fbpx

[ทดลองอ่าน] ยุคสมัยแห่งธิดาอ๋อง เล่ม 3 บทที่ 100

ยุคสมัยแห่งธิดาอ๋อง

王女韶华

 

溪畔茶 ซีพั่นฉา เขียน

ภวิษย์พร แปล

 

— โปรย —

มู่หยวนอวี๋มาอยู่ในเมืองหลวงได้สามปีแล้ว
แม้จะต้องเผชิญอุปสรรปัญหา
ล้วนฝ่าฟัน เอาตัวรอดมาได้ทั้งสิ้น
แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันพลันบังเกิด
มู่หยวนอวี๋ประสบเหจุร้ายจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด
ความลับที่พยายามเก็บรักษามาตลอดชีวิตกลับมีคนล่วงรู้
ผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังเหตุร้ายทั้งหมดนี้คือใคร
มู่หยวนอวี๋จะรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ
และรักษาชีวิตอยู่ในเมืองหลวงได้ตลอดไปหรือไม่ …

_______________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

 

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

บทที่ 100

 

จูจิ่นเซินตัดสินใจเรียบร้อยแล้วก็ไม่ให้ความสนใจเรื่องนี้อีก แต่ทางฝ่ายฮ่องเต้กลับต้องเจอคลื่นมรสุมเล็กๆจากวังหลัง

เสิ่นฮองเฮาอึ้งงันเบื้อใบ้ไปอย่างสิ้นเชิง

นางสับสนงุนงงไปหมดแล้ว ไม่เข้าใจเลยว่าตัวเองกำลังเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้แบบไหนกันแน่

จูจิ่นเซินหายป่วยออกนอกจวน สำหรับนางแล้วนี่เป็นข่าวที่แย่ที่สุด ยังดีที่นางเตรียมการรับมือไว้บ้างแล้ว เมื่อรวบรวมกำลังกายกำลังใจทั้งหมดได้แล้วก็เตรียมพร้อมสำหรับการรับศึก

ทว่ายังไม่ได้ทันได้ใช้สักกระบวนท่า คู่ต่อสู้กลับทำเหมือนพ่ายแพ้ไปก่อนทั้งที่ยังไม่ทันได้ต่อสู้

ต่อให้นางคิดจนหัวแตกก็ยังไม่เข้าใจว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่

จึงได้แต่ไปถามฮ่องเต้

ฮ่องเต้กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ร่างกายของเอ้อร์หลางไม่ถือว่าหายดี ยังจำเป็นต้องใช้เวลาพักฟื้นอีกช่วงหนึ่ง”

เสิ่นฮองเฮาบ่นเบาๆ “เอ้อร์หลางไม่รู้จักหนักเบาเสียเลย ถึงขนาดพูดเรื่องแบบนี้ออกมาต่อหน้าผู้คน จะส่งผลต่อชื่อเสียงของเขาอย่างไร ฝ่าบาทน่าจะห้ามปรามเขาสักหน่อย”

“เขาจะพูด เราจะสั่งให้คนอุดปากเขาได้หรือ” ฮ่องเต้เหนื่อยกับการทรงงานมาทั้งวัน จึงเอนตัวนอนบนเตียงเตาอย่างเกียจคร้าน “เรื่องที่เขาทำเองก็ต้องแบกรับผลของมันเอง โตขนาดนี้แล้ว เราคอยควบคุมดูแลเขาไปตลอดชีวิตไม่ได้ วันหน้าจะเป็นอย่างไรก็ต้องดูที่ตัวเขาเองแล้ว”

ดูที่ตัวเขาเอง ดูอย่างไร

ความคิดของเสิ่นฮองเฮาสับสนวุ่นวาย นางอยากถามหลายเรื่อง เพียงแต่ว่าไม่สะดวกที่จะถาม ดูเหมือนฮ่องเต้ไม่ค่อยสนใจจูจิ่นเซินเท่าใดนัก เวลาถูกอีกฝ่ายยั่วโมโห ไม่ว่าคำพูดที่รุนแรงแค่ไหนก็ล้วนพูดออกมาหมด ลูกชายคนอื่นไม่เคยมีใครถูกตำหนิอย่างเขา แต่ในใจของนางกลับยังไม่เป็นสุข

