[ทดลองอ่าน] Time Mover ตอนที่ 2

Time Mover
타임무버

야스 ยาสึ เขียน
พัชรวดี ประเสริฐไพบูลย์ แปล

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

Time Mover ตอนที่ 2

ถนนช่วงเช้ามืดโล่งทำให้ขับได้เร็วจึงใกล้ถึงโรงพยาบาลในไม่ช้า พอลงจากรถที่จอดตรงลานจอดถึงเพิ่งรู้ตัวว่ามาเท้าเปล่า เมื่อลงไปเหยียบพื้นช้า ๆ ความเย็นก็แล่นขึ้นมาใต้ฝ่าเท้า

“ทำอะไรน่ะ”

ผู้ชายคนนั้นลงจากรถเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าไม่พอใจแล้วพูดเหมือนตะคอก ไม่มีรองเท้าก็ต้องเดินเท้าเปล่าอยู่แล้วนี่ ไม่รู้ว่าจะเสียงดังทำไม ผมเม้มปากแน่น ทันใดนั้นผู้ชายคนนั้นก็อุ้มผมขึ้นเหมือนตอนออกมาจากบ้าน

“ปล่อยผมลงเถอะครับ”

“จะเดินไปด้วยสภาพแบบนี้ แถมยังเท้าเปล่างั้นเหรอ”

แต่ถึงยังไงก็ดีกว่าถูกผู้ชายด้วยกันอุ้มไปที่นั่นที่นี่อยู่ดี พอดิ้นสะบัดขา เขาก็ใช้ฝ่ามือตีก้นผมดังเพียะ

“อยู่นิ่ง ๆ”

ไม่ได้ตีแรงก็จริง แต่ไม่รู้ว่าเพราะชุดนอนบางไปหรือเปล่าถึงได้แสบก้นมาก พอผมหยุดดิ้นเขาก็เดินต่อ โชคดีที่เป็นช่วงรุ่งสางจึงไม่ค่อยมีคนมาที่โรงพยาบาล

ผู้ชายคนนั้นไม่ได้เดินไปยังอาคารที่มีสถานที่จัดงานศพ แต่เดินไปยังอาคารหลักของโรงพยาบาล ผมใช้กำปั้นทุบบ่าของเขาเหมือนเป็นการประท้วง เขาจึงพูดคล้ายข่มขู่อีกครั้งว่าให้อยู่นิ่ง ๆ

“ที่จัดงานศพอยู่ทางโน้นครับ”

“ที่จัดงานศพไม่หนีไปไหนหรอก ทำแผลที่เท้าก่อนแล้วค่อยไป”

ถ้าผมกำลังเดินด้วยเท้าตัวเองอยู่คงเมินคำพูดนั้นไปแล้ว แต่คนกำหนดทิศทางคือผู้ชายที่อุ้มผมอยู่ เขาเข้าไปในห้องฉุกเฉิน วางผมลงบนเตียงคนไข้ พยาบาลที่เดินเข้ามาฟังคำอธิบายสั้น ๆ ของผู้ชายคนนั้นแล้วแกะผ้าพันแผลที่พันเท้าผมอยู่

ทำการฆ่าเชื้อแล้วก็เย็บแผลเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว เท้าที่แปะผ้าก๊อซแล้วพันด้วยผ้าพันแผลอย่างสวยงามกำลังสั่น ผู้ชายคนนั้นหายไปจ่ายเงินครู่หนึ่ง พอกลับมาก็อุ้มผมขึ้นอีกครั้ง

“ทีนี้ก็พาผมไปที่จัดงานศพทีครับ”

“ไม่ต้องบอกก็กำลังจะพาไปอยู่แล้ว”

เขาตอบการเร่งเร้าของผมด้วยน้ำเสียงดุดัน

“คุณชื่ออะไรเหรอครับ”

