fbpx

[ทดลองอ่าน] ยุคสมัยแห่งธิดาอ๋อง เล่ม 2 บทที่ 51

ยุคสมัยแห่งธิดาอ๋อง

王女韶华

 

溪畔茶 ซีพั่นฉา เขียน

ภวิษย์พร แปล

 

— โปรย —

ใครว่าการเป็นซื่อจื่อน้อยแห่งนครอวิ๋นหนานนั้นแสนสบาย
คงมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะเข้าใจ
ว่าการจะรักษาตำแหน่ง “ซื่อจื่อ” ไว้ไม่ใช่เรื่องง่าย
มู่หยวนอวี๋จำต้องเดินทางไกล
จากบ้านเกิดเมืองนอนมาอยู่ในเมืองหลวง
เพื่อรักษาความลับที่สำคัญและยื้อชีวิตของตน
แต่ก็เหมือนโชคชะตาเล่นตลก
เมื่อบิดาเรียกตัวมู่หยวนอวี๋กลับอวิ๋นหนานบ้านเกิด
การมาอยู่เมืองหลวงครั้งนี้จะเสียเปล่าหรือไม่
แผนการในชีวิตของมู่หยวนอวี๋จะเป็นอย่างไร
ใครเล่าจะรู้ …

_______________________________

 

ติดตามการวางจำหน่ายหนังสือได้ทางเพจ “บ้านอรุณ

สำนักพิมพ์อรุณ

 

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

บทที่ 51

 

หนังสือโต้แย้งของมู่หยวนอวี๋วางอยู่บนโต๊ะมังกรของฮ่องเต้

ฮ่องเต้อ่านแล้วก็นิ่งคิดไปพักหนึ่ง “วังไหวจง ไปหยิบกล่องใบนั้นมา”

ข้างฝ่ามือของฮ่องเต้วางหนังสือโต้แย้งของมู่หยวนอวี๋และหนังสือร้องเรียนของหวาหมิ่นเอาไว้ วังไหวจงรู้ดีว่าเขาต้องการกล่องใบไหน จึงเดินไปหยิบเงียบๆโดยไม่ถามให้มากความอีก

เสียงกริ๊กดังขึ้นหนึ่งครั้ง กุญแจที่คล้องอยู่ถูกดึงออก กล่องที่เปิดอ้าถูกยื่นมาตรงหน้าฮ่องเต้

มือของฮ่องเต้วางลงบนจดหมายลับที่อยู่ด้านใน แต่กลับเปลี่ยนใจไม่หยิบมาอ่าน แค่หันไปพูดกับวังไหวจงว่า “เป็นฉู่โหย่วเซิงที่ตาไม่มีแวว หรือเป็นเพราะบุตรชายคนเล็กตระกูลมู่ห่างไกลจากการดูแลของพ่อแม่ จึงเป็นดั่งการปลูกส้มที่ไหวเป่ยกลายเป็นต้นจือ[1]

วังไหวจงอายุเกือบห้าสิบปีแล้ว ได้ยินคำถามของเขาก็คลี่ยิ้มเผยให้เห็นริ้วรอยเล็กๆตรงหางตาและมุมปาก “ฝ่าบาททรงให้ความสนพระทัยจริงๆ ซื่อจื่อตระกูลมู่เป็นคนเช่นไร พระองค์ก็ทอดพระเนตรเห็นมากับตาแล้ว การวิเคราะห์ของฝ่าบาทย่อมเด็ดขาดและเที่ยงธรรมยิ่งกว่าพวกคนเบื้องล่างมากนัก”

“ตาเฒ่าเจ้าเล่ห์ เราก็แค่เคยพบหน้าเขาครั้งเดียว จะมองอะไรออก” ฮ่องเต้ตำหนิกลั้วหัวเราะ “บอกให้เจ้าพูด เจ้าก็พูดมาเถอะ หรือกลัวว่าอ๋องน้อยจอมเผด็จการตระกูลมู่ผู้นั้นจะมาตีเจ้าด้วยอีกคน”

