fbpx

[ทดลองอ่าน] เชิญร่ำสุรา 將進酒 บทที่ 254 : จี้หราน

เชิญร่ำสุรา
將進酒

 

ถังจิ่วชิง
唐酒卿

กอหญ้า แปล

 

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าปีนั้น” เสิ่นเจ๋อชวน สวมเสื้อคลุมตัวใหญ่เอ่ยช้าๆ “เหตุใดข้าจึงรับปาก เช่ออัน สวมต่างหูอันนี้”
เฟ่ยเซิ่งยืนอยู่ข้างหลังไกลออกไปมาก “เพราะนายท่านกับท่านรองรักใคร่ผูกพัน”
เสิ่นเจ๋อชวนยกมือขึ้นเด็ดดอกเหมยที่บังตัวเองออก เอ่ยว่า
“เพราะข้ารู้ว่ามีคนต้องจากไป
คนที่หายลับไปในหิมะจะไม่มีวันกลับมาอีก เว้นเพียงเช่ออัน”
.
เซียวฉือเหย่ สวมต่างหูให้หลันโจว สิ่งที่ประกาศชัดแจ้งคือความเผด็จการ
แต่สิ่งที่ซ่อนแฝงอยู่คือความรักใคร่ทะนุถนอม
ทุกครั้งเวลาเขาประคองดวงหน้าหลันโจวขึ้นมา
สายตาจะเร่าร้อนถึงเพียงนั้น นี่เป็นความรักที่มิอาจถอนตัว
เป็นความปรารถนาที่มิอาจเก็บซ่อน
.
เสิ่นเจ๋อชวนสวมต่างหูที่เช่ออันมอบให้ เป็นการประกาศความเป็นเจ้าของเช่นกัน
ในความเจ็บปวดและความแค้นของเขายังหลงเหลือความอบอุ่น
นี่คือความอ่อนโยนของเขา เขาจะมอบให้เซียวเช่ออันคนเดียวเท่านั้น

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

บทที่ 254 จี้หราน

 

หยดน้ำฝนซัดดอกไม้ที่โรยราจนตกลงในดินโคลน จากนั้นขยี้กลีบบอบบางของมันจนกระจุย ลมพัดใส่มู่ลี่ไม้ไผ่ ทำให้ภาพในห้องแกว่งไกวเล็กน้อยจนมองเห็นไม่ชัด

“ข้าไปเหอโจวตามหาบ้านเดิมของต้าซือจนพบ ยืนยันได้ว่าหลังจากต้าซือกลับถึงเหอโจว สกุลเหยียนก็อ้างว่าต้องการรักษาโรคและพาตัวต้าซือไป” กู่จินเปลี่ยนน้ำเสียง “ทว่าสวรรค์ไม่ตัดทางคน จี้หราน[1]!”

องครักษ์ใกล้ชิดหน้าประตูหัวใจแขวนเติ่งเพราะคำว่า ‘ในเมื่อ’ ของกู่จิน กระนั้นเขากลับมิได้พูดอะไรต่อ

ในเมื่อ? ในเมื่ออะไรเล่า

ลี่สยงกำลังล้วงหยิบผลไม้เชื่อมในโถกิน ฉับพลันเขาก็เห็นไข่กลมเกลี้ยงใบหนึ่งโผล่ออกมาจากสุดปลายระเบียงทางเดิน ไข่ใบนั้นสวมจีวรกว้างใหญ่ ยกแขนเสื้อสองข้างพลางวิ่งเหยาะๆ ตอนผ่านลี่สยงยังไม่ลืมเหลือบมองผลไม้เชื่อมแวบหนึ่งด้วย การทำเช่นนี้ทำให้เขาไม่ทันระวังใต้ฝ่าเท้า สะดุดล้มเองดัง “ตุ้บ” หน้าทิ่มเข้าไปในม่านมู่ลี่

“ไอ้หยา!” ไข่ใบนั้นหมอบอยู่บนพื้น แหงนหน้าเอ่ยว่า “คารวะท่านรอง!”

ทุกคนตั้งใจมอง พบว่าเป็นสามเณรน้อยอายุราวสิบสี่สิบห้า เด็กกว่าติงเถาเสียอีก สามเณรน้อยยกแขนเสื้อขึ้นประณมมือ เอ่ยด้วยสีหน้าขึงขัง “เออหมีถัวฝอ (อมิตาภพุทธ)!” เขาติดสำเนียงเหอโจว จึงออกเสียงคำว่า ‘หมี’ ไม่ชัด ฟังดูแล้วคล้าย ‘เออหนี่ถัวฝอ ()’ มากกว่า

“ท่านรอง” กู่จินพูด “ต้าซือยอมกลับเหอโจวก็เพราะเด็กหนุ่มผู้นี้”

“อืมๆ” จี้หรานผงกศีรษะด้วยท่าทางเห็นด้วย “เพราะอาตมาเอง”

“ต้าซืออายุมากแล้ว รู้ตัวดีว่าอีกไม่นานจะละสังขาร แต่จี้หรานอายุน้อยเกินไป ต้าซือจึงเดินทางกลับเหอโจวเพื่อฝากฝังเขากับญาติห่างๆ ที่บ้านเดิม คิดไม่ถึงว่าจะพบคนสกุลเหยียนเวลานี้เอง”

“คุณชายเหยียนบอกว่าจะพาอาตมาไปเที่ยว” จี้หรานกะพริบดวงตากลมเกลี้ยงสุกใส “อาตมาจะตักน้ำก่อน แต่เขารอไม่ไหว จึงเชิญอาจารย์ไปก่อน”

เซียวฉือเหย่เห็นจี้หรานอายุน้อยเช่นนี้ ความหวังที่หลงเหลืออยู่ก็มอดดับโดยสิ้นเชิง

กู่จินเหมือนรู้ว่าเซียวฉือเหย่คิดอะไรอยู่ พูดต่อว่า “จี้หรานแม้อายุน้อย แต่กลับได้รับการถ่ายทอดวิชาจากต้าซือโดยตรง วิชาแพทย์ล้ำเลิศ ถ้าได้เขารักษาโรคให้ฝู่จวิน ท่านรอง…”

“อื้อๆ” จี้หรานออกแรงส่ายหน้า “มิได้หรอก แสงหิ่งห้อยฤาจะเทียบกับแสงจันทร์ อาตมากับอาจารย์ก็เหมือนสายธารกับมหาสมุทร มิอาจเทียบกันได้!”