ถึงจะเป็นคนแปลก ๆ แต่ก็โตกว่าผม จะถามว่าชื่ออะไรแบบห้วน ๆ ไม่ได้ เลยต้องถามแบบรักษามารยาทหน่อย ผู้ชายคนนั้นหยุดเดินทันที ผมมองเขาด้วยสีหน้าเหมือนถามว่าเป็นอะไร เขาก็เริ่มเดินอีกครั้ง

“คุณชื่อ…”

“พอมจูโด”

พอมจูโดเหรอ เป็นชื่อที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนแน่นอน เป็นคนที่เพิ่งเคยเจอครั้งแรกจริง ๆ ด้วย ผมพึมพำโดยไม่ให้เขาได้ยินพลางพยักหน้า

“เดี๋ยวผมบอกพ่อให้คืนค่ารักษาให้นะครับ”

ผู้ชายคนนั้นพ่นลมหายใจทางจมูกเหมือนดูถูก ค่ารักษาแค่นั้นใครจะไปโกง ผมเพ่งมองอาคารจัดงานศพที่กำลังเข้าไปใกล้ขึ้นโดยที่มือคล้องอยู่ที่คอของผู้ชายคนนั้น อาจเป็นเพราะอาคารจัดงานศพเป็นสถานที่ที่ใกล้ชิดกับความตายมากที่สุด จึงรู้สึกหน่วงตั้งแต่บรรยากาศโดยรอบตึก ผู้ชายคนนั้นเข้าไปในตึก เดินขึ้นบันไดทีละขั้นอย่างระมัดระวัง

“ปล่อยผมลงเถอะครับ”

ผมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังพลางเขย่าไหล่ผู้ชายคนนั้น ไม่สบายใจตั้งแต่เรื่องใส่ชุดนอนมางานศพแล้ว จะเข้าไปในงานโดยที่ผู้ชายคนนั้นยังอุ้มอยู่อีกไม่ได้ เขาหยุดเดินเพราะคำขอร้องไม่ยอมหยุดของผมแล้ววางผมลง

“ถ้าใช้เท้านั้นเดินแผลก็จะยิ่งแย่ลง”

เรื่องนั้นใครจะไม่รู้บ้าง แต่ก็ช่วยไม่ได้ เพราะจะให้คลานเข้าไปก็คงไม่ได้เหมือนกัน ขณะที่กำลังจะก้าวขา ผู้ชายคนนั้นก็วางมือบนบ่าของผมแล้วกดไว้

“ทำไมครับ”

“อยู่เฉย ๆ”

เขาเดินเข้าไปในห้องจัดงานศพที่อยู่ใกล้ ๆ แล้วเอารองเท้าสลิปเปอร์ที่จัดเตรียมไว้ออกมา นั่งยอง ๆ ลงตรงหน้าผม ยกเท้าที่เหยียบพื้นอยู่ขึ้นแล้วใส่สลิปเปอร์ให้ ถึงเขาจะเป็นคนแปลก แต่นอกจากเรื่องนั้นแล้ว การกระทำที่ใส่ใจทำให้ผมพูดออกไปราวกับกระซิบว่าขอบคุณครับ

เมื่อใส่สลิปเปอร์ให้ครบทั้งสองข้างเขาก็ลุกขึ้น ไม่ได้พูดหรือทำอะไรต่อ ส่วนผมก็เข้าไปในสถานที่จัดงานศพ ผู้ชายที่เดินตามหลังมามองดูผมที่เดินกะโผลกกะเผลกแล้วเข้ามายืนอยู่ใกล้ ๆ ตรงขาฝั่งที่เป็นแผล จับแขนผมเพื่อประคอง

“ที่นี่ครับ”

ผู้ชายคนนั้นไม่ได้ตอบอะไรกับคำพูดของผม ผมถอดสลิปเปอร์แล้วเข้าไปที่ห้องตั้งโลงศพ เพราะเป็นช่วงรุ่งสางจึงไม่มีคนมาเคารพศพ ผมหันไปทางฝั่งหนึ่งของห้องตั้งศพที่คิดว่าพ่อคงจะนั่งอยู่