วังไหวจงโค้งตัวพลางยิ้มขออภัย “หาใช่บ่าวเฒ่าจงใจปกปิดความคิด จะอย่างไรเสียฝ่าบาทก็ทรงเคยพบเขามาแล้วหนึ่งครั้ง แต่บ่าวเฒ่ายังไม่แม้แต่จะเคยเห็นหน้าเขา จะวิจารณ์คนอื่นทั้งที่ยังไม่เคยเห็นตัวกันได้อย่างไร”

ฮ่องเต้แค่นเสียงในลำคอหนึ่งที แต่ในใจกลับชื่นชอบความระมัดระวังนี้ของเขา นึกอะไรขึ้นมาได้จึงถามว่า “เรื่องของบ้านฉีอ๋อง มีรายงานกลับมาหรือยัง”

วังไหวจงตอบ “ยังไม่มีจดหมายส่งกลับมา แต่บ่าวเฒ่าลองคำนวณดู ก่อนปีใหม่ก็น่าจะมีข่าวส่งกลับมาบ้างแล้ว”

“อืม เจ้าเร่งไปสักหน่อย เรื่องใหญ่อย่างการแต่งตั้งผู้สืบทอด หากยังไม่ได้กำหนด ศพของท่านลุงฉีอ๋องก็ยังฝังไม่ได้ หากลากยาวไปจนข้ามปีคงไม่น่าดูนัก”

วังไหวจงขานรับ “พ่ะย่ะค่ะ บ่าวเฒ่าจะให้คนไปแจ้งที่สภาขุนนางเดี๋ยวนี้”

จากนั้นเขาก็เดินออกไปนอกตำหนัก พูดคุยกับขันทีน้อย และเวลานี้ก็มีขันทีน้อยอีกคนหนึ่งเดินเร็วๆมาถึงพอดี เขาค้อมตัวยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้กับวังไหวจงพลางอธิบายเสียงเบา

วังไหวจงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ หลังจากรับจดหมายมาแล้วก็ย้อนกลับเข้าไปในตำหนักอีกครั้ง เอ่ยยิ้มๆ “ฝ่าบาท องค์ชายรองก็ส่งหนังสือโต้แย้งมาด้วยพ่ะย่ะค่ะ บอกว่าต้องการช่วยอธิบายแทนมู่ซื่อจื่อสักหน่อย”

ฮ่องเต้กล่าวอย่างแปลกใจ “เอ้อร์หลางไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกอับอายจนกลายเป็นความโกรธ กลับยอมยื่นมือเข้ายุ่งกับเรื่องนี้ด้วยหรือ”

วังไหวจงยิ้มตอบ “บ่าวเฒ่าก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน แต่องค์ชายรองไม่ใช่สตรี ต่อให้ถูกคนถลกกางเกงรอบหนึ่ง คิดดูแล้วก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร บ่าวเฒ่ายังได้ยินมาด้วยว่า ดูเหมือนองค์ชายรองจะชื่นชอบนิสัยของมู่ซื่อจื่อไม่น้อย เมื่อใดที่มู่ซื่อจื่อไปหาถึงจวน เขาก็ยอมพบหน้า นี่ก็ถือว่าไม่ตีกันคงไม่ได้รู้จักกัน”

ฮ่องเต้อมยิ้มรับฟังพลางเปิดจดหมายของจูจิ่นเซินออกอ่าน ถ้อยคำขึ้นต้นเป็นการยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้นเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดกันจริงๆ มู่หยวนอวี๋ลงมือก็เพราะต้องการปกป้องญาติผู้พี่ของตน ซึ่งไม่ได้ทำให้เขาบาดเจ็บอะไร ตามมาด้วยรู้สึกอิจฉาที่พี่น้องตระกูลมู่รักกันแน่นแฟ้น ต่างให้ความรักและความเคารพต่อกัน ช่วยเหลือพึ่งพากัน จากนั้นก็กล่าวว่าไม่เหมือนบางครอบครัวที่พี่น้องกลั่นแกล้งรังแกกันเอง ไม่ว่าวิธีการโง่เขลาเท่าใดก็ล้วนทำได้หมด ช่างน่าเบื่อหน่ายและน่าขันยิ่งนัก…

