[ทดลองอ่าน] คดีฆาตกรรมในบ้านสิบเหลี่ยม – อายาสึจิ ยูกิโตะ

十角館の殺人
คดีฆาตกรรมในบ้านสิบเหลี่ยม

อายาสึจิ ยูกิโตะ เขียน
ฉวีวงศ์ อัศวเสนา แปล

ติดตามการวางจำหน่ายได้ทางเพจ “เเพรวนิยายเเปล”
(ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์)

 

————————————

 

แด่บรรพบุรุษที่เคารพรักทุกท่าน–

 

บทนำ

ทะเลยามค่ำ ช่วงเวลาแห่งความเงียบสงบ

เสียงคลื่นซัดฝั่งซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นจังหวะ ถาโถมเข้ามาจากห้วงลึกของความมืดมิดแล้วคล้อยเคลื่อนกลืนหายเข้าไปตามเดิมเพื่อที่จะซัดสาดเข้ามาอีกครั้ง

เขานั่งอยู่คนเดียวบนคันเขื่อนคอนกรีตที่เย็นเฉียบ ท่ามกลางหมอกขาวจางๆ ของลมหายใจตัวเอง มองออกไปในความมืดอันกว้างไกลสุดประมาณ

เขาทนทรมานมาไม่รู้ว่ากี่เดือน ครุ่นคิดหมกมุ่นอยู่ไม่รู้ว่ากี่สัปดาห์ และคิดอยู่อย่างเดียวมาไม่รู้ว่ากี่วัน จนกระทั่งวันนี้ ณ ขณะนี้ความคิดของเขาได้ก่อตัวเป็นรูปร่างชัดเจนขึ้นมาแล้ว

แผนการของเขาเสร็จเรียบร้อย

การเตรียมงานก็เกือบพร้อมแล้ว

เหลืออยู่อย่างเดียวคือคอยให้พวกนั้นเข้ามาติดกับ

ถึงกระนั้น เขาก็ไม่ได้คิดแม้แต่น้อยว่าแผนที่เขาวางไว้นั้นจะละเอียดถี่ถ้วนไปเสียทุกอย่าง น่าจะเรียกว่าเป็นแผนที่วางไว้อย่างหยาบมากกว่าด้วยซ้ำ จริงๆ แล้วเขาก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะให้มันเป็นแผนที่มีความสมบูรณ์แบบมาตั้งแต่ต้น

มนุษย์เราไม่ว่าจะพยายามตะเกียกตะกายเพียงใดก็เป็นได้แค่มนุษย์ ไม่มีทางได้เลื่อนขั้นขึ้นไปเป็นพระเจ้า

การใฝ่ฝันอยากเป็นเช่นพระเจ้านั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ใครๆ ก็รู้ว่าในความเป็นจริงนั้น ตราบใดที่มนุษย์ยังเป็นมนุษย์ แม้จะเป็นมนุษย์อัจฉริยะเพียงใดก็ไม่มีทางเป็นพระเจ้าไปได้

คิดหรือว่ามนุษย์ที่ไม่มีทางเป็นพระเจ้าไปได้นั้น จะสามารถทำนายอนาคตได้อย่างถูกต้องกับความเป็นจริง ด้วยการประเมินจากหลักปรัชญาของมนุษย์ที่จะเป็นคนสร้างอนาคตนั้นขึ้นมา จากการกระทำของมนุษย์หรือจากความบังเอิญ

ลองวาดภาพโลกเป็นกระดานหมากรุกและวางมนุษย์เป็นตัวหมากบนกระดานดูก็จะรู้ว่า การอ่านแนวเดินหมากมีข้อจำกัดอยู่ในตัวของมันเอง แผนการที่คิดว่าวางเอาไว้อย่างถี่ถ้วนรอบคอบที่สุดแล้วนั้น วันหนึ่งอาจมีอะไรรวนขึ้นมาตรงไหนสักแห่งก็ได้ โลกเรานี้ท่วมท้นไปด้วยความบังเอิญและความคิดเพี้ยนๆ ของมนุษย์ ที่ทำให้แผนการที่คิดว่าแยบยลที่สุดแล้วนั้นไม่เป็นไปดังหมาย

หลังจากพิจารณาไตร่ตรองเป็นอย่างดีแล้ว เขาก็ได้ข้อสรุปว่าแผนการที่ดีที่สุดสำหรับกรณีนี้คือต้องเตรียมการรับมือกับสถานการณ์ด้วยความยืดหยุ่น ไม่ใช่จำกัดขอบเขตการเคลื่อนไหวของตนเอง

ต้องหลีกเลี่ยงการกำหนดกฎเกณฑ์เอาไว้อย่างคงที่

ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเขียนพล็อตเรื่อง แต่อยู่ที่การสร้างกรอบที่สามารถปรับให้ยืดหยุ่นได้อย่างเหมาะสมที่สุดเมื่อต้องรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนไปเมื่อไรก็ได้ ภายในกรอบนั้น

แผนของเขาจะบรรลุผลสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับภูมิปัญญาของตนเองกับโอกาส และที่สำคัญที่สุดคือโชค

ฉันเข้าใจ…มนุษย์จะเป็นพระเจ้าไปไม่ได้

แต่ก็ตั้งใจแน่วแน่แล้วว่า…จากนี้ไปเขาจะตั้งตนเป็น “พระเจ้า” ในอีกความหมายหนึ่งเพื่อ…

พิพากษา…ใช่ พิพากษา

เขาจะพิพากษาพวกนั้นทุกคนในนามของ “การแก้แค้น”

การพิพากษาเหนือกฎหมาย

เขารู้ยิ่งกว่ารู้ว่ามนุษย์ผู้ไม่มีทางเป็นพระเจ้าได้อย่างเขาไม่มีสิทธิที่จะทำเช่นนั้น เพราะมันเป็นพฤติกรรมที่สังคมตีตราเอาไว้แล้วว่าเป็น “อาชญากรรม” และตระหนักดีว่าถ้าถูกจับได้ตัวเขาเองก็จะต้องถูกพิพากษาลงโทษตามกฎหมาย