บนใบหน้าเขายังมีแก้มยุ้ยๆ มิเพียงคิ้วตาที่เต็มไปด้วยแววไร้เดียงสา แม้แต่คำพูดคำจาก็เหมือนเด็กยิ่งนัก ลี่สยงลืมกินผลไม้เชื่อม ชะโงกศีรษะมองเข้าไปจากข้างประตูกับติงเถา ช่วยกันพิจารณาไข่ต้มใบนี้

กู่จินหิ้วคอเสื้อด้านหลังของจี้หราน เอ่ยว่า “เจ้าเข้าไปดูก่อนเถอะ!”

 

จี้หรานจับชีพจรให้เสิ่นเจ๋อชวน เขามุ่นคิ้วเป็นบางครั้ง พึมพำกับตัวเองเป็นบางครา

เซียวฉือเหย่ผ่อนเสียงเบาลง ถามว่า “เป็นอย่างไรบ้าง”

จี้หรานหลุบตามองข้อมือเสิ่นเจ๋อชวน ผ่านไปเนิ่นนานจึงพูดกับเซียวฉือเหย่ “ฝู่จวินขาวเหลือเกิน”

ใบหน้าขาวเนียนของจี้หรานปราศจากความนัยแอบแฝงใดๆ แววตาเขากระจ่างใส เอ่ยชมเสิ่นเจ๋อชวนอย่างเป็นธรรมชาติเหมือนกำลังชื่นชมบ่อน้ำพุใสหรือเมฆขาวก้อนหนึ่งกระนั้น ความหึงหวงอันน่ากลัวของเซียวฉือเหย่มิอาจหาที่ระบายตรงนี้ได้

“ฝู่จวินร่างกายอ่อนแอ เป็นเพราะยาทำให้ร่างกายทรุดโทรม ทว่ายังดีที่ครึ่งปีมานี้ตั้งใจบำรุง พลังในร่างกายยังเหลืออยู่” จี้หรานม้วนแขนเสื้อ จับพู่กันครุ่นคิด ก่อนจะเขียนใบสั่งยาลงบนกระดาษขาวว่างเปล่า

เซียวฉือเหย่ไม่กล้าวางใจแต่เพียงเท่านี้ ซักถามต่อ “แค่ใช้ยาต่อไปก็พอหรือ”

“ย่อมไม่พอแน่นอน บาดแผลภายนอกก็เป็นแผล เอวถูกแทงแล้ว คืนนี้ถ้าฝู่จวินยังหมดสติ หรือหยุดหอบหายใจไปชั่วคราว ท่านรองก็มิต้องร้อนใจไป” จี้หรานพูดอย่างเสียดาย “อาตมาขอเตือนท่านรองว่า วันหน้าอย่าให้ฝู่จวินใช้วรยุทธ์อีก ร่างกายฝู่จวินไม่เหมาะจะใช้วิชาหมัดมวยที่พลังแข็งแกร่งแบบนั้นเลยจริงๆ ต่อยหนึ่งหมัดออกไป เฮ้อ ผู้อื่นเจ็บก็จริง แต่ฝู่จวินก็ต้องเจ็บเช่นกัน ไม่คุ้มค่าหรอก รอให้ผ่านพ้นสองคืนนี้ไป เมื่อไข้ลดแล้ว ยังต้องบำรุงร่างกายอีกหลายปี”

จี้หรานยื่นใบสั่งยาให้เซียวฉือเหย่ “ครึ่งปีนี้ก็ให้ฝู่จวินเขียนหนังสือด้วยมือซ้ายเถิด”

จี้หรานถือโอกาสนี้พิจารณาฝ่ามือเซียวฉือเหย่ “ท่านรองร่างกายแข็งแรง แต่ก็ต้องระวังสุขภาพด้วย แผลนี้จะแช่น้ำมิได้”

เซียวฉือเหย่ถาม “หลายปีที่ว่าคือกี่ปีหรือ”

จี้หรานลูบศีรษะ ตอบว่า “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน…บำรุงไปเถิด ไม่เสียหายหรอก”

เซียวฉือเหย่ถือใบสั่งยามองเข้าไปในม่าน ลมหายใจของเสิ่นเจ๋อชวนสม่ำเสมอ หลับใหลไม่ได้สติ ข้อมือที่ยื่นออกมาเปิดเผยอยู่ในห้องที่มืดเล็กน้อย ขาวเหมือนเช่นที่จี้หรานว่า ขาวจนราวกับแค่สัมผัสก็ละลายได้

 

เสิ่นเจ๋อชวนที่นอนหมดสติกำลังฝัน เขาฝันเห็นตัวเองในวัยสิบห้าปียืนอยู่หน้าประตูเมืองชวี่ตู รออาจารย์กับอาจารย์หญิงและจี้มู่รับกลับบ้าน เขาสวมเสื้อบุนวมตัวเล็กที่ฮวาพิงถิงทำให้ มองหิมะเกล็ดเล็กโปรยปรายลงมาจากกำแพงเมือง

จี้มู่เกาะอยู่บนกำแพงเมือง ตะโกนถามเขา “ชวนเอ๋อร์ เจ้าจะไปไหน”

เสิ่นเจ๋อชวนกำเสื้อบุนวมตัวใหม่ ตอบอย่างเหม่อลอย “กลับบ้านไง”

จี้มู่เงยหน้า มองไปทางตวนโจวพร้อมกับเขา “เช่นนั้นรอก่อน เดี๋ยวท่านพ่อก็มาแล้ว”

