fbpx

[ทดลองอ่าน] เชิญร่ำสุรา 將進酒 บทที่ 97 : ความเจ็บปวด

เชิญร่ำสุรา
將進酒

 

ถังจิ่วชิง
唐酒卿

กอหญ้า แปล

 

เสิ่นเจ๋อชวนพูด “ข้าเช็ดคราบเลือดไม่ออกแล้ว”
เซียวฉือเหย่ตอบ “พวกเราจะเข้าสู่แดนอสูรด้วยกัน แนบชิดอยู่ด้วยกัน ไม่ต้องทำตัวให้สะอาดอีกแล้ว”
ริมฝีปากบางของเสิ่นเจ๋อชวนเม้มเล็กน้อย “ข้า…”
เซียวฉือเหย่บีบริมฝีปากที่เม้มเข้าด้วยกันแน่นของเขาให้เปิดออก “เจ้าจะพูดอะไรกับข้า”
ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ได้ยินเสิ่นเจ๋อชวนพูดเสียงเจือสะอื้น “ข้าเจ็บเหลือเกิน”
เซียวฉือเหย่ลูบผมเสิ่นเจ๋อชวน ใช้นิ้วโป้งเช็ดน้ำตาให้เขา “เจ็บตรงไหน บอกข้า”
เสิ่นเจ๋อชวนร้องไห้โฮ แม้แต่หัวไหล่ยังสั่นเทา เขาร้องประหนึ่งจะขาดใจ
เหมือนความเจ็บปวดรวดร้าวตลอดหลายปีมานี้ถูกปลดปล่อยออกมาในค่ำคืนนี้ทั้งหมด
แต่เขาโง่เหลือเกิน เขาไม่รู้ว่าตัวเองเจ็บตรงไหนทั้งที่อดทนกับความเจ็บปวดแบบนี้ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว
เซียวฉือเหย่พลิกตัวกอดเสิ่นเจ๋อชวนไว้ โอบอีกฝ่ายเข้าสู่อ้อมกอดทั้งตัว
ทำให้เสิ่นเจ๋อชวนได้พบสถานที่ที่สามารถถอดเปลือกนอกอันเสแสร้งของตัวเองออกไปได้
เขาขยี้ผมเสิ่นเจ๋อชวน เอ่ยซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า
“เจ้าจะไม่เจ็บอีกแล้ว ข้ารับรอง หลันโจวจะไม่เจ็บปวดอีกต่อไป”

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ >> Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

ภาคปลาย

ทั้งผงาดเป็นผู้กล้าในกลียุค

 

 

บทที่ 97
ความเจ็บปวด

 

ฝนที่ตกติดต่อกันหลายวันซาลง บนถนนหลวงเฉอะแฉะไปหมด

ชวี่ตูตกอยู่ในบรรยากาศหม่นหมอง จักรพรรดิเทียนเชินที่ยังอ่อนเยาว์สวรรคตกะทันหัน ข่าวลือที่ว่าติ้งตูโหวเซียวฉือเหย่ร่วมมือกับเสิ่นเจ๋อชวนรองผู้บัญชาการกองกำลังองครักษ์เสื้อแพรควบตำแหน่งเจิ้นฝู่เหนือปลงพระชนม์จักรพรรดิหมายก่อกบฏแพร่ออกไปอย่างเงียบๆ กลายเป็นหัวข้อซุบซิบของผู้คนในชวี่ตู

เนื่องจากจักรพรรดิเทียนเชินไม่มีทายาท ดังนั้นเหล่าขุนนางจึงถวายฎีกาทูลเชิญไทเฮาออกหน้าควบคุมสถานการณ์ ไทเฮาปฏิเสธหลายครั้งโดยอ้างว่าฝ่ายในมิอาจก้าวก่ายราชสำนัก สุดท้ายผู้บัญชาการกองกำลังองครักษ์เสื้อแพรหานเฉิงโขกศีรษะขอเข้าเฝ้าถึงสามหน จึงสามารถเชิญไทเฮาออกมาได้