แต่สามัญสำนึกเช่นนั้นไม่ได้ช่วยให้เขาควบคุมอารมณ์เอาไว้ได้ อารมณ์…ไม่ใช่…ไม่ใช่อะไรที่คลุมเครือครึ่งๆ กลางๆ แบบนั้นแน่นอน

ไม่ใช่แค่ความรู้สึกร้อนแรงที่พลุ่งขึ้นมาอย่างฉับพลันทันที

แต่มันเป็นเสียงกรีดก้องออกมาจากจิตวิญญาณของเขา เขามีตัวตนและมีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งนี้

ทะเลยามดึก ช่วงเวลาที่เงียบสงัด

เขามองออกไปในความมืดมิดไม่มีแม้แต่แสงดาวหรือแสงไฟจากเรือประมง และคิดทบทวนแผนการอีกครั้ง

การเตรียมงานขั้นสุดท้ายใกล้เสร็จสิ้น อีกไม่นานพวกนั้น…พวกเหยื่อบาปหนากำลังเดินเข้ามาติดกับ กับรูปสิบเหลี่ยมด้านเท่าและสิบมุม

พวกนั้นจะมาที่นี่โดยไม่รู้อะไรทั้งสิ้น และเข้าไปในกับสิบเหลี่ยมที่วางเอาไว้ดักจับพวกตน โดยปราศจากความสงสัยและความกลัว

แน่นอน…สิ่งที่รอคอยพวกนั้นอยู่คือความตาย ซึ่งเป็นโทษทัณฑ์ที่ทุกคนควรได้รับโดยไม่มีข้อยกเว้น

ยิ่งกว่านั้นทุกคนต้องไม่ตายด้วยวิธีง่ายๆ เขาไม่คิดที่จะสังหารหมู่ด้วยระเบิดลูกเดียวหรือวิธีอื่นที่ได้ผลในทำนองเดียวกัน แต่จะใช้วิธีฆ่าทีละคนๆ ตามลำดับ ให้แต่ละคนได้ทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวด ความกลัวตายเสียดายชีวิต เหมือนพล็อตนิยายเรื่องหนึ่งของนักเขียนหญิงชาวอังกฤษผู้โด่งดัง

นั่นอาจเป็นการกระทำของคนวิกลจริต แต่เขาก็รู้ตัวและยอมรับ

ฉันรู้ว่าถึงพยายามคิดว่าสิ่งที่ตนกำลังจะทำนั้นถูกต้อง แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันไม่ใช่การกระทำของคนที่มีสติสัมปชัญญะ

เขาส่ายหน้าช้าๆ ให้กับท้องทะเลดำมืดยามราตรี

มือที่ล้วงลงในกระเป๋าเสื้อโค้ทกระทบเข้ากับของแข็งๆ เขากำมันไว้มั่นแล้วดึงออกมาส่องดูตรงหน้า

ขวดแก้วใสใบเล็กๆ สีเขียวอ่อน

ขวดที่ปิดฝาสนิทอัดแน่นไปด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาคั้นกรองออกมาจากทุกซอกมุมของหัวใจ…สิ่งที่ใครๆ เรียกกันว่าสำนึกผิดชอบชั่วดี ออกมาเป็นอักษรตัวเล็กถี่ยิบเต็มกระดาษหลายแผ่นที่พับหลายทบ…มันคือแผนทั้งหมดที่เขากำลังจะลงมือทำ…คือจดหมายสารภาพที่ไม่มีคำจ่าหน้าถึงผู้ใด

    ฉันรู้ว่ามนุษย์จะเป็นพระเจ้าไปไม่ได้

และเพราะรู้เช่นนี้เขาจึงไม่อยากให้มนุษย์เป็นผู้พิพากษาพวกนั้นในขั้นสุดท้าย

ขวดใบนี้จะลอยไปถึงไหนไม่ใช่ปัญหา เขาเพียงอยากถามทะเล–แหล่งกำเนิดของทุกชีวิตว่าสุดท้ายแล้วเขาผิดหรือถูกกันแน่

ลมเริ่มพัดแรง

สายลมเย็นเฉียบบาดต้นคอจนเขาสั่นไปทั้งตัว

เขาค่อยๆ ยกมือขึ้นแล้วขว้างขวดใบนั้นลงไปในความมืดมิด

 

บทที่ 1 วันที่หนึ่ง บนเกาะ

1

“บางทีความคิดเห็นของผมอาจทำให้การถกเถียงของเรากลายเป็นเรื่องล้าสมัยเก่าเก็บจนขึ้นรา”

เอลเลอรีเด็กหนุ่มหน้าตาดี ผิวขาว ร่างสูงเพรียวเกริ่นขึ้นก่อนพูดต่อไปว่า

“สำหรับผมรหัสนิยายเป็นแค่เกมลับสมองประเภทหนึ่ง ที่ใช้รูปแบบของนิยายเชิญชวนให้ผู้อ่านกับนักสืบในเรื่อง หรือผู้อ่านกับนักประพันธ์ประลองปัญญากัน

