[ทดลองอ่าน] มหาวิทยาลัยซอมบี้ (Zombies in College) ตอนที่ 63

มหาวิทยาลัยซอมบี้
Zombies in College 

喪病大學

 

顏涼雨 เหยียนเหลียงอวี่ เขียน
Jpolly Wu แปล

 

นิยาย 4 เล่มจบ (วางขายเเยกเล่ม)

 

TRIGGER WARNING : นิยายเรื่องนี้ NOT FOR EVERYONE *
มีเนื้อหาเกี่ยวกับ angst (มีความรุนแรงในอารมณ์ บีบคั้นกดดัน), death (การตาย),
depression (ภาวะซึมเศร้า), gore (เนื้อหามีความโหดร้าย และรุนแรง) และ suicide (การฆ่าตัวตาย)

 

———————————————————–

ติดตามกำหนดการวางจำหน่ายหนังสือได้ที่เพจ Rose Publishing

…XOXO…

มาดามโรส

 

ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์

 

 ตอนที่ 63

 

ขณะที่ซ่งเฝ่ยกำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงอารมณ์ กลับถูกชีเหยียนเหยียบเบรกเสียก่อน ในตอนนั้นฝ่ามือของนักศึกษาซ่งกำลังล้วงเข้าไปในเสื้อของชีเหยียน ลูบคลำอย่างถึงพริกถึงขิง เกือบจะช่วยเช็ดเหงื่อบนร่างกายท่อนบนของอีกฝ่ายจนแห้ง หากไม่เพราะถูกชีเหยียนรั้งเอาไว้ ก็ไม่รู้ว่าขั้นต่อไปจะสำรวจที่ไหนต่อ

ซ่งเฝ่ยยังสัมผัสไม่เต็มอิ่ม ดวงตาและหัวคิ้วจึงขมวดเข้าหากัน ท่าทางไม่ค่อยพอใจนัก

ชีเหยียนมองท่าทางของซ่งเฝ่ยแล้วก็พลอยเบิกบานใจ ทั้งที่อยากพ่นลมหายใจออกมา แต่กลับเอ่ยคำพูดด้วยเสียงกระซิบแทน “ยามอิ่มท้องอุ่นกายมักฝักใฝ่ตัณหา แต่ยามนี้ทั้งหิวโหยทั้งหนาวเหน็บ ก็จงอย่าคึกคะนอง”

ซ่งเฝ่ยชักมือกลับ พูดอย่างเซ็งๆ ว่า “ดูได้แต่กินไม่ได้ นี่เป็นสิ่งที่เจ็บปวดที่สุดในโลกแล้ว”

ชีเหยียนพยักพเยิดไปทางหน้าต่าง “สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดในโลกอยู่นั่นต่างหาก”

เมื่อมองตามทิศทางของชีเหยียน แผ่นหลังเย็นเยียบพลันปรากฏขึ้นในกรอบสายตา

ซ่งเฝ่ยตกใจ เมื่อครู่พวกเขาจูบกันอย่างดูดดื่มเคลิบเคลิ้มเกินไปหน่อย จนลืมไปเลยว่ายังมีผู้ชมอีกท่านหนึ่งอยู่ข้างๆ เมื่อคิดได้ตอนนี้ก็รู้สึกเก้อเขินเล็กน้อย ก่อนจะแสร้งทำเป็นเรียกอีกฝ่ายอย่างเป็นธรรมชาติ “เสี่ยวเหอ?”

เหอจือเวิ่นหันหลังให้สหายทั้งสอง แม้แต่ศีรษะก็ไม่หันกลับไปมอง ราวกับมีสาวงามกำลังเต้นระบำอยู่บนดวงจันทร์ทอแสง ไม่เหลือบมองไปที่อื่นแม้แต่น้อย “อืม คิดเสียว่าฉันไม่อยู่ก็ได้ พวกนายทำต่อเลย แค่มีความสุขก็พอแล้ว”

ท่าทางเข้าอกเข้าใจยิ่งทำให้ซ่งเฝ่ยรู้สึกผิด เขารีบสารภาพทันที “ฉันรู้ว่าตอนนี้นายคงสับสนนิดหน่อย ฉันจะอธิบายความสัมพันธ์ของฉันกับชีเหยียนอย่างละเอียดให้…”

“ไม่ต้อง!” เหอจือเวิ่นปฏิเสธอย่างแข็งขัน

ซ่งเฝ่ยเริ่มไม่สบอารมณ์ จ้าวเฮ่อเป็นแบบนี้ เหอจือเวิ่นก็ยังเป็นแบบนี้อีก “ทำไมพวกนายห้องสองถึงไม่มีความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับโลกใบนี้บ้างเลย!”