แปดกองกำลังเข้าควบคุมการตรวจตราและป้องกันชวี่ตูอีกครั้ง หลายวันนี้ทหารที่เดินอยู่บนท้องถนนทั้งกลางวันและกลางคืนล้วนเป็นกองลาดตระเวน ชาวบ้านทั่วไปไม่กล้าออกจากบ้าน หอสุราและสถานเริงรมย์ปิดกิจการทั้งหมด ความคึกคักรุ่งโรจน์เป็นเหมือนอดีตในวันวาน กำแพงสีชาดและกระเบื้องหลังคาสีสดของชวี่ตูถูกน้ำฝนชะล้างจนซีดจางไป

ไห่เหลียงอี๋ร้องไห้หน้าพระศพจนเป็นลมไปหลายครั้ง ยามนี้เขานอนอยู่บนเตียง ดื่มยาไม่ลงแม้แต่คำเดียว ดูเหมือนเส้นผมของเขาจะขาวโพลนทั้งศีรษะในชั่วข้ามคืน ดวงตาที่เคยเปี่ยมประกายเจิดจ้าคู่นั้นเปลี่ยนเป็นหม่นหมองอับแสง เนื่องจากน้ำตาถูกหลั่งออกมาจนหมดแล้ว ดวงตาคู่นั้นจึงดูขุ่นมัวเป็นพิเศษ

“อาจารย์” ข่งชิวนั่งก้มหน้าอยู่ด้านล่าง “ยาท่านต้องดื่ม บัดนี้ใต้หล้าโกลาหล ทุกคนต่างเฝ้ารอให้ท่านลุกขึ้นมากำหนดชะตาของใต้หล้าอีกครั้ง…ท่านต้องรักษาสุขภาพนะขอรับ!”

คราบน้ำตาตรงหางตาของไห่เหลียงอี๋ยังเช็ดไม่หมด สายตาเขาเลื่อนลอยไปมา เนิ่นนานจึงเอ่ยว่า “กำหนดชะตาของใต้หล้าอีกครั้ง? ปั๋วหราน ข้าหมดสิ้นเรี่ยวแรงแล้ว”

กระบอกไผ่ในลานเรือนกระทบกับก้อนหินในลำธารเบาๆ ปรากฏลวดลายคล้ายรอยแตกบนกระดองเต่า ฝนตกลงมาอย่างเงียบๆ ทว่ากลับมิอาจบดบังรอยแผลเหล่านั้นได้ ไห่เหลียงอี๋ชราเกินไป กำลังวังชาของเขาหมดไปกับการขึ้นลงในแวดวงขุนนาง บัดนี้ทำท่าว่าจะล้มป่วยอย่างลุกไม่ขึ้นอีก

ข่งชิวพลันเศร้าสลด นั่งอยู่ตรงนั้นปิดหน้าสะอื้นไห้ “ไฉนจึง…ไฉนจึงกลายเป็นเช่นนี้ได้!”

“หานเฉิงปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ จิตใจคับแคบ บัดนี้อำนาจอยู่ที่เขา ขุนนางในราชสำนักต่างหวาดหวั่นกังวล เขาบีบให้เซียวฉือเหย่จากไป หลีเป่ยย่อมไม่มีพันธนาการใดๆ อีก นับแต่นี้ไป…” ไห่เหลียงอี๋ไอออกมากะทันหัน “นับแต่นี้ไปชายแดนแตกแยก กลียุคกำลังจะเริ่มต้น แผ่นดินสกุลหลี่ที่สืบทอดมาร้อยปีกำลังจะสิ้นสุดลง! ข้ามีความผิด ข้ามีความผิด! ข้าไห่เหรินสือชั่วชีวิตนี้ใช้อุบายทุกอย่าง วงการขุนนางเต็มไปด้วยการแก่งแย่งแข่งขัน แต่สุดท้ายข้ากลับตัดชุดแต่งงานให้คนเหล่านี้[1]! ข้า…ข้าช่าง…” ไห่เหลียงอี๋ที่ยามนี้เส้นผมขาวโพลนฟุบลงร้องไห้โฮ น้ำเสียงแหบแห้งสิ้นหวัง น่าเวทนายิ่งนัก

“อาจารย์ อาจารย์!” ข่งชิวลนลานเข้าไปประคอง หันกลับไปตะโกนเสียงดัง “ใครก็ได้!”