“เอ่อ…”

คนที่นั่งใส่ชุดไว้ทุกข์อยู่นั้นไม่ใช่พ่อ เป็นคนที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย เจ้าภาพงานศพที่นั่งอยู่บนพื้นลุกขึ้นพลางมองผม คงคิดว่าผมมาเคารพศพ

“คุณเป็นใครเหรอครับ”

คำพูดของผมทำให้เจ้าภาพงานศพทำหน้างุนงง พ่ออยู่ไหน ผมมองไปรอบ ๆ เพื่อมองหาญาติแทนพ่อที่ไม่อยู่ แต่ก็ไม่เจอคนรู้จักเลย

“คุณเป็นใครถึงอยู่ที่นี่ครับ”

“คุณมาที่จัดงานศพผิดที่รึเปล่าครับ”

เจ้าภาพงานศพถามกลับ ไม่สิ เป็นไปไม่ได้ ผมส่ายหัวพลางมองรูปภาพที่ตั้งอยู่บนแท่นพิธี ใบหน้าของผู้ชายแก่ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนอยู่ตรงนั้นแทนใบหน้าของแม่ที่กำลังยิ้ม

“ที่นี่…เป็นที่จัดงานศพของแม่ผม…”

คำพูดพึมพำของผมทำให้เจ้าภาพงานศพถอนหายใจด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า

“คุณมาผิด…”

“ไม่! นี่เป็นงานศพของแม่ผม ผมเป็นเจ้าภาพ! พ่อของผมอยู่ไหนครับ ตอนเช้านี้ต้องเคลื่อนศพ…”

ผมตะโกนเสียงดัง ผู้ชายคนนั้นที่ยืนอยู่ด้านหลังเข้ามาดึงผมไว้

“จริง ๆ นะครับ นี่งานศพของแม่ผม จะเคลื่อนศพวันนี้ เพราะงั้นก็ยังต้องอยู่ที่นี่สิครับ”

คนพวกนั้นกำลังแย่งที่ของแม่ผมนี่ พวกเขาไล่แม่ผมออกไปแล้วเข้ามาอยู่ที่นี่ ทั้ง ๆ ที่แม่ผมควรจะต้องอยู่ที่นี่…

ผู้ชายคนนั้นจ้องผมด้วยสายตาสงบนิ่ง เป็นสายตาที่เหมือนบอกว่าผมกำลังพล่ามเรื่องไร้สาระอยู่ มือของเขาตบลงที่บ่าผมเบา ๆ คล้ายเป็นการบอกให้ใจเย็น ๆ ผมผลักผู้ชายคนนั้นแล้วออกมาจากห้องตั้งศพ เดินกะโผลกกะเผลกไปดูห้องจัดพิธีห้องอื่น จำได้ว่าเป็นโรงพยาบาลนี้ ที่จัดงานอยู่ตรงนี้ไม่ผิดแน่ ไม่ใช่ที่อื่นแน่นอน ผมมองเข้าไปในห้องนั้นห้องนี้เพื่อหาชื่อแม่แต่ก็ไม่เจอ

“เห็นไหมล่ะ”

ผู้ชายคนนั้นที่ตามหลังมาพูดขึ้น แล้วยังไง จะบอกว่างานศพของแม่ผมคือเมื่อสี่ปีก่อนงั้นเหรอ ตอนนี้จะให้ผมเชื่อแบบนั้นหรือไง อย่ามาตลกหน่อยเลย ผมส่ายหัว ขึ้นไปชั้นหนึ่ง เดินไปที่โต๊ะประชาสัมพันธ์

“คุณคิมซุกจาหายไปจากห้องจัดงานศพครับ ที่จริงต้องอยู่ในห้อง B103 แต่ห้องนั้นมีคนอื่นอยู่”

พนักงานที่โต๊ะประชาสัมพันธ์ทำหน้าสับสนกับคำพูดของผมแล้วก็ขยับเมาส์ทันที

“เดี๋ยวเช็กให้นะคะ”