น่าจะเป็นเพราะตลอดหลายปีมานี้นางเริ่มไม่เข้าใจฮ่องเต้มากขึ้นเรื่อยๆ

นางไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ นางพยายามที่จะเป็นฮองเฮาผู้ใจกว้างเปี่ยมคุณธรรมมาโดยตลอด ดูไปแล้วฮ่องเต้ก็เต็มใจที่จะให้เกียรตินาง ในวังหลังไม่มีสนมคนไหนที่สามารถล้ำเส้นนางไปได้ แต่นานวันเข้านางก็รู้สึกว่าตัวเองไม่เคยได้ใกล้ชิดกับฮ่องเต้อย่างแท้จริงมาก่อน

ไม่รู้ว่าตั้งแต่เดือนไหน ปีไหน ที่มีเส้นกั้นอาณาเขตซึ่งมองไม่เห็นขีดขวางระหว่างทั้งสองเอาไว้

นางมีชาติกำเนิดจากตระกูลเล็กๆ เรียนหนังสือมาไม่มาก จำได้ว่ามีคำกล่าวที่ว่า ความสัมพันธ์ที่สนิทสนมได้มากที่สุด แล้วก็ห่างเหินได้มากที่สุดคือสามีภรรยา ไม่รู้ว่าใครเป็นคนเขียน และนางก็ลืมไปแล้วว่าอ่านเจอมาจากไหน มีเพียงคำกล่าวนี้ที่นางจำได้ขึ้นใจ

เสิ่นฮองเฮาไม่อยากจะยอมรับ แต่ส่วนลึกในใจมักจะมีเสียงหนึ่งที่คอยพร่ำบอกว่า ถ้อยคำนี้บรรยายถึงความสัมพันธ์ระหว่างนางกับฮ่องเต้ ดังนั้นนางถึงยังนึกขึ้นได้ และแม้จะผ่านไปเนิ่นนานก็ไม่อาจลืมเลือน

และที่น่าเศร้าก็คือ นางนึกไม่ออกว่าพวกตนเคย “สนิทสนม” กันตอนไหน ราวกับว่ามีเพียงช่วงเวลาที่นางให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาวเท่านั้นที่คนทั้งสองเคยใกล้ชิดกัน

คิดถึงภาพเหตุการณ์ในช่วงเวลานั้น หัวใจของเสิ่นฮองเฮาก็ค่อยๆเร่าร้อน นางมีความมั่นใจในหน้าตาของตัวเองมาก ฮ่องเต้ไม่ได้คัดเลือกสาวงามมาหลายปีแล้ว แม้ว่านางจะอายุค่อนข้างมาก แต่ความงามก็ไม่ได้เป็นรองสนมสองสามคนที่อายุน้อยกว่าเหล่านั้นเลย…

“ฝ่าบาท ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว…”

“ฝ่าบาท เสียนเฟยขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”

เสิ่นฮองเฮาหายใจติดขัดในบัดดล นางแพศยาผู้นี้ คนของนางยืนรออยู่ข้างนอกตำหนักเฉียนชิง เสียนเฟยมาก็ต้องเห็นแล้ว ทั้งๆที่รู้ว่านางอยู่ด้านใน ยังยืนกรานจะเข้ามาให้ได้ ไม่รู้จักหลบเลี่ยง!