ม่านประตูถูกเลิกขึ้น ผู้ที่เข้ามากลับเป็นเหยาเวินอวี้ เขาเห็นดังนั้นก็คุกเข่าลงบนแท่นวางเท้าทันทีโดยไม่สนใจคราบสกปรก ทางหนึ่งเช็ดน้ำตาและโลหิตให้ไห่เหลียงอี๋ อีกทางหนึ่งสั่งให้ข้ารับใช้ยกน้ำมาและชุบผ้าให้เปียก สุดท้ายประคองไห่เหลียงอี๋เอนกายลง ปลอบประโลมครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงค่อยกับข่งชิว “เชิญท่านเสนาบดีข้างนอกเถิด”

ข่งชิวมิกล้ารบกวนอีก รีบถอยออกไปและรออยู่ข้างนอก

ผ่านไปเนิ่นนาน เสียงร้องไห้ของไห่เหลียงอี๋ค่อยๆ เบาลง เหยาเวินอวี้ถือชามป้อนยาให้อาจารย์ด้วยตัวเอง รอจนไห่เหลียงอี๋หลับไปแล้ว เขาจึงเลิกม่านเดินออกมา

ข่งชิวอยากพูดอะไร ทว่าเหยาเวินอวี้กลับส่งสายตาให้เขาตามข้ารับใช้ไปโถงกลางก่อน ตัวเองเดินตัดระเบียงทางเดินไปด้านหลัง เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสะอาด

“ท่านเสนาบดีรอนานแล้ว” เหยาเวินอวี้สั่งให้คนยกน้ำชาและนั่งลงตรงตำแหน่งที่ต่ำกว่าข่งชิว

ข่งชิวถือถ้วยชา เงียบไปครู่หนึ่งก่อนพูด “อาจารย์ไร้บุตร มีเจ้าดูแลเช่นนี้ ข้าวางใจมาก วันนี้ข้าไม่ควรเอ่ยถึงเรื่องพวกนี้…ทำให้เขาเสียใจ”

“อาจารย์แม้จะลาป่วยกลับบ้าน แต่จิตใจยังเป็นห่วงบ้านเมือง แม้ท่านเสนาบดีจะไม่เอ่ยถึง เขาก็ยากที่จะปล่อยวางได้ มิสู้ร้องไห้ออกมาสักครั้ง ย่อมดีกว่าเก็บกลั้นไว้ในใจ” เหยาเวินอวี้หยิบถ้วยชาขึ้นมา เกลี่ยฟองสองสามทีก่อนพูด “บัดนี้สถานการณ์ไม่แน่นอน อาจารย์เองก็คงพักผ่อนได้ไม่กี่วัน”

ข่งชิวรู้ว่าไห่เหลียงอี๋ปฏิบัติต่อเขาเหมือนบุตรแท้ๆ จึงถอนหายใจ เอ่ยอย่างไม่ปิดบัง “ฝ่าบาทจากไปกะทันหัน พวกเราตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ สกุลหานกุมกำลังทหารในชวี่ตู ตอนนี้ไทเฮายึดอำนาจ นี่เป็นสถานการณ์ที่มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ หลีเป่ยก็ประสบเหตุการณ์เช่นนี้…ต่อไปควรทำอย่างไรดี”

เหยาเวินอวี้ผิวขาว มือที่ประคองถ้วยชาดูไม่ต่างจากกระเบื้องเนื้อดี “เรื่องมาถึงบัดนี้ สิ่งสำคัญคือหารือกลยุทธ์รับมือ ตำแหน่งเดิมของหานเฉิงคือผู้บัญชาการกองกำลังองครักษ์เสื้อแพร หากเขาคิดจะก้าวเข้าสู่สภาขุนนาง ย่อมได้แต่ขอให้ไทเฮาออกราชโองการเท่านั้น ดังนั้นใช่ว่าเขาจะไม่มีจุดอ่อนเสียทีเดียว เว่ยไหวกู่กินยาพิษฆ่าตัวตายเพราะคดีเสบียงกองทัพ สภาขุนนางมีตำแหน่งว่าง ต้องให้ท่านเสนาบดีเข้าแทนที่ เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องใหญ่ในราชสำนักยังคงต้องให้ใต้เท้าทั้งหลายที่นำโดยอาจารย์ร่วมกันพิจารณาลงนามเห็นชอบ”

