[ทดลองอ่าน] มหาวิทยาลัยซอมบี้ (Zombies in College) ตอนที่ 1

มหาวิทยาลัยซอมบี้
Zombies in College 

喪病大學

 

顏涼雨 เหยียนเหลียงอวี่ เขียน
Jpolly Wu แปล

 

นิยาย 4 เล่มจบ (วางขายเเยกเล่ม)

 

———————————————————–

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายหนังสือได้ที่เพจ Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

ตอนที่ 1

แสงสลัวในห้องโถงกว้าง จอคอมพิวเตอร์วางเรียงแถวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่มีเพียงไม่กี่เครื่องที่สาดแสงออกมา ใบหน้าที่ควรมีชีวิตชีวา เมื่ออยู่ในรัศมีของแสงนั้นกลับมีสีเขียวคล้ำ ส่วนใหญ่ปกคลุมไปด้วยบรรยากาศของไม้ใกล้ฝั่งที่ใกล้จะลงโลงเต็มทน บังเกิดเป็นความสง่างามล้ำลึกที่ไม่เข้ากับอายุของพวกเขาเอาเสียเลย

ซ่งเฝ่ยก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งเขามั่นใจว่าภาพนี้จะต้องขัดใจผู้สืบทอดเจตนารมณ์ในระบอบสังคมนิยมอย่างแน่นอน เนื่องจากอินเทอร์เน็ตคาเฟ่แห่งนี้ ผิวโซฟาเป็นจุดกระดำกระด่าง โต๊ะคอมพิวเตอร์ยากจะระบุสีเดิม แป้นพิมพ์สีดำมีสิ่งสกปรกอยู่ตามร่อง เมาส์แบบมีสายเลื่อนไม่ค่อยไป บวกกับโคมไฟติดเพดานสีเหลืองที่ส่องแสงสลัวเต็มที่ และยังมีพานอัน [1] กลับชาติมาเกิดนั่งอยู่ตรงนี้ ในมุมอับแบบสามร้อยหกสิบองศา

ในยุคสมัยที่สมาร์ตโฟนมีอยู่ทุกหนแห่ง ร้านแห่งนี้ยังคงยืนหยัดอย่างภาคภูมิใจ ทำให้ทุกครั้งที่ซ่งเฝ่ยก้าวเข้ามามักเห็นภาพในอดีต คล้ายว่าตนเองได้ย้อนกลับไปสมัยเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่สาม ในคืนนั้นหลังจากพ่อแม่เข้านอน เขาก็แอบหนีไปอินเทอร์เน็ตคาเฟ่เพื่อเล่นเกมเลอกลอรี [2] แน่นอนว่าหลังจากช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์จบลงก็ถูกพ่อลงโทษ ยกใหญ่ แต่พูดตามตรง ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่สมัยนั้นตกแต่งได้ล้ำสมัยกว่าปัจจุบันมาก

ยุคสมัยนี้แทบไม่ค่อยมีคนมาใช้บริการอินเทอร์เน็ตคาเฟ่กันแล้ว ซ่งเฝ่ยคิดว่าเหตุผลที่ร้านแห่งนี้สามารถยืนหยัดอยู่ได้จนถึงตอนนี้ ก็ต้องขอบคุณระบบตัดไฟและตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตของมหาวิทยาลัย ถึงแม้โทรศัพท์มือถือจะยังใช้สายได้ แต่ทุกครั้งก็จะเห็นการแจ้งเตือนว่า
[เชื่อมต่อเครือข่ายไวไฟเพื่อเข้าสู่หน้าเว็บไซต์ เชิญถู่หาว [3] ใช้ได้ตามสบาย]
ให้กับคนยากจนที่ไม่มีโอกาสใช้งานตามใจชอบ ส่วนคนที่อยากดูถ่ายทอดสดการแข่งขันอะไรสักอย่างช่วงกลางดึก ก็ทำได้เพียงหันไปพึ่งพาบริการอินเทอร์เน็ตคาเฟ่เพียงแห่งเดียวในรัศมีสิบลี้ [4] เท่านั้น