“…” เพราะพวกเขายังอาลัยอาวรณ์โลกใบนี้อยู่ ดังนั้นจึงไม่อยากถูกลากเข้าประตูสู่โลกใบใหม่น่ะสิ!

“ความจริงฉันกับชีเหยียน…”

“ไม่ฟัง ไม่ฟังอะไรทั้งนั้น!”

ชีเหยียนเคยเห็นคนปิดบังว่าตนเองเป็นเกย์เพราะกลัวการเปิดเผยตัวตน แต่ยังไม่เคยเห็นคนที่ไล่ตามและตะโกนบอกคนอื่นว่าอยากจะเปิดตัวมาก่อน อีกทั้งเคยเห็นเพื่อนที่พูดจาอ้อมค้อมด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ไม่เคยเจอเพื่อนที่เราจะบอกความจริงให้ แต่กลับปิดหูไม่อยากรับฟัง ดังนั้นสหายร่วมรบตรงหน้าที่สลับขั้วสลับข้างกันอย่างสิ้นเชิงนี้ จึงถือเป็นความแปลกประหลาดอันงดงามน่าอัศจรรย์ใจนัก

แต่ความแปลกเช่นนี้ กลับทำให้เขารู้สึกสบายใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

หรืออาจเป็นเพราะสถานการณ์ตอนนี้เลวร้ายจนเลวร้ายไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว พวกเขาอาจถูกซอมบี้กัดกินเป็นอาหารได้ตลอดเวลา จะกลัวอะไรกับการตะโกนบอกทั้งโลกว่าฉันชอบผู้ชาย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตแต่อย่างใด แม้คำพูดคำจาจะไม่น่าฟังนัก แต่ใครจะใส่ใจกันล่ะ หากตะโกนว่าฉันมีขนมปัง ยังอาจจะดึงดูดพวกคนโลภได้ แต่คนรักเพศเดียวกันคงไม่มีใครอยากจะมาแย่งชิง และไม่มีใครว่างมาพูดจาถากถางหรอก

นี่เป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด

แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น

ชีเหยียนรั้งตัวซ่งเฝ่ยที่กำลังทรมานเหอจือเวิ่นเข้ามา ขยี้เรือนผมของอีกฝ่ายจนยุ่งเหยิง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ตอนนี้เราสองคนคืนดีกันก็พอแล้ว”

ซ่งเฝ่ยมองค้อนใส่เขา “แล้วยังไง ฉันต้องออกใบรับรองการคืนดีให้นายไหม”

ชีเหยียนทำหน้าเอือมระอา ขณะที่คิดจะค่อนแคะว่านายจริงจังได้ไม่ถึงสองนาทีเลย คำพูดที่กำลังจะออกจากปากพลันหยุดกะทันหัน สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

ซ่งเฝ่ยตั้งท่าเตรียมจะถูกด่า แม้แต่คำพูดที่โต้กลับก็ยังเรียบเรียงเตรียมไว้เป็นอย่างดี แต่ผลปรากฏว่าท่าทางของชีเหยียนดูผิดแปลกไปจากปกติ ทำเอาซ่งเฝ่ยรู้สึกอึดอัด “เมื่อกี้นายอยากจะพูดอะไรหรือเปล่า อยากพูดก็พูดสิ ไม่ต้องเก็บเอาไว้หรอก ฉันรับได้”

ชีเหยียนทำหน้างง ท่าทางกระตือรือร้นของซ่งเฝ่ยไม่ใช่แค่รับได้เท่านั้น มันเขียนไว้ชัดเจนเลยว่า ‘ฉันตั้งหน้าตั้งตารออยู่นะ’

แต่เขาไม่อยากกลับไปเหมือนเช่นในอดีต ซ่งเฝ่ยเป็นคนทำอะไรตามใจตัวเอง ทำเรื่องต่างๆ โดยใช้ความรู้สึกนำทาง แต่ชีเหยียนไม่ใช่ เขาจะจำช่วงเวลาที่ต้องทนทุกข์ทรมานเอาไว้ หากมีก้อนหินขวางทางอีก เขาจะยอมเดินอ้อม เขาไม่ใช่คนที่ชอบทำผิดซ้ำซาก หวังชิงหย่วนบอกว่าเขาไม่เคารพซ่งเฝ่ย ถ้าเช่นนั้นนับจากนี้ไปเขาต้องเรียนรู้ที่จะเคารพอีกฝ่าย “เมื่อก่อนฉันผิดเอง ที่มักจะขอให้นายทำตามความต้องการของฉันอยู่ฝ่ายเดียวโดยไม่ได้นึกถึงความรู้สึกของนายเลย อันที่จริงเมื่อเทียบกับฉันแล้ว นายร้องครวญ…”