ฮ่องเต้พลันหลับตาลง

วังไหวจงตระหนักได้ถึงความผิดปกติจึงถามอย่างระมัดระวัง “ฝ่าบาท”

แต่กลับไม่กล้าเอ่ยถ้อยคำต่อไปอีกว่า “มีเรื่องอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ” เพราะสีหน้าของฮ่องเต้ดูย่ำแย่อย่างยิ่ง

“จิ่นเซิน เด็กคนนี้…” ฮ่องเต้ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน และเอื้อนเอ่ยเนิบช้าว่า “ช่างมีความสามารถในการกระทำที่ทิ่มแทงใจเรายิ่งนัก”

เขาวางจดหมายที่เขียนด้วยลายมือของจูจิ่นเซินลงบนโต๊ะ ในน้ำเสียงแฝงความเดือดดาลอย่างระงับไม่อยู่ “เจ้าอ่านสิ!”

วังไหวจงไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า เขาหดคอก้มหน้าเดินเข้าไปใกล้แล้วกวาดตาอ่านอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นเขาก็สูดลมหายใจดังเฮือก “องค์ชายรอง…”

เขาเป็นบ้าไปแล้วหรือไร

“บางครอบครัว” อะไรกัน! ฮ่องเต้ไม่ได้โง่สักหน่อย ทำไมจะมองไม่ออกว่าเขาจงใจเอ่ยเป็นนัย! ใช้คำท้วงติงแบบนี้ต่อบิดาของตน ช่าง ช่าง…

ขนาดเขาที่เจ้าเล่ห์มากกลอุบายก็ยังไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดี!

“ภายนอกมองดูเหมือนเอ้อร์หลางเป็นคนนิ่งเฉย แต่ในใจกลับซุกซ่อนนิสัยดุจพายุที่มาพร้อมสายฟ้า เรารู้มานานแล้วว่าเขานิสัยไม่ดี แต่เห็นแก่ที่เขาร่างกายอ่อนแอ หลายๆเรื่องจึงมักจะหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่งเสมอ นับตั้งแต่ที่เขาย้ายไปอยู่จวนของตัวเองด้านนอกก็สงบเสงี่ยมขึ้นไม่น้อย เรานึกว่าเขาโตแล้ว นิสัยจึงเปลี่ยนไปแล้ว” ฮ่องเต้วางมือลงบนริมขอบโต๊ะมังกร โกรธจนปลายนิ้วสั่นระริก “คิดไม่ถึงว่าเขาจะไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่นิดเดียว ถึงขนาดเอาโทสะมาระบายใส่หน้าเรา…”

วังไหวจงรีบเอ่ยเกลี้ยกล่อมเขา “ฝ่าบาท…ฝ่าบาทอย่าพิโรธเลยพ่ะย่ะค่ะ ต่อให้องค์ชายรองจะใจกล้าแค่ไหน แต่มีหรือจะกล้าคิดร้ายต่อท่าน นี่เป็นเพราะหวาหมิ่นผู้นั้นไม่มีตา เอ่ยตำหนิองค์ชายรองก่อน ด้วยความโมโห องค์ชายรองจึงพูดเหลวไหล”

ด้วยความเฉลียวฉลาดของเขามีหรือจะมองไม่ออกถึงความผิดปกติในหนังสือร้องเรียนของหวาหมิ่น ต่อให้เป็นฮ่องเต้เองก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจ แต่เรื่องแบบนี้ไม่ควรนำมาพูดอย่างโจ่งแจ้ง และฮ่องเต้ก็ไม่มีทางยอมรับ หากยอมรับเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนเล่า