พอกันทีสำหรับนิยายลึกลับสมจริงที่นิยมกันมากในยุคหนึ่ง ไม่เอาอีกแล้วเรื่องสืบสวนสอบสวนอย่างสาวออฟฟิตถูกฆ่าในห้องคอนโด ตำรวจสายสืบเที่ยวค้นหาตัวคนร้ายด้วยความยากลำบากจนส้นรองเท้าสึกไปเป็นคู่ๆ สุดท้าย…โธ่เอ๋ย คนร้ายคือเจ้านายในออฟฟิศที่ลอบได้เสียกันอย่างลับๆ คนนั้นเอง เรื่องลึกลับประเภทเปิดโปงเบื้องหลังการฉ้อฉลคอรัปชั่นของพวกนักการเมืองก็ไม่เอา ยิ่งโศกนาฏกรรมที่เกิดจากความบิดเบี้ยวนอกกรอบสังคมนี่เลิกเขียนได้เลย พูดมาถึงตรงนี้คุณๆ คงอยากถามแล้วว่าไอ้โน่นก็ไม่เอาไอ้นี่ก็ไม่เอาแล้วเรื่องแบบไหนเล่าจึงจะเหมาะกับการเอามาเขียนเป็นนิยายลึกลับ ครับ…สำหรับผม ถึงใครจะว่าล้าสมัยแต่ก็ขอตอบตรงๆ เลยว่า ไม่มีอะไรจะเหมาะสมไปกว่าเรื่องการสืบสวนคดีฆาตกรรมต่อเนื่องของนักสืบอัจฉริยะ ที่มีคฤหาสน์หลังใหญ่เป็นฉาก คนในบ้านแต่ละคนล้วนมีพฤติกรรมประหลาดพิสดาร และถูกฆ่าตายไปทีละคนอย่างต่อเนื่อง ฆาตกรมีกลลวงยอกย้อนซ่อนเงื่อนอย่างที่ไม่มีใครเคยพบเห็นมาก่อน ทำให้เป็นคดีที่เกือบสมบูรณ์แบบ สุดท้ายฆาตกรก็ลอยนวล ฟังแล้วอาจคิดว่าผมชอบเรื่องเพ้อฝัน ใช่ครับ ผมมีความสุขอยู่ในโลกของนิยายลึกลับประเภทนี้ ขออย่างเดียวคือกรุณาเขียนโดยใช้สติปัญญาหลักแหลมให้มันสมจริงก็แล้วกัน”

เรือประมงคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นน้ำมันเครื่องกำลังแล่นไปในท้องทะเลที่สงบนิ่ง เสียงเครื่องยนต์ดังเป็นจังหวะไม่สม่ำเสมอทำให้น่ากังวลอยู่ไม่น้อย

“ฟังคุณพูดแล้วรู้สึกเหมือนได้กลิ่นอะไรไม่ค่อยดี”

คารร์นั่งอยู่บนกราบเรือเบ้ปากเชิดคางเขียวครึ้มที่มีรอยบุ๋ม

“ผมไม่ชอบเลยเอลเลอรี ไอ้คำว่าสติปัญญาหลักแหลม อะไรของคุณน่ะ คุณจะคิดว่านิยายลึกลับเป็นหนังสืออ่านเล่นเพื่อความบันเทิงก็ตามใจไม่ว่าอะไรกัน แต่ผมทนฟังการพูดแบบคำก็อัจฉริยะสองคำก็สติปัญญาหลักแหลมของคุณไม่ได้เอาเลย”

“ไม่คิดเลยนะว่าคุณจะรู้สึกอย่างนั้น”

“เอลเลอรี คุณคิดแบบเหมารวมมาก นักอ่านคงไม่ฉลาดปราดเปรื่องเหมือนคุณไปทุกคนหรอกนะ”

“ก็ใช่”

เอลเลอรีทำหน้าเฉยมองไปที่คู่สนทนา

“ผมคิดและสลดใจมาตลอด แค่เดินอยู่ในรั้วมหาลัยและเห็นนักอ่านพวกนั้นผมก็เสียดายจะแย่ ชมรมวิจัยของเราก็เหมือนกัน จะว่าอ่านด้วยปัญญากันทุกคนก็ไม่ใช่ สองสามคนท่าทางป่วยทางสมองด้วยซ้ำ”

“จะหาเรื่องกันหรือ ได้นะ”

“เปล่า”

เอลเลอรียักไหล่

“ผมไม่ได้ว่าอะไรคุณนะ ผมใช้คำว่าสติปัญญาเพื่อแสดงแนวคิดด้านบันเทิงต่างหาก ไม่เกี่ยวกับความโง่ความฉลาดของมนุษย์สักหน่อย ทุกคนในโลกนี้ต่างก็มีปัญญาและรู้จักเล่นสนุกกันทุกคน ที่ผมอยากบอกคือจะเล่นก็ควรเล่นอย่างมีปัญญา เล่นให้มันประเทืองปัญญากันบ้าง ไม่ใช่สักแต่ว่าเล่น”

“ฮึ”

คารร์ทำเสียงในจมูกเป็นเชิงเยาะแล้วสะบัดหน้าไปทางหนึ่ง เอลเลอรียิ้มน้อยๆ ก่อนหันไปทางหนุ่มหน้าเด็กร่างเล็กใส่แว่นตากลมที่ยืนอยู่ข้างๆ

“เลอรู…ฟังผมต่อนะ นักประพันธ์นิยายลึกลับแนวสืบสวนสอบสวนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในการสร้างเรื่องราวให้ดำเนินไปจนคนอ่านอ่านแล้วรู้สึกสมจริง  ถ้าเราคิดว่านั่นคือโลกที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อความสนุกและประเทืองปัญญา เราก็ต้องยอมรับว่าปัจจุบันโลกที่ว่านั้นกำลังย่างเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความเสื่อมโทรม”

“อือ”

เลอรูเอียงคอคิด เอลเลอรีสาธยายต่อ

“เรื่องแบบนี้ถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นถกเถียงกันมานานทุกยุคสมัย ทุกวันนี้วงการตำรวจก้าวหน้าไปมาก ตำรวจสายสืบขยันขันแข็งปฏิบัติหน้าที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยแม้จะช้าแต่ถูกต้องเที่ยงตรง และองค์กรตำรวจก็มีโครงสร้างมั่นคงเป็นปึกแผ่น ปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีการสืบสวนและนิติวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าล้ำสมัย แทบไม่มีจุดด้อย บางกรณีอาจถูกมองว่าประสิทธิภาพสูงเกินไปด้วยซ้ำ และเมื่อเป็นเช่นนี้จึงเกิดคำถามขึ้นว่า พวกนักสืบอัจฉริยะที่มีอาวุธอย่างเดียวคือเซลล์สมองสีเทาๆ อยู่หนึ่งก้อนจะแทรกเข้าไปมีบทบาทได้ตรงไหน  ถ้าท่านเชอร์ล็อกโฮมส์ย้อนยุคกลับเข้ามาในกรุงลอนดอนตอนนี้คงต้องเงอะงะทำอะไรเปิ่นๆ ให้ผู้คนหัวเราะเยาะกันแน่”

