fbpx

[ทดลองอ่าน] คดีฆาตกรรมในคฤหาสน์แมวดำ / เเพรวสำนักพิมพ์

黒猫館の殺人

คดีฆาตกรรมในคฤหาสน์แมวดำ

อายาสึจิ ยูกิโตะ เขียน

ฉวีวงศ์ อัศวเสนา เเปล 

ติดตามการวางจำหน่ายได้ที่เพจ แพรวสำนักพิมพ์

(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

 

 

 

บทนำ

—วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม ค.ศ.1990  ที่อาคังในฮกไกโด —

คนทั้งสามหยุดยืนหน้าประตูใหญ่ หมอกหนาเคลื่อนตัวจากป่าสนเอโซะกว้างใหญ่ด้านหลังเข้ามาปกคลุมทั่วบริเวณราวกับรอคอยการมาของพวกเขาอยู่นานเต็มที

คาวามินามิ ทากาอากิถูท่อนแขนที่พ้นชายแขนเสื้อไปมาอย่างไม่ได้ตั้งใจพลางเหลียวไปมองข้างหลัง

รถยนต์ที่ทั้งสามโดยสารมาจอดอยู่ห่างออกไปหลายเมตร ปิดทางเดินแคบๆ ที่ลดเลี้ยวผ่านป่าเข้ามา ตัวรถสีเทาเข้มถูกกลืนเข้าไปในกลุ่มหมอกขาวทึบหมดทั้งคันแล้ว

“หมอกลงจัดจัง”

ชายร่างสูงใส่แจ็กเก็ตแบบสปอร์ตที่ยืนอยู่หน้าคาวามินามิไม่กี่ก้าวพึมพำขึ้น

“แย่จริง ราวกับหมอกไล่ตามเรามาจากคุชิโระ”

ชิชิยะ คาโดมิ นักเขียนนิยายสืบสวนสอบสวนบ่นตาม ร่างผอมชนิดหนังหุ้มกระดูกอยู่ตลอดยิ่งทำให้ดูสูงชะลูดขึ้นไปอีก ชิชิยะยกมือขึ้นลูบเรือนผมสลวยที่มีลอนหยักศกน้อยๆ พลางถอดแว่นกันแดด ก่อนหันไปมองหน้าคนที่ยืนอยู่ข้างๆ

“ว่ายังไงครับคุณอายูตะ พอจะนึกอะไรออกบ้างมั้ย”

“ก็…”

ผู้ถูกถามเอียงคอคิด มองขึ้นไปที่ประตูรั้วตรงหน้า อึ้งอยู่อึดใจหนึ่งก่อนตอบไม่ค่อยจะเต็มปากนักว่า

“คลับคล้ายคลับคลา คิดว่าเคยเห็นอยู่เหมือนกัน”

ชายชื่ออายูตะ โทมะผู้นี้เป็นคนผอมรูปร่างสันทัด หลังงอจึงดูตัวเตี้ยไม่มีสง่าราศี มองรวมๆ เป็นคนแก่หง่อมแม้อายุเพิ่งจะหกสิบเศษ ใส่หมวกไม่มีปีกสีน้ำตาลปิดศีรษะที่ล้านเถิก ตาซ้ายถูกปิดไว้ด้วยแผ่นผ้าขาว แผลไฟลวกบนใบหน้าซีกซ้ายจากรอบๆ แผ่นผ้าลงมาที่แก้มจนถึงคางดูแล้วน่าเวทนาจับใจ

คาวามินามิมองตามสายตาชายชราขึ้นไปที่ประตูรั้วสูงลิ่ว

เสาสองด้านเป็นหินสีแดงคล้ำเหมือนต้นไม้ใหญ่เก่าแก่คู่หนึ่งยืนต้นโดดเด่นขึ้นมาจากพงหญ้า บนเสาไม่มีป้ายชื่อทั้งยังไม่ทิ้งร่องรอยไว้ว่าเคยมี บานประตูลูกกรงทำด้วยทองแดงเก่าทรุดโทรม เช่นเดียวรั้วที่ล้อมบริเวณคฤหาสน์แบ่งกั้นสวนกับป่า

หมอกเคลื่อนตัวผ่านลูกกรงประตูรั้วเข้าไปภายใน เงาคฤหาสน์ที่เห็นแวบๆ อยู่ตอนลงจากรถเมื่อครู่ก่อนนั้นตอนนี้มองไม่เห็นแล้วเหมือนมีใครชักฉากสีขาวลงมาบดบังไว้

บานประตูปิดสนิทด้วยโซ่คล้องกุญแจดอกใหญ่ ชิชิยะก้าวเข้าไปลองจับลูกกรงเขย่าแรงๆ ด้วยมือทั้งสองข้าง แต่บานประตูไม่ขยับแม้แต่น้อย

“คุณชิชิยะครับ ตรงนั้น…”

คาวามินามิชี้ไปทางด้านซ้ายของประตู

“นั่นไง ประตูเข้าออก”

“อะไรนะ เออ…จริงด้วย”

จะว่าโชคดีก็คงได้เพราะประตูบานเล็กสำหรับให้คนเข้าออกนั้นไม่ได้ล็อกเพียงแค่คล้องกุญแจจากด้านในไว้เท่านั้น จึงเอามือลอดลูกกรงเข้าไปปลดออกได้โดยง่าย ลำพังชิชิยะกับคาวามินามิหากไม่มีทางจริงๆ ก็อาจปีนข้ามประตูรั้วเข้าไปได้ แต่อายูตะ ชายชราที่มาด้วยคงทำไม่ได้แน่

“เข้าไปกันเถอะคาวามินามิ”

ชิชิยะเปิดประตูบานเล็กแล้วหันมาทางคนทั้งสอง

“คุณอายูตะด้วย มาสิ”

ชิชิยะในชุดเสื้อแจ็กเก็ตสะพายกระเป๋าสีเดียวกันเดินนำเข้าประตูไปข้างใน มือขวาของอายูตะ โทมะกำไม้เท้าสีน้ำตาลเอาไว้แน่นยันตัวเดินตามเข้าไปโดยมีคาวามินามิรั้งท้าย

ทั้งสามเดินฝ่ากลุ่มหมอกขาวไปข้างหน้าคล้ายย่องเพื่อไม่ให้เกิดเสียงฝีเท้า

เสียงนกเพรียกหากันระงมไปทุกทิศอยู่ในป่า อุณหภูมิไม่ขยับสูงขึ้นทั้งที่เกือบจะเลยเที่ยงของวันต้นเดือนกรกฎาคม อากาศเย็นจนคาวามินามิซึ่งใส่เสื้อแขนสั้นต้องถูแขนทั้งสองไปมาไม่หยุด นึกเสียดายที่ทิ้งสเวตเตอร์ตัวบางสำหรับใส่ในหน้าร้อนไว้ในรถ

แม้หมอกจะบังให้เห็นแต่เพียงภาพเลือนลาง แต่ก็พอจะรู้สึกได้ว่าสวนของคฤหาสน์นั้นกว้างขวางมากทีเดียว ต้นไม้ประดับสวนใบเขียวเข้มร่มครึ้มยืนต้นอยู่ทั่วไป ขนาดใหญ่เล็กและความสูงคละกันไปมีตั้งแต่ต้นเล็กสูงไม่ถึงเมตร ไปจนถึงต้นไม้ใหญ่ๆ สูงสามสี่เมตร

“คาวามินามิ  ดูนี่สิ”

ชิชิยะเดินเข้าไปใกล้ต้นไม้ต้นหนึ่ง มองลอดใบเข้าไปที่ลำต้นและบอกว่า

“ต้นมาซากิหรือแกนญี่ปุ่นต้นนี้คงจะไม่ได้รับการดูแลมานาน แต่ดูดีๆ จะเห็นว่ามีรอยตัดแต่งเหลืออยู่”

“ตัดแต่งเหรอ”

“ใช่ ร่องรอยที่เหลืออยู่เป็นข้อพิสูจน์ว่า แต่ก่อนเคยมีการตัดเล็มกิ่งใบให้เข้ารูปเป็นประจำ แต่เอ…ต้นนี้จะถูกตัดแต่งให้เป็นรูปอะไรนะ

“อ๋อ”

คาวามินามิร้องพร้อมพยักหน้าและจ้องมองไปที่ต้นไม้ เมื่อนึกถึงข้อความใน “บันทึก” ที่ว่าต้นไม้ในสวนตัดแต่งเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ขึ้นมาได้

และพอชายหนุ่มกะพริบตาอีกทีก็เห็นเงาดำตะคุ่มของต้นไม้ข้างหน้าเป็นรูปร่างของแมวดำตัวมหึมา คงเป็นเพราะหมอกที่ไหวตัวตามแรงลมอุ่นจะทำให้เกิดภาพลวงตา แต่ที่แน่ๆ คือเป็นผลจากการทำงานของสมองส่วนที่บันทึกความจำเอาไว้ว่าตึกหลังนี้ชื่อว่า “คฤหาสน์แมวดำ”

ชิชิยะลูบคางแหลมทำหน้าเคร่งขรึม ก้าวเท้าย่ำกอหญ้าที่ท่วมข้อเท้าอยู่หันออกมาจากต้นมาซากิ ส่วนอายูตะผู้เฒ่าที่ยืนอยู่ข้างๆ กำลังมองไปรอบด้านพร้อมกับเอียงคอครุ่นคิด

ชายชราที่เคยทำหน้าที่ดูแลคฤหาสน์หลังนี้มาตลอด อย่างน้อยก็จนถึงเดือนกันยายนปีที่แล้วคนนี้ คงกำลังพยายามเรียกความทรงจำซึ่งสูญหายไปให้กลับคืนมาอย่างสุดความสามารถ

