[ทดลองอ่าน] ฝ่ามิติประตูมรณะ บทที่ 5

死亡万花筒
ฝ่ามิติประตูมรณะ

ซีจื่อซวี่ 西子绪 เขียน
ซิ่วเจิน แปล
XOXO วาด

 

– โปรย –

สิ่งที่แปลกไปอย่างแรกก็คือ แมวที่บ้านไม่ยอมให้เขากอด

จากนั้นหลินชิวสือก็รู้สึกว่าบรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปจากเดิม

แล้ววันหนึ่ง ตอนที่เขาผลักเปิดประตูบ้านออกมา
ก็พบว่าทางเดินในตึกที่คุ้นเคยกลับกลายเป็นทางเดินยาวซึ่งทั้งสองฟาก

เป็นประตูเหล็กที่มีลักษณะเหมือนกันสิบสองบาน

แล้วเรื่องราวต่างๆ ก็เริ่มต้นขึ้นจากจุดนี้

และเมื่อเปิดประตูเข้าไปครั้งแรกเขาก็ได้เจอกับคนแปลกๆ ที่ยิ่งได้รู้ความจริงก็ยิ่งรู้สึกแปลกๆ

“ทำไมคุณต้องใส่ชุดผู้หญิงด้วยล่ะ”

“งานอดิเรก”

หลินชิวสือ “…”

เมื่อสายรุกหนังหน้าหนา เจ้าเล่ห์ ทรงเสน่ห์
และชื่นชอบการแต่งหญิงเป็นชีวิตจิตใจมาเจอกับฝ่ายรับที่ซุกซ่อนความหน้าไม่อายไว้
ภายใต้ความเงียบขรึมอย่างแนบเนียน ความไร้ยางอายขั้นกว่าจึงบังเกิดขึ้น!

 

—.—.—.—.—.—.—.—.—.—

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่
เพจ >> Rose Publishing
ทวิตเตอร์ >> Rose Publishing
…XOXO…

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

 

บทที่ 5 บ่อน้ำที่แห้งขอด

 

พายุหิมะที่ซัดกระหน่ำทำให้การเดินบนเส้นทางเล็กแคบบนภูเขาเต็มไปด้วยความยากลำบาก

            หลินชิวสือเกรงว่าร่างกายของหร่วนป๋ายเจี๋ยจะทนไม่ไหวจึงช่วยดูแลหญิงสาวไปตลอดทาง เสี่ยวเคอที่เดินอยู่ข้าง ๆ จึงพูดเสียงเรียบว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาช่างดีเสียเหลือเกิน

“เป็นผู้หญิงเลยต้องดูแลมากหน่อย” หลินชิวสือบอก

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หร่วนป๋ายเจี๋ยที่ยืนอยู่ด้านหลังของหลินชิวสือก็ปรายตามองเสี่ยวเคอด้วยแววตาเวทนา

ใบหน้าของเสี่ยวเคอเรียบตึงขึ้นทันควัน รีบเบนสายตาไปทางอื่น ดูไม่พอใจเป็นอย่างมาก

ทันทีที่ถึงจุดหมาย ทุกคนก็เริ่มลงมือทำหน้าที่ของตน คราวนี้พวกเขาเลือกต้นไม้ที่มีขนาดไม่ใหญ่มากมาสองต้น ตั้งใจว่าจะตัดให้เสร็จในคราวเดียว แม้อากาศจะยังคงหนาวเย็น แต่การที่ได้ออกแรงก็มีผลให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น หลินชิวสือจึงปลดกระดุมเสื้อโค้ตยืนพักอยู่ครู่หนึ่ง

หร่วนป๋ายเจี๋ยที่ยืนพิงต้นไม้อยู่ไม่ไกลมองไปยังหลินชิวสืออย่างใช้ความคิด

พอเห็นดังนั้นชายหนุ่มก็ถามว่า “มองอะไร”

“ก้นกลมดีจัง…”