ข่งชิวฟังแล้ววางฝาถ้วย ถามอย่างประหม่า “ทว่าไทเฮาปกครองบ้านเมืองอยู่ การเปลี่ยนคนในสภาขุนนางขึ้นอยู่กับความคิดชั่ววูบของไทเฮา หากนางอ้างว่าจะเปลี่ยนคน พวกเราจะทำอย่างไร”

เหยาเวินอวี้ยิ้มน้อยๆ “ไทเฮาปกครองบ้านเมือง เดิมเป็นกลยุทธ์ในยามคับขันเท่านั้น นางไม่ได้แซ่หลี่ หากกระทำการแทนโอรสสวรรค์ย่อมไม่ได้รับการยอมรับจากปวงประชา เรื่องอื่นไม่เท่าไร สำคัญคือสกุลชี ชีจู๋อินแม้จะรักอิสรเสรี ไม่สนใจการเมืองการปกครอง แต่นางแบกชื่อเสียงความจงรักภักดีของสกุลชีอยู่ ไม่มีทางปล่อยให้ไทเฮากับหานเฉิงทำตามอำเภอใจในชวี่ตูแน่นอน ในเมื่อไทเฮาคิดจะดึงนางมาเป็นพวก ย่อมไม่ทำอะไรเกินงามในเวลานี้ แทนที่ท่านเสนาบดีจะกังวลว่าไทเฮาจะเปลี่ยนคน มิสู้ห่วงแผนการต่อจากนี้ของหานเฉิงจะดีกว่า”

ข่งชิวพูด “หานเฉิงใจคิดแต่จะเกาะไทเฮามาตลอด ตอนนี้เขาทำสำเร็จแล้ว”

“ตามความเห็นอันโง่เขลาของข้า ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง” เหยาเวินอวี้เหลือบตามองหมอกฝนนอกประตู “ตอนนี้ดูแล้วหานเฉิงกำลังเกาะไทเฮาอยู่จริงๆ แต่หากมองการณ์ไกล กลับเป็นไทเฮาที่กำลังเกาะหานเฉิง ไทเฮามีอำนาจได้เพราะจักรพรรดิไม่มีผู้สืบบัลลังก์ ราชสำนักมิอาจไร้เจ้านาย ด้วยความจนใจ ทุกคนจึงยอมถอย แต่อาณาจักรต้าโจวจะต้องมีโอรสสวรรค์องค์ใหม่แน่นอน หานเฉิงมือกุมอำนาจทหาร นี่เป็นสิ่งที่จับต้องได้จริง ในเมื่อเขากล้าโอบล้อมและบีบคั้นเซียวฉือเหย่ ลงมือกับตำหนักหมิงหลี่ แสดงว่าเขามีที่พึ่ง ทำให้ไม่หวาดเกรงสิ่งใด”

“ความหมายของเจ้าคือ…” ข่งชิวตื่นตระหนก “หรือว่าหานเฉิงมีผู้สืบบัลลังก์อยู่ในมือ”

เหยาเวินอวี้ดื่มชา “จักรพรรดิหย่งอี๋ออกจากวังไปค้างแรมข้างนอกบ่อยครั้ง มีผู้สืบบัลลังก์หรือไม่ ตอบยาก แต่สถานการณ์มาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้หานเฉิงไม่มีผู้สืบบัลลังก์อยู่ในมือ ก็ต้องคิดหาหนทางผลักใครสักคนออกมาเป็นผู้สืบบัลลังก์จนได้”

ข่งชิวหัวใจเย็นเยียบไปครึ่งหนึ่ง “หานเฉิงมีกำลังทหาร ทั้งยังมีองครักษ์เสื้อแพร ขุนนางในเมืองหลวงต่างมีครอบครัว หากต้องสู้กันขึ้นมาจริงๆ ไม่แน่ว่าพวกเขาจะยอมปะทะกับหานเฉิง หากหานเฉิงใช้กำลังผลักดันใครสักคนขึ้นนั่งบัลลังก์ พวกเรา…”

เหยาเวินอวี้กลับเปลี่ยนประเด็นกะทันหัน “ทหารรักษาพระองค์ผ่านเมืองตันเฉิงไปหรือยัง”

 

ทหารรักษาพระองค์เดินทางผ่านตันเฉิงแล้ว แต่ยังไม่ถึงเขตแดนจงปั๋ว เซียวฉือเหย่เร่งเดินทางตลอดเส้นทาง กระนั้นทหารและอาชาล้วนต้องพักผ่อน พวกเขาจึงหยุดพักกลางทาง

