใส่น้ำสะอาดลงไปเพียงเพื่อเพิ่มความชื้นในอากาศ ยังไม่มีประโยชน์ใช้สอยอย่างอื่นในเวลานี้

นอกจากนี้พวกหลัวซวินยังแบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งแยกไว้ปลูกแตงโมต่างหาก ส่วนต้นท้อ ต้นสาลี่ และต้นแอ๊ปเปิ้ลก็ปลูกไว้บนเนินเขาเล็กๆ ที่สร้างขึ้นมาใหม่ อีกทั้งยังมีมุมสำหรับปลูกต้นเลมอน ต้นส้มจี๊ด และแปลงปลูกสตรอว์เบอร์รี่ผืนใหญ่ กับแปลงปลูกต้นผลไม้นมอีกด้วย

แน่นอนว่าพวกหลัวซวินได้วางกล่องเพาะเห็ดไว้ตรงริมทางเดิน มุมกำแพง ข้างต้นไม้ และริมแปลงไม้พุ่มเป็นจุดๆ กล่องที่ว่านี้ทำรูปทรงภายนอกให้เป็นเก้าอี้บ้าง ม้านั่งบ้าง สามารถใช้วางสิ่งของหรือกระถางดอกไม้ได้ เวลาเหนื่อยๆ เดินไปแถวนั้นก็แวะนั่งพักบนนั้นได้ ทว่าประโยชน์ที่แท้จริงของของพวกนี้ก็คือไว้ใช้ดูดซับสารพิษ ป้องกันไม่ให้พืชต่างๆ ในสวนเกิดการกลายพันธุ์

แม้ว่าจะยังไม่สมบูรณ์แบบเสียทีดียว แต่การตกแต่งเรือนกระจกในเวลานี้ก็ถือได้ว่าสำเร็จลุล่วงแล้ว

ก่อนหน้านี้ที่หลัวซวินเคยคิดว่าจะเลี้ยงนกกระทาในบ้านแบบระบบเปิด ปล่อยให้พวกมันใช้ชีวิตอย่างอิสระในสวนอุทยานดีหรือเปล่า แต่หลังจากที่พวกนกกระทากลายพันธุ์ ตอนนี้เขาเลยไม่แน่ใจว่าพวกมันจะมีพลังพิเศษอะไรหรือไม่ และยังไม่ถึงเวลาเชือดพวกมันมาทำอาหารกินกันเสียด้วย จึงได้แต่รอดูไปก่อนว่าพวกมันไม่มีอันตรายคุกคามอะไรค่อยมาพิจารณาความเป็นไปได้กันอีกที… เพราะไม่รู้ว่าหลังจากนกกระทากลายพันธุ์จนมีขนาดใหญ่ขึ้น จะทำสวนที่พวกเขาอุตส่าห์ช่วยกันสร้างด้วยความยากลำบากพังเละหรือเปล่า ถ้าต้องแลกกับสวนอุทยานถูกทำลาย พวกเขายอมเลี้ยงพวกมันแยกไว้ในห้องต่างหากแบบเดิมยังดีเสียกว่า

 

ในที่สุดโครงการใหญ่ในฐานทัพใหม่ของพวกหลัวซวินก็เสร็จสิ้นลง งานที่ต้องทำต่อจากนี้ก็คือ… ออกไปรวบรวมอุปกรณ์ดิจิทัล เครื่องเล่นสำหรับเด็กเล็ก และเฟอร์นิเจอร์มาจัดตกแต่งห้องของแต่ละคน

ในเวลาเดียวกันนี้เหอเฉียนคุนและอู๋ซินก็ได้รับเอกสารภายในของฐานที่มั่นตะวันตกเฉียงใต้โดยไม่คาดหมายอีกครั้ง ใช่แล้ว คราวนี้ไม่ใช่ข้อมูลที่สื่อสารกับฐานที่มั่นอื่น แต่เป็นการส่งไฟล์ที่ล็อกรหัสไว้ให้คนจำนวนหนึ่งในฐานที่มั่นผ่านสัญญาณดาวเทียม เนื่องจากพวกเหอเฉียนคุนเคยทำงานในกองทัพมาก่อนจึงรู้รหัสผ่านภายในอยู่บ้าง ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่รู้ว่ามีช่องสัญญาณที่รับส่งข้อมูลกันโดยเฉพาะ จึงไม่มีโอกาสเข้าถึงไฟล์เหล่านี้ แต่ในเมื่อทั้งสองได้รู้เรื่องนี้แล้ว ข้อมูลต่างๆ จึงไม่ใช่ความลับสำหรับพวกเขาอีกต่อไป

ฐานที่มั่นตะวันตกเฉียงใต้กำลังเตรียมการปฏิรูปตามรูปแบบของฐานที่มั่นขนาดเล็กแล้วจริงๆ แต่เนื่องจากกังวลว่าประชากรในฐานมีเยอะเกินไป ถ้าฝืนบังคับใช้นโยบายที่เข้มงวดแข็งกร้าวอาจทำให้เกิดปัญหาอย่างอื่นตามมา และอาจเป็นภัยต่อเหล่าผู้นำ ดังนั้นทางฐานที่มั่นจึงตัดสินใจจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ วิธีการเปลี่ยนแปลงก็คือ… แยกการบริหารจัดการฐานที่มั่นออกเป็นชั้นในกับชั้นนอก

เขตฐานที่มั่นชั้นในบริหารจัดการโดยกองทัพ ถ้าใครไม่เต็มใจทำตามกฎระเบียบก็สามารถย้ายออกไปอยู่ที่เขตฐานที่มั่นชั้นนอกได้ แต่ถ้าเกิดฐานที่มั่นตกอยู่ในอันตราย ทางกองทัพอาจจะพิจารณาสละเขตชั้นนอกก่อนและรักษาไว้แต่เขตชั้นในเท่านั้น ดังนั้นความปลอดภัยของเขตชั้นนอกย่อมเทียบไม่ได้กับเขตชั้นในอีกต่อไป

หลังจากปฏิรูประบบระบอบแล้ว เขตฐานที่มั่นชั้นในจะเป็นที่อยู่ของทหารและผู้มีพลังพิเศษเป็นหลัก นอกเหนือจากนั้นก็จะรับบางคนที่ยินยอมปฏิบัติตามกฎระเบียบของระบบใหม่ ส่วนเขตชั้นนอกก็จะเป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราวของผู้ที่เพิ่งอพยพมาอยู่ใหม่ กับผู้คนที่ไม่ยอมรับนโยบายของทหารตั้งแต่ทีเรก

แต่ทันทีที่การปฏิรูปในเขตชั้นในประสบความสำเร็จ ไม่ช้าก็เร็วเขตชั้นนอกก็ต้องถูกปฏิรูปด้วยเหมือนกัน เพียงแต่อาจยื้อเวลาได้นานกว่าเล็กน้อยเท่านั้น

หลัวซวินหวนนึกถึงบ้านเก่าของตัวเองในฐานที่มั่น… ที่นั่นเป็นทำเลทองของเขตชั้นในเลยทีเดียว เขาทอดถอนใจทีหนึ่งขณะวางเอกสารลง ก่อนจะสลัดปัญหานี้ออกไปจากสมองแล้วบอกกับทุกคนว่า “เตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วใช่ไหม เดี๋ยวกินข้าวเช้าเสร็จ ทุกคนก็ออกไปปฏิบัติการกันเถอะ ออกนอกฐานได้!”

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า