เสิ่นเจ๋อชวนนึกไม่ออกว่าเหตุใดตนต้องยืนอยู่ตรงนี้ เขารอตั้งแต่ฟ้าสว่างจนฟ้ามืด ทั้งที่หิมะกำลังตก แต่เขากลับรู้สึกร้อนเหลือเกิน

จี้มู่ถูแขนเอ่ยว่า “พี่หนาวเล็กน้อย เจ้าจะขึ้นมาผิงไฟด้วยกันหรือไม่”

เสิ่นเจ๋อชวนส่ายหน้า “ข้าร้อนเหลือเกิน”

จี้มู่ก่อไฟบนกำแพง เขายื่นมือสองข้างออกไปตักตวงความอบอุ่น พูดคุยกับเสิ่นเจ๋อชวน “กลับไปครั้งนี้ พี่จะได้แต่งภรรยาเสียที ท่านแม่บ่นมาหลายปีแล้ว”

พวกเขารออยู่นานมาก จนเสิ่นเจ๋อชวนปวดเอว ปวดขา ปวดไปหมด เขาเช็ดเหงื่อ สายตายังคงมองตรงไปข้างหน้า

จี้มู่เห็นท้องฟ้ามืดแล้ว พลันพึมพำว่า “ท่านพ่อไม่มาแล้วละ” ไฟของเขาเผาไหม้จนหมด ลุกขึ้นสวมเสื้อนวมทหารที่วางอยู่ด้านข้าง เกาะกำแพงและฉีกยิ้มให้เสิ่นเจ๋อชวน “ชวนเอ๋อร์”

เสิ่นเจ๋อชวนเงยหน้า เดินไปหลายก้าวและมองเขา

จี้มู่เอ่ยว่า “เสียงนกหวีดของพี่ดังแล้ว รอไม่ได้แล้ว ต้องไปก่อนละ”

เสิ่นเจ๋อชวนพยักหน้าด้วยความเคยชิน “เช่นนั้นท่านไปเถอะ ข้าจะบอกท่านแม่ให้”

จี้มู่ทำหน้าปวดหัว เขาถอนหายใจ “พี่เป็นกังวล เจ้า…”

“ข้าเดินกลับไปจากตรงนี้” เสิ่นเจ๋อชวนยกนิ้วชี้ไปไกล “ใกล้มาก”

จี้มู่มองเสิ่นเจ๋อชวนด้วยแววตาอ่อนโยน “น้องชายข้าจะทำเช่นไร”

เสิ่นเจ๋อชวนได้ยินเสียงกีบเท้าม้า เขารู้สึกลิงโลดใจ ร้องบอกว่า “พี่ชาย อาจารย์มาแล้ว!”

จี้มู่มิได้เอ่ยคำใด เพียงยันศีรษะยิ้มอยู่อย่างนั้น

เสิ่นเจ๋อชวนหันกลับไป เห็นเหยี่ยวไห่ตงชิงตัวหนึ่งสยายปีกบินออกมาจากขอบฟ้า จากนั้นอาชาสีดำปลอดตัวหนึ่งก็วิ่งออกมา มีเพียงตรงหน้าอกที่เป็นสีขาว เขาชะงักเท้า มองอาชาตัวนั้นควบทะยานมาตรงหน้า

บนหลังอาชามีเด็กหนุ่มสวมหมวกเกราะคนหนึ่งนั่งอยู่ เหยี่ยวไห่ตงชิงทิ้งตัวลงบนไหล่ เขาถอดหมวกเกราะ เผยสีหน้าไม่พอใจนัก แล้วโน้มตัวลงมาพิจารณาเสิ่นเจ๋อชวน “ยืนเฉยอยู่ทำไม ขึ้นม้า คุณชายรองจะพาเจ้าไป”

เสิ่นเจ๋อชวนไม่สนใจ เขาจึงตวัดตัวลงจากม้า สวมหมวกเกราะของตัวเองลงบนศีรษะเสิ่นเจ๋อชวน จากนั้นแบกขึ้นมา

“อ๊ะ” เสิ่นเจ๋อชวนส่งเสียงอู้อี้ในหมวกเกราะ “ข้าจะกลับบ้าน”

เซียวฉือเหย่งอนิ้วดีดเสิ่นเจ๋อชวนหนึ่งที เอ่ยอย่างเผด็จการไร้เหตุผล “เจ้ามากับข้า” เขาเดินไปหลายก้าว พูดเหมือนโมโห “เจ้าจำข้าไม่ได้หรือ”

เสิ่นเจ๋อชวนตอบ “จำไม่ได้”

เซียวฉือเหย่ทำท่าจะโยนเสิ่นเจ๋อชวนลงในหิมะ แต่ตอนเขาโยนขึ้นไปจังหวะที่เสิ่นเจ๋อชวนลนลานทำอะไรไม่ถูกก็รับตัวไว้อีกครั้งอย่างมั่นคง เหยี่ยวไห่ตงชิงทิ้งตัวลงบนไหล่เซียวฉือเหย่ เขามองเสิ่นเจ๋อชวนและหัวเราะร่า

เสิ่นเจ๋อชวนยกหมวกเกราะขึ้น มองเขาด้วยความฉงนสงสัย

ท้องฟ้าที่กำลังจะมืดพลันสว่าง ลมพัดเส้นผมเซียวฉือเหย่ กำแพงเมืองรอบด้านที่บดบังทัศนวิสัยหายไปสิ้น ทุ่งหญ้าไร้จุดสิ้นสุดทอดยาวใต้ฝ่าเท้า เขาอุ้มเสิ่นเจ๋อชวนไว้เช่นนี้ ทั้งยังลูบแก้มอย่างละโมบ

“ข้าอยากซ่อนตัวเจ้าไว้” เซียวฉือเหย่พูดเสียงดังกลางสายลม “หรือไม่ก็เก็บเจ้าไว้ในกระเป๋าตรงหน้าอกข้า”

เสิ่นเจ๋อชวนได้ยินไม่ชัด เขาเงยหน้าถาม “เจ้าว่าอะไรนะ”

เซียวฉือเหย่มองเขา แล้วหอมแก้มแรงๆ หนึ่งที “ข้าบอกว่าเจ้างามเหลือเกิน ให้ตาย งดงามชะมัด ไม่มีผู้ใดน่ามองไปกว่าเจ้าอีกแล้ว ข้าสาบาน!”