หมอกอาจทำให้ความรู้สึกสัมผัสที่มีต่อภาวะแวดล้อมต่างไปจากปกติ เพราะคาวามินามิรู้สึกว่าต้องเดินมาบนทางเล็กปูด้วยอิฐผ่านสวนรกร้างหน้าบ้านมาไกลหลายร้อยเมตร กว่าจะได้มายืนอยู่ที่หน้าตัวตึก

“ถึงเสียที”

ชิชิยะเอ่ยขึ้นอย่างทึ่ง

“นี่เองหรือคือคฤหาสน์แมวดำ”

ตัวคฤหาสน์ซึ่งเป็นตึกสองชั้นแบบยุโรป หน้าจั่วแหลมและมีหน้าต่างทรงแคบยาวเรียงเป็นตับบนผนังสีเทาอ่อนที่มีคราบสกปรกนั้นไม่มีอะไรแปลก แต่การที่มาตั้งอยู่กลางป่าห่างไกลจากผู้คนในฮกไกโดต่างหากที่เป็นเรื่องประหลาด และสำหรับคาวามินามิ ชายหนุ่มอดรู้สึกหวาดหวั่นไม่ได้เมื่อรู้ว่าตึกหลังนี้เป็นผลงานการออกแบบ              “คฤหาสน์” ของนากามูระ เซอิจิ สถาปนิกคนนั้น ประกอบกับที่ได้รู้มาว่าเป็นสถานที่เกิดเหตุในคดีเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้วตามที่อ่านพบใน “บันทึก” เล่มนั้น

“แล้ว แมวกังหันลม ที่ว่านั่นอยู่ตรงไหน”

ชิชิยะยืดตัวผอมชะลูดแหงนชะเงื้อมองสูงขึ้นไปที่หลังคา คาวามินามิมองตามไปด้วยแต่ก็ไม่พบสิ่งที่คาดว่าจะได้เห็น

“อยู่ตรงนั้นครับ”

อายูตะยกไม้เท้าชี้ขึ้นไป

“อยู่ตรงปลายนั่น เห็นมั้ย”

ทั้งสองเบนสายตามไปทางนั้น

จริงด้วย…บนยอดหลังคาส่วนที่เป็นเรือนแฝดทางด้านซ้ายสุดของตัวคฤหาสน์ มีเงาสีเทาจางๆ คล้ายไก่กังหันลมซึ่งแม้หมอกจะบังแต่ก็พอมองออกว่าตัวที่ติดอยู่กับกังหันลมนั้นไม่ใช่ไก่อย่างที่เห็นกันทั่วไป แต่เป็นตัวอะไรที่ดูแปลกชอบกล

“นั่นเองเหรอ”

ชิชิยะยืนกอดอกแหงนหน้ามองนิ่งอยู่หลายวินาที เอียงคอคิดและพึมพำอะไรกับตัวเอง ก่อนหันมาทางอายูตะ

“เอาละ เข้าไปข้างในกันดีกว่า”

“ประตูล็อกอยู่ไม่ใช่เหรอครับ”

คาวามินามิติง ชิชิยะยักไหล่

“แล้วยังไง อุตส่าห์ดั้นด้นมาถึงที่นี่แล้ว คงไม่มีใครล้มเลิกความตั้งใจกลับไปมือเปล่าหรอกใช่มั้ย”

“ก็ใช่ครับ แต่ผมว่า…”

ลมแรงพัดกรรโชกผ่านต้นไม้ในสวนหอบเอากลุ่มหมอกที่ปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณไปด้วย เปิดให้แสงแดดที่กำลังคล้อยไปทางด้านใต้ผ่านเข้ามาแวบหนึ่ง

“เอาน่า ไปกันเถอะ”

ชิชิยะเร่งเสียงดังและก้าวนำหน้าไปที่ประตูทางเข้าตัวตึกที่แดดส่องให้เห็นชัดชั่ววูบ

คาวามินามิแว่วเสียงดังแก๊กๆ ของกังหันลมขณะหันเปลี่ยนทิศไปตามแรงลมที่พัดจัด จึงเหลือบขึ้นไปมองเงาลางๆ บนยอดหลังคาอีกครั้ง ก่อนเดินตามชิชิยะไปพร้อมกับชายชราอายูตะ

 

 

บทที่ 1

บันทึกของอายูตะ โทมะ

ตอนที่ 1

บันทึกนี้ฉันเขียนขึ้นเพื่อตนเอง

ฉันเขียนข้อความทั้งหมดในสมุดเล่มนี้โดยไม่คิดเลยสักนิดที่จะให้คนอื่นอ่าน และคิดให้เป็นเช่นนั้นโดยตลอด หากไม่เกิดเหตุการณ์สำคัญมากพอที่จะทำให้เจตจำนงนี้ของฉันเปลี่ยนไป

***

ข้อความทั้งหมดในสมุดเล่มนี้เป็นบันทึกรายละเอียดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในบ้านที่เรียกกันว่า “คฤหาสน์แมวดำ” ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา—ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 4 สิงหาคม ค.ศ.1989

ก่อนเริ่มบันทึก ฉัน…นายอายูตะ โทมะ ผู้เขียนขอให้คำสัตย์ปฏิญาณกับตนเองว่าจะไม่สอดแทรกความเท็จ  ใดๆ เอาไว้ทั้งสิ้น จุดมุ่งหมายสำคัญที่สุดของการเขียนบันทึกฉบับนี้ คือความต้องการบันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดซึ่งเกิดขึ้นจริง ที่ฉันเห็นด้วยตาและได้ยินด้วยหูทั้งสองข้างในฐานะผู้ดูแลคฤหาสน์

ดังนั้น ฉันจึงเขียนด้วยความระมัดระวังมาก อย่างเช่นเวลาแทรกคำสันนิษฐานหรือคาดเดาใดๆ ก็จะพยายามกลั่นกรองไม่ให้เป็นความคิดที่ฝังหัวอยู่หรือเป็นความคาดหวังส่วนตัว และคิดที่จะตั้งใจบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้บนพื้นฐานของความเป็นจริงด้วยความสุขุมรอบคอบเท่าที่จะทำได้

ขอย้ำอีกครั้งว่า บันทึกนี้ฉันเขียนขึ้นเพื่อตนเอง

เขียนด้วยความต้องการที่จะฝังเหตุการณ์ในอดีตอันขื่นขมช่วงหนึ่งของชีวิตเอาไว้ในสมุดบันทึกเล่มนี้

ระยะนี้ฉันรู้สึกตัวว่าความจำเริ่มถดถอยตามวัยที่ชราลง และคิดว่าเมื่อวันเวลาล่วงเลยไปอีกสักสิบปี ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ ร้อนๆ ครั้งนี้คงเลือนลางไปหมด

สิบปีข้างหน้าบันทึกเล่มนี้จะต้องเป็นข้อเขียนที่สนุกน่าสนใจมากสำหรับฉันเป็นแน่ อาจเรียกได้ว่านี่คือ “นิยาย” (ประเภทนักสืบ) ที่เขียนขึ้นเพื่อตัวฉันเองในอนาคต

เอาละ…ตกลงฉันจะเขียนบันทึกในแนวนี้

***

ฉันควรเริ่มตั้งแต่ตรงไหนดี

กรณีเช่นนี้คิดว่าเขียนตามขั้นตอนการเกิดเหตุเป็นดีที่สุด เพราะจะช่วยฟื้นความทรงจำของตนเองในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาในรายละเอียดทุกแง่มุมด้วย

เริ่มตั้งแต่การที่คนกลุ่มนั้นมาที่คฤหาสน์

 

 

1

ฉันได้รับแจ้งว่าจะมีคนเดินทางมาที่คฤหาสน์เมื่อต้นเดือนกรกฏาคมปีค.ศ. 1989 เพิ่งย่างเข้าเดือนใหม่คิดว่าราววันที่สองหรือวันที่สาม

คฤหาสน์หลังนี้ปัจจุบันเป็น “บ้านพักผ่อน” ของประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งในจังหวัดไซตะมะ โดยมีคุณอาดาจิ ฮิเดอากิซึ่งเป็นคนท้องถิ่นได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ดูแลที่ดินและบ้านแทนเจ้าของ

คุณอาดาจิคนนี้เองที่โทรศัพท์มาแจ้งว่า ต้นเดือนหน้าลูกชายเจ้าของคฤหาสน์จะเดินทางมาพักผ่อนกับ     เพื่อนๆ ระหว่างปิดเทอมฤดูร้อนโดยมีแผนที่จะพากันไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ และเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่ไม่มีบ่อยนักจึงอยากชวนเพื่อนมานอนค้างที่ “บ้านพักผ่อน” ของพ่อสักระยะหนึ่ง จึงขอให้ฉันช่วยจัดการเรื่องห้องพักสำหรับทุกคน รวมทั้งดูแลเรื่องอาหารการกินระหว่างที่ลูกชายเจ้าของบ้านกับเพื่อนๆ พักอยู่ที่คฤหาสน์ด้วย

บอกตามตรงว่านั่นไม่ใช่ข่าวที่น่ายินดีสำหรับฉันเลย

ฉันเป็นคนไม่ชอบสุงสิงกับใครมานานแล้ว และยิ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ความรู้สึกเกลียดมนุษย์ก็ยิ่งชัดเจนจริงจังขึ้น ตอนที่นายอาดาจิติดต่อมาฉันร้องอยู่ในใจว่า ถ้าห้ามได้ก็ไม่อยากให้พวกนั้นมาเอะอะเจี๊ยวจ๊าวกันที่คฤหาสน์นี้เลย

ถึงจะคิดเช่นนั้น แต่คนที่เป็นแค่ลูกจ้างอย่างฉันก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธคำขอเช่นนี้ได้ จึงเป็นธรรมดาที่จะต้องรับคำทันที

คิดดูก็แปลกอยู่เหมือนกันเพราะตั้งแต่ฉันรับจ้างมาเป็นผู้ดูแลและอยู่กินในคฤหาสน์มาได้หกปี ยังไม่เคยมีใครมาใช้ “บ้านพักผ่อน” หลังนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว และเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นฉันจึงต้องทำใจเตรียมต้อนรับกลุ่มเด็กหนุ่มที่จะมาพัก