“คำพูดอย่างพี่น้องกลั่นแกล้งรังแกกันเองนี้เกี่ยวอะไรกับหวาหมิ่นด้วย!” ฮ่องเต้ตวาด “เจ้าเห็นว่าเราเลอะเลือนหรือไร เป็นเพราะเขาไม่เชื่อว่านี่คือฝีมือของหวาหมิ่น คิดว่าต้องมีคนยุยงเขาอยู่เบื้องหลัง…หากไม่สงสัยซานหลางก็ต้องสงสัยซื่อหลาง[2] ถึงได้พูดแบบนี้ออกมา!”

วังไหวจงหุบปากทันที คำพูดของจูจิ่นเซินชัดเจนเกินไป คิดจะช่วยแก้ตัวแทนเขาก็ไม่รู้เลยว่าควรจะเริ่มจากตรงไหน

“เราคิดว่าเขาดีขึ้นแล้ว” ไฟโทสะของฮ่องเต้ดำรงอยู่ได้ไม่นานก็มอดดับลง ความโกรธเกรี้ยวแปรเปลี่ยนเป็นความเหนื่อยล้า “กับต้าหลางเขาก็เข้ากันได้ดี ทำไม…เฮ้อ มิน่าเล่าสุขภาพเขาถึงไม่ดีขึ้นสักที ในเมื่อใจสะสมความอาฆาตพยาบาทนี้ไว้ อาการจะดีขึ้นได้อย่างไร”

ในเมื่อยังไม่ได้แต่งตั้งผู้สืบทอดบัลลังก์ อีกทั้งตอนนี้ก็ยังดูวี่แววไม่ออก วังไหวจงจึงตัดสินใจเด็ดเดี่ยวว่าจะไม่พูดจาให้ร้ายองค์ชายเด็ดขาด เมื่อเห็นว่าโทสะของฮ่องเต้ลดระดับลงแล้วจึงพูดหว่านล้อมอีกครั้งว่า “องค์ชายรองก็เป็นคนน่าสงสาร นับตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยมีวันใดที่ใช้ชีวิตอย่างผ่อนคลายเหมือนคนปกติ เขามีนิสัยมุทะลุไปหน่อยก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แล้วนับประสาอะไรกับที่องค์ชายรองไม่มีมารดา มีเพียงฝ่าบาทที่เป็นบิดาอยู่แค่พระองค์เดียว ฝ่าบาทไม่ให้อภัยเขา ใครเล่าจะให้อภัยเขาได้”

“เราให้อภัยเขา เขารู้จักทะนุถนอมหรือไม่” ฮ่องเต้นึกถึงถ้อยความที่เพิ่งได้อ่านเมื่อครู่ก็โมโหขึ้นมาอีก จึงออกคำสั่งทันที “ไปประกาศราชโองการที่จวนสืออ๋อง ให้องค์ชายรองไปอยู่วัดชิ่งโซ่วสองเดือน ในเมื่ออยู่ในจวนสืออ๋องอย่างสงบไม่ได้ก็ควรไปอยู่สถานที่ที่ทำให้เขาสงบใจได้มากกว่านี้ หากยังไม่หายอีก แผ่นดินทั่วหล้าไม่มีแห่งใดที่ไม่ใช่ของเจ้าแผ่นดิน ข้าย่อมมีสถานที่ให้เขาได้ย้ายไปอยู่อีกมากมาย!”