เสิ่นเจ๋อชวนปิดหน้าปิดตา ตอบเสียงดัง “เจ้าโกหก!”

เซียวฉือเหย่ไม่สนใจการดิ้นรนของเขา เพียงกอดแน่นแล้วกระซิบข้างหู “ข้าผิดไปแล้ว”

ลมหยุดพัด เซียวฉือเหย่เติบโตขึ้นทันใด ไหล่กว้างของเขาบดบังแสงสว่างขณะตระกองกอดเสิ่นเจ๋อชวน เหมือนเพิ่งตื่นขึ้นมา ขณะเดียวกันก็เหมือนยังอยู่ในฝัน เส้นผมที่เขาแกะออกเกี่ยวพันอยู่กับเสิ่นเจ๋อชวน แผ่สยายบนฟูก ตรงกลางมีเปียเส้นเล็กพาดอยู่

เสิ่นเจ๋อชวนลืมตางัวเงีย นิ่งงันครู่ใหญ่ก่อนเอ่ยอย่างง่วงงุน “ผูกแล้วหรือ”

“อืม” เซียวฉือเหย่ใช้นิ้วยาวจับเปียเส้นเล็กขึ้นมา “ผูกผม[2]เป็นสามีภรรยาแล้ว”

เสิ่นเจ๋อชวนเพิ่งตื่น สติยังไม่กลับคืนมา เซียวฉือเหย่ลูบหลังให้เขา บอกว่า “ลุกได้แล้ว”

เสิ่นเจ๋อชวนถูกลูบหลังจนตะแคงตัวเล็กน้อย ซบอยู่บนแผงอกเซียวฉือเหย่ มือของอีกฝ่ายมีตุ่มไตแข็ง ลูบแล้วให้ความรู้สึกสบายมาก ดวงตาของเสิ่นเจ๋อชวนหรี่ลงอีกครั้ง ไม่ลืมพูดกับเซียวฉือเหย่เสียงขุ่น “เจ้าหนวกหูเหลือเกิน”

เซียวฉือเหย่ใช้ใต้คางที่มีตอหนวดถูไถเขา “เจ้าเกือบทำให้ข้าตายแล้ว หลันโจว”

เสิ่นเจ๋อชวนใช้มือขวาที่ถูกห่อจนเหมือนบ๊ะจ่างจิ้มแก้มเซียวฉือเหย่ สองคนจุมพิตกันอย่างเหนื่อยล้าทว่าเป็นธรรมชาติ

เมฆฝนและความมืดครึ้มที่ปกคลุมท้องฟ้ามาหลายวันสลายตัว ตวนโจวอากาศแจ่มใสแล้ว

แม้จี้หรานจะถ่อมตนมาก แต่สามวันให้หลังเสิ่นเจ๋อชวนสามารถกินโจ๊กตามเวลาได้ สามเณรน้อยยืนอยู่ริมหน้าต่าง เอ่ยคำว่า ‘อนิตาภพุทธ’ อย่างศรัทธา เมื่อเซียวฉือเหย่ถามเขาว่าอยากได้อะไรเป็นสิ่งตอบแทน เขาชี้นิ้วไปยังโถใส่ผลไม้เชื่อมของลี่สยงโดยไม่เสียเวลาคิดแม้แต่น้อย

ทุกคนต่างโล่งอก ยื่นโถใส่ขนมหวานไปให้จี้หรานก่อนที่ลี่สยงจะปฏิเสธ

 

ในห้องเปิดหน้าต่างไว้ เสิ่นเจ๋อชวนพิงหมอนอิงฟังเฟ่ยเซิ่งพูดจนจบ

“ถ้าหากเป็นสายสืบ ก็ไม่จำเป็นต้องทิ้งรอยสักที่เด่นชัดถึงเพียงนี้ไว้บนร่างกายจริงๆ” มือซ้ายของเสิ่นเจ๋อชวนถือรายงานของหยวนจั๋ว ล้วนเป็นเรื่องสำคัญในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา บรรดาเซียนเซิงมิอาจตัดสินใจได้เอง “ความหมายของเจ้าคือ ที่พวกเขายังมีรอยสักรูปงูสี่ขาติดตัว ก็เพื่อสร้างความแตกต่างกับแมงป่องทั่วไป”

“งูสี่ขาล้วนเป็นของอามู่เอ่อร์ เรียกตัวเองว่าเป็นเผ่าย่อยของเผ่าฮั่นเสอ” เฉียวเทียนหยาพูด “จั๋วลี่ต้องเข้าสู่สมรภูมิ มีรอยสักไม่แปลก แต่งูสี่ขาที่แฝงตัวเข้ามายังมีรอยสัก ความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวคือกลัวคนจะเข้าใจตนผิด”

เซียวฉือเหย่ถาม “โหยวจิ้งว่าอย่างไร”

“ทะเบียนราษฎร์ของคนร้ายเป็นของจริง ฝานโจวมีสองคนนี้อยู่จริง แต่เป็นไปได้สูงว่าจะถูกสับเปลี่ยนตัว” เฟ่ยเซิ่งพูด “ถึงอย่างไรก็รู้แต่ชื่อแซ่ ไม่รู้หน้าตา”

“นี่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้” ขงหลิ่งพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคง “ทะเบียนเหลืองต้องกรอกข้อมูลและรายงานทุกปี ต่อให้ที่ว่าการแต่ละแห่งบันทึกภาพเหมือนไว้ตอนตรวจสอบ ก็มิอาจเก็บไว้ได้นานอยู่ดี”