ผมต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น คงไม่ได้ย้ายที่จัดงานศพไปที่อื่นโดยไม่บอกผมใช่ไหม เช้านี้จะเคลื่อนศพอยู่แล้ว คงไม่มีทางย้ายที่จัดงานแน่นอน แต่ถ้าทำแบบนั้นจริง ก็คงต้องทักท้วงกับทางโรงพยาบาลแล้วละ

“ตอนนี้ไม่มีห้องจัดงานศพที่ลงทะเบียนในชื่อของคุณซุกจาเลยนะคะ”

“…ไม่มีทางครับ นั่นเป็นแม่ของผม และผมเป็นเจ้าภาพด้วย ลองใช้ชื่อของเจ้าภาพหาทีครับ ซอมุนยอง เป็นชื่อของผม”

พนักงานถอนหายใจเบาๆ

“ไม่มีห้องจัดงานศพที่ใช้ชื่อคุณคิมซุกจาหรือคุณซอมุนยองเลยค่ะ มาผิดโรงพยาบาลรึเปล่าคะ”

“ไม่ครับ! ก่อนหน้านี้ไม่นาน แค่ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ผมยังต้อนรับแขกที่มาแสดงความเสียใจที่นี่อยู่เลย! แม่ผมอยู่ไหน”

ผมตะโกนราวกับจะพุ่งเข้าใส่พนักงาน ผู้ชายคนนั้นก็เข้ามาดึงตัวผมไว้

“พอได้แล้ว ซอมุนยอง”

“ก็คนนั้นเขาพูดจาไร้สาระนี่ครับ! แม่ของผมต้องอยู่ที่นี่…”

ผมตะโกนและดิ้นเพื่อจะให้หลุดจากมือของผู้ชายที่จับบ่าผมไว้แน่น

“แม่ของผมไปไหน!”

“ซอมุนยอง!”

“ผมต้องโทร.หาพ่อ”

ผมดันพนักงานที่อยู่ตรงโต๊ะออกแล้วยกหูโทรศัพท์ กดปุ่มอย่างรวดเร็วพลางกัดริมฝีปากอย่างร้อนใจ แทนที่จะได้ยินเสียงสัญญาณ กลับเป็นเสียงผู้หญิงจากระบบตอบรับอัตโนมัติ

[ไม่มีหมายเลขที่ท่านเรียก กรุณาตรวจสอบและโทร.ใหม่อีกครั้ง]

เป็นไปไม่ได้ ผมเช็กเบอร์อีกครั้ง เป็นเบอร์ของพ่อถูกต้องแล้ว ลองโทร.อีกครั้ง แต่สิ่งที่ได้ยินก็คือเสียงผู้หญิงบอกว่าไม่มีเบอร์นี้เหมือนเดิม มือที่กดปุ่มโทรศัพท์ หนึ่งครั้ง สองครั้ง เริ่มหนักอึ้ง

“หยุดได้แล้ว”

“ปล่อย!”

“ซอมุนยอง”

“เขาบอกว่าไม่มีเบอร์นี้ แต่ผม ผม…ไม่มีทางจำเบอร์พ่อผิด มีเบอร์นี้อยู่จริง ๆ”

ผมยืนกรานกับผู้ชายคนนั้นที่พยายามแย่งโทรศัพท์จากมือ สุดท้ายก็ถูกแย่งไปจนได้ ผมยืนนิ่งคอตกอยู่ตรงนั้น

“…ยอง ซอมุนยอง”