นางหัวเราะหยันอยู่ในใจอย่างอดไม่อยู่ บุตรชายสามคนของฮองเฮาคนเก่าและคนใหม่ห้อมล้อมอยู่ เสียนเฟยให้กำเนิดลูกชายที่เป็นเพียงบุตรอนุภรรยาก็คิดว่าตัวเองมีหน้ามีตาแล้วอย่างนั้นหรือ ขนาดจูจิ่นยวนเองนางก็พลอยดูแคลนเขาไปด้วย หากไม่เป็นเพราะหวังให้สองแม่ลูกคู่นี้ช่วยรับมือกับจูจิ่นเซินแทนตัวเอง นางจะได้นั่งภูดูเสือกัดกัน ลำพังแค่สองปีมานี้ที่จูจิ่นยวนพยายามทำตัวให้เด่นดัง นางก็คงลงมือกำราบเขาไปนานแล้ว

ฮ่องเต้หลุบตาลง “ถามว่านางมีธุระอะไร หากไม่มีธุระ เรารู้สึกเหนื่อย อยากจะพักผ่อนแล้ว”

เพียงไม่นานขันทีก็กลับมารายงาน “เสียนเฟยตรัสว่ามีเรื่องหนึ่งที่อยากจะขอให้ฝ่าบาทเมตตา ในเมื่อฝ่าบาททรงเหนื่อยแล้ว นางก็ไม่กล้ารบกวน พรุ่งนี้ค่อยมาขอเข้าเฝ้าใหม่พ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้ลืมตา เขาพอจะเดาออกบ้างเล็กน้อยจึงกล่าวว่า “ช่างเถิด ให้นางเข้ามา ถึงอย่างไรก็ต้องพูดอยู่ดี และไม่แน่ว่าพรุ่งนี้เราจะว่าง”

ขันทีรับคำ เดินออกไปเรียกเสียนเฟยที่กำลังนำคนเดินกลับ

“หากรู้แต่แรกว่าวันนี้ฝ่าบาทเหน็ดเหนื่อยถึงเพียงนี้ หม่อมฉันก็ไม่ควรมา”

เสียนเฟยเข้ามาในห้องปีกข้างฝั่งตะวันตก ถวายคำนับอย่างแช่มช้อย ก่อนจะหันมาเอ่ยขออภัยเสิ่นฮองเฮา “รบกวนฮองเฮาแล้ว เป็นความผิดของหม่อมฉันเอง”

เสิ่นฮองเฮากระตุกมุมปาก บอกนางว่าไม่ต้องมากพิธี

ไม่ผิดจากที่ฮ่องเต้คาดไว้ เรื่องที่เสียนเฟยกล่าวถึงก็เกี่ยวข้องกับจูจิ่นเซินเช่นกัน แต่นางรู้กาลเทศะดีมาก ไม่ได้พูดโน้มน้าวอะไร เพียงแต่แสดงออกถึงความสงสารเห็นใจ จากนั้นก็เริ่มเอ่ยขอร้องให้บุตรชายของตน

“ฝ่าบาท ตามหลักแล้วองค์ชายรองยังไม่แต่งงาน หม่อมฉันไม่ควรเอ่ยวาจาเช่นนี้ แต่ฝ่าบาทก็ทรงรู้ดีว่านิสัยของซานหลางไม่หนักแน่น ไม่อาจทนอยู่กับความเงียบสงบเหมือนองค์ชายรอง เขาเป็นคนที่ชอบความคึกคักสนุกสนาน หม่อมฉันอยู่ในวังหลังก็ไม่รู้ว่าอยู่ข้างนอกเขาไปคบค้าสมาคมกับคนแบบใดบ้าง แม้ว่าเขาจะไม่เคยทำให้หนักใจ แต่หม่อมฉันกลัวว่าเขาเองก็อายุมากขึ้นทุกวัน หากถูกใครชักนำไปในทางเสื่อมเสีย ทำให้นิสัยเปลี่ยนแปลง คงแย่แน่ๆ หากสามารถแต่งภรรยามาช่วยควบคุมดูแล หม่อมฉันก็คงพอจะวางใจได้บ้าง”

นางระมัดระวังคำพูดอย่างถึงที่สุดแล้ว ไม่แสดงความไม่พอใจเรื่องที่จูจิ่นเซินต้องรอไปอีกห้าปีถึงจะได้แต่งงาน ไม่มีเหตุผลที่จูจิ่นยวนจะต้องถูกถ่วงเวลาออกไปด้วยสักคำ เพียงผลักปัญหาไปให้กับจูจิ่นยวน และอันที่จริงหากดูจากเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมา จูจิ่นเซินนั้นมีนิสัยรักสงบเย็นชาก็จริง แต่หากจะพูดถึงความหนักแน่น กลับไม่จริงสักเท่าไหร่