ถึงแม้เหอจือเวิ่นจะยืนชมดวงจันทร์ แต่หูของเขาก็ยังทำงานอยู่ และเตรียมจะจดประโยคหวานซึ้งเอาไว้ยืมใช้จีบสาวในอนาคตบ้าง แต่คำว่า “เมื่อเทียบกับฉันแล้ว นายร้องครวญ…” นี่มันหมายความว่ายังไง! หมอนี่มีความรักก็หัดพูดอะไรดีๆ บ้างไม่ได้หรือไง!!!

“นายทำอะไร!” นักศึกษาชียังพูดไม่จบและเตรียมจะพูดอะไรบางอย่างต่อ

แต่เหอจือเวิ่นไม่อาจต้านทานความอยากรู้อยากเห็นของตนเองได้แล้วจริงๆ จึงหันกลับมา ถึงได้เห็นซ่งเฝ่ยออกแรงขย้ำ เอ่อ ใบหน้าชีเหยียนรุนแรงกว่าตอนหยิกแก้มเขาเสียอีก

“ถอดหน้ากากหนังมนุษย์ออกมานะ” นักศึกษาซ่งพูดจาฉะฉาน “นายไม่ใช่ชีเหยียน ชีเหยียนไม่มีทางยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง และไม่มีทางพูดว่าตัวเองมีตาหามีแววไม่ และยังไม่เคยตระหนักว่าฉันเป็นชายหนุ่มรูปงามที่เลิศเลอมากๆ ด้วย”

ชีเหยียน เหอจือเวิ่น “เมื่อกี้ก็ไม่ได้พูดแบบนั้นนะ!!!”

ชีเหยียนดึงกรงเล็บของซ่งเฝ่ยออกด้วยท่าทางหงุดหงิด เขาเข้าใจแล้วว่าพูดจาอ้อมค้อมกับซ่งเฝ่ยไม่ได้ ต้องพูดแบบตรงไปตรงมาเลยถึงจะได้ผล “จากนี้ไปฉันจะไม่ดุด่านายอีก ไม่ว่าระหว่างเราจะมีความคิดแตกต่างกันแค่ไหนก็ตาม ฉันสาบานว่าจะพูดกับนายดีๆ”

ซ่งเฝ่ยถูกท่าทางอ่อนโยนที่ไม่เคยมีมาก่อนของชีเหยียนเล่นงานถึงกับมึนงง จนไม่สามารถแยกแยะได้ว่านี่เป็นความฝันหรือความจริงไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยย้ำอย่างไม่ค่อยมั่นใจว่า “นายสาบาน?”

ชีเหยียนลดสายตาลง นิ่งไปนานครู่ใหญ่ก่อนจะเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง จับจ้องคนผู้นี้ที่อาจต้องเกี่ยวพันกับตนเองไปชั่วชีวิต เน้นย้ำทีละคำด้วยเสียงทุ้มต่ำและมุ่งมั่น “ฉันจะพยายามทำให้เต็มที่”

เป็นความจริง ซ่งเฝ่ยมั่นใจได้แล้ว

“งั้นฉันก็ขอสาบานเหมือนกัน จากนี้ไปจะไม่เกียจคร้านตัวเป็นขน จะขยันหมั่นเพียรพัฒนาตัวเอง!”

“จริงเหรอ”

“ฉันจะพยายามทำให้ได้”

“…” แฟนหนุ่มคิดเล็กคิดน้อยถึงเพียงนี้เขาจะทำอย่างไรดีหนอ คำตอบของชีเหยียนคือ อดทนไว้

ความรักในวัยยี่สิบปีก็เหมือนอากาศในเดือนมิถุนายน วันนี้แดดออก พรุ่งนี้ฝนตก ซ่งเฝ่ยไม่รู้ว่าครั้งนี้พวกเขาจะคบกันด้วยดีได้นานแค่ไหน และจะเดินไปด้วยกันได้ไกลเพียงใด แต่เขาหวังว่าจะยาวนานและไกลมากกว่านี้อีกหน่อย เขาไม่สามารถคาดเดาอนาคตได้ จึงทำได้เพียงถนอมช่วงเวลานี้เอาไว้