ผู้ชายคนนั้นค่อย ๆ ยื่นมือออกมาอย่างระวัง เสียงของเขาที่เรียกชื่อผมไม่คุ้นหูเลย เขาคือคนที่ผมไม่รู้จัก ผมไม่รู้จักผู้ชายคนนั้นเลย แต่คนที่รู้จักผม ณ ที่ตรงนี้มีแค่เขาคนเดียว หรือว่าผมกำลังฝันอยู่ ผมหลุดเข้ามาในโลกที่ไม่รู้จักหรือเปล่า ผมอาจจะกลายเป็นคนอื่นก็ได้ แต่ความคาดหวังทั้งหมดทั้งมวลนั้นแตกสลายลงด้วยชื่อสามพยางค์ของผมที่ผู้ชายคนนั้นเรียก

“ปวดไปหมดเลยครับ”

ปวดหัวเหมือนหัวจะระเบิด ปวดท้องอย่างกับคนที่อดข้าวมาหลายวัน ความรู้สึกคล้ายมีใครบางคนใช้มือล้วงเข้าไปในหัวกับท้องของผมแล้วบีบเค้นสมองกับอวัยวะภายใน น้ำตาไหลเป็นทาง แต่ก็เป็นความเจ็บปวดในระดับที่ถือว่าไม่ผิดปกติ ผมก้มหัว เอามือกุมท้อง

หูได้ยินเสียงเรียกว่ายอง ขณะเดียวกันนั้นตัวก็ทรุดลง ก่อนแก้มที่เห่อร้อนจะสัมผัสกับพื้นเย็น ๆ ได้ยินเสียงเรียกผมว่า “ซอมุนยอง” เบา ๆ แล้ววูบไป

ผมลืมตาขึ้นมาเห็นเพดานสีขาว ได้กลิ่นยาฆ่าเชื้อ เสียงฝีเท้าที่ดังพลุกพล่านทำลายความเงียบ ใกล้เข้ามาแล้วก็ไกลออกไปแบบเดิมซ้ำ ๆ เมื่อหันไปมองอีกทางก็เห็นผู้ชายคนนั้นนั่งอยู่ข้าง ๆ ใบหน้าของเขาดูอ่อนเพลียและเหนื่อยล้า เขานั่งหลับอยู่

ผ้าม่านสีงาช้างปิดทั้งสี่ด้าน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าที่ที่ผมนอนอยู่คือเตียงคนไข้ ร่างกายไม่ได้บาดเจ็บตรงไหน แต่รู้สึกตัวหนักอึ้ง ความเจ็บปวดที่แทรกอยู่ในหัวและท้องหายไปแล้ว แต่ไม่รู้ทำไมถึงยังเวียนหัวอยู่ พอยกมือขึ้นก็เห็นสายน้ำเกลือที่เสียบอยู่บนหลังมือ

“ไม่มีอะไรมาก แค่ขอให้เขาให้สารอาหารเสริมกับยาระงับประสาทนิดหน่อย”

ไม่รู้ว่าผู้ชายคนนั้นตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ เขาพูดด้วยเสียงแหบแห้ง ผมแหงนหน้ามองของเหลวที่กำลังหยดช้า ๆ แล้วหันไปทางผู้ชายคนนั้น

“แปลกมากครับ”

“…”

ผู้ชายคนนั้นเงียบใส่คำพูดของผม

“ผมคือ…ซอมุนยองใช่มั้ยครับ”

“ใช่”

“แต่ว่าผมไม่เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้เลยจริง ๆ”

ผมเลียริมฝีปากที่แห้งให้ชุ่มชื้น รู้สึกได้จากปลายลิ้นว่าริมฝีปากแห้งแตก

“แม่ของผมชื่อคิมซุกจา พ่อชื่อซอมุนแทโฮ ถูกไหมครับ”

“ใช่”

“…แม่ของผมตายไปแล้วใช่ไหมครับ ด้วยสาเหตุจากการถูกรถชนขณะกำลังข้ามถนนหน้าบ้าน”

“ใช่”

“และผมอายุสิบเก้าปี อยู่มัธยมหกโรงเรียนมัธยมปลายฮันกุก”

“ไม่ใช่ นายอายุยี่สิบสามปี และว่างงาน”