เสิ่นฮองเฮากวาดตามองเสียนเฟยทีหนึ่ง แล้วเอ่ยพร้อมรอยยิ้มบางๆ “เสียนเฟยถ่อมตัวเกินไปแล้ว ซานหลางอ่อนโยนรู้มารยาท คนในราชสำนักไม่มีใครที่ไม่ชื่นชม หากเขายังไม่หนักแน่นมากพอ ซื่อหลางของข้าก็คือลิงน้อยดีๆนี่เอง”

เสียนเฟยพูดระรัวว่ามิกล้า “องค์ชายสี่ฉลาดเฉลียว กตัญญูรู้คุณ ซานหลางเทียบไม่ติดเลย”

คนทั้งสองผลัดกันกล่าวชื่นชม มองไปแล้วบรรยากาศปรองดองสามัคคี

เพียงแต่ว่าฮ่องเต้ซึ่งน่าจะรู้สึกเหนื่อยมากแล้วกลับหมดอารมณ์จะสนใจ “เสียนเฟยกล่าวถูกต้องแล้ว เราเองก็กำลังคิดถึงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน ซานหลางไม่ได้ป่วย ไม่ได้ก่อเรื่อง ปล่อยให้เขาต้องโสดรอไปอีกห้าปีก็ไม่สมเหตุสมผลนัก”

ในใจของเสียนเฟยบังเกิดความปีติยินดี เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว สีหน้าของเสิ่นฮองเฮากลับไม่ค่อยน่าดูนัก แต่นางก็ไม่อาจขัดขวางได้ ต่อให้เสียนเฟยไม่มาขอร้อง การที่จูจิ่นยวนต้องรอแต่งงานหลังจูจิ่นเซินตามลำดับอาวุโสก็คงจะเป็นไปไม่ได้

ฮ่องเต้กล่าวต่ออีกว่า “ช่วงนี้ที่ส่านซีและกานซู่มีภัยแล้ง เรามีเรื่องให้ต้องจัดการไม่เว้นวาง รอให้ภัยพิบัติของทางนั้นผ่านพ้นไปก่อน เราจะเขียนโองการให้ซานหลางคัดเลือกชายา”

เสียนเฟยรีบกล่าว “ขอบพระทัยฝ่าบาท…”

นางมีเรื่องจะพูดแต่ก็ไม่พูด ฮ่องเต้กวาดตามอง “ทำไม ยังมีเรื่องอะไรจะพูดอีกหรือ”

เสียนเฟยก้มหน้าลง “ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันคิดว่าตอนนี้องค์ชายรองยังไม่สะดวกจะแต่งภรรยา ซานหลางแต่งก่อนเขาจึงดูไม่เป็นการให้เกียรติเท่าใดนัก หากยังจะป่าวประกาศคัดเลือกสาวงามอย่างใหญ่โต องค์ชายรองเห็นแล้วจะรู้สึกอย่างไร

“ฝ่าบาททรงจำงานเลี้ยงที่องค์หญิงใหญ่ซินเล่อจัดขึ้นก่อนหน้านี้ได้หรือไม่เพคะ ตอนนั้นมีคนที่เข้าตาองค์หญิงใหญ่ซินเล่ออยู่หลายคน สุดท้ายก็เลือกคนผู้หนึ่งให้เป็นพระชายาขององค์ชายใหญ่ ตอนนั้นคนอื่นๆที่เป็นตัวเลือกก็ไม่เลวเหมือนกัน…”

 

การเรียนหนังสือกับพวกองค์ชายมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือจะได้รู้ข่าวบางอย่างที่คนนอกราชสำนักยังไม่รู้ล่วงหน้า