ฉันไม่รู้มาก่อนว่าลูกชายเจ้าของคฤหาสน์เป็นคนอย่างไร หากหยิ่งผยองเอาแต่ใจร้ายกาจอย่างพวกลูกเศรษฐีไฮโซทั่วๆ ไป ก็คงต้องระวังตัวกันหน่อยเพราะถ้าเกิดไปทำอะไรขัดใจเข้าคงต้องเป็นเรื่องแน่ กรณีร้ายแรงที่สุดอาจถึงกับไปฟ้องพ่อให้ไล่ฉันออก ซึ่งแม้แต่คุณอาดาจิก็ไม่อยู่ในฐานะที่ช่วยอะไรได้ สำหรับคุณอาดาจินั้นฉันถือว่าเป็นผู้มีบุญคุณเป็นพิเศษจากการช่วยจัดการให้ฉันเข้ามาเป็นผู้ดูแลคฤหาสน์เมื่อหกปีก่อน

คฤหาสน์หลังนี้ตามปกติแทบไม่มีใครมาเยือน

นอกจากคุณอาดาจิที่มาตรวจดูความเรียบร้อยนานๆ ครั้งจนแทบจะลืมหน้ากันแล้ว ก็พูดได้เต็มปากว่าไม่มีใครมาเลยสักคน

คฤหาสน์ตั้งโดดเดี่ยวอยู่ในป่าไม่มีบ้านคนอยู่ในละแวกใกล้เคียงแม้แต่หลังเดียว พวกพ่อค้าไม่มีใครเข้ามาถ้าไม่เรียกและพวกเซลล์แมนก็ไม่มีใครอุตส่าห์บุกเข้ามาเสนอขายสินค้าถึงที่นี่ด้วย นับเป็นภาวะแวดล้อมที่เหมาะมากสำหรับคนปลีกวิเวกอย่างฉัน

เจ้าของคฤหาสน์คนปัจจุบันที่ไซตะมะ เคยแวะมาครั้งหนึ่ง (เมื่อสี่ปีที่แล้ว) ระหว่างเดินทางมาทำธุระ ที่นี่จึงเท่ากับเป็น “บ้านพักผ่อน” แต่ในนามเท่านั้น

ระยะนี้มีข่าวลือหนาหูว่าราคาที่ดินพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติแม้แต่ที่ที่อยู่ห่างไกลแทบจะสุดโลกเช่นนี้ คนที่ซื้อเอาไว้อาจคิดว่าเป็นการลงทุนเพื่อเก็งกำไร หรือว่าแค่ซื้อเรื่อยเปื่อยไปเท่านั้นเอง ฉันก็ได้แต่คิดโดยไม่อาจซอกแซกถามใครได้

และแล้วพอฉันตอบรับ (แค่บังหน้า) คุณอาดาจิก็บอกว่า

“คงต้องยุ่งมากเพราะคิดว่าคงอยู่กันหลายวันด้วย ยังไงก็ช่วยดูแลให้ดีหน่อยแล้วกันนะครับ” ฟังน้ำเสียงแล้วดูเป็นห่วงเป็นใยดี

“พอได้กำหนดการและรายละเอียดอื่นๆ แล้ว ผมจะติดต่อแจ้งมาอีกที”

เท่าที่รู้ในตอนนี้คือจะมากันทั้งหมดสี่คน ห้องกับเตียงมีพอที่จะต้อนรับได้อยู่แล้ว แต่ปัญหาอยู่ที่สภาพของห้องซึ่งไม่ได้กวาดถูอย่างทั่วถึงมานานเต็มที

จะบอกว่าหมู่นี้เรี่ยวแรงถดถอยก็จะฟังดูเป็นคำแก้ตัวของคนขี้ขลาดที่ไม่กล้าบอกว่า ความจริงแล้วฉันเป็นคนดูแลคฤหาสน์ที่เกียจคร้านซึ่งช่วยไม่ได้ถ้าจะถูกตำหนิ ฉันเองก็ไม่ใช่ว่าเพิกเฉย ตั้งใจดูแลรักษาคฤหาสน์ให้คงความสวยงามและสะอาดเรียบร้อยไร้ฝุ่นละอองไปทุกซอกทุกมุมอยู่เสมอ แต่ทว่า…

อาจเป็นเพราะการดูแลคฤหาสน์ที่ใหญ่โตกว้างขวางหลังนี้ เป็นงานที่เหลือบ่ากว่าแรงสำหรับชายชราวัยหกสิบอย่างฉันก็เป็นได้

หลังจากได้รับแจ้งว่าจะมีคนมาพัก วันหนึ่งๆ ของฉันจึงหมดไปกับการเตรียมนั่นเตรียมนี่เป็นการใหญ่ เริ่มจากการเก็บกวาดทำความสะอาดซึ่งเป็นงานหนักจริงดังคาด

ห้องชั้นบนสี่ห้องที่ฉันจัดให้เป็นห้องนอนสำหรับแขก อยู่ในสภาพย่ำแย่ทุกห้อง นอกจากฝุ่นจะจับเขรอะไปทั่วแล้วยังอับชื้นมากด้วย แค่เก็บกวาดทั่วห้องก็เหนื่อยหอบเสียแล้ว แล้วยังห้องอาบน้ำและล้างหน้าที่ใช้ร่วมกันหนึ่งชุดต่อสองห้องก็มีหลายจุดที่ต้องซ่อมแซม

ตึกหลังนี้สร้างขึ้นเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน และเมื่อปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีการทำนุบำรุง ก็ย่อมถึงเวลาที่จะเริ่ม     ทรุดโทรมเป็นธรรมดา

***

จนกระทั่งย่างเข้าช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ลูกชายเจ้าของคฤหาสน์จึงโทรศัพท์ถึงฉันโดยตรง

แจ้งกำหนดการเดินทางมาว่าจะออกจากโตเกียววันที่ 24 กรกฎาคม (ได้ยินมาว่าลูกชายเจ้าของบ้าน ปัจจุบันเป็นนักศึกษาคณะพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัย M** จากบ้านพ่อแม่ไปอยู่คนเดียวที่โตเกียว) จากนั้นจะพากันเที่ยวไปรอบๆ สักพักแล้วจะมาถึงเมืองนี้วันที่ 31 แต่คืนนั้นจะพักที่โรงแรมในเมือง อยากให้ช่วยมารับตอนบ่ายวันที่ 1 สิงหาคม

จะพูดไปก็อาจเป็นการตัดสินอย่างฉาบฉวยจากการพูดกันเพียงไม่กี่คำ แต่ฟังจากการพูดจาแล้วรู้สึกอย่างที่คาดไว้จริงๆ คือนายคนนี้ไม่ใช่คนหัวดีนัก

ฉันอดไม่ได้ที่จะวาดภาพอยู่ในใจว่า นายคนนี้เป็นลูกชายไม่เอาถ่านของคนรวยสักคน ที่อยู่คอนโดหรูขี่รถสปอร์ตเที่ยวเล่นไปวันๆ โดยไม่สนใจที่จะเข้าฟังเล็กเชอร์ที่มหาวิทยาลัย จิตใจผมหดหู่ลงทันทีเมื่อคิดว่าเพื่อนสามคนที่มาด้วยก็คงจะเหมือนๆ กัน

ทำไมถึงจะต้องพากันดั้นด้นมาถึงที่ห่างไกลสุดกู่อย่างนี้ด้วย ทั้งที่มีที่เที่ยวแห่งอื่นๆ สำหรับคนวัยนี้อยู่มากมาย

จำได้ว่าตอนนั้นฉันคิดแล้วถอนใจด้วยความท้อแท้ไม่รู้ว่ากี่ครั้ง

 

 

2

วันอังคารที่ 1 สิงหาคม

ลูกชายเจ้าของคฤหาสน์โทร.มาเมื่อคืนบอกให้มารับที่โรงแรมบ่ายสามครึ่ง ฉันกะเวลาให้พอดีกับการที่จะขับรถได้สบายๆ ไม่ต้องรีบร้อนแล้ว จึงแต่งตัวและขับรถออกจากคฤหาสน์เมื่อบ่ายโมงครึ่ง เพราะต้องใช้เวลาขับจากที่นี่ถึงตัวเมืองกว่าชั่วโมงครึ่ง

วันนั้นแปลก หมอกลง ฉันจึงต้องขับรถด้วยความระวัดระวัง

ทิวทัศน์เจนตาของตัวเมืองเลือนลางอยู่ในม่านหมอก ทำให้รู้สึกคล้ายทะลุมิติแห่งกาลเวลาหลงเข้าไปในแดนแห่งเทพนิยาย เสียงหวูดเรือสินค้าที่แว่วมาจากท่าเรือ ชวนให้ฉันหวนคิดถึงวันเวลาที่เดินทางมาเมืองนี้เป็นครั้งแรกสมัยที่ยังเป็นหนุ่ม

ฉันมาถึงโรงแรมเมื่อบ่ายสามโมงยี่สิบนาที ที่ล็อบบี้เล็กๆ มีคนอยู่บางตา และยังไม่เห็นใครที่มีทีท่าว่าจะมากันเป็นกลุ่มสี่คน

ฉันนั่งลงที่โซฟา สูบบุหรี่พลางอ่านหนังสือพิมพ์ที่จัดวางไว้ที่ล็อบบี้อยู่ครู่หนึ่ง ก็ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งทักขึ้น

“คุณอายูตะ ใช่มั้ยครับ” เสียงทุ้มแบบแบริโทนต่างจากเสียงของลูกชายเจ้าของคฤหาสน์ที่ฉันได้ยินทางโทรศัพท์และเมื่อเงยหน้าขึ้นมองไปก็พบชายหนุ่มร่างสูงใบหน้าเรียว ไว้ผมค่อนข้างยาวมีลอนสลวย สวมแว่นตากรอบทองดูดีมีราคา ยืนอยู่ตรงหน้า