หลินชิวสือเกือบทำขวานร่วงจากมือ เขาหันไปจ้องหร่วนป๋ายเจี๋ยเขม็ง “คุณว่าอะไรนะ”

“ฉันไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย คุณหูฝาดแล้วละ”

แววตาของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความไม่เชื่อถือ

“ถ้าอย่างนั้นคุณก็บอกมาสิว่าเมื่อกี้ฉันพูดอะไร”

“…” ผู้หญิงคนนี้รู้ว่าเขาอายใช่ไหม

หลินชิวสือทำงานไปพลางคุยกับหร่วนป๋ายเจี๋ยไปพลาง ผ่านไปสักพักชายหนุ่มจึงผลัดให้คนอื่นมาตัดไม้แทนเพื่อจะได้พักบ้าง วันนี้พวกเขาตัดต้นไม้ทั้งสองต้นเสร็จก่อนที่ท้องฟ้าจะมืด

ตอนตัดต้นไม้ยังไม่น่าเป็นห่วงเท่าไร แต่ตอนที่จะขนลงมาต่างหากที่น่ากังวล

แม้ว่าร่างของสองคนที่เสียชีวิตไปเมื่อวานจะถูกฝังอยู่ใต้ชั้นหิมะจนมองไม่เห็น ทว่าภาพเหตุการณ์สะเทือนขวัญยังคงติดตาผู้คนอยู่

“ไม่ต้องแบกขึ้นไหล่ เอาเชือกผูกไว้แล้วลากลงไป” สยงชีบอก

“ใครจะเป็นคนลากล่ะ” จางจื่อซวงถาม

“แบ่งผู้ชายออกเป็นสองทีมแล้วช่วยกันลาก”

วิธีนี้ค่อนข้างยุติธรรมกับทุกฝ่ายเพราะทุกคนต้องทำเหมือนกันหมด หากต้องตายก็ถือว่าโชคไม่เข้าข้างเอง ไม่ต้องโทษคนอื่น

หลินชิวสือรับเชือกจากมือของสยงชีโดยไม่พูดอะไร ออกแรงลากท่อนซุงที่มีน้ำหนักไม่น้อยไปพร้อมกับทุกคน การลากท่อนซุงไปตามทางเล็ก ๆ ในหุบเขาแม้จะมีความยากมากกว่าปกติ แต่ก็ค่อนข้างปลอดภัย ไม่น่าจะเกิดเหตุร้ายซ้ำรอยเดิม

ความผิดพลาดครั้งก่อนสอนให้ทุกคนระมัดระวังเป็นพิเศษ กระทั่งออกจากภูเขามาถึงบ้านของช่างไม้จึงคลายความเครียดลง

“คุณตา” สยงชีตะโกนเรียก “พวกเราเอาไม้มาส่งแล้ว”

เสียงกุกกักดังมาจากอีกฝั่งของประตู อึดใจต่อมาใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยริ้วรอยของชายสูงวัยก็ปรากฏขึ้นระหว่างรอยแตกบนประตู ช่างไม้เปิดประตูออกช้า ๆ ทำท่าทางให้พวกเขาขนไม้เข้าไป

“คุณตา” สยงชียกมือขึ้นปาดเกล็ดหิมะบนใบหน้า “พวกเราเอาไม้มาส่งให้ครบแล้วนะครับ เดี๋ยวพวกเราจะไปไหว้พระ ต้องเอาอะไรไปด้วยหรือเปล่า”

ผู้สูงวัยดูดบุหรี่ในมือก่อนจะพ่นกลุ่มควันสีขาวออกมา ตอบอย่างคลุมเครือว่า “พาคนอื่นไปด้วยก็พอ”

เมื่อสยงชีได้ยินดังนั้นก็พลันขมวดคิ้ว

“ต้องไปที่วัดตอนกลางคืนเท่านั้น” ช่างไม้กล่าวต่อ “หลังจากฟ้ามืดสนิทก็เข้าไปในวัดทีละคน ไหว้พระในนั้นแล้วก็ออกมา”