ผู้ชายคนนั้นพูดเหมือนเป็นเรื่องล้อเล่น

“ผมไม่มีอารมณ์ล้อเล่นนะครับ”

“ฉันก็เหมือนกัน”

“มันจะเป็นไปได้ยังไงครับ ผมอยู่ที่งานศพของแม่ แล้วก็นอนหลับที่ห้องพักเจ้าภาพแป๊บเดียวเท่านั้น แต่ว่า…แต่จะบอกว่านั่นเป็นเรื่องเมื่อสี่ปีก่อนงั้นเหรอ เป็นไปไม่ได้หรอกครับ”

“แต่ในความทรงจำของฉัน เมื่อวานนายเข้าไปนอนในห้องของนาย แล้วก็ตื่นขึ้นมาตอนเช้ามืดเหมือนปกติ และกำลังพูดจาไร้สาระอยู่ตอนนี้”

ผู้ชายคนนั้นตอบอย่างเย็นชา ต่างจากการกระทำที่ใช้นิ้วมือเสยผมของผมซึ่งชุ่มด้วยเหงื่อให้อย่างเบามือ

“ฟังดูเหมือนผมมายังอนาคตเลยนะครับ”

“ใกล้เคียงกับความจำเสื่อมหรือไม่ก็เสียสติมากกว่า”

จะบอกว่านายบ้าไปแล้ว แต่พูดอ้อมให้ดูดีสินะ ผมหัวเราะเยาะให้กับคำพูดของเขา พอได้เผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่เหลือเชื่อสุด ๆ ตอนนี้ก็ไม่มีแรงแม้แต่จะโมโหแล้ว สิ่งที่ออกมามีเพียงเสียงหัวเราะที่ฟังราวกับแค่ลมหายใจ

“ถ้าไม่ใช่ว่าผมบ้าก็คุณกำลังโกหก หนึ่งในสองอย่างนี้แหละครับ”

คำพูดของผมทำให้ผู้ชายคนนั้นลุกไปเปิดผ้าม่าน

“ช่วยมาทางนี้หน่อยครับ”

พยาบาลรีบเข้ามาตามเสียงเรียกของผู้ชายคนนั้น

“ขอโทษนะครับ วันนี้วันที่เท่าไหร่”

“วันที่เก้า มีนาคมค่ะ”

“ช่วยบอกด้วยได้ไหมครับว่าปีที่เท่าไหร่”

แม้พยาบาลจะทำหน้างงแต่ก็ตอบให้อย่างใจดี ผู้ชายคนนั้นหันกลับมามองผมเหมือนเป็นการบอกว่าเห็นไหมล่ะ พยาบาลเอียงคอด้วยความงุนงง คงคิดว่าถามคำถามอะไรแปลก ๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีธุระอะไรอื่นแล้วก็กลับไปที่เดิม ผู้ชายคนนั้นปิดผ้าม่านอีกครั้งแล้วนั่งลงบนเก้าอี้มองมาที่ผม

“วางแผนกับพยาบาลรึเปล่าครับ”

“ฉันซื้อหนังสือพิมพ์ให้เลยดีไหม หรือให้เปิดข่าวให้นายเช็กดูเลยดี”

ผู้ชายคนนั้นพูดอย่างมั่นใจ ดูเหมือนไม่ได้โกหก หรือไม่อาจจะโกหกเก่งมากก็ได้

“ตามพ่อผมมาให้หน่อยครับ”

“…ตอนเช้ามืดเนี่ยนะ”

“ลูกชายเป็นบ้าไปแล้ว ต่อให้เป็นตอนเช้ามืดก็คงไม่ใช่ปัญหานี่ครับ”

ผู้ชายคนนั้นหัวเราะเบา ๆ ให้กับคำพูดของผมแล้วพยักหน้า

“พ่อคงเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์สินะครับ เพราะบอกว่าไม่มีหมายเลขที่เรียก”

“คงจะอย่างนั้น”