ทว่าการสันนิษฐานของเฉียวเทียนหยาไม่ผิด เหตุใดงูสี่ขาที่แฝงตัวเข้ามาถึงมีรอยสักเล่า แบบนี้เมื่อถูกตรวจพบย่อมไม่มีทางหนีรอด อามู่เอ่อร์เห็นพวกเขาเป็นกองกำลังส่วนตัวของตนเอง แม้แต่จั๋วลี่ยังให้ฮาเซิน ‘ยืมใช้’ เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับงูสี่ขาเป็นพิเศษ ถ้าจุดประสงค์คือเพื่อแยกตัวเองออกจากแมงป่องจริง แสดงว่าพวกเขาต้องเกี่ยวข้องกับแมงป่องที่วนเวียนอยู่ในเขตจงปั๋วมานาน

“ตวนโจวอยู่ไกลจากเก๋อต๋าเล่อพอสมควร ยิ่งอยู่ไกลจากอามู่เอ่อร์ ม้าเร็วเพียงใดก็มิอาจส่งข่าวถึงกันได้ทันที” เซียวฉือเหย่เจนจัดแผนที่ทางทหารของพื้นที่ฝั่งตะวันออกเสมือนเป็นฝ่ามือของตัวเอง “เหยี่ยวปีกแหลมของฮาเซินยังไม่สามารถบินกลับไปได้ งูสี่ขาสองตัวนี้มิใช่คนที่อามู่เอ่อร์ส่งมา”

อามู่เอ่อร์โยกย้ายกำลังเพื่อรองรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด นั่นคือชีจู๋อินโจมตีเก๋อต๋าเล่อและฮาเซินมิอาจกลับไปช่วยได้ การยืนยันข่าวการตายของฮาเซินเป็นเรื่องในวันสองวันนี้เท่านั้น เนื่องจากแม่น้ำฉาสือข้ามไม่ง่าย ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถออกคำสั่งกับงูสี่ขาตั้งแต่หลายวันก่อนได้ ดูจากเวลาแล้วไม่ทัน

สีหน้าเหยาเวินอวี้เหมือนมีความคิดบางอย่าง “ในเมื่องูสี่ขาเป็นกองกำลังส่วนตัวของอามู่เอ่อร์ ย่อมไม่ฟังคำสั่งโยกย้ายของผู้อื่นง่ายๆ เช่นกัน ถ้ามิใช่อามู่เอ่อร์ออกคำสั่งลอบฆ่ากับพวกเขา ความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวก็คือมีคนสวมรอยเป็นอามู่เอ่อร์และออกคำสั่งนี้กับพวกเขา”

เฟ่ยเซิ่งหัวคิ้วขมวดแน่น “หากเป็นเช่นนี้ แสดงว่ายังมีแมงป่องหรืองูสี่ขาอยู่ข้างกายพวกเรา เขารู้ความเคลื่อนไหวในตวนโจว”

เกาจ้งสยงมักเป็นบุคคลที่ตื่นตระหนกก่อนใคร เขาพูด “แบบนั้นมิต้องแย่หรือ คนผู้นี้รู้เรื่องราวในจงปั๋วเป็นอย่างดี!”

“งูสี่ขาเหล่านี้ถ้าอาศัยอยู่ในเขตแดนมานาน แม้จะมีทะเบียนราษฎร์เป็นเครื่องยืนยันตัวตน ก็ต้องถูกบันทึกลงในทะเบียนเพราะมีรอยสัก” เฉียวเทียนหยาพูด “พวกเขาเพิ่งแฝงตัวเข้ามา”

“ที่ว่าการตรวจสอบเข้มงวดถึงเพียงนี้” ขงหลิ่งพูด “พวกเขาคิดแฝงตัวเข้าเมืองโดยไม่ให้ใครรู้เป็นเรื่องยากเกินไป ต้องหลบเลี่ยงการตรวจสอบขององครักษ์ใกล้ชิดให้ได้ด้วย”

“มีวิธีหนึ่งที่สามารถทำได้จริงๆ” เฉินหยางโค้งคำนับฝู่จวินเล็กน้อย “แมงป่องในฉือโจวไม่ถูกตรวจสอบ พวกเขาสามารถติดตามไห่รื่อกู่เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ”

เดิมทีแมงป่องของไห่รื่อกู่ต้องอยู่ในลานล่าสัตว์เป่ยหยวนเท่านั้น ถูกทหารรักษาการณ์จับตาดูอย่างเข้มงวด จนกระทั่งติดตามทหารม้าเหล็กหลีเป่ยสร้างความดีความชอบที่หลุมยุบฉาสือ จงปั๋วจึงคลายพันธนาการที่มีต่อพวกเขา ถ้างูสี่ขาแฝงตัวอยู่กับพวกเขา เรื่องรอยสักย่อมสามารถอธิบายได้

เฟ่ยเซิ่งพูดทันที “การเจรจากับเผ่าโหย่วสยงของไห่รื่อกู่ก็ไม่สำเร็จ นายท่าน อย่างนั้นข้า…”

“จะร้อนใจไปไยเล่า เผ่าโหย่วสยงพ่ายถอย ดินแดนของเผ่าชิงสู่ว่างเปล่าโดยสมบูรณ์” เสิ่นเจ๋อชวนวางรายงาน พูดกับเซียวฉือเหย่ “ยกที่ผืนนี้ให้ไห่รื่อกู่เถิด”

เซียวฉือเหย่เลิกคิ้วน้อยๆ

“ไห่รื่อกู่ช่วยข้าทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับเผ่าโหย่วสยง แต่เผ่าโหย่วสยงทรยศข้อตกลง” สองตาของเสิ่นเจ๋อชวนที่เหนื่อยล้าแฝงแววเด็ดเดี่ยวเหี้ยมเกรียม “เมื่อทรยศก็ต้องจ่ายค่าตอบแทน ค่าตอบแทนนี้ให้ไห่รื่อกู่ไปทวงคืนมาให้ข้า”