ยกตัวอย่างเช่นเรื่องที่เหวยเหยาถูกเลือกให้เป็นพระชายาองค์ชายสาม

แม้ว่าจะยังไม่แน่ใจเต็มสิบส่วน แต่ก็น่าจะแน่นอนสักเจ็ดแปดส่วนแล้ว เพียงแต่ว่ายังไม่ได้ป่าวประกาศให้ภายนอกรู้ก็เท่านั้น

สวี่ไท่เจียที่แต่งงานแล้วจึงรู้สึกห่อเหี่ยวทันทีที่ได้ยินข่าว หากแค่ตัวเขามีท่าทีไร้ชีวิตชีวาก็ยังพอเข้าใจได้ แต่นี่บางวันตอนมาเรียนยังมีรอยเขียวช้ำบนหน้าผากด้วย

ท่าทางเหมือนคนดวงซวยของเขาทำให้แม้แต่จูจิ่นเซินก็ยังอดไม่ไหว ต้องฉวยโอกาสขณะที่พักระหว่างเรียนลากเขาออกไปข้างนอกและถามว่า “เกิดอะไรขึ้น เจ้าออกไปดื่มเหล้าแล้วทะเลาะกับคนอื่นหรือ”

สวี่ไท่เจียหน้าม่อยคอตก เงียบไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ไม่กล้าโกหกจูจิ่นเซิน “ข้าถูกเมียตี”

“พรืด”

เป็นมู่หยวนอวี๋ที่หลุดหัวเราะอยู่ข้างๆ

สวี่ไท่เจียถลึงตามองมู่หยวนอวี๋อย่างขุ่นเคือง “เจ้าไปไกลๆเลย ข้าคุยกับองค์ชาย ไม่เกี่ยวกับเจ้า”

มีเรื่องสนุกแบบนี้ให้ฟัง มู่หยวนอวี๋จะยอมจากไปได้อย่างไร นางเอนหลังพิงเสาระเบียง ยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “พี่สวี่ ไหนตอนนั้นท่านบอกว่าฮูหยินของท่านไม่สนใจว่าในใจของท่านจะมีใคร แล้วทำไมถึงยังก่อเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกเล่า”

“ใครจะไปรู้กับนาง!” ในเมื่อไล่แล้วอีกฝ่ายไม่ยอมไป สวี่ไท่เจียจึงได้แต่กล่าวอย่างขุ่นเคือง “สองวันมานี้จิตใจข้าไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว ก็แค่เรียกชื่อนางเป็นชื่อของคุณหนูรองตระกูลเหวยในบางครั้ง นางก็ชักสีหน้า ทะเลาะกับข้ารุนแรง ข้าไม่อยากถือสานางเลยจะเดินหนี แต่นางกลับไม่อนุญาตให้ข้าไป โวยวายจนข้ารำคาญ ผลักนางไปทีหนึ่ง ผลกลับกลายเป็นว่านางคว้าถ้วยชาได้ก็เขวี้ยงใส่ข้า…ตอนเช้าพอท่านย่าข้าถามถึง ข้ายังไม่กล้าพูด ได้แต่แก้ตัวไปว่าตอนตื่นนอนไม่ทันระวังเลยเดินชนประตู เจ้าว่าเป็นผู้ชายทำไมมันถึงได้ยากเย็นแสนเข็ญขนาดนี้!”

มู่หยวนอวี๋เลิกคิ้ว “ถ้าพี่สวี่ไม่อยากให้มันยากก็บอกไปตามตรงสิ”

สวี่ไท่เจียมองมู่หยวนอวี๋ตาขวาง “เจ้าใช่ผู้ชายหรือไม่ โตขนาดนี้แล้วยังจะฟ้องผู้ใหญ่ รอข้ากลับไปเมื่อไหร่ย่อมมีวิธีจัดการนางแน่…หึ”

เขามีความคิดแบบนี้ก็ถือว่าไม่เลว มู่หยวนอวี๋จึงถามเพิ่มไปอีกประโยค “พี่สวี่ ในใจท่านยังมีคุณหนูรองตระกูลเหวยอยู่จริงๆหรือ”