สีหน้าของหร่วนป๋ายเจี๋ยเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินเงื่อนไขจากปากของชายชรา หลินชิวสือคิดว่าเธอจะพูดบางอย่าง หากท้ายที่สุดหญิงสาวก็เพียงแค่ยิ้มออกมา

“ต้องเข้าไปทีละคนเท่านั้นเหรอ” สยงชีรู้สึกว่าเงื่อนไขนี้มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล “เข้าไปพร้อมกันไม่ได้เหรอครับ”

“เข้าไปพร้อมกัน?” ชายชราหัวเราะเสียงเย็น “จะลองดูก็ได้”

“ขอบคุณคุณตามากครับ” สยงชีหมดคำถามจึงหันกลับไปเรียกทุกคนให้ออกจากบ้านของช่างไม้

หลินชิวสือรู้สึกว่าช่างไม้ดูไว้ใจไม่ได้จึงถามว่า “คนในหมู่บ้านโกหกไม่ได้ใช่ไหม”

“บางคนก็ได้” สยงชีตอบ “แต่ปกติแล้วพวกตัวหลักจะไม่โกหก เพราะหากเขาให้คำใบ้ปลอม พวกเราก็จะไม่มีทางหากุญแจเจอ”

ทำได้แต่เพียงนั่งรอความตายเท่านั้น

หลินชิวสือเห็นด้วยกับอีกฝ่าย

หลังจากนำไม้ไปส่งให้ช่างไม้แล้ว พวกเขาก็ตรงกลับที่พัก แล้วก่อไฟเพื่ออบอุ่นร่างกายพร้อมกับวางแผนการหลังจากนี้

หร่วนป๋ายเจี๋ยบอกว่าจะไปเข้าห้องน้ำ แต่หายไปนานก็ยังไม่กลับมา

หลินชิวสือรออยู่ครู่หนึ่งจนแน่ใจจึงออกไปตามด้วยความเป็นห่วง แต่ก็ไม่พบหญิงสาวที่ห้องน้ำ ชายหนุ่มไล่ตามหาไปทีละห้อง กระทั่งไปพบหร่วนป๋ายเจี๋ยนั่งอยู่ข้างบ่อน้ำตามลำพัง

เนื้อตัวของหญิงสาวเต็มไปด้วยเกล็ดหิมะคล้ายว่านั่งอยู่ตรงนี้มาได้สักพักใหญ่ ชายหนุ่มลองเรียกชื่อ แต่เจ้าตัวก็ไม่หันมา ราวกับว่าไม่ได้ยิน

“หร่วนป๋ายเจี๋ย?” หลินชิวสือเดินเข้าไปหาหญิงสาว “มานั่งทำอะไรตรงนี้ หนาวออก”

“อย่าขยับ” คนที่นั่งอยู่โพล่งขึ้น

หลินชิวสือชะงักกึก

“อย่าเข้ามาใกล้ฉัน” หญิงสาวพูดเสียงเย็น ไร้ซึ่งความนุ่มนวลราวสายน้ำตามปกติ “ถอยออกไปอีกหน่อย”

“มีอะไรหรือเปล่า” ชายหนุ่มรู้สึกได้ว่า การที่หญิงสาวเปลี่ยนท่าทางจากหน้ามือเป็นหลังมือเช่นนี้ต้องมีสาเหตุหลักมาจากบ่อน้ำที่อยู่ข้างตัวเธอเป็นแน่