ไห่รื่อกู่ให้งูสี่ขาที่ซ่อนตัวอยู่ในฝูงแมงป่องของตนลงมือลอบทำร้ายเสิ่นเจ๋อชวน จุดประสงค์เพื่อจุดไฟสงครามให้ติดโดยเร็วที่สุด เขาต้องการดินแดนเหมือนต๋าหลันไถนั่นแหละ พวกเขาล้วนดูเหมือนโลเลไม่มั่นคง ทว่าแท้จริงแล้วล้วนเป็นคนที่ตักตวงผลประโยชน์ให้ตัวเอง

เซียวฉือเหย่สังหารอาชื่อที่หลุมยุบฉาสือ ทำให้แมงป่องเปียนซากลายเป็นมังกรไร้หัว ไห่รื่อกู่ไม่มีคู่ต่อสู้แล้ว ถ้าเขากลับไปที่ทะเลทรายตอนนี้ ย่อมเป็นผู้นำเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ของแมงป่อง ขนาดการค้ากับเหยียนเหอหรูเขายังกล้าทำ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปเขาย่อมสามารถหันไปร่วมมือกับอามู่เอ่อร์อีกครั้งได้

ถ้าเสิ่นเจ๋อชวนฆ่าไห่รื่อกู่ นั่นเท่ากับการฆ่าแมงป่องตัวหนึ่งที่เปิดเผยตัวตนแล้วเท่านั้น อามู่เอ่อร์ไม่ขาดแคลนแมงป่องแบบนี้ ดังนั้นเสิ่นเจ๋อชวนจึงไม่เพียงไม่ฆ่าไห่รื่อกู่ ยังจะมอบดินแดนที่ไห่รื่อกู่ปรารถนายิ่งให้ เขาต้องการให้ไห่รื่อกู่ยืนอยู่ตรงนี้ ยึดครองสมรภูมิจงปั๋ว ควบคุมกระแสการเคลื่อนไหวของแมงป่อง กลายเป็นสิ่งที่รับมือได้ยากของอามู่เอ่อร์

แต่ขณะเดียวกันเสิ่นเจ๋อชวนก็ต้องกำราบไห่รื่อกู่อย่างหนักด้วย ไห่รื่อกู่ต้องการดินแดนของเผ่าชิงสู่ เขาก็ต้องไปจัดการกับเผ่าโหย่วสยงก่อน ขอเพียงทำเช่นนั้น สิบสองเผ่าย่อมไม่มีทางยอมรับเขาง่ายๆ อีก อามู่เอ่อร์จะไม่ไว้ใจเขาอีก อีกทั้งเขายังต้องแบกรับความแค้นของเผ่าโหย่วสยง เพราะเขาจะกลายเป็นเพชฌฆาตผู้ลงทัณฑ์

ฝู่จวินต้องการใช้ทุกสิ่งให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เสิ่นเจ๋อชวนนั่งจนเหนื่อย เอ่ยก่อนที่ทุกคนจะถอยออกไป “หยวนจั๋วกลับไปแล้วอย่าเพิ่งพักผ่อน ประเดี๋ยวจี้หรานจะไปตรวจโรคให้”

 

จี้หรานยังมีนิสัยเหมือนเด็ก ตอนเดินตามหลังกู่จินและกระโดดข้ามแอ่งน้ำ เห็นศีรษะล้านเลี่ยนของตนสะท้อนอยู่ในน้ำแล้วก็อดกุมท้องหัวเราะเสียงดังมิได้

เฉียวเทียนหยารอต้อนรับพวกเขาหน้าประตู ประณมนิ้วทั้งสิบเข้าด้วยกัน ยิ้มพูดกับจี้หราน “สามเณรน้อย เชิญ”

จี้หรานคารวะตอบ ยามนี้นกบนต้นไม้ส่งเสียงขับขาน อากาศอบอุ่น เขาห่มจีวรยืนอยู่ท่ามกลางแอ่งน้ำที่สะท้อนเงาท้องฟ้าสีน้ำเงินและก้อนเมฆสีขาว ทำให้คนมึนงงแยกแยะไม่ออกว่านี่คือสวรรค์หรือโลกมนุษย์

“ประสก” จี้หรานเลียนแบบท่าทางของอาจารย์ ผงกศีรษะให้เฉียวเทียนหยาช้าๆ “ประสกมีวาสนากับพุทธศาสนา”

เฉียวเทียนหยารู้สึกว่าคำพูดเขาน่าสนใจ เอ่ยว่า “สมัยข้าเยาว์วัยก็เคยมีพระภิกษุกล่าวเช่นนี้ กระนั้นจวบจนวันนี้ข้ากลับยังมิได้ก้าวเข้าสู่แดนธรรม”

จี้หรานมองเฉียวเทียนหยา เวลาเขาสงบเสงี่ยมให้ความรู้สึกเหมือนอยู่เหนือโลกิยะ แต่นั่นมิใช่การไม่ยุ่งเกี่ยวกับทางโลกที่ผู้คนกล่าวกัน หากแต่เป็นความหลุดพ้นอย่างเป็นธรรมชาติ สามเณรน้อยบริสุทธิ์ถึงเพียงนี้ เขาใช้ดวงตาคู่หนึ่งมองโลกอย่างคนนอก

“ทะเลสาบเดิมไร้คลื่น เพราะสายลมพัดจึ่งพลิ้วไหว ขุนเขาเขียวเดิมไม่ชรา เพราะหิมะปกคลุมจึ่งขาวโพลน[3] เหตุปัจจัยของประสกนั้นมีแล้ว วาสนาที่ว่าย่อมอยู่ไม่ไกล” สายลมอ่อนพัดจีวรของจี้หรานปลิวขึ้น ชายจีวรทิ้งลงในน้ำ เขาประกบฝ่ามือเบาๆ ดวงหน้าอ่อนเยาว์ไร้เดียงสาจริงจังเกินใคร ราวกับแน่ใจในหนทางข้างหน้าของเฉียวเทียนหยา