“เกินไปไหม ผมว่าตอนนี้ก็ต้องมีนักสืบแบบเชอร์ล็อกโฮมส์ที่เข้ากับยุคสมัยอยู่บ้างเหมือนกัน”

“แน่นอน และจะต้องมาพร้อมกับความรู้ความสามารถทางนิติเวชและวิชาการด้านพิสูจน์หลักฐานระดับสูงก้าวหน้าล่าสุดเต็มตัว มีคุณหมอวัตสันผู้น่าสงสารเป็นคนรับฟังการถอดรหัสคดีที่เต็มไปด้วยศัพท์แสงทางวิชาการที่เข้าใจยากและสูตรคำนวณที่เกินระดับความรู้ของผู้อ่าน และตบท้ายว่าวัตสัน คดีมันคลี่คลายชัดเจนออกมาอย่างนี้แล้ว นายยังไม่เข้าใจอีกหรือ”

เอลเลอรียักไหล่อีก มือทั้งสองยังซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ทบางสีน้ำตาลอ่อน

“ประเด็นที่ผมยกขึ้นมาอาจจะสุดๆ ไปหน่อย แต่มันก็ตรงกับความคิดที่ผมอยากแสดงออกเลยนะ ผมไม่มีวันปรบมือให้กับการที่ตำรวจสุดขี้เท่อเอาชนะผู้ร้ายด้วยเทคนิคการสืบสวนสอบสวนที่ลอกเลียนแบบทฤษฎีและวิธีถอดรหัสคดีของนักสืบอัจฉริยะในยุคทอง หรือแม้จะนำเอามาประยุกต์ใช้ให้ได้ผลเหนือกว่าผมก็ไม่ชื่นชม ผมคิดว่านักประพันธ์คนใดก็ตามที่เขียนเรื่องสืบสวนสอบสวนโดยใช้โลกยุคปัจจุบันเป็นฉาก จะต้องเผชิญกับภาวะอิหลักอิเหลื่อแบบนี้ คือเอากลยุทธ์ยุคทองมาใช้ได้อย่างไม่กลมกลืน

วิธีขจัดภาวะเช่นว่านี้ออกไปโดยง่ายและได้ผลที่สุดคือ เขียนเรื่องฆาตกรรมต่อเนื่องแนวมรสุมพยาบาท ณ เคหาสน์บนภูเขาไงล่ะคุณ”

“อย่างนี้นี่เอง”

เลอรูพยักหน้าเห็นจริงเห็นจังไปด้วย

“หมายความว่า มรสุมพยาบาท ณ เคหาสน์บนภูเขา ควรเป็นแนวหลักของนิยายสืบสวนสอบสวนของแท้ในยุคปัจจุบันอย่างนั้นหรือครับ”

ปลายเดือนมีนาคมเป็นช่วงที่กำลังย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิแต่ลมทะเลยังเย็นเยียบ

เรือประมงที่ออกจากท่าเรือเมือง S ที่แสนซอมซ่อตรงเชิงผา J ของแหลม S ที่ยื่นออกไปจากชายฝั่งด้านตะวันออกของจังหวัดโอตะในกิวชู กำลังมุ่งหน้าไปยังเกาะเล็กๆ ที่อยู่ห่างชายฝั่งออกไปราว 5 กิโลเมตร

อากาศแจ่มใสมากแต่สีของท้องฟ้ากลับอ่อนจางเกือบขาวไม่สดใสเป็นสีครามอย่างที่ควรจะเป็น เนื่องมาจากพายุฝุ่นที่โหมเข้ามาในภูมิภาคเป็นประจำเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ แสงแดดส่องกระทบเกลียวคลื่นเป็นประกายสีเงินยวง ลมบกพัดฝุ่นละเอียดปกคลุมทั่วบริเวณราวกับหมอกลง

“ไม่เห็นเรือลำอื่นเลยนะ”

โป…ชายร่างใหญ่ที่ยืนสูบบุหรี่เงียบๆ พิงแคมเรือด้านตรงข้ามกับเอลเลอรีเอ่ยขึ้น โปปล่อยผมแข็งทื่อยาวเป็นกระเซิง หนวดเคราดกหนาปกคลุมพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของใบหน้า

“กระแสน้ำด้านโน้นของเกาะเชี่ยวมาก ไม่มีเรือประมงเข้าไปใกล้หรอกคุณ”

ลุงชาวประมงร่างกายบึกบึนบอกโป

“แหล่งจับปลาของพวกเราอยู่ลงไปทางใต้อีก ถึงจะออกเรือมาทางนี้แต่ก็ไม่มีใครพาเรือเข้าไปใกล้เกาะนั้นหรอก พวกคุณนี่เรียนอะไรกันถึงได้ทำอะไรประหลาดๆ อย่างนี้”

“ลุงว่าพวกเราประหลาดหรือ”

“ใช่ ฟังแต่ชื่อก็แปลกแล้วละ ลุงนั่งฟังมาครู่นึงแล้ว เลอรูบ้างละ เอลเลอรีบ้างละ คุณก็เหมือนกันรึ”

“ครับ คือชื่อพวกนั้นเป็นชื่อเล่นของพวกเรา”

“อ้อ นักศึกษามหาวิทยาลัยสมัยนี้ เขาตั้งชื่อเรียกกันแบบนี้เอง”

“คงไม่ใช่อย่างนั้นหรอกลุง”

“งั้นพวกคุณนี่ก็เพี้ยนไม่เหมือนใครเขาจริงๆ น่ะซี”

เด็กสาวสองคนนั่งอยู่บนหีบไม้แคบยาวที่ติดตั้งไว้แทนที่นั่งตรงเกือบกลางเรือ ถัดจากที่โปกับลุงชาวประมงยืนคุยกันอยู่ เมื่อคิดรวมลูกชายลุงชาวประมงที่กุมพังงาบังคับเรืออยู่ด้วยแล้ว ผู้โดยสารเรือลำนี้รวมแล้วได้แปดคน