นางมักรู้สึกว่าท่าทีของสวี่ไท่เจียไม่เหมือนว่าจะมีใจรักมั่นต่อคุณหนูรองตระกูลเหวยผู้นั้น

“ก็ไม่ได้…จะพูดแบบนี้ไม่ได้สิ” สวี่ไท่เจียอึกอักเล็กน้อย พูดแล้วกลับไม่พูดให้จบความ แต่หากเก็บไว้ในใจก็คงรู้สึกอัดอั้นมากจริงๆ จึงพูดออกมาตามตรง

“หากคุณหนูรองตระกูลเหวยแต่งงานกับคนอื่น ข้าก็คงไม่รู้สึกอะไรมากนัก ยังหวังว่าสามีของนางจะปฏิบัติต่อนางเป็นอย่างดีด้วย แต่นางกลับแต่งให้องค์ชายสาม!” สวี่ไท่เจียหน้าตาบึ้งตึง “เจ้าคิดดูสิ นี่มันเรื่องอะไรกัน ทุกวันนี้ข้าต้องเจอกับองค์ชายสามทุกวัน มันน่ากระอักกระอ่วนไหมล่ะ ข้าก็ไม่รู้แล้วว่าจะเผชิญหน้ากับองค์ชายสามอย่างไร! พอเขาพูดกับข้า ข้าก็รู้สึกว่าเขากำลังโอ้อวด”

สตรีที่เขาหมายมาดจะเป็นจะตายแต่ไม่ได้แต่งงานด้วย กลับถูกคนข้างกายคว้าไปครอบครองอย่างง่ายดาย ในใจเขาจะรู้สึกดีได้อย่างไร เห็นหน้าครั้งหนึ่งก็รู้สึกอึดอัดใจครั้งหนึ่ง

มู่หยวนอวี๋ยิ้ม จูจิ่นเซินก็กระตุกยิ้มมุมปากเช่นกัน

สวี่ไท่เจียประหลาดใจ หากมู่หยวนอวี๋ยิ้มคนเดียว เขายังพอจะเข้าใจได้ว่ามู่หยวนอวี๋มีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น แต่จูจิ่นเซินไม่ใช่คนอย่างนั้น และเขาก็ไม่กล้าคิดว่าอีกฝ่ายรู้สึกเช่นนั้น จึงได้แต่มองรอยยิ้มที่เหมือนจะแฝงความหมายลึกล้ำของคนทั้งสองแล้วถามด้วยความสงสัย “องค์ชาย…พวกท่าน…ยิ้มอะไรกัน”

มู่หยวนอวี๋ส่ายหน้ายิ้มๆ “ท่านยังนึกว่าตัวเองคิดไปเองอีกหรือ เมื่อก่อนองค์ชายสามเคยมาคุยกับท่านแบบนี้บ่อยๆไหม”

สวี่ไท่เจียย้อนนึก “ดูเหมือนว่าจะไม่ เขาชอบมาคุยกับเจ้ามากกว่า”

“แล้วท่านยังไม่เข้าใจอีกหรือ” มู่หยวนอวี๋กล่าว “เขากำลังโอ้อวดอยู่ไงล่ะ แต่ท่านเองก็ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจให้มาก เขาไม่ได้แสดงท่าทางนั้นใส่ท่านทั้งหมดหรอก เซี่ยงจวงรำดาบ เจตจำนงอยู่ที่องค์ชายรอง”

นี่คือการโอ้อวดบารมีต่อจูจิ่นเซินในทางอ้อม จูจิ่นเซินยังไม่ได้แต่งงาน จูจิ่นยวนไม่เพียงได้แต่งงาน แต่ยังก้าวนำไปอีกก้าวหนึ่ง คือได้แต่งงานกับสตรีที่สหายของจูจิ่นเซินไม่ได้ครอบครอง ได้เปรียบหลายชั้นขนาดนี้ จะไม่รู้สึกลำพองใจได้อย่างไร

นี่ถึงทำให้สวี่ไท่เจียได้สติในทันที เขาโกรธจนหน้าดำหน้าแดง “องค์ชายสามผู้นี้นี่จริงๆเลย!”