“ค่ำคืนอันเหน็บหนาวมักฝันถึง~~เรือนผมขาว หน้าแดงมีเลือดฝาดของเธอ~~ ผ่านพ้นไปหลายพันปี~~ ใครอยู่เคียงข้างเธอ~~ ร้องเพลงขับขานไปตลอดทาง…” [5]

ทันใดนั้นเสียงของนักร้องเพลงร็อคชายที่ฟังดูเยือกเย็นและหยาบกระด้างก็ดังขึ้น โทรศัพท์มือถือแผดเสียงดังลั่นภายในห้องโถงใหญ่อันเงียบเชียบที่มีคนเพียงไม่กี่คน ถึงแม้จะเป็นเสียงเรียกเข้าของตนเอง แต่ซ่งเฝ่ยกลับสะดุ้งตกใจจนตัวโยน คนที่โทร.เข้ามาคือหวังชิงหย่วนนั่นเอง

“มีอะไร” ในเมื่อเป็นทั้งรูมเมตและเพื่อนสนิท ซ่งเฝ่ยจึงรู้จักนิสัย “ไม่มีธุระก็จะไม่โทร.รบกวน” ของอีกฝ่ายดี

“รีบกลับ จะตรวจหอพักแล้ว” หวังชิงหย่วนพูดห้วนๆ

ปฏิกิริยาแรกของซ่งเฝ่ยคือมองดูเวลาบนหน้าจอ “เฮ้ย สี่ทุ่มกว่าแล้ว!”

“ได้เวลาตรวจพอดี ถ้าไม่กลับมาก็กลับหอไม่ได้อีกร้อยวันร้อยคืน”

“แย่แล้ว! ” นี่มันยุคสมัยไหนกันแล้ว ยังมีตรวจหอตอนกลางคืนอยู่อีก และนี่เป็นครั้งแรกของภาคการศึกษานี้ที่ซ่งเฝ่ยออกมาเหมาอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ทั้งคืน ซื้อหวยทำไมไม่ถูกอย่างนี้บ้างนะ!

ซ่งเฝ่ยไม่กล้าลังเลแม้แต่วินาทีเดียว เขารีบปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ค่าดูถ่ายทอดสดการแข่งขันแพงมาก แต่คะแนนประเมินความประพฤติก็มีค่ามากเช่นกัน หากทำให้อาจารย์จดจำเขาในเรื่องแบบนี้ เวลาอีกสองสามปีที่เหลือถึงอยากร้องไห้ก็คงไม่มีที่ให้ไปเสียแล้ว

มหาวิทยาลัยของซ่งเฝ่ยตั้งอยู่ชานเมือง ห่างจากใจกลางเมืองยี่สิบถึงสามสิบกิโลเมตร เดิมทีเป็นอำเภอแห่งหนึ่ง ล้อมรอบด้วยเขาสูงตระหง่าน แต่ผลจากการขยายตัวของเขตเมืองในช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมา มันจึงกลายมาเป็นวิทยาเขตใหม่ของมหาวิทยาลัยหลายแห่งจากเมืองหลวง โดยมีชื่ออันไพเราะว่า “เมืองมหาวิทยาลัย” แต่ความจริงยังรกร้างว่างเปล่าอย่างถึงที่สุด สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ยังไม่ถูกสร้าง โดยเฉพาะวิทยาเขตใหม่ของมหาวิทยาลัยของซ่งเฝ่ยที่อยู่ด้านในสุด หากเดินเข้าไปจนสุดก็จะเป็นพื้นที่รกร้างไร้เงาผู้คน มหาวิทยาลัยเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ที่สุดก็ต้องนั่งรถไปอีกสี่ป้ายเลยทีเดียว พื้นที่มหาวิทยาลัยครอบคลุมจากเหนือจรดใต้ ตรงข้ามถนนสายหลักของประตูใหญ่ทางทิศใต้มีร้านค้าอยู่บ้าง อีกสามด้านที่เหลือเป็นทิวทัศน์ชนบท จึงทำให้เหล่านักศึกษาทั้งหมดรู้สึกสิ้นหวัง

ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ที่ซ่งเฝ่ยเหมาทั้งคืนก็ตั้งอยู่ที่นี่ เมื่อเดินออกจากร้าน แล้วข้ามถนนก็จะเข้าเขตรั้วมหาวิทยาลัย

ทว่าการเดินทางอันยาวนานเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

ที่ดินใจกลางเมืองราคาแพงมาก ดังนั้นวิทยาเขตเก่าจึงมีพื้นที่ค่อนข้างแคบ แต่วิทยาเขตใหม่ไม่มีปัญหาเรื่องนี้เลยสักนิด คุณอยากวิ่งระยะไกลไหม ทำไมต้องทนอุดอู้อยู่ในสนามเด็กเล่น นับจากประตูมหาวิทยาลัยจนถึงหอพัก เราช่วยสานฝันการเป็นเทพกวางแห่งบูรพา [6] ให้คุณได้!

ตือดึ๊ง

เสียงแจ้งเตือนแอปพลิเคชันวีแชตดังออกมาจากกระเป๋าของเขา ซ่งเฝ่ยผู้กำลังรับบทเทพกวางยังคงวิ่งต่อไปในความมืดอย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับดึงโทรศัพท์มือถือออกมา เปิดฟังข้อความเสียงของหวังชิงหย่วน “ถึงไหนแล้ว ตรวจถึงชั้นของเราแล้วนะ คราวนี้สภานักศึกษาร่วมมือกับภาควิชาคณะ มากันเป็นขบวนใหญ่เลย”

“เพิ่งพ้นตึกฟิสิกส์มา…ฮัดชิ้ว…ช่วยหาเรื่องกลบเกลื่อนให้ฉันหน่อย…อีกไม่กี่นาที! ” ข้อความเสียงถูกส่งกลับไปด้วยปลายนิ้วหัวแม่มือเรียบร้อย

ซ่งเฝ่ยไม่แม้แต่จะเก็บโทรศัพท์มือถือ เพียงปล่อยร่างกายให้โบยบินอย่างอิสระ

เจ็ดนาทีต่อมา ในที่สุดเขาก็วิ่งมาถึงอาคารหอพักชายสอง ห้องหมายเลข 440 จากนั้นก็วิ่งเข้ามาด้านใน ก่อนจะปะทะเข้ากับอ้อมกอดของใครบางคน

“ซ่งเฝ่ย กลับมาแล้วเหรอ” อาจารย์เจี่ย อาจารย์ประจำคณะประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมยืนอยู่กลางหอพักพลางยกยิ้มกว้าง

“สวัสดียามดึกครับอาจารย์เจี่ย! ” นักศึกษาซ่งประจำคณะประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม สาขาการจัดการการท่องเที่ยวยืนอยู่หน้าประตูหอพักด้วยท่าทางกระตือรือร้น

อาจารย์และศิษย์จ้องมองกันครู่หนึ่ง คนแรกเอ่ยถามก่อนว่า “ไปไหนมา”

คนหลังตอบอย่างไม่ลังเล “ห้องน้ำครับ”

เมื่อตอบออกมา ซ่งเฝ่ยเห็นรูมเมตทั้งสามของเขากุมขมับ กลอกตามองบน ต่างรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง

อาจารย์เจี่ยยกยิ้มเล็กน้อย “พวกเขาสามคนบอกว่านายอยากกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่กระติกน้ำร้อนในห้องว่างเปล่า พอดีว่ามีเพื่อนภาควิชาเดียวกับนายที่สนิทกันดีพักอยู่ชั้นบน ดังนั้นนายเลยขึ้นไปขอน้ำร้อน แต่เพราะพวกเขาสามคนไม่รู้ว่าเพื่อนคนนี้พักอยู่ห้องไหน เลยไม่รู้จะขึ้นไปตามนายยังไง เพราะนายแค่ขึ้นไปขอน้ำร้อนก็เลยไม่ได้พกโทรศัพท์มือถือไปด้วย”

ซ่งเฝ่ยกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก “เหุตผลที่ไม่อยู่ในห้องจริงๆ คือ…รายละเอียดค่อนข้างละเอียดอ่อนครับ”