“ใช่จริงๆ ด้วย” ชายหนุ่มอ่านสีหน้าของฉันออกและยิ้มอย่างแจ่มใส

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ ผมชื่อฮิกาวะ ฮายาโตะ เป็นลูกพี่ลูกน้องของยูกิ…เอ่อ คาซามะ ยูกิ น่ะครับ ขอบคุณมากครับที่อุตส่าห์มารับพวกเรา”

“อ๋อ ไม่เป็นไร”

การแนะนำตัวอย่างถูกต้องตามมารยาทของชายหนุ่มท่าทางดีคนนี้ ทำเอาฉันแทบวางตัวไม่ถูก

“คนอื่นล่ะครับ”

“อยู่ที่ห้องสังสรรค์ด้านโน้น เดี๋ยวก็มาครับ” พูดจบ ฮิกาวะ ฮายาโตะ ก็มือขึ้นแตะสันจมูกที่โด่งสวยเป็นสันด้วยนิ้วกลาง แล้วเลื่อนไปลูบแก้มเบาๆ

“คุณอายูตะ อยู่ที่เมืองนี้มาตลอดเลยเหรอครับ”

“ก็ราวหกปีมานี้แหละครับ”

“ก่อนหน้านั้นอยู่ที่ไหนเหรอครับ”

“ก็ย้ายไปเรื่อยๆ ที่นั่นบ้างที่นี่บ้าง โตเกียวก็เคยอยู่นะครับ แต่ก็หลายสิบปีมาแล้ว”

“ผมเพิ่งมาเป็นครั้งแรก น่าอยู่ดีนะครับ” ฮิกาวะหยีตามองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่

“ธรรมชาติที่นี่ยิ่งใหญ่มากครับ ฟังดูอาจเป็นคำชมที่ดาษดื่นแต่ก็หาคำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้ ประทับใจกว่าที่คิดเอาไว้มากเลยครับ”

“ดีใจครับที่คุณรู้สึกอย่างนั้น” ฉันดูดบุหรี่ที่เหลือสั้นมากแล้วอีกครั้งหนึ่งก่อนขยี้ลงทิ้งในที่เขี่ย “โรงแรมนี้เป็นยังไงบ้างครับ”

“เล็กแต่ก็สบายครับ และตั้งแต่คืนนี้ช่วยเป็นธุระให้พวกเราด้วยนะครับ”

“ครับ แต่ก็คงบริการได้ไม่เท่ากับโรงแรม”

“ไม่ต้องกังวลครับ อย่างน้อยก็มีผมคนหนึ่งที่ไม่ต้องการอะไรมาก แค่ห้องเงียบๆ กับกาแฟร้อนๆ ก็พอใจมากแล้วครับ”

“เรื่องความเงียบที่ให้ประกันได้เลยครับ เพราะคฤหาสน์ตั้งโดดเดี่ยวอยู่หลังเดียวในป่า”

“ผมทราบดีครับ”

“อยู่กลางป่าไม่มีอะไรจริงๆ เลยนะคุณ กลัวว่าจะผิดหวังกันน่ะซี”

“คนอื่นอาจทำหน้าเบ้ก็ได้” ฮิกาวะว่าพลางยักไหล่และห่อตัวนิดๆ ทำเป็นว่ากลัวไปด้วย

“ความจริงผมเองแหละครับที่เป็นคนพูดขึ้นว่า ถ้าจะไปเที่ยวแถวนี้ก็ขอแวะไปดูคฤหาสน์ให้ได้สักครั้ง เพราะรู้มาว่าคุณน้า…ซึ่งก็คือพ่อของยูกิเป็นเจ้าของคนปัจจุบัน”

“อย่างนั้นเหรอครับ” ฉันเพ่งพิศใบหน้าของชายหนุ่มอีกครั้ง “คุณสนใจอะไรเกี่ยวกับคฤหาสน์หลังนี้เป็นพิเศษเหรอ”

“ก็นิดหน่อย เป็นส่วนตัวน่ะครับ”

“อะไรเหรอ”

“คือ…” ฮิกาวะกำลังจะตอบแต่ก็ถูกขัดจังหวะ

“นี่ไง อยู่นี่เอง”

คุณชายออกโรงแล้ว ส่งเสียงที่ฉันจำได้ดีดังลั่นล็อบบี้

“ว่าไง” ชายหนุ่มที่ยกมือขึ้นทักพร้อมกับเดินเข้ามาหา ใส่เจ๊กเก็ตสีแดงแปร๊ด ผมหยิกหยองยาวประบ่า ใส่หมวกสีเขียวหลุบหน้า มองไกลๆ อาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผู้หญิง

“ผม…คาซามะไงล่ะ ขอบใจมากนะที่มารับ” พอเข้ามาใกล้จึงได้กลิ่นแอลกอฮอล์คลุ้ง คงจะเริ่มดื่มเบียร์ตั้งแต่กลางวันเลยทีเดียว

ฉันผงกศีรษะให้เงียบๆ คาซามะ ยูกิซุกมือทั้งคู่ลงไปในกระเป๋ากางเกง

“อีกสองคนอยู่นั่นไง” คาซามะบอกแล้วพยักหน้าไปทางเพื่อน

“ผมแนะนำเองครับ” ฮิกาวะ ฮายาโตะสอดขึ้น ชี้ไปที่สองหนุ่มที่เดินตามคาซามะมาหยุดยืนอยู่ทีละคน

“คนนั้นอาซาโอะ และอีกคนคือคิโนอูจิ”

“สวัสดี คะ…ครับ”

ชายหนุ่มที่มีชื่อเต็มว่าอาซาโอะ เค็นจิโร ก้มศีระษะคำนับพร้อมกล่าวคำทักทายอึกอักเหมือนคนติดอ่าง

อาซาโอะ เป็นชายร่างเล็กและเตี้ยกว่าฉันอีก คางเหลี่ยมทำให้ใบหน้าดูใหญ่ขึงขังไม่สมส่วน ผมตัดสั้นทรงธรรมดา ดวงตาใหญ่ภายใต้หนังตาสองชั้นหลุกหลิกอยู่ตลอด ทำให้นึกถึงกิ้งก่าหรือสัตว์เลื้อยคลานในปลาซิวที่หวาดระแวงภัยอยู่เสมอ

ส่วนคิโนอูจิหนุ่มคนที่สี่ (ชื่อท้ายคือชิน) ร่างสูงบึกบึน ไว้ผมยาวประบ่าเช่นเดียวกับคาซามะ ใส่แว่นตาดำกรอบกลมเหมือนกับที่พวกผู้หญิงนักงมหอยใส่กันเวลาดำน้ำ ยื่นริมฝีปากนิดๆ อย่างไม่ค่อยจะอยากร่วมมือขณะทักทายด้วยการหลุบคางแหลมเหมือนไม้สามเหลี่ยมเข้าไป ไม่ถึงกับผงกศีรษะให้

“ทุกคนเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย M** เหรอ”

“ไม่ใช่หรอกครับ” ฮิกาวะตอบยิ้มๆ กางแขนออกไปสองข้างเป็นเชิงเน้นย้ำ

“เราเรียนกันคนละที่ ผมเองเข้าเพิ่งเรียนต่อที่บัณฑิตวิทยาลัยของมหาวิทยาลัย T** เมื่อฤดูใบไม้ผลิปีนี้เอง”

“โอ้โฮ บัณฑิตวิทยาลัยเลยเหรอครับ”

“ฮายาโตะ-คุงเป็นอัจฉริยะคนเดียวในกลุ่ม โครงสร้างของสมองคงจะแตกต่างจากของพวกเรา” คาซามะพูดเชิงติดตลก

“คนอื่นๆ อยู่มหาวิทยาลัยชั้นสามประเภทปลายแถว ซ้ำยังเป็นพวกที่เรียนไม่เอาไหนด้วย”

“เราเคยตั้งวงร็อกขึ้นมาเล่นด้วยกัน แต่ก็วงแตกไปแล้วเมื่อมิถุนายนนี้เอง” ฮิกาวะชี้แจง

“วงดนตรีเหรอครับ อย่างนี้ก็หมายความว่าทุกคนเป็นเพื่อนเล่นดนตรีกัน”

“ครับ ยูกิรู้จักกับสองคนนั่นที่สตูดิโอ แต่ขาดคนเล่นเปียโน ก็เลยมาขอให้ผมช่วยจะได้ครบวง”

ฉันเป็นคนที่ไม่มีความรู้เรื่องดนตรีประเภทนี้เอาเลย ถ้าเป็นพวกดนตรีคลาสสิกหรือเพลงอมตะก็พอจะคุยด้วยได้บ้าง นอกนั้นแล้วไม่ได้สนใจฟังเป็นเรื่องเป็นราวแม้แต่พวกเพลงยอดนิยมของญี่ปุ่นเอง ส่วนเพลงร็อกนั้นรู้จักแต่ชื่อเอลวิส เพรสลี กับเดอะบีเทิลส์เท่านั้นเองจริงๆ

ฉันมองสี่หนุ่มอย่างพินิจพิจารณาอีกครั้ง

จริงด้วย…การแต่งกายแบบฮิปปี้ของคาซามะ ยูกิ กับ คิโนอูจิ ชิน ส่อว่าเป็นพวกนักดนตรีร็อกจริงดังว่า

ท่าทางของชายชราผู้ดูแลคฤหาสน์คนนี้คงจะเหรอหราน่าขันไม่น้อย คาซามะจึงยิ้มและหัวเราะคิกคัก กำมือขวาเหยียดแต่นิ้วโป้งกับนิ้วก้อยออกมาคล้ายเป็นสัญญาณอะไรสักอย่าง ยื่นมาตรงหน้าฉันพร้อมกับร้อง เย้…