“ถ้าเป็นสี่ปีต่อมาจริง ๆ …อาจจะเปลี่ยนแล้วก็ได้ ถ้าคุณรู้เบอร์ก็ช่วยโทร.ให้หน่อยครับ”

ถึงจะพยักหน้าให้กับคำพูดของผม แต่เขาก็เอาแต่นั่งอยู่เฉย ๆ ทำให้รู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก

“หรือว่า…พ่อก็ตายไปแล้วเหมือนกันครับ”

“พ่อนายน่ะเหรอ ไม่มีทาง คนคนนั้นจะตายได้ยังไง ต่อให้ขายวิญญาณไปแล้วก็คงยังมีชีวิตอยู่”

ผู้ชายคนนั้นดูเหมือนไม่ค่อยชอบพ่อเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเห็นสายตาของผมที่มองเขาอยู่หรือเปล่า ก็เลยเงียบเพื่อเลือกคำพูดก่อนจะเอ่ยปากขึ้นมาอีกครั้ง

“นายไม่ถูกกับพ่อ ต่อให้โทร.ไปตอนกลางวันที่ไม่ใช่ช่วงเช้ามืดแบบนี้ เขาก็คงไม่คุยกับนายอยู่ดี”

เป็นไปไม่ได้ ผมกับพ่อไม่มีทางผิดใจกัน ถึงพ่อจะไม่ใช่คนอ่อนโยน แต่ก็เป็นคนที่ทุ่มเทให้ครอบครัวสุดหัวใจ แล้วจะมาบอกว่าความสัมพันธ์ของผมกับพ่อแย่ลงงั้นเหรอ หลังจากแม่ตายเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า

“ยังไงก็ลองโทร.ให้หน่อยเถอะครับ ไม่แน่ว่าถ้าบอกว่าผมไม่สบาย…”

เขาจะหงุดหงิดที่ผมไม่ยอมล้มเลิกความพยายามหรือเปล่า ไม่สิ สีหน้าดูเหนื่อยใจมากกว่าหงุดหงิด เขาถอนหายใจเบา ๆ แล้วหยิบมือถือตรงหน้าอกออกมา หาเบอร์โทรศัพท์ที่บันทึกไว้แล้วกดปุ่มโทร.ออก จากนั้นก็เปิดลำโพง

ตรู๊ด ตรู๊ด

เสียงสัญญาณดังอยู่นาน ระหว่างที่กำลังกังวลว่าสายจะตัดไปหรือเปล่าก็มีเสียงดังขึ้นว่า ฮัลโหล เป็นเสียงของพ่อ แต่เสียงที่เต็มไปด้วยความหงุดหงิดดังออกมาก่อนที่ผมจะเรียกพ่อเสียอีก

[ไอ้บ้าไร้มารยาทที่ไหนโทร.มาตอนเช้ามืดแบบนี้…]

“พอมจูโดครับ”

[…มีธุระอะไร]

เหมือนว่าทั้งสองคนจะรู้จักกัน พ่อยังหงุดหงิดเหมือนเดิม แต่ไม่ได้วางสาย ผู้ชายคนนั้นมองผมแล้วตอบคำถามของพ่อ

“ยองต้องการคุยด้วยครับ”

[ตอนเช้ามืดเนี่ยนะ ทำไม คงจะนอนอยู่แล้วจู่ ๆ ก็เกิดเคียดแค้นขึ้นมาอีกละสิ อย่าโทร.มาหาผมด้วยเรื่องนั้นทุกครั้งดีกว่านะ ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่ฝั่งคุณต้องแก้ปัญหาเองแล้วนี่ อย่าทำให้ผมต้องเหนื่อยด้วยเรื่องของเจ้านั่นอีกเลย]

พ่อถอนหายใจแล้ววางสายไปโดยที่ยังไม่ทันได้คุย โทรศัพท์ที่ตัดสายโดยไม่บอกกล่าวทำให้ผมอึ้งพลางเงยหน้ามองผู้ชายคนนั้น สีหน้าของเขาคล้ายบอกว่า เห็นไหมล่ะ ฉันบอกไว้ว่ายังไง เขาเก็บมือถือใส่อกเสื้อด้วยสีหน้าเฉยเมย มองผมโดยไม่พูดอะไรเหมือนเป็นการสังเกตปฏิกิริยาของผม