อาจารย์เจี่ยจ้องมองเขาอย่างไม่พอใจ เห็นได้ชัดว่ารู้อยู่แล้ว อาจารย์ท่านนี้ไม่ใช่คนธรรมดา การที่ต้องรับมือกับสติปัญญาและความกล้าของนักศึกษาหลายร้อยคนแทบทุกวัน คนธรรมดาก็กลายร่างเป็นพรีเดเตอร์ [7] ได้เช่นกัน

ซ่งเฝ่ยยิ้มแหย เดินเข้าไปอย่างคนไร้ยางอาย

อาจารย์เจี่ยไม่สนใจเขาอีกต่อไป เดินไปหน้าประตู เอ่ยทักทายคนของสภานักศึกษาที่ตรวจสอบบริเวณสุดทางเดินอย่างจริงใจว่า “นักศึกษาห้อง 440 ภาควิชาประวัติศาสตร์กลับมาจากห้องน้ำแล้ว”

จากนั้นไม่นาน สมาชิกสภานักศึกษาทั้งสี่คนที่ถือปากกาและสมุดเล่มเล็กก็เดินกลับมา ซ่งเฝ่ยกำลังยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม แต่เมื่อเหลือบเห็นใบหน้าอันคุ้นเคย เขากลับสำลักน้ำ ไอจนปอดเกือบจะหลุด

อาจารย์เจี่ยตกใจ ก่อนพูดแขวะอย่างไม่สงสารว่า “ดื่มน้ำยังไงให้สำลักเนี่ย”

ซ่งเฝ่ยตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน เขารีบวางแก้วน้ำลง รู้สึกได้ว่าชีเหยียนกำลังจ้องมองเขาอยู่ หากเป็นเมื่อก่อน เขาจะต้องมองกลับไปแน่นอน ก็มีหนึ่งจมูก สองตาเหมือนกัน ดูซิใครจะแน่กว่ากัน แต่เมื่อครู่เขาเพิ่งจะ “กลับมาจากห้องน้ำ” แถมต้องมาเจอกับความรู้สึกที่โดนเพ่งเล็งขนาดนี้ ตรงกันข้ามกับอีกฝ่ายที่เป็นกระดูกสันหลังของสภานักศึกษา ทั้งยังมีปลอกแขนสีแดงเล็กๆ ของทีมตรวจที่ตอนนี้ดูเหมือนจะแสบตากว่าปกติ

แย่แล้ว ลืมไปได้อย่างไรเนี่ยว่าหมอนั่นเป็นสมาชิกสภานักศึกษาแล้ว

ซ่งเฝ่ยพึมพำเบาๆ อันที่จริงการมานับหัวตรวจหออะไรพวกนี้ทำแป๊บเดียวก็เสร็จ คนหลังนี่ก็นับเสร็จแล้ว แต่ยังยึกยักไม่ยอมไปสักที พูดตามตรงก็คือสามคนนู้นน่ะทยอยออกไปกันหมดแล้ว เหลือเพียงชีเหยียนที่ยังยืนอยู่คนเดียวในห้องพัก

ไม่เพียงแต่เด็กหนุ่มห้อง 440 แม้แต่อาจารย์เจี่ยก็ประหลาดใจ “มีคำถามอะไรอีกไหม”

ชีเหยียนมีคิ้วโค้งเรียวดุจกระบี่ โดยเฉพาะยามยกยิ้มบางจะแลดูสดใสและหล่อเหลา ทำให้คนอื่นเกิดความประทับใจได้ง่าย อย่างเช่นตอนนี้ “อาจารย์เจี่ย คราวนี้นอกจากเราตรวจเช็กนักศึกษาที่ไม่กลับหอแล้ว บางทีเราอาจต้องตรวจสอบเครื่องใช้ไฟฟ้ากำลังสูงด้วยนะครับ”

น้ำเสียงของชีเหยียนไพเราะน่าฟัง เขาพูดว่า “บางที” แทนคำว่า “จำเป็นต้อง” ราวกับกำลังหารือกับอีกฝ่าย ท่าทางนอบน้อมแบบนี้ทำให้อีกฝ่ายพึงพอใจ อาจารย์เจี่ยรีบยกมือขึ้นโบกทันที “จำเป็นสิ มหาวิทยาลัยมีกฎห้ามลักลอบใช้ไฟฟ้า ต้องตรวจค้น! “