ชีเหยียนไม่รู้ความคิดของซ่งเฝ่ย แต่เขาเข้าใจซ่งเฝ่ยดี หมอนั่นไม่มีทางคิดเรื่องอนาคตหรอก แต่ไม่เป็นไร เขาเองจะไม่มีทางปล่อยมืออีกแล้ว และจะไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายวิ่งหนีไปอีกครั้งด้วย บางคนมีดวงด้านความรัก บางคนอาภัพอับโชค ส่วนชะตาชีวิตเขาต้องคู่กับซ่งเฝ่ย มีแต่ต้องคู่กันเท่านั้น ดีเหมือนกัน

ชีเหยียนเหงื่อท่วมทั้งตัว ช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานยังไม่รู้สึกอะไร แต่หลังจากเริ่มใจเย็นลงแล้ว ถึงเพิ่งรู้สึกว่าเสื้อผ้าของตนเปียกชื้นไปหมด ทั้งที่หน้าต่างปิดสนิท แต่กลับเย็นเหมือนมีลมพัดเข้ามาไม่ขาดสาย ชีเหยียนยกมือลูบจมูก ในที่สุดก็ทนไม่ไหวจึงจามออกมาจนได้

ซ่งเฝ่ยเพิ่งสังเกตเห็นความผิดปกติรีบพูดขึ้นว่า “ไม่ได้การ นายถอดเสื้อออกดีกว่า” พูดจบก็ยื่นมือออกไป หมายจะช่วยชีเหยียนถอดเสื้อ

ชีเหยียนรีบเบี่ยงตัวถอยหลบทันที เขาไม่ได้นำเสื้อผ้าติดตัวมาด้วย อีกทั้งในห้องเรียนก็ไม่มีเครื่องทำความร้อน เสื้อเปียกก็ยังดีกว่าเปลือย

ซ่งเฝ่ยไม่ได้รุกไล่เป็นครั้งที่สอง ราวกับเข้าใจความกังวลของอีกฝ่ายจึงพูดด้วยท่าทางหงุดหงิดว่า “ไม่ได้ให้นายถอดหมดสักหน่อย แค่ถอดเสื้อข้างในออกก็พอ แล้วเหลือเสื้อแจ็กเก็ตขนเป็ดตัวนอกเอาไว้”

เสื้อผ้าตัวในเปียกซ่ก แต่เสื้อขนเป็ดยังแห้งอยู่

เดิมทีชีเหยียนคิดจะยืนกรานคัดค้าน แต่กลับสัมผัสได้ถึงความเย็นชื้นจากเสื้อตัวในที่ซึมออกมาเรื่อยๆ เมื่อคิดใคร่ครวญแล้วก็ถอดเสื้อตัวในออก หลังจากสวมเสื้อแจ็กเก็ตขนเป็ดอีกครั้ง เขากลับไม่คุ้นชินกับสัมผัสแปลกๆ ของเสื้อขนเป็ดที่สัมผัสกับผิวเนื้อโดยตรง ก่อนจะพบว่าซ่งเฝ่ยหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ หัวใจของเขากระตุกวูบ รีบกวาดตามองไปรอบห้อง กลัวว่าคนผู้นั้นจะเล่นพิเรนทร์อีก

แควก

“ฮัดชิ้ว…”

นักศึกษาซ่งไม่ทำให้ทุกคนต้องผิดหวัง เขากระชากม่านลงมาภายในเวลาอันรวดเร็ว

ซ่งเฝ่ยใช้ผ้าม่านสภาพสมบูรณ์ทั้งผืนคลุมศีรษะของชีเหยียนจนมิด ไม่รู้ว่าทำแบบนี้เพื่อแก้แค้นรึเปล่า หลังจากดิ้นอยู่นาน ศีรษะที่ผลุบหายเข้าไปในผ้าเปื้อนฝุ่นก็โผล่ออกมา “ฮัดชิ้ว…ถุย ถุย ไม่ซักมากี่ปีแล้วเนี่ย!”

