[ทดลองอ่าน] Time Mover ตอนที่ 3.1

Time Mover
타임무버

 

야스 ยาสึ เขียน
พัชรวดี ประเสริฐไพบูลย์ แปล

 

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายได้ที่เพจ Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

3.

เส้นแบ่งระหว่างความฝันกับความจริงนั้นไม่ชัดเจน

ผมตื่นขึ้นมามองไปรอบ ๆ หลังจากแน่ใจแล้วว่านี่คือห้องนอนกับเตียงของตัวเอง ก็เดินออกไปที่ห้องนั่งเล่น เปิดทีวีเช็กวันที่ของวันนี้ จึงรู้ว่าที่นี่คือโลกความจริง ไม่ใช่ความฝัน ปัญหาคือฝันได้เหมือนจริงเกินไปจนทำให้รู้สึกถึงโลกความจริงน้อยลง

ผมมองดูรอบ ๆ บ้านที่เงียบสงัด เดินไปที่ห้องนอนใหญ่แล้วเคาะประตู ถึงจะไม่มีสัญญาณว่ามีคนอยู่แต่ผมก็เปิดประตูอย่างระวัง ในห้องมีแต่ไอเย็นแผ่กระจายกับความเงียบยึดครองพื้นที่อยู่ ดูท่าพ่อคงไม่ได้กลับบ้านอีกแล้ว

ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจสภาพจิตใจที่รู้สึกเหนื่อยล้าเพราะแม่ไม่อยู่แล้วและความรู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง แต่ในเวลาแบบนี้ อย่างน้อยถ้าพ่ออยู่ข้าง ๆ ก็คงดี ได้ยินมาว่าไม่ได้ไปบริษัทหลายวันเพราะงานศพของแม่ และช่วงนี้สถานการณ์ที่บริษัทก็ไม่ดี ทำให้ผมไม่กล้าเปิดเผยความรู้สึกของตัวเองออกไป…

เพราะความจริงเป็นแบบนี้ก็เลยฝันแบบนั้นหรือเปล่า พอนึกถึงผู้ชายคนนั้นที่ไม่อยากอยู่ห่างผมแม้ชั่วขณะเดียวก็หัวเราะออกมา ผู้ชายที่ในความเป็นจริงคือคนที่เคยเห็นหน้าแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่ความประทับใจแรก ผมคงถูกมองว่าเป็นคนบ้าไปแล้วแน่นอน จินตนาการไม่ออกเลยว่าสี่ปีหลังจากนี้ความสัมพันธ์กับผู้ชายคนนั้นจะกลายเป็นแบบนั้นไปได้

ผมบิดขี้เกียจแล้วเดินไปที่ห้องครัว ถึงจะขี้เกียจยังไงก็ต้องทำข้าวเช้ากินแล้วไปโรงเรียน ผมตักข้าวที่หุงด้วยฝีมือที่ไม่ชำนาญ หยิบเครื่องเคียงในตู้เย็นออกมา พยายามข่มกลั้นความเศร้าที่เอ่อล้นขึ้นมา

เป็นแบบนี้อยู่เสมอ ทั้งตอนใส่ผ้าที่จะซักเข้าไปในเครื่องซักผ้าแล้วปั่น ตอนกินข้าวที่หุงเองคนเดียว ตอนที่ใส่เสื้อเชิ้ตขาวเครื่องแบบนักเรียนที่ยับเพราะไม่ได้รีด ทุกครั้งก็จะนึกถึงการไม่มีแม่อยู่แล้วขึ้นมาบ่อย ๆ

เข้มแข็งไว้

ผมตักข้าวคำใหญ่เข้าปาก พยายามเคี้ยวอย่างตั้งใจ กินกิมจิที่เมื่อก่อนชอบบ่นว่าไม่อยากกิน ทุกครั้งที่เป็นแบบนั้นก็จะใช้ช้อนตัดไข่ดาวที่แม่เคยทำให้ตอนเช้าเอาใส่ปากด้วย แล้วก็คีบใบงาหมักที่แม่ทำเอาไว้ให้ก่อนเกิดอุบัติเหตุเข้าปากหนึ่งใบแล้วเคี้ยว

ใบงาหมักที่คีบกินทีละใบหมดแล้ว จึงใช้ช้อนกวาดถ้วยที่เหลือแต่น้ำซอสแล้วสูดน้ำมูกเพราะน้ำตาไหลออกมา แถมยังสำลัก แค็ก ๆ ผมไอออกมาพลางปัดป่ายมือ กลืนน้ำลงไปเกือบไม่ทัน น้ำมูกน้ำตาไหลลงมาทำให้ใบหน้าเลอะเทอะจนที่ล้างหน้าไปก่อนหน้านี้ไม่มีประโยชน์ ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ ๆ ถึงเศร้าขนาดนี้