ไม่พูดเปล่า อาจารย์เจี่ยยังเป็นผู้นำลาดตระเวนด้วยท่าทางเด็ดเดี่ยวและองอาจผ่าเผย

ชีเหยียนเดินตามหลังไป ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกมา

เด็กหนุ่มประจำห้อง 440 ทั้งสี่คนหันมามองหน้ากัน แต่มีสามคนที่กำลังพิจารณาอะไรบางอย่างอยู่ในใจ

การตรวจค้นหอพักขนาดหนึ่งหมู่สามเฟิน [8] หนึ่งรอบใช้เวลาไม่ถึงสองนาที ไม่นานนักอาจารย์เจี่ยก็ลาดตระเวนเสร็จ สองมือว่างเปล่า ใบหน้าโล่งอก ทว่าชีเหยียนกลับหยุดยืนที่โต๊ะหนังสือใต้เตียงของซ่งเฝ่ยด้วยใบหน้าครุ่นคิด

อาจารย์เจี่ยเอ่ยถามอย่างสงสัย “มีอะไร”

ชีเหยียนชี้ไปยังโน้ตบุ๊กบนโต๊ะและเคส [9] ที่วางอยู่ใต้โต๊ะ “ตรงนี้แปลกๆ นะครับ…ในเมื่อมีโน้ตบุ๊กอยู่แล้ว ทำไมถึงมีเคสของคอมพิวเตอร์ด้วยล่ะ”

อาจารย์เจี่ยพูดไม่ออก คำถามนี้ ไม่ว่าจะในแง่ของความหมายหรือคำตอบก็เกินกว่าที่เขาจะตอบได้

ชีเหยียนคุกเข่าลง ยกเคสออกมาวาง แววตาของซ่งเฝ่ยมองเขาด้วยความคับแค้นใจ เสียงดังกุกกัก ชีเหยียนถอดฝาครอบด้านข้างออกอย่างเบามือ

ดวงตาของอาจารย์เจี่ยแทบถลน ราวกับว่าการเปิดเคสของชีเหยียนคือการผ่าร่างมนุษย์ต่างดาว หากภายในเคสแค่ไม่มีเมนบอร์ด ไม่มีพัดลมระบายความร้อน ไม่มีหน่วยความจำ ไม่มีฮาร์ดดิสก์ เขายังพอทนได้ แต่ในนั้นกลับซ่อนขดลวดต้มน้ำไฟฟ้าไว้สามอัน กาต้มน้ำไฟฟ้าสองลูก และดรายร์เป่าผมอีกหนึ่งตัว ถูกจับได้คาหนังคาเขาขนาดนี้แล้ว จะให้เขาทนได้อย่างไร!

“ซ่งเฝ่ย!”

“อาจารย์เจี่ย!”

ถึงแม้จะได้ชื่อว่าสนิทสนมกันดี เกาะแข้งเกาะขาไม่ห่าง แต่สุดท้ายอาจารย์ที่ปรึกษาก็ยกเท้าถีบซ่งเฝ่ย ก่อนใช้แรงกดปากกาเซ็นชื่อของตนเองด้านหลังประโยค [ห้อง 440 ค้นเจอเครื่องใช้ไฟฟ้าต้องห้ามทั้งหมดหกชิ้น] บนสมุดเล่มเล็กของชีเหยียนจนกระดาษเกือบทะลุ

กฎห้ามใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าในมหาวิทยาลัยก็เหมือนกฎห้ามมีความรัก เครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่จะถูกยึด ถูกว่ากล่าวตักเตือน ยิ่งไปกว่านั้นคือมีการแจ้งไปยังภาควิชา รวมถึงประกาศทั่วทั้งมหาวิทยาลัย จากนั้นก็จบเห่ แต่เจ้าของห้อง 440 ทั้งสามคนที่เดินไปส่งทีมตรวจผู้ไม่ยอมออกจากห้องไปสักทีก็คิดไม่ตกว่าทำไมถึงถูกจับได้ ถึงแม้เคสจะวางอยู่ใต้โต๊ะของซ่งเฝ่ย แต่ความจริงเขามีเครื่องใช้ไฟฟ้าทำความร้อนแค่อันเดียว ที่เหลือเป็นของเพื่อนร่วมห้องทั้งสามคน โดยเฉพาะเริ่นเจ๋อ ในฐานะเจ้าของไดร์เป่าผมนำเข้า ในใจของเขาเจ็บปวดจนเลือดซิบ “มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย มองปราดเดียวก็รู้เลยเหรอ นี่มันเนตรวงแหวนชัดๆ! “