กล่าวถึงขนาดนี้ วังไหวจงไม่กล้าพูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว ได้แต่รับคำว่า “พ่ะย่ะค่ะ”

 

ยังเหลืออีกสองเดือนก่อนจะปีใหม่ ปลายเดือนสิบเอ็ดราชสำนักยังคงยุ่งวุ่นวาย ท่ามกลางความชุลมุนนี้ ข่าวที่องค์ชายรองจูจิ่นเซินถูกสั่งให้ไปอยู่วัดชิ่งโซ่วเป็นดั่งน้ำมันหยดหนึ่งที่ทำไฟลุกไหม้ขึ้นท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บ

ตำแหน่งผู้สืบทอดบัลลังก์ถูกถ่วงรั้งไม่มีการแต่งตั้งมานานหลายปี องค์ชายทั้งสี่ของผู้คนทั้งในและนอกวังหลวงต่างก็เป็นเหมือนดวงดาวสี่ดวงที่ทอประกายไม่หยุดนิ่ง ร้อยรัดเกี่ยวพันจิตใจของเหล่าขุนนางในราชสำนัก ไม่มีใครรู้ว่าดาวดวงไหนจะทอประกายเจิดจ้า เลื่อนขั้นลอยขึ้นเป็นดาวจื่อเวย[3] แล้วก็ไม่รู้ว่าดาวดวงไหนจะดับแสง หล่นหายไปจากขอบฟ้า ไร้วาสนากับตำแหน่งจักรพรรดิตลอดกาล

เกิดเรื่องเช่นนี้กับจูจิ่นเซินในเวลานี้ แม้ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับเขา แต่ก็มากพอจะสั่นคลอนจิตใจผู้คนได้แล้ว

ทุกฝ่ายต่างส่งกำลังคนและกำลังม้าระดมสืบข่าวจากทั่วสารทิศ

แต่กลับไม่มีใครที่ได้รับข่าวถูกต้องแท้จริง

หากเรื่องภายในวังสามารถเล็ดลอดออกไปข้างนอกได้ง่ายดายถึงขนาดนั้น ขันทีใหญ่ผู้ควบคุมงานฝ่ายในอย่างวังไหวจงก็ควรยื่นคอไปยังตำแหน่งที่สมควรวางก่อนใคร

แต่หากเป็นคนที่อยู่ในวังหลวงเหมือนกัน จะอย่างไรก็สืบข่าวได้สะดวกกว่าไม่มากก็น้อย

เพราะความเดือดดาล ประโยค “แผ่นดินทั่วหล้าไม่มีแห่งใดที่ไม่ใช่ของเจ้าแผ่นดิน ข้าย่อมมีสถานที่ให้เขาได้ย้ายไปอยู่อีกมากมาย” ของฮ่องเต้จึงค่อนข้างดัง ขันทีที่เฝ้าอยู่ด้านนอกก็มีบางส่วนที่ได้ยิน ประโยคนี้จึงเริ่มดังไปเข้าหูเสิ่นฮองเฮาที่อยู่ในตำหนักคุนหนิงกับเสียนเฟยที่พำนักอยู่ในตำหนักหย่งอัน

“เหนียงเหนียง หรือว่าจะให้บ่าวไปลองดูอีกครั้ง…”

“ช่างเถอะ”

เสิ่นฮองเฮาสวมเสื้ออ่าวผ้าทอสีเขียวปักลายดอกไม้ด้วยดิ้นทอง ชายกระโปรงปักลายเมฆสีทองยาวกรอมเท้าสะท้อนแสงเป็นประกายสีทองอร่าม กำลังนั่งอยู่บนเตียงเตา ปีนี้นางอายุเกินสามสิบปีแล้ว แต่ยังรักษาความงามไว้ได้เป็นอย่างดี นิ้วมือที่จับถ้วยชาลายกระสีอำพันตัดดำขอบทองยังคงเรียวและขาวดุจต้นหอมเหมือนนิ้วมือของดรุณีน้อย

เสิ่นฮองเฮามองน้ำชาในถ้วยซึ่งเป็นสีทองสุกใส ดอกกุ้ยฮวาอ่อนหลายสิบดอกบ้างจมบ้างลอยอยู่ในน้ำ ส่งกลิ่นหอมสดชื่น นางเอ่ยเนิบช้าว่า “ในสายตาของวังไหวจงมีแต่ฝ่าบาท ไม่ต้องไปหาเขาให้เสียเวลาหรอก”