หนุ่มสาวหกคนเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย K** ที่เมือง O ในจังหวัดโออิตะ และในเวลาเดียวกันก็เป็นสมาชิกชมรมวิจัยนวนิยายสืบสวนของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ส่วนชื่อ “เอลเลอรี” “คารร์” “เลอรู” เป็นชื่อเล่นที่ตั้งขึ้นเพื่อใช้เรียกกันภายในชมรมอย่างที่ “โป” บอกลุงชาวประมง

คงไม่ต้องบอกว่าแต่ละชื่อล้วนเอามาจากชื่อนักประพันธ์นวนิยายสืบสวนชาวตะวันตกชื่อดังก้องโลกที่ตนนิยมชมชอบทั้งนั้น อย่างเอลเลอรี ควีน[1], จอห์น ดิกซัน คารร์[2], กัสตง เลอรู [3]และ เอ็ดการ์ อัลลัน โป [4]ส่วนผู้หญิงสองคนคือ “อกาธา” กับ “ออร์กซี” ก็มาจากอกาธา คริสตี [5]ราชินีแห่งนวนิยายสืบสวน กับ บารอนเนส ออร์กซี [6]ที่มีชื่อเสียงโด่งดังจากเรื่อง “ชายชราที่มุมห้อง”

“เด็กๆ ดูนั่นซี เห็นตัวบ้านบนเกาะสึโนชิมะแล้ว”

หนุ่มสาวทั้งหกกรูกันไปที่หัวเรือทันทีที่สิ้นเสียงตะโกนบอกของลุงชาวประมง ทุกคนพุ่งสายตาไปยังเกาะเล็กพื้นราบเรียบที่เห็นอยู่ไกลๆ

คันเขื่อนกั้นคลื่นตั้งตรงขึ้นไปเกือบตั้งฉากกับทะเลปกคลุมด้วยพรรณไม้พุ่มสีเขียวแก่เกือบดำ มองไกลๆ เหมือนใครเอาเหรียญสิบเยนใหญ่ยักษ์หลายๆ อันมาวางซ้อนกันลอยไว้กลางทะเล ที่สามจุดด้านหน้าเกาะมีโขดหินหรืออะไรสักอย่างโผล่ขึ้นมาไม่สูงนักทำให้ดูเหมือนเขาสัตว์ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเกาะสึโนชิมะที่แปลว่าเกาะเขา

ฝั่งทะเลรอบเกาะเป็นหน้าผาสูงชันไม่มีที่ให้เรือเข้าไปจอดเทียบได้ นอกจากอ่าวแคบๆ ที่พอให้เรือประมงขนาดเล็กเข้าไปได้แบบหลวมๆ เพียงลำเดียว ซึ่งนานๆ ทีจะมีนักตกปลาที่ชอบผจญภัยแวะมาบ้าง แต่ปกติแล้วไม่มีใครสนใจจนบางคนอาจลืมไปแล้วว่ามีเกาะนี้อยู่ในท้องทะเล เมื่อราวยี่สิบปีก่อนเคยมีคนมาสร้างบ้านรูปทรงประหลาดขึ้นหลังหนึ่งชาวบ้านเรียกกันว่าเคหาสน์สีน้ำเงินและย้ายเข้ามาอยู่ หลังจากนั้นไม่มีใครรู้ว่าเป็นยังไงมายังไง จนกระทั่งทุกวันนี้ปรากฏว่าไม่มีใครอยู่แล้วและกลายเป็นเกาะร้าง

“ที่เห็นอยู่ลิบๆ บนหน้าผานั่นใช่ไหมลุง”

อกาธาที่ขึ้นไปยืนอยู่บนกล่องไม้ร้องถาม หรี่ตามองไปด้วยความดีใจ มือหนึ่งจับผมยาวเป็นลอนสลวยที่ถูกลมพัดยุ่งเหยิงเอาไว้

“ใช่ๆ แต่เขาเล่ากันว่านั่นเป็นแค่บ้านหลังเล็กที่รอดมาได้ ส่วนตัวบ้านหลังใหญ่ถูกไฟไหม้หมดเหลือซาก”

ลุงชาวประมงเล่าเสียงดัง

“ที่เห็นนั่นคือบ้านสิบเหลี่ยม ใช่ไหมลุง”

เอลเลอรีหันไปถามลุงชาวประมง

“ลุงเคยขึ้นไปบนเกาะนั้นบ้างไหม”

“เคยเข้าไปหลบพายุในอ่าวนั่นหลายครั้งแต่ไม่เคยขึ้นไป และตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ครั้งนั้นก็ไม่ได้เฉียดเข้าไปใกล้อีกเลย พวกคุณระวังเนื้อระวังตัวกันให้ดีด้วยก็แล้วกัน”

“ระวังอะไรหรือลุง”

อกาธาหันมาถาม ลุงชาวประมงลดเสียงต่ำลงเมื่อบอกว่า

“ไอ้นั่นน่ะซี เขาลือกันว่ามันมี…”

อกาธากับเอลเลอรีสบตากันงงๆ กับคำพูดของลุงชาวประมง

“ผีไงล่ะ ผีนายนากามูระอะไรสักอย่าง ที่ถูกฆ่าบนนั้นไง”

ว่าแล้วแกก็ปั้นหน้าที่เต็มไปด้วยรอยย่นให้ย่นลึกลงไปอีกแล้วแสยะยิ้มหลอกพวกเด็กๆ

“ลุงได้ยินเขาเล่ากันว่า ใครที่แล่นเรือผ่านมาใกล้เกาะนี้ เวลาฝนตกจะต้องเห็นร่างขาวๆ ยืนอยู่บนหน้าผา ก็ผีนายนากามูระคนนั้นไง และก็ไม่ได้ยืนเฉยๆ นะกวักมือเรียกอย่างนี้ด้วย ยังมีเรื่องเล่าอีกเยอะแยะ อย่างบ้านหลังเล็กนั่นอยู่ๆ ไฟก็สว่างทั้งที่ใครๆ ก็รู้ว่าไม่มีคนอยู่  มีคนเคยเห็นผีตรงที่บ้านหลังใหญ่ถูกไฟไหม้หมดทั้งหลังนั่นด้วย และมีเรื่องคนไปตกปลาที่เกาะถูกผีล่มเรือ…”