“ไม่มีอะไรมากนะ เรามาเที่ยวกันเป็นวาระโอกาสที่เลิกวง ออกจะเหงาไปหน่อยเพราะมีแต่ผู้ชายล้วนๆ สี่คน ขอรบกวนสักสองสามวันนะครับ”

 

3

ฉันพาสี่หนุ่มขึ้นรถตู้โตโยต้าขนาดนั่งเบียดๆ กันได้เจ็ดคน ขับผ่านตัวเมืองที่ยังครึ้มไปด้วยหมอก

“เมืองนี้ดูดี น่าอยู่มากเลย ผมชักชอบแล้วซี” ฮิกาวะที่นั่งข้างฉันซึ่งเป็นคนขับชวนคุยพลางมองทิวทัศน์นอกหน้าต่างรถไม่วางตา

“ผมเกิดและโตอยู่ในบริเวณยี่สิบสามเขตของกรุงโตเกียว พอห่างออกมาจึงรู้สึกได้ว่าเป็นเมืองที่ประหลาดมาก ถ้ามองในแง่ของวิวัฒนาการ เมืองหลวงของเรานี้ก็ไม่ผิดอะไรกับสัตว์ประหลาดที่ก้าวหน้าผิดทาง”

นอกจากฮิกาวะ สามหนุ่มที่เบาะหลังเฮฮากับการชี้ชวนกันชมออกไปนอกหน้าต่างรถ อ่านตัวอักษรที่เรียงอยู่บนป้ายจราจรบนถนนบ้าง บนป้ายร้านค้าบ้าง เสียงดังขรม

ยังกับทัวร์เด็กประถม…ฉันคิดอยู่ในใจ

แม้จะคิดว่าเป็นการสรุปที่เร็วเกินไป แต่ดูแล้วในจำนวนสี่หนุ่มเห็นจะมีแต่หนุ่มที่นั่งข้างคนเดียวเท่านั้นที่พูดกันรู้เรื่อง

“เมื่อวานไปเที่ยวที่ไหนกันมาครับ” ฉันถามฮิกาวะ

“ผมไปดูบริเวณที่เคยเป็นคุกที่นั่นคนเดียวครับ” ชายหนุ่มตอบพร้อมสูดจมูกนิดๆ

“ผมเคยไปทัณฑสถานอาบาชิริมาเหมือนกันเมื่อนานมาแล้ว รู้สึกว่าแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเลยครับ การเอามาเปรียบเทียบกันแบบนี้ออกจะฟังดูแปลกอยู่สักหน่อย”

“ไม่หรอกครับ อาจเป็นการเปรียบเทียบที่น่าสนใจกว่าที่คิดก็ได้ แล้วอีกสามคนล่ะ แยกกันเที่ยวเหรอ”

“ครับ ดูเหมือนจะเดินเล่นเรื่อยเปื่อยอยู่ในเมือง จีบพวกสาวๆ ไปเรื่อยเปื่อย” ฮิกาวะยักไหล่แลบลิ้นออกมานิดๆ

“รู้สึกว่าจะคว้าน้ำเหลว”

“ก็คงงั้น…คุณรำคาญสำเนียงแปร่งๆ ของท้องถิ่นนี้บ้างมั้ย”

“ครับ แรกๆ ก็เหนื่อยพอดู”

“ตอนนี้ชินแล้วหรือยัง”

“ก็พอได้ครับ” พูดจบฮิกาวะก็สูดจมูกอีก หยุดมือที่กำลังจะหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบ และเปลี่ยนใจเก็บกล่องบุหรี่เข้ากระเป๋า

“เป็นหวัดเหรอ”

“เปล่าครับ” ฮิกาวะตอบพร้อมสั่นศีรษะ

“ไม่มีอะไรมาก น่าจะเป็นเพราะอุณหภูมิ”

“ที่นี่ แม้แต่ในฤดูร้อน อากาศตอนเช้ากับตอนค่ำก็ยังเย็นนะครับ”

“ถ้าเปรียบกับอากาศร้อนอบอ้าวตอนกลางคืนที่โตเกียวแล้วละก็ ที่นี่คือสวรรค์สำหรับผม ซึ่งเป็นคนเกลียดเหงื่อมาก”

“ได้ยินมาว่าปีนี้โตเกียวร้อนผิดปกติเสียด้วย”

“รู้สึกว่าจะร้อนขึ้นทุกปี ถ้าไม่มีแอร์ผมคงละลายไปชั่วข้ามคืนแล้วละครับ”

รถแล่นพ้นเขตเมืองเข้าสู่เส้นทางยาวเหยียดที่ตัดตรงเข้าไปในป่า ม่านหมอกจางหายไป ความมืดสลัวยามพลบค่ำเริ่มปกคลุมไปทั่วบริเวณ

ระหว่างที่รถแล่นไปได้ชั่วโมงเศษ เสียงเฮฮาของสามหนุ่มที่เบาะหลังก็เงียบลงจนไม่มีใครพูดอะไร คงจะเบื่อหรือไม่ก็เหนื่อยกันแล้ว

ฉันเหลือบมองขึ้นไปที่กระจกส่องหลัง เห็นอาซาโอะ เค็นจิโรนั่งหลับตาพิงกระจกหน้าต่าง คิโนอูจิ ชินใส่หูฟังเล็กจิ๋วฟังเพลงพร้อมกับขยับไหล่เป็นจังหวะไม่หยุด เสียงเพลงดังลอดออกมาแว่วๆ

“ป่าลึกชะมัด” คาซามะ ยูกิโพล่งขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์ กระทุ้งด้านหลังเบาะที่นั่งคนขับเบาๆ และร้องถามมาว่า

“ลุงครับ อีกนานมั้ยกว่าจะถึง”

“มาได้ครึ่งทางแล้วครับ”

“อะไรนะ มาได้แค่นั้นเองเหรอ” คาซามะบ่นแล้วหาวเสียงดัง

“ไปถึงเร็วๆ ดีกว่า แต่ถ้าเป็นกระท่อมกลางป่าที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ ผมไม่เอาด้วยนะ”

“ไม่ต้องห่วงครับ ผมเตรียมระบบปรับอากาศไว้พร้อมแล้วด้วย”

เสียงดีดไฟแช็กตามมาด้วยควันบุหรี่หวานเอียนๆ ที่คนสูบพ่นใส่ทางด้านหลังอย่างไม่เกรงใจ และกระดกลิ้นทำเสียงแสดงว่าหงุดหงิด

“ลุงครับ” คาซามะกระทุ้งเบาะอีก “แถวนี้มีร้านสะดวกซื้อหรือร้านอะไรแบบนั้นบ้างมั้ย”

“ร้านสะดวกซื้อเหรอ”

“ร้านอะไรก็ได้ที่ขายบุหรี่น่ะมีมั้ย ผมลืมซื้อตุนเอาไว้”

“แถวนี้ไม่มีหรอกครับ ถ้าจะซื้อจริงๆ ก็ต้องย้อนกลับไปที่เมือง เรื่องบุหรี่ไม่มีปัญหา ผมซื้อเผื่อเอาไว้แล้ว และจะแบ่งให้”

“เหล้าล่ะ มีหรือเปล่า”

“เตรียมไว้พร้อมครับ”

ไม่นานก็ถึงทางแยกเข้าไปที่คฤหาสน์

ทางแคบและขรุขระที่ตัดผ่านเข้าไปในป่าทึบ ซึ่งแน่นอนว่าสองข้างทางไม่มีไฟส่องเลยสักดวง ฉันขับรถช้าๆ ไปบนทางที่มืดลงอย่างรวดเร็วหลังดวงอาทิตย์ลับฟ้า

“คุณฮิกาวะครับ” ฉันมีเรื่องที่สะกิดใจอยู่นิดๆ จึงเอ่ยถามชายหนุ่มข้างๆ ที่ยังสูดจมูกอยู่เป็นครั้งคราว

“ตอนคุยกันที่ล็อบบี้โรงแรม คุณบอกว่ามีความสนใจเป็นส่วนตัวเกี่ยวกับคฤหาสน์หลังนี้ หมายความว่ายังไงเหรอครับ”

“อ๋อ” ฮิกาวะร้องเบาๆ ชำเลืองมองมาที่ฉัน ก่อนหยิบบุหรี่จากกล่องที่เก็บเข้ากระเป๋าเมื่อครู่ก่อนออกมาคาบไว้ที่มุมปาก

“อาโม ทัตสึยะ” ชายหนุ่มเอ่ยชื่อคนๆ หนึ่งออกมา

“อาโม…” ฉันชายตาสำรวจสีหน้าของฮิกาวะที่กำลังสูบบุหรี่อย่างสบายอารมณ์

“ผมศึกษาสัณฐานวิทยาซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของชีววิทยา เป็นวิชาเอกในคณะวิทยาศาสตร์ จึงมีโอกาสได้รู้จักชื่อของเขา…ดอกเตอร์อาโม ทัตสึยะ”

“อ้อ”

“คุณรู้อะไรเกี่ยวกับดอกเตอร์อาโม ทัตสึยะบ้างมั้ยครับ”

“เคยได้ยินแต่ชื่อ”

“ดอกเตอร์อาโมจบจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย T** เป็นนักชีววิทยาที่มีชื่อเสียงโด่งดังคนหนึ่งในกลุ่มนักวิชาการด้วยกัน ท่านได้เสนอทฤษฎีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวหลายต่อหลายทฤษฎีมาแล้ว และเป็นผู้นำกระแสที่เรียกกันว่าวิทยาศาสตร์แนวใหม่ ซึ่งกำลังเป็นที่กล่าวขวัญกันอยู่ในขณะนี้ แม้ว่าทฤษฎีของท่านยังไปไม่ถึงขั้นที่วงการวิชาการพิจารณารับรอง แต่ก็ได้รับคำสรรเสริญจากนักวิชาการส่วนหนึ่งว่าเป็นผลการค้นคว้าวิจัยระดับรางวัลโนเบลเลยทีเดียว และผมก็เป็นคนที่อยู่ใน “ส่วนหนึ่ง” นั้นด้วย”