เสิ่นเจ๋อชวนป่วยหนักมาก อาการป่วยใจและโรคเก่ากำเริบพร้อมกัน เขาคล้ายตื่นคล้ายหลับ ราวกับอยู่ท่ามกลางความฝันมากมาย ถูกน้ำฝนและเลือดสกปรกกลืนกินอีกครั้ง

ตั้งแต่โรคระบาดคราวก่อน เซียวฉือเหย่ก็สงสัยว่าร่างกายของเสิ่นเจ๋อชวนยังไม่ได้ฟื้นฟูกลับมา ยาที่เขาเคยใช้ในอดีตกลายเป็นหายนะที่แฝงอยู่ เซียวฉือเหย่มิกล้ารั้งรอ พอหยุดพักก็ไปหาหมอทันที

เสิ่นเจ๋อชวนวิงเวียนศีรษะ หูได้ยินเสียงอื้ออึงไม่หยุด เขาได้ยินเสียงเซียวฉือเหย่ ขณะเดียวกันก็เหมือนได้ยินเสียงเซียนเซิงร้องเรียก ขณะนอนอยู่บนหมอน เขาสะดุ้งตื่นหลายครั้ง รู้สึกว่าตัวเองยังอยู่ในตวนโจว เขาได้กลิ่นอาหาร นอกประตูราวกับมีอาจารย์หญิงฮวาพิงถิงยืนอยู่

เขาไม่กล้าขยับ ทั้งยังไม่กล้ามอง

เขาเหมือนได้ครอบครองทุกสิ่ง แต่ยังคงไม่มีอะไรทั้งนั้น เขาคิดว่าตัวเองฆ่าตัวเองแล้ว ร่างกายนี้จะไม่หลั่งน้ำตาอีก ทว่าเขาประมาทเกินไป…นั่นเพียงเพราะเขายังไม่เจ็บปวดจนถึงที่สุด เขาเดินมาถึงตรงนี้ รู้สึกว่าตัวเองแค่กำลังทรมานตัวเองให้ตายอย่างช้าๆ เท่านั้น

เซียวฉือเหย่กอดเสิ่นเจ๋อชวน

ท้ายทอยของเสิ่นเจ๋อชวนที่เคยเต็มไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนเปลี่ยนเป็นซีดขาว คนเหมือนก้อนเมฆที่ล่องลอยอยู่ในราตรี เซียวฉือเหย่เบียดกายกับเขา กอดรัดจนเขารู้สึกเจ็บ

“หนาวหรือไม่” เซียวฉือเหย่ถามเสียงเบา

เสิ่นเจ๋อชวนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า เขาหันไปด้านข้าง แก้มแนบติดกับแก้มของเซียวฉือเหย่ ได้รับไอร้อนจากอีกฝ่ายจนรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยื่นมือไปลูบแขนเซียวฉือเหย่ในความมืดอย่างไร้เรี่ยวแรงและเชื่องช้า

เซียวฉือเหย่พลิกมือกุมมือเสิ่นเจ๋อชวนไว้ ประสานมือแนบแน่น ถ่ายทอดอุณหภูมิทั้งหมดให้เสิ่นเจ๋อชวน หัวใจที่ร้อนผ่าวแนบติดแผ่นหลังอีกฝ่าย ราวกับจะทำให้ละลายอยู่ตรงหน้า เขาเหมือนฝังเสิ่นเจ๋อชวนไว้ในอ้อมอก ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าใกล้อีก แล้วเลียบาดแผลให้เสิ่นเจ๋อชวนอย่างเงอะงะ นี่เป็นวิธีรักษาบาดแผลของเขา เขาไม่อยากให้คนผู้นี้เจ็บปวดอีก

“เฉียวเทียนหยาไปตามหาอาจารย์” เสิ่นเจ๋อชวนแววตามืดมน “เมื่อไรเขาถึงจะกลับมา”

“อีกไม่นาน” เซียวฉือเหย่บีบมือเสิ่นเจ๋อชวน พูดซ้ำว่า “อีกไม่นาน”

เสิ่นเจ๋อชวนพูด “ข้าเช็ดคราบเลือดไม่ออกแล้ว”