“พอได้แล้วลุง ไม่ต้องมาหลอกเราเลย”

เอลเลอรีหัวเราะหึๆ แล้วพูดต่ออย่างถนอมน้ำใจกัน

“ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกลุง แทนที่จะกลัวพวกนี้กลับยิ่งคึกกันใหญ่”

แต่จริงๆ แล้วในบรรดาหนุ่มสาวทั้งหกมีอยู่คนเดียวที่กลัวคือออร์กซีที่นั่งอยู่บนกล่องไม้ตรงนั้น ส่วนคนอื่นๆ ไม่ได้แสดงทีท่าว่าหวาดกลัวอะไร อกาธาบ่นว่ากลัวๆ แต่ตาวาวด้วยความตื่นเต้นเดินไปจ้องหน้าจ้องตาซักไซ้เจ้าหนุ่มคนขับที่ท้ายเรือ

“นี่ๆ เรื่องที่พ่อเล่าน่ะ จริงหรือ”

เจ้าหนุ่มเพิ่งจะย่างเข้าวัยรุ่นชำเลืองดูหน้าอกาธาแวบหนึ่งแล้วตอบห้วนๆ ว่า

“โกหกทั้งเพ” และว่า

“เคยได้ยินเขาลือกันแต่ผมไม่เคยเห็น

“จริงดิ”

อกาธาทำท่าผิดหวัง แต่ในอึดใจต่อมาก็ยิ้มอย่างซนๆ บอกว่า

“แต่ก็ไม่แปลกอะไรหรอกนะถ้าจะมีผี เพราะที่นั่นเกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นจริงๆ

วันนั้นคือวันพุธที่ 26 มีนาคม ค.ศ. 1986 เวลา 11 นาฬิกาเศษ

2

อ่าวนั้นอยู่บนชายฝั่งด้านตะวันตกของเกาะ

หน้าผาสูงขนาบทั้งสองด้าน ด้านขวามือเป็นกำแพงหินแข็งแกร่งขรุขระแหลมคมสูงลิ่วในแนวดิ่งกว่ายี่สิบเมตร ที่เกิดจากการกัดเซาะของคลื่นมาแต่บรรพกาลแม้จนทุกวันนี้ อ้อมล้อมไปทางใต้ของเกาะเป็นระยะทางเกือบ ยี่สิบเมตร ส่วนทางด้านตะวันออกที่กระแสคลื่นยิ่งรุนแรงกว่าหลายเท่านั้น หน้าผาบางช่วงตอนสูงถึงราวห้าสิบ เมตร

ตรงหน้าเป็นเนินลาดชันขึ้นเกือบจะเรียกได้ว่าเป็นหน้าผาเหมือนกัน แต่ก็พอให้ฟันโขดหินที่มีต้นไม้เล็กๆ สีเขียวแก่เกาะเกี่ยวให้เป็นขั้นบันไดเลี้ยวซิกแซ็กขึ้นไปได้

เรือประมงลำนั้นแล่นช้าๆ เข้าไปในอ่าวเทียบเรือแคบๆ  น้ำในอ่าวเป็นสีเขียวแก่ต่างจากสีทะเลด้านนอกและนิ่งกว่ามาก

เรือแล่นเข้าไปที่ด้านซ้ายของสะพานไม้ที่ยื่นออกมา ลึกเข้าไปบนฝั่งมีโรงจอดเรือผุพังอยู่หลังหนึ่ง

“พวกคุณแน่ใจนะว่าไม่ต้องให้ลุงกลับมาดูบ้าง ที่นี่ไม่น่ามีโทรศัพท์เสียด้วย”

ลุงชาวประมงร้องถามหนุ่มสาวทั้งหกที่ลงจากเรือขึ้นไปบนสะพานเทียบเรือ ที่ส่งเสียงออดแอดอย่างน่ากลัวอันตราย

“ไม่เป็นไรเลยลุง”

เอลเลอรีตะโกนตอบ แล้วตบไหล่โปหนุ่มหนวดเฟิ้มนักศึกษาแพทย์ปีที่สี่ที่นั่งสูบบุหรี่อยู่บนเป้ใบใหญ่ดังป๊าบ

“เรามีไข่ที่กำลังจะฟักตัวออกมาเป็นคุณหมออยู่อย่างนี้แล้วจะกลัวอะไร”

“จริงด้วย เอลเลอรีพูดถูก”

อกาธารับลูกแล้วว่า

“อย่างแรกเลยคือ ถ้ามีใครมาจ้องๆ มองๆ ความตั้งใจที่เราอุตส่าห์ดั้นด้นพากันมาใช้ชีวิตบนเกาะร้างครั้งนี้ก็จะเสียไปหมด”

“ช่างกล้าหาญชาญชัยเหลือเกินแม่คุณ”

ลุงชาวประมงแก้เชือกที่ผูกไว้กับเสาสำพานเทียบเรือพลางยิ้มเห็นฟันขาวแข็งแรง

“ถ้างั้นวันอังคารหน้าจะมารับตอนสิบโมงเช้า ระวังเนื้อระวังตัวกันให้ดีนะคุณ”

“ค่ะลุง ขอบคุณมากเลย พวกเราจะระวังตัวอย่างลุงบอก โดยเฉพาะผี”