ซุนกูกูคนรู้ใจของเสิ่นฮองเฮาที่พูดคุยกับนางก่อนหน้านี้เอ่ยว่า “หากได้ยินเพิ่มอีกสักคำก็ดี คงเดาได้ง่ายกว่านี้”

เสิ่นฮองเฮายกถ้วยชาขึ้นมาตรงหน้า ครุ่นคิดแล้วก็รู้สึกหงุดหงิดใจ ดื่มไม่ลง สุดท้ายจึงวางถ้วยกลับลงไปบนโต๊ะแล้วผลักไปไว้ด้านข้าง “นิสัยของเอ้อร์หลางคาดเดาได้ยากที่สุด ต่อให้ได้ยินเพิ่มมาอีกหนึ่งประโยคก็คงเดาได้ยากอยู่ดี”

ซุนกูกูเดาได้ว่าเหตุใดนางถึงหงุดหงิด จึงเอ่ยเบาๆ “เหนียงเหนียงกลัวว่า…”

เสิ่นฮองเฮาเม้มปากไม่ตอบ

ซุนกูกูจึงกล่าว “เหนียงเหนียงไม่ต้องเป็นกังวล ท่านกั๋วจิ้วพยายามเข้าหาด้วยวิธีอ้อมๆอยู่หลายวิธีก็ยังไม่สำเร็จ นิสัยขององค์ชายรองคาดเดาได้ยาก เวลาปกติก็ไม่คบค้าสมาคมกับใคร ไม่มีคนที่จะให้สืบข่าวคราวได้เหมือนกัน”

เสิ่นฮองเฮาส่ายหน้า “เรื่องนี้ข้ารู้ เพียงแต่เวลาเอ้อร์หลางทำอะไร คนอื่นมักจะเดาทางไม่ถูก ทั้งๆที่เรื่องนี้เขาเป็นฝ่ายได้รับความอยุติธรรม แต่ทำไมเขาถึงยังไปยั่วให้ฮ่องเต้โมโหจนถูกลงโทษล่ะ เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องที่เตรียมไว้ก็ยังทำไม่ได้”

สถานการณ์ครั้งนี้ที่เสิ่นฮองเฮาสร้างขึ้น เป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่สร้างความอัปยศให้กับจูจิ่นเซิน ก็เหมือนอย่างที่วังไหวจงกล่าว เขาคือองค์ชาย ไม่ใช่องค์หญิง ต่อให้ถูกคนถอดกางเกงแล้วจะอย่างไร เรื่องนี้ย่อมไม่ส่งผลกระทบที่เป็นรูปธรรมต่อจูจิ่นเซินเลย

แต่ด้วยนิสัยของจูจิ่นเซินแล้ว เขาควรจะจดจำความแค้นนี้ไว้ ไม่คิดให้อภัยง่ายๆถึงจะถูก

เสิ่นฮองเฮารอวันให้เขาแตกหักกับมู่หยวนอวี๋ แต่วันนั้นกลับไม่มาถึงเสียที กลับกันคือทั้งสองฝ่ายเริ่มไปมาหาสู่กันบ่อยขึ้นด้วยซ้ำ

นี่ทำให้เสิ่นฮองเฮาจำต้องระวังตัว เตียนหนิงอ๋องไม่เคยก้าวก่ายเรื่องราวในเมืองหลวง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคนในเมืองหลวงจะมองข้ามกลุ่มอิทธิพลขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ห่างไกลกลุ่มนี้ไปได้

ช่วงเวลาหลายยุคหลายสมัยก่อนหน้านี้ ไม่เคยปรากฏเหตุการณ์ที่ยุ่งยากเกินจะคาดเดาของบรรดาเชื้อพระวงศ์เช่นนี้มาก่อน มีบุตรภรรยาเอกก็แต่งตั้งบุตรภรรยาเอก ไม่มีบุตรภรรยาเอกก็แต่งตั้งบุตรชายคนโต ไม่เคยจำเป็นต้องช่วงชิงอำนาจกันแบบนี้