เฉียวเทียนหยาฟังเสียงม้าเหล็กหน้าห้องแกว่งไกวกลางสายลม เขาหันไปเห็นเหยาเวินอวี้นั่งอยู่ตรงนั้น ฉับพลันแขนเสื้อของเหยาเวินอวี้ก็ปลิวตามลม ไม่น่าเชื่อว่าจะให้ความรู้สึกคล้ายคลึงกับจี้หรานที่ก้าวเดินอยู่กลางเมฆขาวในแอ่งน้ำ

จี้หรานเดินมาถึงหน้าบันได แต่มิได้คารวะเหยาเวินอวี้ เพียงพิจารณาเขาท่ามกลางเสียง “กรุ๋งกริ๋ง” ของม้าเหล็ก สุดท้ายส่ายหน้าเอ่ยว่า “ข้ารักษาขาเจ้าไม่ได้ ต่อให้อาจารย์ยังมีชีวิตอยู่ก็รักษาขาเจ้าไม่ได้เช่นกัน”

นิ้วมือเหยาเวินอวี้ลูบหู่หนูที่อยู่บนตัก “สังขตธรรมทั้งปวง อุปมาดั่งฝันดั่งมายาดั่งดั่งเงา ดุจน้ำค้างดุจสายอสนี พึงเพ่งพิจารณาด้วยอาการเช่นนี้แล[4]

โลกนี้เหตุปัจจัยพบพรากเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอน เหยาเวินอวี้มิได้ยึดติดกับขาคู่นี้อีกแล้ว ตั้งแต่ตอนที่ตอบคำผู้อื่นว่า ‘ข้ายังคงยืนอยู่’ เขาก็ได้มอบความหลุดพ้นให้กับตนเอง เขาจะยืนหรือนั่งล้วนไม่แตกต่าง เขาก็คือเขา เขายังคงเป็นเขา

จี้หรานถอนหายใจ “ผู้อื่นต้องการให้ข้ากล่าวธรรมะ เจ้ากลับเป็นฝ่ายกล่าวธรรมะกับข้าเสียเอง อยู่โดยมีสติรู้เกิดแก่เจ็บตาย เจ้ามองเห็นปลายทางแล้ว ไยต้องหยุดอยู่ที่นี่ด้วยเล่า ไปอยู่ในป่าเขากับข้าเถิด”

เหยาเวินอวี้พูด “ใจข้ายังมีสรรพสิ่ง”

จี้หรานมองเหยาเวินอวี้ ยกนิ้วชี้ไปยังเฉียวเทียนหยา เอ่ยว่า “ใจเจ้ายังมีเขาต่างหาก”

ลมพัดแขนเสื้อเหยาเวินอวี้ ด้ายแดงบนข้อมือขยับน้อยๆ เขาพูด “ดังนั้นข้ายังคงเป็นปุถุชนคนหนึ่ง”

วาสนาเป็นเรื่องอัศจรรย์ยากบรรยาย ตกลงเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อใดกันแน่ บางทีอาจเป็นค่ำคืนที่ถักด้าย บางทีอาจเป็นเพราะคำว่า ‘ข้าเกลียดเจ้ายิ่งนัก’ หรือบางทีอาจเร็วกว่านั้น ย้อนไปถึงเดือนสามที่กลิ่นอายวสันต์แตกหน่อ เฉียวเทียนหยา เฉียวซงเยวี่ย เขาคือนกที่ทิ้งร่องรอยยามบินผ่าน

เหยาเวินอวี้เข้าใจดีว่าโลกนี้ทุกสิ่งล้วนว่างเปล่า การกระทำของเขาในวันนี้ก็เหมือนการดีดนิ้วในชั่วพริบตา ไม่นานก็หายลับไปในกระแสธารยาวเหยียดไร้จุดสิ้นสุด เหยาเวินอวี้ เหยาหยวนจั๋ว เขาคือใบไม้ที่สลายกลายเป็นดิน

“ข้าไม่มีสิ่งใดจะมอบให้เจ้าได้” จี้หรานเอียงศีรษะเล็กน้อย

เหยาเวินอวี้มองไปยังเรือนของเสิ่นเจ๋อชวน คลี่ยิ้มน้อยๆ “เจ้าได้ทำตามความปรารถนาของข้าแล้ว”

 

ทรายเหลืองในเปียนจวิ้นพัดใส่ธงทหาร ชีจู๋อินถอดหมวกเกราะ ในปากมีกรวดทราย ชีเหว่ยส่งผ้าให้ นางมิอาจทำเหมือนขุนพลผู้ชายถอดเกราะและเช็ดตัว ได้แต่อดทนกับความร้อนอบอ้าวและเช็ดทำความสะอาดใบหน้า

“รายงานทางทหารจากตวนโจวส่งมาหลายฉบับ” ชีเหว่ยพูด “ของเขตสมรภูมิก็ส่งมาแล้ว”

“ของเขตสมรภูมิก็คือลู่ก่วงไป๋ ไม่พ้นเรื่องทหารม้าเปียนซาถอยทัพ” ชีจู๋อินวางดาบจูจิว ขยับไปหลังกำแพงหลบแดด “ของตวนโจวก็คือเซียวฉือเหย่ ว่ามาเถอะ”

ชีเหว่ยจึงเปิดจดหมายส่วนตัวและอ่านให้ชีจู๋อินฟังรอบหนึ่ง มือของชีจู๋อินที่เดิมพับผ้าอยู่ชะงัก นางหันไปมองชีเหว่ย ย้อนถามว่า “ยกดินแดนของเผ่าชิงสู่ให้แมงป่อง?”