“ผม…คงทะเลาะกับพ่อ…อย่างหนักเลยสินะครับ”

ไม่อย่างนั้นพ่อไม่มีทางพูดแบบนั้นแน่ ทำไมถึงโกรธขนาดนั้นนะ ทำไมพูดเหมือนไม่อยากยุ่งกับผม เพิ่งเคยเจอท่าทีแบบนั้นของพ่อครั้งแรก ถึงไม่เคยเห็นท่าทางเวลาออกไปทำงานข้างนอก อย่างน้อยก็ไม่เคยแสดงท่าทีแบบนั้นกับครอบครัว แต่พ่อกลับพูดรวดเดียวจบแล้ววางสายตามอำเภอใจเหมือนไม่อยากแม้แต่จะคุยโทรศัพท์ด้วย

กลับมาปวดหัวอีกครั้ง อึก ผมส่งเสียงร้องแสดงความเจ็บปวดพลางใช้มือปิดตา ผู้ชายคนนั้นไม่ได้พูดอะไรเหมือนดูออกว่าเป็นอาการทางประสาท ไม่ใช่เพราะเจ็บปวดจริง ๆ

“ผมมีเรื่องขอร้องครับ”

ผมพูดโดยที่ยังใช้มือบังหน้าเหมือนเดิม แม้จะไม่ได้ยินคำตอบรับของผู้ชายคนนั้น แต่ก็รู้ได้ว่าเขากำลังรอคำพูดต่อไปของผม

“ผมอยากไปหาแม่…ช่วยพาผมไปหน่อยได้ไหมครับ”

“นายนี่มัน!”

“ขอโทษครับ”

ผมหันไปขอโทษผู้ชายคนนั้นที่พยายามพูดด้วยน้ำเสียงอดกลั้นเหมือนโมโหอะไรบางอย่าง หรือไม่ก็อึดอัดที่ผมยังละทิ้งเรื่องฝังใจไม่ได้สักที แต่ไม่ใช่ความหงุดหงิด

“ขอโทษครับที่ทำให้เหนื่อยตั้งแต่เช้ามืด คุณอาจมองว่าเป็นเรื่องที่ควรจบโดยเร็ว แต่ผมสับสนมากกับสถานการณ์ตอนนี้…และไม่เข้าใจอะไรเลย เพราะผมคือซอมุนยองที่กำลังจัดงานศพของแม่ซึ่งจากไปเมื่อวานซืนในตอนที่ผมอายุ 19 ปี…ไม่รู้ว่าทำไมพ่อถึงเป็นแบบนั้น ไม่รู้ว่าตอนนี้ผมควรทำยังไง…ผมก็แค่…คิดถึงแม่”

ผมเสียใจเหมือนเด็กที่สูญเสียแม่ ยืนเรียกแม่อยู่บนถนนคนเดียว ต่อให้ร้องไห้จนสุดเสียงก็ไม่มีทางที่แม่จะกลับมาหาผมอีกต่อไปแล้ว หลังมือที่ปิดตาอยู่เปียกชุ่ม

“เข้าใจแล้ว”

ผู้ชายคนนั้นพูดราวกระซิบ พร้อมกับเช็ดน้ำตาที่เอ่อล้นตรงหางตาแล้วไหลมาถึงใบหู

“บอกว่ารู้แล้วไง เลิกร้องไห้ได้แล้ว จะร้องไห้ไม่หยุดเหมือนเด็กอายุสิบเก้าจริง ๆ รึไง นายเป็นแบบนี้ฉันก็ยิ่งไขว้เขวเหมือนจะต้องเชื่อนายจริง ๆ”

 

ใส่ความเห็น