มู่หยวนอวี๋กล่าวอย่างสบายๆ “ไม่มีอะไรต้องโกรธหรอก โชคดีที่องค์ชายรองไม่มีสตรีในดวงใจ ไม่อย่างนั้นเขาก็อาจจะสรรหาอุบายชั่วร้ายอย่างอื่นมาใช้อีก แต่ถ้าถึงเวลานั้นจริง เขาก็ไม่มีละครให้แสดงหรอก ด้วยรูปโฉมขององค์ชายรองแล้ว มีแต่ผู้หญิงตาบอดเท่านั้นที่จะทิ้งองค์ชายรองไปหาเขา”

สวี่ไท่เจียเห็นด้วยอย่างมากในข้อนี้ แถมตอนนี้ยังเคียดแค้นจูจิ่นยวนเป็นทุนเดิม จึงพยักหน้าระรัว

จูจิ่นเซินเอ่ยเสียงเรียบ “คิดไกลอะไรขนาดนั้น จะมีผู้หญิงที่ไหนรอข้าได้ถึงห้าปี”

มู่หยวนอวี๋กล่าวยิ้มๆ “องค์ชายเข้าใจเสน่ห์ของตัวเองผิดไปมาก ห้าปีนับเป็นอะไรได้ ต่อให้รอสิบปีก็คุ้มค่า หากในใจเคยมีองค์ชายมาก่อน จะรักคนอื่นอีกได้อย่างไร”

สวี่ไท่เจียพยักหน้าระรัวอีกครั้ง

จูจิ่นเซินผินหน้าไปทางอื่นเล็กน้อย ไม่พูดไม่จา

มู่หยวนอวี๋ไม่ได้สนใจ จึงหันมาพูดกับสวี่ไท่เจีย “พี่สวี่ ตอนนี้ท่านเข้าใจแล้วว่าเขาต้องการอะไร ก็อย่าไปตกหลุมพรางของเขาอีก ถ้าเขามาพูดอะไรกับท่าน ท่านก็ตอบรับไป ไม่สู้ใช้โอกาสนี้โอ้อวดความรักระหว่างท่านกับภรรยาให้เขาฟังเสียเลย เขายุท่านไม่ขึ้น เดี๋ยวก็หมดสนุกยอมเลิกราไปเอง”

สวี่ไท่เจียที่ได้ฟังคำแนะนำก็เริ่มเอนเอียงเห็นด้วย “ข้ารู้แล้ว…แต่ข้ามีอะไรให้โอ้อวดกันล่ะ เจ้าดูหน้าผากข้านี่สิ ข้าไม่มีหน้าไปพบใครแล้ว หากไม่เป็นเพราะองค์ชายถามข้า ข้าก็ไม่อยากพูดถึงอีก”

“ฮูหยินของท่านสนใจท่าน ถึงได้โมโหตอนที่ท่านเรียกชื่อผิดคน นี่ไม่ใช่ความรักความผูกพันหรอกหรือ” มู่หยวนอวี๋กล่าวโน้มน้าว “เกรงว่าตอนนี้ฮูหยินของท่านก็กำลังเสียใจอยู่เหมือนกัน ท่านกลับไปพูดกับนางดีๆสักคำสองคำ เรื่องนี้ก็ผ่านไปแล้ว อย่าปล่อยให้คนนอกมามีอิทธิพลกับความสงบสุขในครอบครัวของตัวเอง”

“ที่เจ้าพูดมาก็ถูก นางกลัวมากจริงๆ ข้ายังไม่ทันต่อว่านาง นางกลับตกใจร้องไห้ก่อนแล้ว” สวี่ไท่เจียพยักหน้ารับ “เอาเถอะ ครั้งนี้ข้าจะไม่ถือสานางก็แล้วกัน แต่ว่าอะไรที่ควรต้องลงโทษก็ต้องลงโทษสักหน่อย…”

เขาเลิกคิ้ว ยิ้มมีเลศนัย “มู่ซื่อจื่อ ความนัยที่ซ่อนอยู่ เจ้าไม่เข้าใจหรอก ข้าจะไม่พูดกับเจ้าเหมือนกัน องค์ชายจะได้ไม่ตำหนิว่าข้าพาเจ้าเสียคน”