หญิงสาวส่ายหน้า ไม่ตอบ

หลินชิวสือรวบรวมความกล้าขยับเท้าเข้าไปหาหร่วนป๋ายเจี๋ยอีกสองก้าว กระทั่งอยู่ในระยะที่มองเห็นปากบ่อได้ชัดเจน ตอนยังไม่เห็นก็ไม่เป็นอะไร แต่เมื่อได้เห็นชายหนุ่มก็ขนลุกไปทั้งตัว ในบ่อน้ำเต็มไปด้วยวัตถุสีดำ ตอนแรกชายหนุ่มเข้าใจว่าที่เห็นคือผิวน้ำ แต่หลังจากเห็นเจ้าสิ่งนั้นขยับไปมาจึงมั่นใจว่าตาของตนไม่ได้ฝาด…ในบ่อน้ำเต็มไปด้วยเส้นผมสีดำ

กลุ่มผมพันขาของหร่วนป๋ายเจี๋ยแน่น ไม่อาจสลัดให้หลุดได้

“หลินชิวสือ อย่าเข้ามา” หญิงสาวเตือน “คุณอาจจะโดนลากลงไปด้วย”

“ไม่เป็นไร” หลินชิวสือบอกเสียงเบาด้วยเกรงว่าถ้าส่งเสียงดังเกินไปจะทำให้เส้นผมสีดำตกใจ “ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัวนะ ผมมาช่วยคุณแล้ว”

หร่วนป๋ายเจี๋ยหันศีรษะไปจ้องชายหนุ่มเขม็ง แววตาของเธอเปลี่ยนเป็นดำมืด ดูน่ากลัวคล้ายบ่อน้ำอันไร้ก้นบึ้ง ไม่มีความอ่อนโยนอีกต่อไป “ไม่ต้อง”

“คุณทนอีกหน่อยนะ รอผมก่อน” ชายหนุ่มนึกบางอย่างออกจึงวิ่งกลับเข้าไปในบ้าน

สยงชีที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นเห็นหลินชิวสือพรวดพราดเข้ามาก็ถามด้วยความสงสัย แต่ชายหนุ่มกลับตรงไปยังห้องครัวโดยไม่สนใจ

เมื่อถึงห้องครัวเขาก็หยิบฟืนขึ้นมา รีบจุดไฟด้วยหินเหล็กไฟก่อนจะวิ่งออกไป

ระยะเวลาไม่กี่นาทียาวนานราวกับหนึ่งศตวรรษในความคิดของหลินชิวสือ มือของเขาสั่นไปหมด เขากลัวมาก…กลัวว่าจะวิ่งกลับไปเจอเพียงบ่อน้ำที่ว่างเปล่า

เคราะห์ดีที่เมื่อกลับไปพร้อมฟืนติดไฟ หร่วนป๋ายเจี๋ยยังคงนั่งอยู่ที่เดิม

“ผมมาแล้ว” หลินชิวสือหอบแฮก “เดี๋ยวผมจะโยนไฟลงไปในบ่อ คุณจับมือผมไว้…อย่าปล่อยนะ”

“คุณไม่กลัวเหรอ”

“กลัวอะไร” ชายหนุ่มชะงักไป

“ก็กลัวตายน่ะสิ”

หลินชิวสือหัวเราะ “ใครบ้างไม่กลัวตาย แต่ที่นี่ยังมีสิ่งที่น่ากลัวกว่าความตายอยู่อีก” แม้จะมีอีกหลายสิ่งเกี่ยวกับมิติประตูที่เขายังไม่เข้าใจ แต่เขาก็รู้ดีว่าการที่ตนยังมีลมหายใจมาถึงตอนนี้เป็นเพราะหร่วนป๋ายเจี๋ยช่วยไว้ หากไม่มีเธอ เขาอาจจะกลายเป็นก้อนเนื้อไปตั้งแต่คืนแรกแล้วก็เป็นได้

“เอาละ ผมจะขยับเข้าไปละนะ” ชายหนุ่มเกรงว่าหากทอดเวลาออกไปร่างกายของหญิงสาวจะทนต่อไปไม่ไหว เขาสาวเท้าเข้าใกล้หร่วนป๋ายเจี๋ยทีละก้าว