ผมตักข้าวใส่ปากไม่ให้แก้มสองข้างแน่นเกินไป เคี้ยวพร้อมกับสะอื้นแล้วก็กลืนลงไป ขอบตาร้อนผ่าว ตอนไปโรงเรียนตาจะต้องบวมแน่ ๆ แต่น้ำตาก็ไม่หยุดไหล ตอนที่ตักข้าวใส่เต็มปากแล้วกินข้าวหนึ่งถ้วยจนหมด น้ำตาที่ไหลอาบแก้มก็แห้งไปแล้ว

“ผมไม่เป็นไรจริง ๆ ครับน้า”

“ไม่เป็นไรตรงไหน ผ่านไปยังไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ หน้าก็ซูบลงขนาดนี้แล้ว”

น้าบ่นพลางวางห่อผ้าขนาดใหญ่ที่เอามาด้วยลงบนโต๊ะในห้องอาหารและมองค้อนผม

“เครื่องเคียงหมดแล้วใช่ไหม”

“ยังครับ ยังมีอีกเยอะ มีกิมจิด้วย”

“จะกินแต่กิมจิกับข้าวได้ยังไง ไม่ค่อยชอบกิมจิด้วยไม่ใช่เหรอ”

น้าบอกว่าต่อให้ไม่เห็นก็รู้ แล้วหยิบกล่องเครื่องเคียงโล่ง ๆ ออกมาจากตู้เย็น จากนั้นเอากล่องเครื่องเคียงที่เอามาเติมที่ว่างในตู้เย็น

“ทำเครื่องเคียงมาให้หลายอย่าง คงเอาไว้กินได้สักพัก ถ้าใกล้หมดแล้วจะทำมาให้อีก เพราะงั้นกินข้าวให้เยอะ ๆ อย่าบอกว่าไม่มีคนดูแลก็เลยอดข้าวหรือกินพวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพราะขี้เกียจล่ะ ช่วงอายุอย่างนี้ยิ่งต้องกินให้ดี”

“ผมกินข้าวอย่างดีจริง ๆ นะครับ ช่วงนี้ผมกินข้าวครบสามมื้อเลย”

ถึงจะหัวเราะ แต่ดูเหมือนว่าเสียงหัวเราะนั้นจะทำให้น้าเชื่อไม่ได้ น้าจุปากเปิดตู้กับหม้อหุงข้าวดู แล้วนั่งลงบนเก้าอี้

“อยู่ ม.หกแล้ว น่าจะมีเรื่องให้คิดเยอะ คงจะเหนื่อยแย่”

“เหนื่อยอะไรกันครับ ไม่เหนื่อยเลยสักนิด การหาข้าวกินเอง ซักเสื้อผ้าตัวเอง ก็เป็นเรื่องปกตินี่ครับ”

“จริงสิ แล้วเรื่องเรียนพิเศษเป็นยังไงบ้าง เหมือนพี่เคยบอกไว้ว่าช่วงนี้หลานจะต้องเตรียมสอบภาคปฏิบัติอะไรสักอย่างไม่ใช่เหรอ”

“เอ่อ…”

ผมลังเลอยู่ว่าจะพูดยังไงดี เลยแค่ยักไหล่กับหัวเราะแหะ ๆ

“ผมตั้งใจว่าจะพักเรื่องเรียนพิเศษไปก่อนสักระยะน่ะครับ บอกคุณครูไว้แล้ว”

“ว่ายังไงนะ”

“ช่วงนี้ดูเหมือนบริษัทของพ่อสถานการณ์ไม่ค่อยดี เขาบอกว่าเตรียมสอบภาคปฏิบัติเข้ามหาวิทยาลัยที่จริงแล้วไม่ได้มีอะไรมาก ไม่จำเป็นต้องเสียเงินเยอะ ๆ ก็ได้ ผมตั้งใจว่าจะลองซ้อมเองดูครับ”

“ตอนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญนี่ จะเลิกเรียนพิเศษได้ยังไง คุณพ่อบอกว่าลำบากเรื่องค่าเรียนพิเศษเหรอ”

“เปล่าครับ ไม่ใช่แบบนั้น”

ผมส่ายหัวเพื่อห้ามน้าที่ทำท่าทีเหมือนว่าจะโทรศัพท์หาพ่อเสียเดี๋ยวนั้น

“ผมจะลองฝึกคนเดียวดูก่อน ถ้ายากเกินไปค่อยกลับไปเรียนพิเศษใหม่ก็ได้ครับ ไว้ผมจะจัดการเอง ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ”

“จะไม่ให้เป็นห่วงได้ยังไง ถึงจะเพิ่งจัดงานศพพี่มาได้ไม่เท่าไหร่ แต่ถึงยังไงคนตายก็คือคนตาย ส่วนคนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องคิดเรื่องการมีชีวิตอยู่ต่อไป พี่อุตส่าห์ประหยัดเงินทั้งเรื่องกินเรื่องเสื้อผ้าตั้งเท่าไหร่…เพื่อจะส่งหลานเข้าวิทยาลัยดนตรี พี่บอกว่ายังไงการได้เห็นหลานเรียนพิเศษก็มีความสุข…”