เซียวฉือเหย่ตอบ “พวกเราจะเข้าสู่แดนอสูรด้วยกัน แนบชิดอยู่ด้วยกัน ไม่ต้องทำตัวให้สะอาดอีกแล้ว”

ริมฝีปากบางของเสิ่นเจ๋อชวนเม้มเล็กน้อย “ข้า…” เขาคล้ายลืมไปว่าจะพูดอะไร หยุดชะงักไปดื้อๆ ฟังเสียงฝนและปิดปากเงียบ

เซียวฉือเหย่บีบริมฝีปากที่เม้มเข้าด้วยกันแน่นของเขาให้เปิดออก “เจ้าจะพูดอะไรกับข้า”

เสิ่นเจ๋อชวนหันหนีทันใด ไม่ยอมให้เซียวฉือเหย่จ้องตรงๆ ทว่าเซียวฉือเหย่บีบหน้าเขาไว้ไม่ให้หลบเลี่ยง เอ่ยถามเสียงเบาอีกครั้ง “เจ้าจะพูดอะไรกับข้า”

เสิ่นเจ๋อชวนใบหน้าขาวซีดภายใต้สายตาคู่นั้น เขาอ้าปากหลายครั้งแต่กลับเอ่ยคำพูดไม่ออก เซียวฉือเหย่มองเขา ในที่สุดหลังผ่านไปครู่ใหญ่ก็ได้ยินเสิ่นเจ๋อชวนพูดเสียงเจือสะอื้น “ข้าเจ็บเหลือเกิน”

เซียวฉือเหย่ประคองใบหน้าเสิ่นเจ๋อชวนขึ้นมา เขาเหมือนย้อนกลับไปในวัยเยาว์ ริมฝีปากสั่นระริก น้ำตาไหลรินเต็มหน้า “ข้าเจ็บเหลือเกิน” เขาเอ่ยคำพูดนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เซียวฉือเหย่ลูบผมเสิ่นเจ๋อชวน ใช้นิ้วโป้งเช็ดน้ำตาให้เขา “เจ็บตรงไหน บอกข้า”

เสิ่นเจ๋อชวนร้องไห้โฮ แม้แต่หัวไหล่ยังสั่นเทา เขาร้องประหนึ่งจะขาดใจ เหมือนความเจ็บปวดรวดร้าวตลอดหลายปีมานี้ถูกปลดปล่อยออกมาในค่ำคืนนี้ทั้งหมด แต่เขาโง่เหลือเกิน เขาไม่รู้ว่าตัวเองเจ็บตรงไหนทั้งที่อดทนกับความเจ็บปวดแบบนี้ไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว เขาได้แต่ปล่อยให้เซียวฉือเหย่เช็ดหน้าให้อย่างไร้สิ้นเรี่ยวแรง ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยน้ำตา อุบายและแผนการที่เกินวัยของเขาไม่หลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย มีเพียงความเจ็บปวดอันเปลือยเปล่า

เซียวฉือเหย่พลิกตัวกอดเสิ่นเจ๋อชวนไว้ โอบอีกฝ่ายเข้าสู่อ้อมกอดทั้งตัว ทำให้เสิ่นเจ๋อชวนได้พบสถานที่ที่สามารถถอดเปลือกนอกอันเสแสร้งของตัวเองออกไปได้ พวกเขาตระกองกอดกันแนบแน่น เซียวฉือเหย่ฟังเสิ่นเจ๋อชวนร้องไห้จนเสียงแหบแห้ง เหมือนสัตว์ตัวเล็กที่ถูกทอดทิ้ง ขณะเดียวกันก็เหมือนเด็กน้อยที่หัวกระแทกเลือดไหล แผงอกของเซียวฉือเหย่ค่อยๆ เปียกชื้น เขาขยี้ผมเสิ่นเจ๋อชวน เอ่ยซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า

“เจ้าจะไม่เจ็บอีกแล้ว ข้ารับรอง หลันโจวจะไม่เจ็บปวดอีกต่อไป”

 

[1] ตัดชุดแต่งงานให้ผู้อื่น หมายถึง ลำบากลำบนเพื่อผู้อื่น แต่ไม่เกิดประโยชน์อะไรต่อตนเองหรือทำในเรื่องที่เหนื่อยเปล่า

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า