เมื่อถึงระยะที่พอเหมาะ เขาก็คว้ามือของคนข้างขอบบ่อก่อนจะโยนคบไฟไปทางกลุ่มเส้นผม

“กรี๊ด…” เสียงสตรีกรีดร้องดังออกมาจากภายในบ่อ เปลวไฟลุกโชติลามไปตามเส้นผมที่สะบัดตัวรุนเรง จังหวะที่สถานการณ์กำลังสับสน หลินชิวสือก็มองเห็นใบหน้าซีดขาวในบ่อน้ำ แม้จะเพียงแวบเดียว หากเขาก็จำได้ว่าเคยเห็นใบหน้านี้มาแล้ว เป็นใบหน้าของปิศาจสาวที่แสร้งเลียนเสียงของหร่วนป๋ายเจี๋ยในคืนนั้น

“วิ่งเร็ว!” เส้นผมที่รัดขาของหญิงสาวคลายออก ชายหนุ่มจึงฉุดเธอวิ่งออกมา

หร่วนป๋ายเจี๋ยวิ่งไปตามแรงฉุดดึงของหลินชิวสือ ทั้งสองรีบเข้าไปในบ้านพลางหอบหายใจอย่างรุนแรง

“เกิดอะไรขึ้น” คนที่อยู่ในบ้านพากันแตกตื่น

“มันอยู่ในบ่อ…” หลินชิวสือพยายามสูดอากาศเข้าปอด “อย่าเข้าไปใกล้บ่อน้ำ ป๋ายเจี๋ยเกือบจะโดนมันลากลงไป” เขาบอกทุกคนก่อนหันไปถามหญิงสาวว่าได้รับบาดเจ็บหรือไม่

“ไม่ ฉันไม่เป็นอะไร”

เมื่อได้ยินดังนั้นหลินชิวสือจึงจ้องไปยังข้อเท้าของอีกฝ่ายซึ่งบริเวณที่ถูกรัดเห็นรอยห้อเลือดเด่นชัด ทั้งยังมีเลือดค่อย ๆ ไหลออกมาช้า ๆ “อย่างนี้เนี่ยนะเรียกว่าไม่เป็นอะไร นั่งลงเร็ว ผมจะทำแผลให้”

หร่วนป๋ายเจี๋ยเพิ่งรู้สึกตัวว่าได้รับบาดเจ็บ หญิงสาวเอียงคอมองรอยแผลก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้อย่างว่าง่าย

หลินชิวสือค้นจนเจออุปกรณ์ทำแผลในบ้าน ชายหนุ่มนั่งคุกเข่า วางเท้าของหร่วนป๋ายเจี๋ยลงบนหน้าขา ก่อนจะเริ่มทำแผลอย่างเบามือด้วยเกรงว่าจะพลั้งมือทำให้หญิงสาวเจ็บ

“คุณอ่อนโยนกับผู้หญิงทุกคนแบบนี้เหรอ” หร่วนป๋ายเจี๋ยถามขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“ไม่เกี่ยวกับว่าเป็นผู้หญิงหรือเปล่าหรอก ถ้าคุณเป็นผู้ชาย ผมจะมือหนักเท้าหนักกับคุณได้เหรอ” หลินชิวสือตอบโดยไม่ต้องคิด

“อ้อ…”

จู่ ๆ คนที่ทำแผลก็หลุดปากถามว่า “นี่คุณไม่ใช่ผู้ชายใช่ไหม สูงขนาดนี้ หน้าอกก็ไม่มี” ยังดีที่หร่วนป๋ายเจี๋ยเป็นคนสวยมาก อย่างน้อยเขาก็ไม่เชื่อว่าจะมีผู้ชายที่สวยได้ถึงขนาดนี้บนโลก

“จริงด้วย หน้าอกฉันยังใหญ่ไม่เท่าของคุณเลย” หร่วนป๋ายเจี๋ยถอนหายใจ

“…”

“ก้นก็ไม่กลมเท่าคุณ” หญิงสาวเสริมอีกประโยค

“…ไร้สาระ”