 

“น่าจะไม่เคยทำความสะอาดเลยนับตั้งแต่วิทยาเขตแห่งนี้สร้างเสร็จ” เหอจือเวิ่นอธิบายด้วยความกรุณา “เวลามาอ่านหนังสือ พวกเราก็จะเลี่ยงมันตลอด แค่สัมผัสหรือสะบัดครั้งเดียวก็จะได้ฝุ่นถึงสามจิน [1]  แล้วนายเอามันมาทำอะไรเนี่ย”

“เอามาให้ความอบอุ่นไง” ซ่งเฝ่ยกลอกตามองบน ถึงแม้จะไม่มีใครมองเห็นในความมืดก็ตาม “ไม่อย่างนั้นคืนนี้พวกเราสามคนจะทำยังไง ใช้แรงเสียดทานเพื่อให้เกิดความร้อนเหรอ”

“…” เหอจือเวิ่นยินดีที่จะเชื่อว่าซ่งเฝ่ยแดกดันด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ทำไมในสมองของเขากลับสลัดภาพคนสองคนที่กำลังจูบและลูบไล้กันไม่หลุดสักที โอ๊ย บางทีเขาอาจจะป่วยซะแล้วสิ

ตอนนี้หาได้เพียงวัสดุในพื้นที่ ซ่งเฝ่ยดึงผ้าม่านของหน้าต่างสองบานลงมา ทางชีเหยียนก็ดันโต๊ะเรียนไปชิดกำแพงเพื่อประกอบเป็นเตียงนอน จากนั้นคนทั้งสามก็นอนกกกอดกันอยู่บนนั้น เนื่องจากเสื้อของชีเหยียนบางที่สุด ดังนั้นจึงให้คนซ้ายก่ายคนขวากอดขนาบตัวเขาไว้ แผ่นอกด้านหน้าชนซ่งเฝ่ย แผ่นหลังพิงก้อนเนื้อของเหอจือเวิ่น ใช้ความเบียดเสียดให้เป็นประโยชน์ ไม่รู้ว่าม่านของคณะฟิสิกส์มีไว้สำหรับป้องกันรังสีหรือไม่ ถึงได้หนาหนักขนาดนั้น หลังจากห่มลงบนตัวไม่นานก็เริ่มรู้สึกอบอุ่น

กว่าจะเอนตัวลงนอนได้อย่างสงบสุข ก็เกือบจะตีสองแล้ว

ชีเหยียนง่วงนอนสุดขีด ใช้เวลาไม่นานก็เข้าสู่ห้วงนิทรา

ซ่งเฝ่ยได้ยินเสียงลมหายใจคงที่จากด้านหลังก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนค่อยๆ หมุนตัวกลับไป จากนั้นก็ลอบชื่นชมใบหน้าหล่อเหลาเลิศเลอภายใต้แสงจันทร์ เมื่อพึงพอใจแล้ว ก็ขยับเข้าสู่อ้อมอกของอีกฝ่าย

ชีเหยียนคล้ายว่าจะรู้สึกตัว จึงขยับเล็กน้อยเพื่อหาท่าทางที่รู้สึกสบาย จากนั้นก็โอบรัดคนในอ้อมกอดอีกครั้ง

ซ่งเฝ่ยยืดแขนออกไปเงียบๆ เพื่อกอดอีกฝ่ายกลับ ในที่สุดก็ตกอยู่ในอ้อมกอดอันแนบแน่น หลับตาลงได้จริงๆ สักที

เหอจือเวิ่นถอนหายใจพลางพลิกตัว เขารู้สึกตัวและเปลี่ยนท่านอนเป็นหลังชนหลังกับสหายแสนดีอย่างชีเหยียน แบบนี้ถึงค่อยรู้สึกผ่อนคลาย ก่อนจะรีบไปเฝ้าโจวกงในทันที

ค่ำคืนนี้ ทีมค้นหาวิทยุแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง บางคนเหนื่อยจนหลับ บางคนหนาวเย็นจนตื่น บางคนเลือดนักสู้ยังคงพลุ่งพล่าน และบางคนหลบซ่อนตัวอยู่ในความมืด พวกเขาไม่รู้สถานการณ์ของแต่ละฝ่าย แต่เชื่อมั่นในกันและกัน

 

วันต่อมา แสงแดดเจิดจ้า

ตอนที่ซ่งเฝ่ยตื่นขึ้นมา เขาคิดว่าตนเองอยู่ในห้อง 440 เสียอีก เนื่องจากแสงอาทิตย์ที่ห่างหายไปนานกำลังสาดส่องลงมาบนตัวเขาเต็มที่ ปลายจมูกเย็นเล็กน้อย แต่ร่างกายมีไออุ่น เช่นเดียวกับยามเช้าในฤดูหนาวที่ผ่านๆ มา