“ผมได้ยินมาว่าท่านมาเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยในซัปโปโร”

“ดูเหมือนจะเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัย H** แต่มีปัญหาอะไรบางอย่างที่ทำให้ต้องออกไป และจากนั้นก็หายหน้าไปจากแวดวงนักวิชาการ ไม่มีใครได้ข่าวท่านอีกเลยครับ” ฮิกาวะหยุดพูด และพ่นควันบุหรี่ช้าๆ

“และพอผมรู้ว่าคฤหาสน์หลังนี้ ดอกเตอร์อาโม ทัตสึยะเป็นคนสร้างขึ้นเมื่อยี่สิบปีที่แล้วเพื่อใช้เป็นบ้าน พักผ่อน ผมก็สนใจขึ้นมาทันที”

“อ้อ อย่างนี้นี่เอง”

ข้อมูลของฮิกาวะถูกต้อง คืออาโม ทัตสึยะผู้ได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะในแวดวงนักวิชาการระดับแนวหน้าสุดเป็นคนสร้างคฤหาสน์หลังนี้ขึ้นมาเมื่อประมาณยี่สิบปีที่แล้ว ในปีค.ศ1970 และจากนั้นมาท่านก็ได้เดินทางมาใช้เวลาช่วงฤดูร้อนที่บ้านพักผ่อนหลังนี้แทบทุกปี ต่อมาคฤหาสน์ถูกเปลี่ยนมือไปเป็นของคนอื่น และขายต่อกันไปอีกหลายทอดจนมาถึงปัจจุบัน ถึงกระนั้นหนังสือที่ท่านสะสมไว้ยังเหลืออยู่มากมายบนชั้นหนังสือในห้องโถง

ฉันบอกยังไม่ทันขาดคำ ดวงตาเรียวยาวหลังแว่นกรอบทองคู่นั้นก็เป็นประกายวาววับขึ้นทันที

“ผมหวังมากเลยที่จะได้เห็น รู้สึกคุ้มค่ามากครับที่ได้ดั้นด้นมา”

ห้าโมงครึ่งแล้ว แต่รถก็ยังแล่นอยู่ท่ามกลางป่าทึบ ฮิกาวะชวนคุยอีก

“ผมได้ยินมาว่าบ้านหลังนี้ถูกเรียกว่าคฤหาสน์แมวดำ”

“รู้ละเอียดจริง”

“ก็รู้มาจากยูกินั่นแหละครับ คุณพอจะรู้มั้ยว่าชื่อนี้มีที่มายังไง”

“นั่นไงครับ” ฉันตอบด้วยการพยักหน้าไปทางกระจกหน้ารถ

“เอ๊ะ”

“ครับ นั่นคือคฤหาสน์แมวดำ”

แสงสีขาวที่เห็นรำไรอยู่ข้างหน้ามาจากดวงไฟบนเสาประตูรั้วที่ฉันเปิดทิ้งเอาไว้ก่อนขับรถออกมา และ…

ไกลออกไปจากประตูรั้วบานสูงทำด้วยทองแดง ตัวตึกที่เห็นเป็นเงาดำตะคุ่มอยู่ในส่วนลึกของสวนกว้างที่มีต้นไม้ใหญ่น้อยกระจายตัวอยู่ทั่วบริเวณ เริ่มชัดขึ้นเมื่อรถแล่นใกล้เข้าไป

“หลายคนสันนิษฐานที่มาของชื่อคฤหาสน์แมวดำต่างกันออกไป” ฉันจับพวงมาลัยพารถเคลื่อนไปข้างหน้าพลางตอบคำถามของฮิกาวะ “บ้างก็ว่าเงาของตัวตึกคล้ายกับแมวดำหมอบอยู่ บ้างก็ว่าเป็นเพราะมีพุ่มไม้ตัดแต่งเป็นรูปแมวหมอบอยู่ในสวน แต่พุ่มไม้นั้นถูกทิ้งไว้ไม่ได้ตัดแต่งเสียนานจึงไม่เหลือร่องรอยให้เห็นอีกแล้ว”

“เรียกกันว่าคฤหาสน์แมวดำมาตั้งแต่แรกสร้างเลยเหรอครับ”

“ผมได้ยินมาเหมือนกันครับว่าท่านดอกเตอร์อาโมเองเป็นคนแรกที่เรียกอย่างนั้น”

“ท่านดอกเตอร์คงชอบแมวละมัง”

“คงจะอย่างนั้น เพราะมีข่าวซุบซิบว่าท่านเลี้ยงแมวดำเอาไว้จริงๆ”

ฉันจอดรถตู้หน้าประตูใหญ่ แล้วลงจากรถไปเปิดประตูเล็กสำหรับคนเข้าออกทางขวามือ เข้าไปถอดกลอนประตูใหญ่เปิดกว้างออก ไฟหน้ารถสาดส่องฝ่าความมืดมิดเข้าไปสว่างจ้าจนต้องยกมือขึ้นป้องหน้าวิ่งกลับไปที่รถ

“ตรงนั้น”

ฉันพยักหน้าไปทางกระจกหน้ารถอีกครั้ง ขณะพารถแล่นไปบนทางเล็กๆ ปูด้วยอิฐตัดผ่านสวนไปยังตัวตึก

“สุดหลังคาด้านตะวันตก มีอะไรแปลกๆ อยู่บนนั้น แต่ตอนนี้มืดมากแล้วจึงมองไม่เห็น”

“อะไรเหรอครับที่ว่าแปลกๆ”

ฮิกาวะชะโงกตัวไปข้างหน้า เพ่งมองไปยังคฤหาสน์ที่เป็นเงาดำทะมึนอยู่ข้างหน้า ฉันตอบเขาว่า

“จะเรียกว่า แมวกังหันลม ก็คงได้”

“อะไรเหรอครับ”

“กังหันชี้ทิศทางลมที่ปกติจะเป็นตัวไก่ไงครับ แต่อันนี้เอาแมวสังกะสีขึ้นไปติดแทนไก่ ทาสีดำปี๋เสียด้วย”

“ฮะๆๆ ก็เลยเป็นอีกคำสันนิษฐานหนึ่ง”

“ครับ ที่มาของชื่อคฤหาสน์แมวดำก็มีประมาณนี้”

“แล้วแมวล่ะครับ ตอนนี้มีมั้ย” ฮิกาวะยกมือทั้งสองประสานกันที่ท้ายทอยแล้วเอนหลังพิงพนักที่นั่ง

“คุณชอบแมวเหรอ” พอฉันย้อนถาม ฮิกาวะก็ตอบหน้าตาเฉยว่า

“ที่บ้านมีสามตัวครับ”

ฉันรู้สึกถูกใจจนถึงกับเหยียดปากที่เม้มอยู่ตลอดเผยอยิ้มนิดๆ

“ผมมีแมวตัวผู้ตัวหนึ่งอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ ชื่อคาโระ”

“คาโระ เหรอครับ”

“ใช่ คาโระแปลว่าดำในภาษาเนปาล แล้วผมจะแนะนำให้รู้จักนะ”

 

 

4

“เฮ้ย เท่มากเลยเพื่อน”

คาซามะ ยูกิร้องลั่นทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องโถงทางเข้าคฤหาสน์ เหวี่ยงข้าวของสัมภาระในมือไปทางหนึ่ง ยกมือขึ้นแตะปีกหมวก กวาดตามองไปรอบๆ

ห้องโถงทางเข้าเปิดเพดานโล่งสูงขึ้นไปถึงชั้นบน พนังทุกด้านทาสีดำ พื้นปูด้วยกระเบื้องสีแดงสลับขาวเป็นตาหมากรุกเน้นด้วยสีดำเป็นแห่งๆ  ซึ่งเป็นรูปแบบพื้นฐานของการตกแต่งภายในทุกห้องของคฤหาสน์

“ห้องของพวกเราอยู่ที่ไหน ชั้นบนเหรอ”

“ผมจะพาไปครับ”

ฉันเดินนำหน้าสี่หนุ่มไปที่บันไดที่อยู่ลึกเข้าไปทางขวามือของห้องโถงทางเข้า

“เชิญทางนี้ครับ”

เมื่อขึ้นบันไดไปสุดช่วงหนึ่งแล้วจึงเลี้ยวหักมุมฉากขึ้นต่อไปยังชั้นบน

ระเบียงทางเดินกว้างตัดตรงไปทางตะวันออกและตะวันตก ด้านตะวันออกมีประตูสีดำของห้องนอนเรียงกันอยู่ฟากละสองบาน

“ทุกห้องเป็นแบบเดียวกัน สองห้องนี้หันออกไปทางเหนือ”

ฉันชี้ไปสองห้องฟากซ้ายมือ และเสริมว่าสองห้องฟากขวามือหันออกไปทางใต้

“สองห้องใช้ห้องสุขากับห้องอาบน้ำด้วยกันนะครับ แต่ละห้องมีประตูเปิดเข้าไปได้ และฝักบัวมีน้ำร้อนตลอด”

ฉันอธิบายถึงโครงสร้างชั้นล่างของคฤหาสน์เอาไว้ด้วยดีกว่า (ผู้เขียน—ดูแผนผังคฤหาสน์แมวดำที่ต้นเล่ม)

จากห้องโถงทางเข้าเลี้ยวซ้ายไปตามระเบียงทางเดินที่ทอดไปทางตะวันออก สองด้านมีห้องเรียงกันฟากละสองห้องเช่นเดียวกับชั้นบน ลึกเข้าไปทางฟากเหนือเป็นห้องนั่งเล่นและกินข้าว ก่อนถึงห้องรับแขกที่อยู่ด้านในสุดซึ่งฉันเรียกว่า “ซาลอง” ส่วนฟากใต้เป็นห้องครัวกับห้องพักอาหาร (ส่วนใหญ่ใช้เป็นที่เก็บวัตถุดิบสำหรับทำอาหารและอื่นๆ ) และด้านในสุดคือห้องพักของฉัน