“เทพไปปะ…” เซี่ยงหยางมองซากเคสคอมพิวเตอร์ว่างเปล่าที่วางอยู่บนพื้น ยังรู้สึกว่าเหมือนไม่ใช่เรื่องจริง หวังชิงหย่วนมองซ่งเฝ่ยอย่างไม่แน่ใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

ซ่งเฝ่ยขบกรามแน่นจนฟันแทบหัก

กว่าจะดับไฟก็ปาไปห้าทุ่ม ซ่งเฝ่ยที่ปีนขึ้นไปซ่อนตัวบนเตียงชั้นสองเปิดวีแชต จากนั้นก็เริ่มกดโทรศัพท์

[นายแม่งกินข้าวแล้วอาหารไม่ย่อย [10] เหรอ!!!!!!]

เครื่องหมายตกใจจำนวนมากก็ยังไม่อาจแสดงอารมณ์เดือดพล่านที่ซ่งเฝ่ยต้องการทักทายชีเหยียนออกมาได้

อีกฝ่ายตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว [อยู่ในยุทธภพ มิอาจทำตามใจตน]

[ไปให้พ้น นายมันใช้อำนาจมาล้างแค้นเรื่องส่วนตัว!!!]

[เราสองคนมีความแค้นต่อกันเหรอ]

คำพูดนี้ทำเอาซ่งเฝ่ยหมดแรงจะด่าต่อ

พวกเขามีความแค้นต่อกันไหมน่ะหรือ ไม่มีหรอก ถึงแม้จะมีความสัมพันธ์กันในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็ไม่นับว่าดีนัก ทว่าก็เคยมีช่วงเวลาที่อารมณ์ความรู้สึกพลุ่งพล่าน ยามขึ้นเตียงก็ยังพร่ำรำพันคำรักกัน อย่างเช่นการที่เขาแอบกระซิบข้างหูอีกฝ่าย บอกว่าตนเองซ่อนเครื่องใช้ไฟฟ้าผิดกฎเอาไว้ แม้ว่าสุดท้ายจะเลิกกันอย่างสงบในวีแชต แต่เวลาเจอกันตอนถือจานต่อแถวในโรงอาหารก็ยังพยักหน้าให้กันบ้าง ก็ออกจะปรองดองกันดีนี่

กระทั่งวันนี้ที่พวกเขาต้องมาบาดหมางกัน ก่อเกิดเป็นหนี้แค้นจากเครื่องใช้ไฟฟ้าทำความร้อน

ทันใดนั้นโทรศัพท์มือถือก็สั่นอีกครั้ง ซ่งเฝ่ยคิดว่าเป็นชีเหยียนที่ไม่ได้รับข้อความตอบกลับของเขา จึงส่งมากวนอารมณ์อีกรอบ แต่คิดไม่ถึงว่าจะเป็นหวังชิงหย่วน [เขาเหรอ]

หวังชิงหย่วนเป็นคนเดียวในหอพักที่รู้ว่าเขาไม่ใช่ชายแท้ และรู้ว่าเมื่อไม่นานมานี้เขามีแฟนอยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน แม้ซ่งเฝ่ยจะไม่ได้เล่าเจาะจงว่าใคร แต่อีกฝ่ายก็ไม่ใช่พวกที่จะไปถามจากคนอื่นหรือถามอะไรให้มากความ รู้แค่เพียงพวกเขาสองคนเพิ่งเลิกกันได้ไม่นาน วันนี้เกิดเรื่องขึ้น คนอื่นคิดจนหัวระเบิดก็อาจไม่เข้าใจ แต่เจ้าเด็กเรียนแซ่หวังกลับครุ่นคิดจนรู้ความจริง ในฐานะเด็กกาก ซ่งเฝ่ยนึกเลื่อมใสอย่างยิ่ง [อืม]