น้าหยุดพูดแล้วเอามือปิดปากเหมือนกำลังกลั้นน้ำตาที่จะไหลออกมา น้านั่งโดยไม่พูดอะไรอยู่สักพัก จากนั้นก็ถอนหายใจ จับมือของผมขึ้นมาลูบ

“ถ้าลำบากใจที่จะพูดกับพ่อก็บอกน้านะ น้าจะลองเปรย ๆ ให้ เข้าใจไหม”

“ไม่เป็นไรจริง ๆ ครับน้า”

“ก็ได้ ถึงจะไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ แต่ถ้าหลานพูดแบบนั้นน้าก็คงพูดอะไรไม่ได้ แล้วคุณพ่อเป็นยังไงบ้าง กินข้าวได้ดีไหม อดข้าวบ้างรึเปล่า”

“เหมือนว่าช่วงนี้งานที่บริษัทจะยุ่งครับ ก็เลยแทบไม่ได้เจอเลย”

“อะไรนะ ไม่ค่อยได้กลับบ้านด้วยเหรอ”

เพิ่งคิดได้ว่าไม่ควรพูดหรือเปล่า แต่ก็พูดออกไปแล้ว ผมพยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้ น้าก็ถอนหายใจอีกครั้ง

“พี่เขยเองก็คงจะเหนื่อย แต่เวลาแบบนี้ยิ่งควรจะดูแลบ้านนี่นา ถึงหลานจะไม่ใช่เด็กแล้ว แต่ถ้ามีเรื่องลำบากใจจะมีอะไรเป็นกำลังใจได้ดีเท่าคนในครอบครัวอีก ถึงช่วยอะไรไม่ได้ แต่แค่อยู่ข้าง ๆ ก็เป็นกำลังใจให้ตั้งเยอะแล้วนี่”

“ก็จริงครับ”

ผมพยักหน้า ยิ้มอย่างอ่อนแรง น้าก็ลูบมือผม

“ไม่รู้ว่าพี่จะหลับตาได้สนิทรึเปล่าที่ทิ้งหลานไว้จนน่าเป็นห่วงแบบนี้ เพราะพี่ใช้ชีวิตโดยห่วงแต่ลูกมาตลอด”

“ผมสบายดีมาก ๆ เลยละครับ ถึงขนาดเวลาที่แม่มองลงมาจากฟ้าจะต้องสบายใจหายห่วงแน่นอน”

วิทยาลัยดนตรีดูเหมือนจะยากเกินไปก็เลยกำลังคิดว่าจะลองดูมหาวิทยาลัยธรรมดา แต่ตัดสินใจไม่พูดเรื่องนั้นดีกว่า จึงได้แต่ยิ้มเหมือนไม่มีความกังวลใด ๆ แล้วตอบน้าไปอย่างนั้น ความหวังที่จะให้น้าข้ามเรื่องนี้ไปเป็นจริง เพราะน้าพยักหน้า พูดว่าค่อยยังชั่วแล้วยิ้มให้

“แต่จะว่าไป ถ้าพี่เขยไม่ค่อยได้กลับมาบ้าน แล้วเขากินข้าวยังไง เรื่องเสื้อผ้าอีกล่ะ ถึงจะบอกว่าเพิ่งจัดงานศพเสร็จ แต่ถ้าใส่เชิ้ตขาวเหมือนเดิมติด ๆ กันหลายวัน คนรอบข้างจะนินทาเอาได้นะ”

“นั่นสิครับ ถึงกลับมาที่บ้าน แต่ก็แทบไม่ค่อยได้เห็นหน้าเพราะพ่อเหนื่อย”

“ถ้ากินข้าวที่บริษัท เดี๋ยวน้าจะเตรียมเครื่องเคียงให้สองสามอย่าง ให้หลานเอาไปที่บริษัทพร้อมกับเสื้อเชิ้ตสำรองสักสองสามชุดแล้วกัน พอไม่มีแม่แล้ว หลานกับพ่อก็ต้องดูแลกันและกันนะ”

“ได้ครับ”

“หลานเองก็คงจะเหนื่อยเหมือนกัน …”

ถึงผมจะโบกมือปฏิเสธ บอกว่าไม่เหนื่อยหรอกครับแล้วยิ้ม แต่ผมก็เหนื่อยจริง ๆ ยิ่งแสดงออกมาไม่ได้ว่าเหนื่อยก็ยิ่งทำให้เหนื่อยเข้าไปใหญ่ แม้กระทั่งการยิ้มและเก็บซ่อนความเหน็ดเหนื่อยเอาไว้ภายในใจก็เหนื่อย ถึงจะเป็นความคิดที่ไม่ดี แต่ผมอยากให้น้ากลับไปเร็ว ๆ

 

ใส่ความเห็น