ชั้นล่างมีอีกห้องหนึ่งคือห้องโถงกว้างเพดานเปิดโล่งอยู่ด้านตะวันตกของทางเข้าตัวตึก หนังสือที่ดอกเตอร์         อาโม ทัตสึยะสะสมไว้ยังเหลืออยู่บนชั้นหนังสือในห้องใหญ่นี้ดังที่ฉันบอกกับฮิกาวะตอนที่นั่งคุยกันในรถ

ฉันบอกกับทุกคนว่าจะเสิร์ฟอาหารเย็นเวลาสองทุ่มที่ห้องนั่งเล่นและกินข้าว จึงทิ้งทุกคนไว้ข้างบน รีบลงมาข้างล่างและตรงเข้าครัว

เอาละ ฉันต้องเตรียมอาหารสำหรับห้าคนซึ่งรวมทั้งตัวเองด้วยให้ทันเวลา นับว่าเป็นงานที่น่าหนักใจมากสำหรับฉันซึ่งไม่ค่อยถนัดเรื่องการทำอาหาร

 

 

5

“เนื้ออะไรเนี่ย กลิ่นตุๆ ยังไงไม่รู้” คาซามะ ยูกิทำจมูกย่น หันมาถามฉัน

“อะไรกัน ยูกิ คุณไม่รู้จริงๆ เหรอ”

คิโนอูจิ ชินที่นั่งตรงข้ามกับคาซามะพูดพลางใช้ส้อมจิ้มชิ้นเนื้อขึ้นมาให้ดู หนุ่มคนนี้ใส่แว่นตาดำทั้งที่กำลังกินข้าว แต่แรกฉันคิดว่าคงตาไม่ดีและดูจากอากัปกิริยาโดยรวมแล้วไม่น่าใช่

“บ้านหลังนี้ชื่อคฤหาสน์แมวดำทั้งที เนื้อมันก็ต้องเนื้อแมวซีคุณ” คิโนอูจิพูดให้ฟังเป็นเรื่องตลกแล้วหัวเราะอยู่ในลำคอ

อาซาโอะ เค็นจิโรที่นั่งอยู่ติดกันหัวเราะฮิๆ ทั้งที่ยังมีอาหารอยู่เต็มปาก คาซามะยักไหล่ทำหน้าว่าไม่สนุกด้วย

“เนื้อแกะครับ ไม่ถูกปากเหรอ” พอฉันชี้แจง คาซามะก็ไม่บ่นว่าอะไรอีกได้แต่สั่งว่า “เอาไวน์มาเพิ่มอีกได้มั้ย”

นอกจากฮิกาวะ สามหนุ่มกลุ่มนี้ท่าทางเป็นนักดื่มตัวยง ไวน์หมดไปสามขวดแล้วยังขอเพิ่ม

หลังจากนั้นการสนทนาระหว่างอาหารก็เป็นไปอย่างซ้ำซาก คือไม่ว่าคาซามะจะพูดอะไรขึ้นมา คิโนอูจิก็จะแซวด้วยคำพูดตลกฝืดๆ และอาซาโอะก็จะหัวเราะเบาๆ ส่วนฮิกาวะตีหน้าเฉย

ฉันเฝ้ามองดูแล้วอดสงสัยไม่ได้ว่าวงร็อกที่หนุ่มกลุ่มนี้ร่วมวงเล่นกันมาจนถึงเมื่อไม่นานมานี้นั้นจะมีลักษณะอย่างไร และอะไรคือสื่อที่สานสัมพันธ์ทางใจให้ทุกคนมีมิตรภาพ (หากจะเรียกได้เช่นนั้น) ที่ดีต่อกัน เพราะเท่าที่เห็นนั้นจินตนาการได้ยากมากจากกิริยาท่าทีของแต่ละคน

อย่างน้อยก็คงเป็นเพราะฉันกับหนุ่มกลุ่มนี้เติบโตมาในยุคสมัยและภาวะแวดล้อมที่ต่างกันมากเกินไป แต่คิดอีกทีผู้ใหญ่สมัยฉันก็คงมองคนหนุ่มอย่างเราด้วยสายตาเช่นเดียวกันนี้แน่

หลังจากกินอาหารทุกอย่างจนหมดเกลี้ยงเมื่อเวลาเลยสามทุ่มครึ่ง สี่หนุ่มก็ชวนกันย้ายไปชุมนุมกันที่ซาลองซึ่งอยู่ติดกัน

“คุณอายูตะมาดื่มด้วยกันหน่อยมั้ยครับ” ฮิกาวะกวักมือเรียกเมื่อเห็นฉันเก็บโต๊ะอาหารเสร็จ

ชายหนุ่มนั่งจิบกาแฟอยู่คนเดียวบนเก้าอี้โยกข้างหน้าต่างด้านทิศเหนือ ส่วนอีกสามคนนั่งล้อมวงกันอยู่ที่โซฟากลางห้อง สก็อตวิสกี้ที่ฉันเตรียมไว้ให้พร่องไปแล้วครึ่งขวด

“เจ้าคาโระอยู่ไหนครับ” ฮิกาวะเดินไปหยิบวิสกี้กับแก้วมาปรุงวิสกี้น้ำสำหรับสองคน และถามขึ้น

“จริงด้วย ไม่รู้หายไปไหน”

บรรยากาศในซาลอง เริ่มครึกครื้นไปด้วยเสียงคนเมาคุยกันเอะอะเอ็ดตะโร ระคนเสียงทีวีที่ตั้งอยู่ตรงมุมห้อง

อาซาโอะถือรีโมทคอนโทรลเอาไว้มือหนึ่งขณะชะโงกหน้าเข้าไปจ้องจอทีวี เปลี่ยนช่องไปพลางทำหน้านิ่วคิ้วขมวดคงเพราะเจอแต่รายการที่ไม่คุ้นเคย

“คงตกใจที่มีคนมากันกลุ่มใหญ่เลยหนีไปแอบอยู่ที่ไหนละมัง ตั้งแต่ผมอยู่มานี่เป็นครั้งแรกที่มีคนมาพักถึงสี่คน…โอ๊ะ ขอบคุณครับ” ฉันยกแก้ววิสกี้ที่ฮิกาวะเลื่อนมาให้ขึ้นจิบ รู้สึกดีหลังจากที่ไม่ได้ดื่มมานานเต็มที

“การตกแต่งภายในของบ้านนี้แปลกตาดีนะครับ” ฮิกาวะเอ่ยขึ้นหลังกวาดตามองไปรอบๆ

“ผนังสีดำสนิทพื้นสีแดงสลับขาว ห้องข้างบนทุกห้องก็รู้สึกว่าจะเหมือนกันอย่างนี้ทุกห้อง การคุมโทนสีให้เป็นแนวเดียวทั้งบ้านดูแปลกตามากเลยครับ”

“ครับ จริงของคุณ”

“หน้าต่างทุกบานติดกระจกแบบปิดตาย”

ฮิกาวะยกมือขวาขึ้นไปที่หน้าต่างกระจกกรอบดำข้างตัวที่ไม่ได้ปิดม่านเอาไว้ กดนิ้วชี้ลงบนกระจกแผ่นหนาแล้วลากลงมาเป็นเส้นตรง

“ยิ่งกว่านั้น คุณดูสิกระจกแต่ละบานใส่สีด้วย ตอนกลางวันคงจะละลานตาน่าดูเลยนะครับ”

“ถ้าเห็นจนชินแล้ว ก็ไม่มีอะไรมากครับ”

“คงจะเป็นรสนิยมของดอกเตอร์อาโม หรือว่าจะแฝงความหมายอะไรเอาไว้”

“อืม” ฉันมองไปที่กระจกสีแดงซึ่งยังมีรอยนิ้วเป็นแนวตรงดิ่งเหลืออยู่พลางเอียงคอคิด “จะเป็นรสนิยมของท่านอาโมหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่ได้ยินเรื่องที่เขาเล่าลือกันเกี่ยวกับสถาปนิกที่ออกแบบบ้านหลังนี้มาบ้าง”

“สถาปนิกเหรอครับ”

“ครับ ชื่อนากามูระ เซอิจิ”

“นากามูระ เอ…ชื่อนี้คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน”

“จริงเหรอครับ”

ฮิกาวะอาจเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนจริงๆ เพราะเห็นยกมือขึ้นแตะใบหน้าเรียวได้รูปทำท่าครุ่นคิด ฉันจึงขยายความให้ฟัง

“ผมได้ยินมาว่านากามูระ เซอิจิผู้นี้ เป็นคนที่มีอะไรแปลกๆ อาศัยอยู่บนเกาะอะไรสักแห่งที่กิวชู และมีชื่อเสียงจากการออกแบบบ้านแนวแปลกไม่ซ้ำแบบใคร”

“ใช่แล้ว นึกออกแล้ว คนนี้นี่เอง คนที่ออกแบบคฤหาสน์เขาวงกตใช่มั้ยครับ”

“เอ…ผมไม่รู้ละเอียดขนาดนั้นหรอกครับ” ฉันเอียงคอคิดนิดหนึ่งแล้วเล่าต่อ “เขาลือกันว่าสถาปนิกที่ชื่อนากามูระ เซอิจิผู้นี้เป็นคนที่ยึดติดอยู่กับความคิดของตัวเองขนาดที่เรียกได้ว่าเป็นโรคบ้าชนิดหนึ่งเลยทีเดียว เวลามีใครมาขอให้ออกแบบบ้าน ถ้าพบว่ารสนิยมไม่ต้องกันแล้วละก็จะไม่รับทำให้เด็ดขาด ยิ่งกว่านั้นยังเป็นคนที่ชอบอะไรเหมือนเด็กๆ ด้วย”