ชีเหว่ยอ่านจดหมายอย่างรอบคอบอีกครั้ง แน่ใจว่าไม่ผิดพลาดจึงผงกศีรษะ

ชีจู๋อินค่อยๆ เก็บสีหน้าไม่อินังขังขอบ ชุดเกราะบนไหล่นางนับว่าเบาแล้ว แต่สวมนานๆ ก็ยังคงหนักจนเมื่อยไหล่ นางพูด “หยิบพู่กันมา ตอบจดหมายเซียวฉือเหย่เดี๋ยวนี้ ข้าไม่เห็นด้วย”

เผ่าชิงสู่ทหารรักษาการณ์ฉี่ตงเป็นคนตีมาได้ สถานที่แห่งนี้ชีจู๋อินไม่ได้ใช้ นางสามารถมอบให้หลีเป่ยหรือจงปั๋วได้ แต่นางไม่อยากยกให้แมงป่อง ไห่รื่อกู่ยึดครองดินแดนของเผ่าชิงสู่หมายความว่าอะไร นั่นหมายความว่านับแต่นี้ไปหน้าประตูบ้านนางจะมีแมงป่องเฝ้าอยู่ ทั้งยังเป็นแมงป่องที่อาจแว้งกัดได้ทุกเมื่อ

เซียวฉือเหย่ได้รับจดหมายตอบกลับจากชีจู๋อิน คำตอบอยู่ในความคาดหมายของเขาอยู่แล้ว เขาใช้แขนหนุนศีรษะ พูดกับเสิ่นเจ๋อชวนข้างกายว่า “ลักษณะภูมิประเทศของฉี่ตงทำให้ฉี่ตงได้เปรียบ การขยายดินแดนออกไปทางทิศตะวันออกเป็นการลดความสำคัญของเปียนจวิ้น ‘บานประตู’ สองบานใหญ่อย่างหอประตูเทียนเฟยและด่านสั่วเทียนจะหมดประโยชน์ เรื่องนี้ยากจะทำให้ท่านจอมทัพพยักหน้าตกลง”

เสิ่นเจ๋อชวนจะหลับอยู่แล้ว “หลีเป่ยยอมสานสัมพันธ์กับเผ่าหุยเหยียนโดยให้อีกฝ่ายเป็นบริวาร ด้วยเหตุนี้ทหารม้าเหล็กจึงได้ผลประโยชน์จากชาหยาบ เปียนจวิ้นขยายดินแดนออกไป สำหรับฉี่ตงแล้วเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย วันหน้านี่จะเป็นการลดภาระงบทหารของท่านจอมทัพ”

ชาหยาบที่กลุ่มพ่อค้าขนจากตลาดแลกเปลี่ยนมาขายที่ท่าเรือเกินครึ่งล้วนมาจากเผ่าหุยเหยียน เงินจำนวนนี้เสิ่นเจ๋อชวนล้วนคืนให้ทหารม้าเหล็กหลีเป่ย พึงรู้ว่าความเร็วในการบริโภคข้าวของเครื่องใช้ของทหารม้าเหล็กกล่าวได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า

เสิ่นเจ๋อชวนคิดถึงตรงนี้ ความง่วงก็บรรเทาลง เขามิอาจตะแคงตัวได้ดังใจนึก จึงได้แต่นอนหงายเหมือนเซียวฉือเหย่และพูดต่อ “สงครามสามารถทำได้ตลอดชีวิต แล้วชาติหน้าเล่า”

“ชาติหน้า” เซียวฉือเหย่วางจดหมายปิดหน้าและถอนหายใจ “ชาติหน้ายังคงเกิดในหลีเป่ยดีกว่า”

สองคนนอนบนเตียง ติงเถากับลี่สยงที่อยู่หน้าห้องชวนจี้หรานมาทุบผลเหอเถาด้วยกัน เด็กผู้ชายหัวเราะเริงร่าไม่หยุด แมลงส่งเสียงร้องหนวกหูครั้งแล้วครั้งเล่าภายใต้แสงแดดจ้า

“อามู่เอ่อร์ใช้เวลาทั้งชีวิตก็มิอาจรวมสิบสองเผ่าได้” ผ่านไปครู่ใหญ่ เซียวฉือเหย่พูด “ท่านพ่อคิดว่าเขาจะกลายเป็นราชา”

“เจ้าไม่รู้เหตุผลที่ทำให้อามู่เอ่อร์มิอาจเป็นราชาแห่งทะเลทราย” เสิ่นเจ๋อชวนหันหน้ามา “แต่ข้าแอบกระซิบบอกเจ้าได้”

เซียวฉือเหย่หยิบจดหมายออกจากหน้าและตะแคงตัว รู้สึกร้อนจนเกียจคร้าน เพียงส่งเสียง “หือ?” ออกมา

“เพราะว่าหลีเป่ยมีเซียวเช่ออัน” เสิ่นเจ๋อชวนช้อนตามองเขา “เจ้าคิดจะข้ามแม่น้ำบุกไปทางตะวันออก ไปหาอามู่เอ่อร์”

เซียวฉือเหย่ปิดตาเสิ่นเจ๋อชวนทันควัน อากาศร้อนถึงเพียงนี้ เขายังขยับเข้าไปใกล้ ตอบเสียงเบา “ภรรยาช่างเข้าใจข้ายิ่งนัก”

มุมปากเสิ่นเจ๋อชวนยกขึ้นน้อยๆ รู้สึกกระหยิ่มใจอยู่บ้าง

เซียวฉือเหย่ชอบมองเสิ่นเจ๋อชวนเช่นนี้ เขาหลุบตาลง อดจุมพิตอีกฝ่ายไม่ได้

 

[1] จี้หรานเป็นคำสันธานของจีน แปลว่า ในเมื่อ

[2] ธรรมเนียมจีนเวลาแต่งงาน ชายหญิงจะตัดผมปอยหนึ่งของตนมาผูกรวมกันเป็นสัญลักษณ์ว่าจะผูกใจไว้ด้วยกันตลอดไป

[3] คำเปรียบเปรย หมายถึงเพราะเหตุปัจจัยภายนอกทำให้ตัวเองเปลี่ยนแปลงไป

[4] ตัดตอนมาจาก ‘วัชรปรัชญาปารมิตาสูตร’

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า