นางโชคไม่ดี ดันมาอยู่ในยุคสมัยที่มีเหตุการณ์นี้พอดี จึงจำเป็นต้องวางแผนรับมือเสียแต่เนิ่นๆ

นางคือฮองเฮาแห่งวังหลวง นางไม่มีความจำเป็นแล้วก็ไม่ต้องการไปเกี่ยวข้องกับอ๋องผู้พิทักษ์ดินแดน นางไม่อาจได้ครอบครองกองกำลังนี้ แต่อย่างน้อยก็ต้องมั่นใจว่ากองกำลังนี้จะไม่ตกไปอยู่ในมือของคนอื่นเช่นกัน

คนอื่นที่ว่านี้เป็นคำเรียกเน้นเฉพาะจูจิ่นเซิน…อย่างน้อยเสิ่นฮองเฮาก็ไม่เคยเห็นองค์ชายสามจูจิ่นยวนอยู่ในสายตา ด้วยเป็นบุตรอนุภรรยา เขาจึงไม่อาจพลิกฐานะขึ้นมาได้

เดิมทีสถานการณ์ในครั้งนี้มีประโยชน์ต่อนาง เพียงแค่มู่หยวนอวี๋มาถึงเมืองหลวงก็ทะเลาะกับจูจิ่นเซินทันที นางแค่นั่งมองเฉยๆก็พอ ทว่าทิศทางที่เหตุการณ์ดำเนินไปในภายหลังกลับทำให้นางไม่เข้าใจ นางจึงไม่อาจนั่งเฉยได้อีก จำต้องลงมือเพื่อขยายช่องว่างแห่งความไม่ลงรอยระหว่างจูจิ่นเซินกับมู่หยวนอวี๋ให้กว้างขึ้นและลึกลงไปอีก

ทว่าเรื่องที่เกิดขึ้นต่อมาก็ยังสร้างความงุนงงให้กับนางอยู่ดี

จูจิ่นเซินไม่ได้ทำอะไรมู่หยวนอวี๋ แต่กลับก่อเรื่องให้ฮ่องเต้พิโรธ ทำให้ตัวเองเดือดร้อนจนต้องย้ายไปอยู่วัดชิ่งโซ่ว

“เหนียงเหนียง ไม่ว่าจะอย่างไร นี่ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องร้ายสำหรับเหนียงเหนียง ครั้งแรกที่องค์ชายรองแสดงความเอาแต่ใจต่อหน้าฮ่องเต้ ก็ทำให้องค์ชายรองต้องระเห็จออกจากวังหลวง พอมารอบที่สอง แม้แต่จวนสืออ๋องก็ไม่อาจอาศัยอยู่ได้อีก หากยังมีรอบที่สาม…เหนียงเหนียงยังจะกลัดกลุ้มไปทำไมเล่าเพคะ”

เสิ่นฮองเฮานึกถึงคำพูดประโยคนั้นที่ฮ่องเต้ตรัสด้วยความเกรี้ยวกราด ความคิดที่เหมือนถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาก็พลันสว่างวาบขึ้นมา “ที่เจ้าพูดก็ไม่ผิด ในบรรดาองค์ชายทั้งหลาย รวมถึงต้าหลางผู้โง่เขลา ใครบ้างที่ไม่เคารพนอบน้อมต่อฮ่องเต้ มีเพียงเอ้อร์หลางคนเดียวที่เงียบขรึม ไม่เคยรู้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่ ชอบก่อเรื่องไม่ขาดระยะ อีกทั้งยังมีนิสัยโหดร้ายผิดมนุษย์มนา นิสัยแบบนี้ของเขา เดิมทีก็ไม่เหมาะให้ปกครองใต้หล้าอยู่แล้ว…”

 