“ชอบอะไรเหรอครับที่บอกว่าเหมือนเด็กๆ

“นากามูระ เซอิจิชอบพวกกลไกพรางตาครับ”

“กลไกพรางตาเหรอครับ”

“อย่างเช่นทำกลไกซ่อนทางลับหรือห้องลับเอาไว้ ประมาณนั้นแหละครับ”

“เข้าใจละ” ฮิกาวะยอกมือขึ้นกอดอกทำท่าว่าสนใจอย่างลึกซึ้ง

“แล้วคฤหาสน์หลังนี้มีกลไกที่ว่านั่นหรือเปล่าครับ”

ฉันกำลังจะอ้าปากตอบ แต่ก็ต้องชะงัก

“แย่โว้ย” เสียงใครคนหนึ่งในวงเหล้าตะโกนลั่นห้อง

คาซามะ เจ้าของเสียงกระดกแก้วที่รินวิสกี้ไว้ล้นปรี่ลงคอรวดเดียวหมดเกลี้ยง แล้วตะโกนซ้ำ

“แย่โว้ย” พร้อมกับกระแทกแก้วเปล่าลงกับโต๊ะ “ยัยเรโกะ ไปตายเสียเถอะ ผู้หญิงอะไรไม่รู้” คาซามะเค้นคำพูดออกมาอย่างเคียดแค้น

“เอาน่า…” คิโนอูจิปลอบเพื่อนพลางยกแว่นตาดำขึ้นเช็ดเหงื่อที่จมูก ลุกขึ้นพับแขนเสื้อ บ่นว่า “ร้อนจัง”

และหันมาทางฉัน

“ลุงครับ ช่วยดูเครื่องปรับอากาศหน่อยได้มั้ย”

ฉันลุกขึ้นไปจัดการตามคำขอแล้วกลับมาที่ฮิกาวะ

“คุณหนูคาซามะ ท่าทางจะอกหัก” ฉันถามเปรยๆ ส่วนคำว่าคุณหนูนั้น ใครฟังก็รู้ว่าฉันแดกดันให้เพราะหมั่นไส้เต็มที

“อกหักเหรอครับ”

ฮิกาวะจิบวิสกี้และแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ “คงจะอย่างนั้น หมู่นี้เวลาเมานายนั่นจะพูดแบบนี้เสมอ” ฮิกาวะห่อไหล่ทำคอย่นอย่างระวังตัวว่าใครจะได้ยิน

“ผมไม่อยากจะว่าร้ายเพราะถึงยังไงก็เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ในโลกนี้ไม่มีใครจะน่าเกลียดไปกว่าคนที่ทำตัวขาดสติไม่รู้ผิดชอบชั่วดี” ชายหนุ่มพูดด้วยเสียงเฉียบขาด

ฉันฟังแล้วพอจะอ่านความมั่นใจของคนพูดที่แฝงอยู่ในคำพูดนั้นออกว่า ถึงจะอกหักหรือเมามายก็ยังครองสติเอาไว้ได้

“ผู้หญิงชื่อเรโกะที่คาซามะพูดถึง คือนักร้องของวงเราครับ”

“งั้นเหรอครับ”

“เรโกะร้องเพลงเก่งและสวยมากด้วย แต่ออกจะใจง่ายมากไปหน่อย”

“ใจง่ายเหรอครับ”

“พูดอย่างไม่เกรงใจเลยนะครับ คือถ้ารู้จักใครปั๊บก็นอนด้วยได้ทันที”

“ขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ครับ คาซามะไม่ใช่คนเดียวที่คลั่ง เจ้าหล่อนทำให้คนอื่นๆ ร้อนเร่าไปตามๆ กัน” ฮิกาวะห่อไหล่ทำคอย่นอีก ถึงจะพูดหน้าตาเฉยแต่มองจากการทำท่าทำทางที่โอเวอร์เกินจำเป็นแล้ว ทำให้เดาได้ว่าชายหนุ่มคนนี้อาจเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น

“ความจริงแล้วที่วงร็อกของเราต้องแตกไปเมื่อเดือนมิถุนายนนี้ ก็เพราะเจ้าหล่อนคนนี้แหละครับ” ฮิกาวะวนแก้วให้น้ำแข็งกระทบกันเล่นพร้อมกับเล่าต่อ

“บริษัทแผ่นเสียงติดต่อมาชวนให้นางไปเข้าวงอื่น พูดง่ายๆ ก็คือแย่งตัวไป นางก็เลยโบกมือลาจากยูกิและพวกเราไป ทีนี้พอขาดนักร้อง วงเราก็เลยแตกอย่างช่วยไม่ได้”

“อย่างนี้ก็ไม่สนุกน่ะซี”

“ครับ โดยเฉพาะยูกิกับคิโนอูจิยิ่งไม่พอใจกว่าเพื่อน เพราะอยากเป็นนักดนตรีอาชีพอยู่เหมือนกัน ที่ชวนกันมาเที่ยวครั้งนี้ก็เพื่อขจัดอารมณ์ขุ่นมัวออกไป จิตใจจะได้แจ่มใสขึ้น”

ฉันมารู้ในภายหลังว่าวงร็อกของสี่หนุ่ม มีคาซามะเป็นมือกีตาร์และคิโนอูจิเป็นมือกลอง ส่วนอาซาโอะที่เล่นกีตาร์เสียงเบสนั้น ฮิกาวะบอกว่าแย่ที่สุดคือแทบไม่มีหัวทางดนตรีเอาเลย ฟังจากน้ำเสียงแล้วคงอยากจะบอกว่าเป็นตัวถ่วงด้วยซ้ำ ฉันถามเขาว่า “แล้วคุณล่ะ ไม่คิดที่จะหาเลี้ยงชีพด้วยการเล่นดนตรีเลยเหรอ”

“ไม่เคยคิดเลยครับ” ฮิกาวะแตะกรอบแว่นตาและพูดยิ้มๆ “ถึงเรโกะจะไม่ออกไป ผมก็คิดอยู่แล้วว่าจะเลิกเล่นเมื่อถึงเวลาเรียนต่อปริญญาโท ซึ่งผมอยากไปเรียนต่อที่เมืองนอก ตั้งใจไว้ว่าจะไปอเมริกาภายในปีนี้ถ้าเป็นไปได้”              “อย่างนั้นเหรอครับ แสดงว่าคุณเป็นสายวิชาการ” ฉันพยักหน้าก่อนดื่มวิสกี้ที่เหลืออยู่จนหมดแก้ว “พรุ่งนี้พวกคุณมีแผนที่จะทำอะไรกันมั้ย”

“ไม่มีอะไรเป็นพิเศษครับ” ฮิกาวะสูดจมูกพลางสั่นศีรษะ

“หนังสือที่ดอกเตอร์อาโมสะสมไว้อยู่ที่ไหนเหรอครับ”

“อยู่ในห้องใหญ่ข้างห้องโถงทางเข้าบ้าน ทางด้านโน้น”

“ถ้างั้น พรุ่งนี้ผมขอเข้าไปดูนะครับ ส่วนคนอื่นๆ ก็คงทำอะไรๆ กันตามใจชอบ”

ระหว่างนั้นสามหนุ่มยังคงดื่มกันเฮฮาไม่เลิก

ฉันไปหยิบวิสกี้จากห้องพักอาหารมาเพิ่มให้ตามคำขอ เลี่ยงกลับเข้าห้องคนเดียวโดยทิ้งพวกนั้นไว้ในซาลอง แต่ก่อนจะพ้นออกมา ฉันได้ยินเสียงคาซามะ ยูกิพูดกับคิโนอูจิหรือไม่ก็อาซาโอะดังมากันแว่วๆ ว่า

“…ไอ้นั่น ยังเหลือใช่มั้ย เดี๋ยวไปหยิบมาหน่อยซิ เฮ้ย…ไม่ต้องกลัวอะไรหรอก ที่นี่บ้านผม”

ตอนนั้นฉันไม่เข้าใจว่าคาซามะหมายถึงอะไร แต่ถึงจะรู้ก็คงไม่เข้าไปขัดขวางอะไรใหญ่โตแน่นอน คงได้แต่ถอนใจและคิดว่าอยากจะทำอะไรก็ตามใจ ขออย่างเดียวอย่าให้ร้ายกาจจนถึงมือตำรวจเป็นพอ

ฉันกลับเข้าห้องเมื่อห้าทุ่มเศษ

เจ้าแมวดำคาโระนอนขดตัวกลมอยู่บนเตียง คงจะตกใจกับแขกกลุ่มใหญ่จริงดังที่ฉันบอกกับฮิกาวะตอนคุยกันที่ซาลอง พอฉันลูบหลังดำสนิทของมันเบาๆ เจ้าคาโระก็ตัวสั่นและร้องอ้อนอย่างที่ไม่เคยได้ยินบ่อยนัก

ฉันรู้สึกท้องไส้ปั่นป่วน น่าจะเป็นเพราะฤทธิ์เหล้าที่ดื่มเข้าไปหลังจากที่เลิกดื่มมานานแล้ว จึงพลิกตัวนอนตะแคงไปทางซ้ายเพราะคิดว่าคงจะทำให้สบายขึ้น พร้อมกับทำใจให้ละออกมาจากเสียงของพวกหนุ่มๆ ที่แว่วมาจากซาลองแล้วหลับตาลง

 

 

ใส่ความเห็น

แจ้งเตือนการใช้งานคุกกี้ เว็บไซต์ของเรามีการใช้งานคุกกี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการประสบการณ์ของผู้ใช้งานให้ดีที่สุด ได้แก่ คุกกี้ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์ประสิทธิภาพ คุกกี้เพื่อการทำงานของเว็บไซต์ และคุกกี้กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ศึกษารายละเอียดและการตั้งค่าคุกกี้เพิ่มเติมเพื่อความเป็นส่วนตัวของท่านได้ใน นโยบายคุกกี้ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า