หร่วนป๋ายเจี๋ยหัวเราะคิกคัก

หลังทำแผลเสร็จ หลินชิวสือก็เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้สยงชีและคนอื่น ๆ ฟัง พวกเขาดูไม่ค่อยร้อนใจนัก มีเพียงสยงชีกับเสี่ยวเคอเท่านั้นที่มีสีหน้าไม่ค่อยดี เห็นได้ชัดว่าทั้งสองกำลังนึกถึงคำพูดของชายชราเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องทำตอนต่อโลงศพ…ต้องเติมบ่อน้ำ

ไม่รู้ว่าโลงศพกับบ่อน้ำมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร อีกทั้งการเติมบ่อน้ำให้เต็มก็ไม่รู้ว่าเป็นประเพณีของหมู่บ้านหรือเป็นหลุมพรางที่ช่างไม้วางไว้กันแน่

หร่วนป๋ายเจี๋ยคล้ายจะรู้ว่าสยงชีคิดอะไรจึงยิ้มบาง ๆ “ไม่ต้องคิดมาก ควรทำอะไรก็ทำไป ชะตาเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว”

สยงชีถอนหายใจเบา ๆ “พวกเราตั้งใจจะไปไหว้พระที่วัดคืนนี้ คุณจะไปด้วยไหม”

“ฉันเหรอ? ฉันเจ็บเท้าเดินไม่ได้ ชิวสือ…ฉันขี่หลังคุณไปได้ไหม”

หลินชิวสือผงกศีรษะ

“แผลเล็กนิดเดียว ถึงกับเดินไม่ได้เลยเหรอ” เสี่ยวเคอที่อยู่ด้านข้างโพล่งขึ้น

ได้ยินเช่นนั้นหร่วนป๋ายเจี๋ยกลับไม่รู้สึกขุ่นเคืองแต่อย่างใด เพียงแค่ยิ้มหวานบอกว่า “ขอโทษนะพี่เสี่ยว พอดีที่บ้านเลี้ยงมาอย่างทะนุถนอม ออกมาข้างนอกก็เลยอ่อนแอไปบ้าง”

“เธอก็เอาแต่พึ่งความใจดีของหลินชิวสือ ในมิติประตูนี้ไม่สนหรอกนะว่าเธอจะเป็นใครมาจากไหน ทำไมคนที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อนต้องมาคอยตามใจเธอด้วย”

“งั้นเหรอ…ฉันยังคิดว่าคุณกับสยงชีรู้จักกันมาก่อนเสียอีก” หร่วนป๋ายเจี๋ยกล่าวด้วยท่าทางปกติ

หากใครจะรู้ว่าเมื่อประโยคนี้ออกมาจากปากของหญิงสาวจะมีผลให้เสี่ยวเคอกับสยงชีถึงกับสีหน้าเปลี่ยน นัยน์ตาเผยแววหวาดระแวง

บรรยากาศพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือจนหลินชิวสือสัมผัสได้

“เธอหมายความว่ายังไง” เสี่ยวเคอย้อนถาม

“ก็ไม่ได้หมายความว่ายังไง แค่รู้สึกว่าคุณสองคนดูสนิทกันก็เท่านั้น…ไม่ใช่ว่าพวกคุณรู้จักกันมาก่อนจริง ๆ หรอกนะ”

“จะเป็นไปได้ยังไง” สีหน้าของเสี่ยวเคอดูไม่ดีนัก

หร่วนป๋ายเจี๋ยหัวเราะ แล้วไม่กล่าวถึงเรื่องนี้อีก

แน่นอนว่าเสี่ยวเคอเองก็เลิกกระแนะกระแหนหร่วนป๋ายเจี๋ยเช่นกัน เลิกค้านที่เธอจะขี่หลังหลินชิวสือไปวัดไปโดยปริยาย และได้แต่หมุนตัวจากไปด้วยใบหน้าดำทะมึน

Leave a Reply

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • Always Active

บันทึกการตั้งค่า