กระทั่งตอนที่หยีตาและพลิกตัวอย่างเกียจคร้าน พลันได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดของขาโต๊ะดังมาจากด้านล่าง

สีหน้าของชีเหยียนดีขึ้นแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแสงแดดอาบไล้หรือเพราะเมื่อคืนนี้นอนหลับสบายกันแน่

แต่ซ่งเฝ่ยยังไม่วางใจ ในที่สุดก็ปลุกชีเหยียนให้ตื่นด้วยการกดริมฝีปากลงบนหน้าผากของอีกฝ่าย

นี่เป็นสิ่งที่ซ่งเฝ่ยเรียนรู้มาจากแม่ เขาทำตามวิธีของคุณนายซ่ง ขอเพียงริมฝีปากที่กดลงไปรู้สึกเย็นเล็กน้อยก็แปลว่าไม่เป็นไรแล้ว แต่หากรู้สึกว่าหน้าผากร้อนกว่าริมฝีปากก็แสดงว่ามีไข้ ซ่งเฝ่ยไม่มั่นใจว่าวิธีนี้ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์หรือไม่ แต่อย่างน้อยในทางปฏิบัติ หากคุณนายซ่งใช้ริมฝีปากวัดไข้แล้วบอกว่ามีไข้ หลังจากนั้นก็จะมีไข้จริงๆ ซ่งเฝ่ยไม่รู้ว่าริมฝีปากเขาจะวัดได้แม่นยำไหม หรือการจูบหน้าผากวัดอุณหภูมิจะถือเป็นการการสาปแช่งรูปแบบหนึ่งให้มีไข้ตามการคาดเดาจริงๆ

โชคดีที่หน้าผากชีเหยียนเย็นกว่าริมฝีปากซ่งเฝ่ย

“น่าจะไม่เป็นไร” ซ่งเฝ่ยเอ่ยให้ชีเหยียนสบายใจ

แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล

“นายแน่ใจเหรอ” ชีเหยียนขมวดคิ้วเล็กน้อย “ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่”

“ก่อนหน้านี้นายดูสบายขึ้นแล้วนี่ ทำไมพอฉันวัดเสร็จนายก็บอกว่าไม่สบายซะแล้วล่ะ” ซ่งเฝ่ยบ่นอุบ แต่หัวใจกลับเต้นระรัว ก่อนโน้มตัวไปข้างหน้าอย่างประหม่า กดไหล่ของอีกฝ่ายลง จากนั้นก็แนบริมฝีปากลงบนหน้าผากชีเหยียนอย่างเป็นกังวล แล้วเอ่ยพึมพำออกมาว่า “ไม่ร้อนนะ…”

“อาจจะมีไข้ต่ำๆ ก็ได้” ชีเหยียนเสนอความเป็นไปได้อื่น

“นายดูอยากไม่สบายจังเลยนะ” ซ่งเฝ่ยรู้สึกว่าชีเหยียนแปลกไป คราวนี้จึงใช้มือวางทาบบนหน้าผากของอีกฝ่ายแทน แต่ก็ยังคงไม่ร้อนผิดปกติอยู่ดี “ปกติมากเลย”

ชีเหยียนดึงมือเขาออก ขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “อย่าใช้มือสิ วัดไข้แบบเมื่อกี้กำลังดีเลย”

ซ่งเฝ่ย “…”

ด้านหน้าของหน้าต่าง เหอจือเวิ่นเงยหน้ามองท้องฟ้าแจ่มใส

เขาจำได้ว่าเมื่อก่อนตอนที่เล่นเกมอาร์พีจี [2] ทุกครั้งที่ถึงช่วงตัวละครสนทนากันก็สามารถกดปุ่มคำว่า [ต่อไป] ได้ ทำให้การสนทนาดำเนินไปอย่างรวดเร็ว และเดินทางสู่ด่านต่อไปได้ไวยิ่งขึ้น

พอมาคิดดูในตอนนี้ ช่างเป็นการออกแบบเกมที่รอบคอบดีจริงๆ

 

 

[1] หน่วยมาตราชั่งของจีน 1 จิน หนักประมาณ 0.5 กิโลกรัม

[2] Role-playing game (RPG) หรือเกมเล่นตามบทบาท คือเกมประเภทหนึ่งที่ผู้เล่นรับบทบาทสมมติเป็นตัวละครตัวหนึ่งในเกม โดยเล่นตามกฎกติกาของเกมผ่านการป้อนคำสั่งและเลือกเงื่อนไขที่เกมกำหนด

ใส่ความเห็น