*

ทันทีที่ไต่บันไดหินลาดชันซึ่งทอดยาวขึ้นไปจนถึงยอด กลุ่มหนุ่มสาวก็ต้องตื่นตาตื่นใจไปกับทัศนียภาพมุมกว้างรอบตัว บ้านชั้นเดียวผนังสีขาวและหลังคาสีน้ำเงินแบนราบมีสวนหน้าบ้านที่ถูกปล่อยให้หญ้าขึ้นจนรกตั้งอยู่ตรงนั้นราวกับรอคอยการมาของพวกตน ประตูแบบเปิดสองบานทาสีน้ำเงินน่าจะเป็นประตูทางเข้าเพราะมีบันไดเตี้ยๆ ทอดจากพื้นดินขึ้นไปที่นั่น

“นี่น่ะหรือบ้านสิบเหลี่ยม”

เอลเลอรีพูดขึ้นเป็นคนแรกขณะที่ยังหายใจหอบอยู่ด้วยความเหนื่อยจากที่ต้องไต่บันไดหินสูงลิ่วขึ้นมา เด็กหนุ่มร่างเพรียวทิ้งกระเป๋าใส่สัมภาระสีน้ำตาลเข้มลงตรงนั้นแล้วแหงนหน้ามองฟ้าอยู่ครู่หนึ่ง

“รู้สึกยังไงมั่ง อกาธา”

“ดูหรูกว่าที่คิดไหม”

อกาธาตอบพลางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับเหงื่อที่ซึมออกมาบนหน้าผากขาวนวล

“สำหรับผมคือ มัน…แบบ”

เสียงของเลอรูขาดเป็นห้วงๆ เพราะยังหอบอยู่ มือถือสัมภาระมาเต็มสองข้างมีทั้งของตัวเองและของอกาธา

“ว่าไงดีล่ะ คือคาดไว้ว่าจะต้องมาเจออะไรที่มืดๆ ทึมๆ”

“มันก็อย่างนี้แหละ อะไรมันจะตรงความคาดหมายไปหมดทุกอย่างล่ะ เข้าไปข้างในกันดีกว่า แวนน่าจะมาถึงก่อนเรา เป็นไงมั่งไม่รู้”

เอลเลอรีพูดขึ้นหลังจากหายหอบแล้วและในจังหวะเดียวกับที่ฉวยกระเป๋าขึ้นมาถือไว้นั้นเอง หน้าต่างสีน้ำเงินด้านซ้ายติดประตูทางเข้าก็เปิดผางออก พร้อมกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งโผล่หน้าออกมา

“หวัดดีทุกคน”

แวนคือสมาชิกคนที่เจ็ดของคณะพรรคที่จะมากินมานอนด้วยกันในบ้านหลังนี้บนเกาะนี้เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์นับจากวันนี้เป็นต้นไป ชื่อของเขาได้มาจากแวน ดายน์ นักเขียนนวนิยายสืบสวนผู้ให้กำเนิดฟิโล แวนซ์นักสืบลือนาม

“จะออกไปเดี๋ยวนี้ รอแป๊บ”

แวนพูดเสียงขึ้นจมูกฟังดูแปลกๆ ปิดหน้าต่างตามเดิมแล้วเปิดประตูวิ่งออกมาหาเพื่อนๆ

“ขอโทษนะที่ไม่ได้ออกมารับ ผมเป็นหวัดนิดหน่อยมาตั้งแต่เมื่อวานและรู้สึกเหมือนกับมีไข้ก็เลยนอนพัก แต่ก็ตั้งใจฟังเสียงเรืออยู่นะ”

แวนมาถึงเกาะก่อนเพื่อนทั้งหกเพื่อจัดเตรียมอะไรหลายๆ อย่าง

“เป็นหวัดเสียแล้วอย่างนี้ จะไหวหรือ”

เลอรูยกนิ้วดันแว่นตาที่ลื่นเหงื่อเลื่อนลงมาให้เข้าที่ พลางถามด้วยความเป็นห่วง

“ถ้าไม่เป็นอะไรก็จะดี”

ร่างผอมของแวนสั่นสะท้านขณะหัวเราะไม่ค่อยเต็มเสียงนัก

*

คณะพรรคก้าวตามหลังแวนขึ้นไปบน “บ้านสิบเหลี่ยม”

เดินผ่านประตูสีน้ำเงินที่เปิดออกสองบานเข้าไปที่โถงกว้าง–แต่ก็รู้ได้ทันทีว่าจริงๆ แล้วไม่ได้กว้างอย่างที่รู้สึก เพราะรูปทรงของห้องที่ไม่ได้เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าเหมือนโถงทางเข้าธรรมดานั้นหลอกตาให้เห็นว่ากว้าง

บนผนังตรงไปข้างหน้ามีประตูแบบเดียวกันอีกบานหนึ่งที่จะเปิดเข้าไปด้านใน ซึ่งเมื่อมองดีๆ ก็เห็นว่าผนังด้านนั้นแคบกว่าผนังด้านประตูเข้าบ้าน ซึ่งหมายความว่าพื้นที่ของโถงทางเข้านี้มีลักษณะสอบแคบเข้าไป

ทุกคนในกลุ่มยกเว้นแวนทำหน้างงๆ กับโครงสร้างแปลกๆ ของห้องที่ทำให้มิติการมองระยะใกล้ไกลรวนไปหมด แต่พอเดินผ่านประตูบานนั้นเข้าไปถึงห้องโถงกลางตัวบ้านจึงเข้าใจ

ห้องโถงนั้นเป็นรูปสิบ เหลี่ยมด้านเท่า มีผนังห้องสิบด้านที่กว้างยาวเท่ากัน

การที่จะเข้าใจโครงสร้างของบ้านสิบเหลี่ยมหลังนี้ให้ได้อย่างถ่องแท้นั้น ทางที่ดีควรนึกภาพให้เป็นแผนผัง

ลักษณะเด่นของบ้านสิบเหลี่ยมคือมองจากภายนอกเป็นสิ่งก่อสร้างสิบเหลี่ยมด้านเท่าตั้งอยู่บนพื้นดิน โดยเส้นทแยงมุมของแต่ละเหลี่ยมลากไปบรรจบกันที่ศูนย์กลางของบ้าน สร้างห้องรูปสี่เหลี่ยมขึ้นตามสัดส่วน ภายในเป็นห้องกลาง แล้วกั้นผนังตามแนวเส้นทแยงมุมเป็นห้องขนาดเท่ากันสิบห้อง โดยหนึ่งในนั้นคือโถงทางเข้าบ้านที่ทุกคนเดินผ่านเข้ามา