มู่หยวนอวี๋มองเขาด้วยสีหน้าดูแคลน “ก็แค่เรื่องอภิรมย์ในห้องนอน ทำอย่างกับว่าคนอื่นไม่รู้อย่างนั้นแหละ”

เป็นผู้ชาย โดยเฉพาะผู้ชายที่อยู่ในวัยหนุ่มซึ่งมีความฮึกเหิมมากที่สุด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับหัวข้อสนทนาเช่นนี้ก็ไม่ควรขลาดกลัว

สวี่ไท่เจียยักคิ้วหลิ่วตาให้มู่หยวนอวี๋ “ถ้าอย่างนั้นเจ้าลองบอกมาซิว่า เจ้ารู้อะไร…”

“พอแล้ว”

ในที่สุดจูจิ่นเซินก็ต้องตัดบทอย่างอดไม่ไหว เขาจำสาวใช้รุ่นใหญ่งามเพริศพริ้งทั้งแปดคนของมู่หยวนอวี๋ได้ดี จึงไม่อยากฟังเรื่องรักๆใคร่ๆที่จะทำให้ตัวเองอึดอัดใจ

“คุยรู้เรื่องแล้วก็เข้าไปข้างในกันเถอะ”

สวี่ไท่เจียหุบปาก แต่พอเห็นว่าจูจิ่นเซินหมุนตัวเดินเข้าไปในห้อง เขาก็อดขยับมาใกล้มู่หยวนอวี๋แล้วเอ่ยเบาๆ ไม่ได้ “เห็นไหมๆ ไม่ยอมให้ข้าพูด กลัวว่าข้าจะพาเจ้าเสียคน เจ้าโตขนาดนี้แล้ว ทำไมองค์ชายถึงยังคุมเจ้าแจขนาดนี้ด้วยนะ”

มู่หยวนอวี๋ก็ตอบเขาไปเบาๆ “ข้าเต็มใจ ท่านอยากให้องค์ชายควบคุมดูแล องค์ชายยังไม่อยากจะแยแสท่านเลย”

เพื่อสถานะของบุรุษ นางจำเป็นต้องฝืนใจโต้กลับไป ไม่ใช่ว่าชอบพูดคุยเรื่องสายลมจันทรา[1]กับคนอื่น การตัดบทของจูจิ่นเซินจึงตรงกับความต้องการของนางพอดี

“หึ เจ้าเป็นคนมาทีหลัง ยังจะทำเป็นเก่งกว่าข้า ถ้าเจ้าเต็มใจจริงๆ ทางที่ดีที่สุดก็ให้องค์ชายควบคุมเจ้า ไม่อนุญาตให้เจ้าแต่งงานไปอีกห้าปีสิ ข้าอยากจะรู้นักว่าเจ้าจะยังเต็มใจอยู่อีกไหม…”

“ข้าก็ยังเต็มใจ ข้าอยากจะให้องค์ชายควบคุมข้าไปเรื่อยๆแบบนี้จะตาย ท่านเชื่อไหมล่ะ”

ตัวนางเองก็ถึงวัยอันสมควรแก่การแต่งงานแล้ว หากจูจิ่นเซินใช้เหตุผลที่ว่านี้ช่วยผลักเรื่องยุ่งยากออกไปได้ นางก็จะได้ไม่ต้องเปลืองแรงตัวเอง

“เจ้าปากแข็งกระมัง…”

แม้ว่าเสียงพูดของทั้งสองคนจะเบามาก แต่จูจิ่นเซินที่เดินนำหน้าไปสามสี่ก้าวก็ยังได้ยิน ขณะที่กำลังก้มมองพื้นเพื่อก้าวข้ามธรณีประตู ดวงตาของเขากลับฉายแววของความอ่อนโยน

 

[1] หมายถึง เรื่องประโลมโลก เรื่องรักๆใคร่ๆระหว่างหญิงชาย

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า