[หล่อมาก]

[มีประโยชน์ตรงไหน กินไม่ได้สักหน่อย]

[ตอนแรกนายชอบอะไรในตัวเขา]

[ใจใหญ่]

[…]

ซ่งเฝ่ยไม่เข้าใจความหมายของจุุดสามจุด เขาคิดว่าตัวเองอาจบอกไม่ชัดเจน ที่บอกว่าใจใหญ่ก็เพราะชีเหยียนไม่ใช่คนประเภทใช้เงินฟาดอย่างเดียว แต่ยังรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่ใจกว้าง ทำอะไรก็อยู่ในขอบเขตของความเหมาะสม แน่นอนว่าหลังจากนั้นเขาก็พบว่ามันคือเรื่องหลอกลวงทั้งสิ้น

ซ่งเฝ่ยถอนหายใจ หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเตรียมจะส่งคำอธิบายให้รูมเมตอีกครั้ง ทว่าทันใดนั้นก็มีข้อความส่งมา

[ง่วงแล้ว นอนเถอะ]

นี่มักจะหมายถึงจุดสิ้นสุดของบทสนทนา ซ่งเฝ่ยทำปากเบ้ บอกตัวเองในใจว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ อย่างไรเสียมันก็แค่เรื่องในอดีต คุยกับเจ้าคนบ้าอำนาจชีเหยียนไปก็เท่านั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหวังชิงหย่วน…เดี๋ยวนะ!

ซ่งเฝ่ยจ่อหน้าจอโทรศัพท์มือถือเกือบติดดวงตา จ้องมองอย่างละเอียด พบว่าขณะพิมพ์คำว่า “ใจใหญ่” ส่งไปให้หวังชิงหย่วน มือเขาสั่นหรืออะไรก็ไม่รู้ กลับส่งไปเพียงคำว่า “ใหญ่” คำว่า “ใจ” หายไปอย่างไร้ร่องรอย ดังนั้นประวัติการแชตในตอนนี้จึงเป็น

[ตอนแรกนายชอบอะไรในตัวเขา]

[ใหญ่]

[…]

[ง่วงแล้ว นอนเถอะ]

อย่าเพิ่งนอน นายฟังฉันอธิบายก่อน!!!

 

[1] นักปราชญ์และกวีรูปงามที่มีชื่อเสียงในสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันตก ยามขี่รถม้าผ่านก็จะมีหญิงสาวรุมล้อม หากหญิงสาวเข้าไม่ถึงตัวเขาก็จะโยนผลไม้เข้าไปให้ในรถม้า

[2] Le Glory ย่อมาจาก Legends of Glory เกมต่อสู้ของเหล่าเทพที่ได้รับความนิยมอย่างมาก

[3] หมายถึง คนรวยที่ชอบซื้อของราคาแพงไร้สาระเพื่ออวดฐานะของตน

[4] หน่วยวัดระยะทางของจีน เทียบประมาณ 500 เมตร

[5] เพลง ฉางอันฉางอัน ขับร้องโดย เจิ้งจวิน

[6] เป็นฉายาของหวังจวินเสีย นักกีฬาวิ่งระยะไกลของจีน

[7] เป็นคำที่มนุษย์เราใช้เรียกนักล่าจากอวกาศ จากภาพยนตร์เรื่อง มหากาฬพรีเดเตอร์

[8] หมู่และเฟินเป็นหน่วยมาตราวัดพื้นที่ของจีน 60 เฟิน เทียบประมาณ 1 หมู่ (ไร่)

[9] เคสหรือที่คนส่วนใหญ่เรียกกันว่า ซีพียู คือ กล่องสำหรับประกอบอุปกรณ์ต่างๆ ของคอมพิวเตอร์

[10] มาจากภาษาพื้นเมืองของเจ้อเจียง มีความหมายว่า ขยันหาเรื่องให้ตนเองวุ่นวาย

ใส่ความเห็น