ตำหนักหย่งอัน

เสียนเฟยกับจูจิ่นยวนก็กำลังพูดคุยเรื่องนี้อยู่เช่นกัน

พูดกันอยู่นานก็ยังไม่อาจเข้าใจต้นสายปลายเหตุ

เสียนเฟยซักไซ้บุตรชายอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน “ซานหลาง เจ้าลองไตร่ตรองให้ละเอียดอีกครั้งซิ เจ้ากับเอ้อร์หลางอยู่ในจวนสืออ๋องด้วยกัน เจ้าอยู่ใกล้เขามากที่สุด จะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุสักนิดเชียวหรือ”

จูจิ่นยวนส่ายหน้าอย่างจนใจ “แม้ข้าจะอาศัยอยู่ใกล้กับพี่รอง แต่จะมีคนปกติแบบไหนที่สนิทสนมกับเขาบ้าง ข้าไม่รู้จริงๆ”

เสียนเฟยพึมพำกับตัวเอง “แบบนี้ก็แปลกแล้ว”

ที่แปลกไม่ใช่เพราะจูจิ่นเซินถูกลงโทษ และเรื่องในครั้งนี้ ไม่ว่าคิดอย่างไรก็ไม่ควรลงโทษเขา

ผลลัพธ์ที่ผิดปกตินี้ย่อมต้องให้ความสำคัญ

แต่ในเมื่อไม่มีเบาะแส นางก็ได้แต่กล่าวว่า “ช่างเถอะ เจ้าออกไปก่อน ควรจะไปส่งเอ้อร์หลางได้แล้ว”

จูจิ่นยวนที่นึกขึ้นได้ว่าพี่ชายปากร้ายซึ่งมักจะสร้างความขุ่นเคืองให้เขาถูกขับออกจากจวนสืออ๋อง…แม้ว่าความขุ่นเคืองนี้จะเป็นเพราะพี่ชายปากร้ายหาเรื่องใส่ตัวเสียส่วนใหญ่ ก็อดรู้สึกชื่นบานไม่ได้ จึงเอ่ยรับคำแล้วบอกลา ก่อนจะจากไปอย่างรวดเร็ว

แต่ภาพเหตุการณ์ที่จูจิ่นเซินต้องหลบหนีอย่างกระเซอะกระเซิงและหม่นหมองในจินตนาการของเขากลับไม่ได้เกิดขึ้น เพราะเมื่อเขากลับไปถึงจวนสืออ๋อง ภายในเรือนองค์ชายรองของจูจิ่นเซินก็เหลือเพียงองครักษ์และขันทีไม่กี่คนเท่านั้น จูจิ่นเซินเก็บสัมภาระเสร็จเรียบร้อยนานแล้ว และมุ่งหน้าไปยังวัดชิ่งโซ่วเพื่อ “สงบจิตใจ” แล้วด้วย

 

 

[1] สำนวนปลูกส้มที่ไหวเป่ยกลายเป็นต้นจือ มีที่มาจากสำนวน ปลูกส้มที่ภาคใต้ กลายเป็นต้นจือที่ภาคเหนือ มักใช้เปรียบเทียบว่าของชนิดเดียวกัน เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมหรือสถานที่ต่างกัน ผลที่ได้ออกมากลับไม่เหมือนกัน ซึ่งแท้ที่จริงแล้วต้นส้มและต้นจือเป็นไม้คนละชนิดกัน ต้นจือคือไม้ยืนต้นขนาดเล็กชนิดหนึ่ง หรือที่เรียกกันว่าส้มสามใบ ก้านมีหนาม ใบซ้อนมีใบเล็กสามใบ ใบเล็กรูปกลมรี ดอกสีขาว ผลรูปกลมมีน้ำ สีเขียวอมเหลือง รสขมอมเปรี้ยว

[2] ซานหลางและซื่อหลางในที่นี้หมายถึงองค์ชายสามกับองค์ชายสี่

[3] ชื่อดวงดาวที่อยู่ในกลุ่มดาวเหนือ ถือเป็นสัญลักษณ์ของเง็กเซียนฮ่องเต้หรือกษัตริย์

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า