“เป็นไง แปลกดีไหม”

แวนหันมาถามเพื่อนๆ ที่เดินตามหลังมา

“ตรงข้ามกับประตูทางเข้ามาในโถงกลางเป็นห้องครัว ด้านซ้ายของครัวเป็นห้องสุขากับห้องอาบน้ำ นอกนั้นเป็นห้องนอนเจ็ดห้อง”

“บ้านสิบเหลี่ยมและห้องโถงรูปสิบเหลี่ยม”

เอลเลอรีเอ่ยพลางกวาดสายตาไปรอบๆ ก่อนเดินไปที่โต๊ะสีขาวตัวใหญ่กลางห้อง เอานิ้วเคาะที่ขอบโต๊ะแล้วบอกว่า

“โต๊ะตัวนี้ก็สิบเหลี่ยม แปลกดีเหมือนกัน หรือนายนากามูระ เซอิจิที่ถูกฆ่าตายจะเป็นพวกโมโนมาเนีย คือบ้าอะไรก็บ้าอยู่อย่างเดียว”

“อาจเป็นได้”

เลอรูออกความเห็นแล้วเสริมว่า

“ได้ยินมาว่าบ้านหลังใหญ่ที่ถูกไฟไหม้ทาสีน้ำเงินทั้งหลัง ไม่ว่าจะเป็นพื้นห้อง เพดาน หรือเครื่องเรือน”

นากามูระ เซอิจิ ที่สร้างเคหาสน์สีน้ำเงินบนเกาะนี้แล้วย้ายเข้ามาอยู่อาศัยเมื่อราวยี่สิบปีก่อน ต้องเป็นคนสร้างบ้านสิบเหลี่ยมหลังนี้ขึ้นมาด้วยแน่

“อย่างนี้ ฉันว่า—”

อกาธาพูดขึ้นลอยๆ

“คงจะมีการเข้าห้องผิดกันบ้างละ”

จริงของเธอ…ประตูที่เปิดเข้ามาจากโถงทางเข้าบ้านกับประตูห้องครัวที่อยู่ตรงข้ามกันพอดีนั้นเหมือนกันทุกอย่าง คือเป็นประตูแบบเปิดสองบานประดับกระจกลวดลายในกรอบไม้เนื้อขาวเหมือนกัน เมื่อปิดจะดูไม่ออกว่าบานไหนเปิดไปที่ไหน และสองด้านของประตูที่มีผนังหักมุมไปข้างละสี่ด้านนั้นแต่ละด้านมีประตูเปิดเข้าไปในห้องที่กั้นเอาไว้ ประตูห้องแต่ละบานทำด้วยไม้เนื้อขาวเหมือนกันทั้งหมดยากต่อการสังเกตเห็นความแตกต่าง ที่โถงกลางก็ไม่มีอะไรเป็นเครื่องหมายกำกับไว้ด้วย จึงไม่แปลกที่อกาธาจะกังวล

“ใช่เลย ผมเดินเข้าห้องผิดตั้งแต่มาถึง ไม่รู้ว่ากี่หนแล้วเนี่ย”

แวนหัวเราะฝืดๆ ตาสองชั้นของเขาดูบวมนิดๆ คงจะเป็นเพราะฤทธิ์ไข้

“ผมว่าทำป้ายชื่อติดไว้หน้าห้องดีกว่า ออร์กซีเอาสมุดวาดรูปติดมาด้วยหรือเปล่า”

ออร์กซีสะดุ้งเงยหน้าขึ้นเมื่อถูกเรียกอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว ความที่เป็นคนตัวเล็กค่อนข้างท้วมจึงใส่แต่เสื้อผ้าสี          ทึมๆ ตั้งใจจะซ่อนรูปแต่กลับทำให้ดูเชย แล้วยังหลบสายตาผู้คนก้มหน้างุดอยู่ตลอดเหมือนเด็กขี้ขลาด ตรงกันข้ามกับอกาธาที่ร่าเริงแจ่มใสเสมอ ความล้ำเลิศของออร์กซีอยู่ที่งานอดิเรกคือวาดภาพญี่ปุ่นฝีมือระดับโปร

“อ๋อ…เอ่อ เอามาด้วย จะเอาเดี๋ยวนี้เลยไหม”

“เดี๋ยวก่อนก็ได้ ขั้นแรกเรามาเลือกห้องกันก่อน ทุกห้องเหมือนกันหมดไม่ต้องแย่งกันให้เสียเวลา ของผมห้องนี้ครับ”  แวนผู้มาถึงก่อนชี้ไปที่ประตูบานหนึ่ง

“ผมยืมกุญแจมาเท่าที่จำเป็นต้องใช้ และเสียบไว้ที่รูกุญแจของแต่ละห้องแล้ว”

“โอเค ตามนั้นครับ”

เอลเลอรีร้องตอบอย่างคึกคัก

“พักกันสักนิดแล้วค่อยไปสำรวจเกาะกันนะ”

3

การเลือกห้องใช้เวลาไม่มากนัก

เรียงลำดับจากด้านซ้ายมือของโถงทางเข้าคือแวน ออร์กซี และโป ส่วนด้านขวามือคือเอลเลอรี อกาธา คารร์และเลอรู

 

 

เมื่อทั้งหกคนหิ้วกระเป๋าแบกเป้หายเข้าไปในห้องกันหมดแล้ว แวนก็เอนหลังพิงประตูห้องตัวเองหยิบเซเว่นสตาร์จากกระเป๋าเสื้อกั๊กบุขนเป็ดสีงาช้างออกมาคาบไว้ที่มุมปากแล้วมองไปรอบๆ ห้องโถงสิบเหลี่ยมที่มีแสงผ่านเข้ามาสลัวๆ เหมือนเพิ่งมีเวลาได้พิจารณารายละเอียด

ผนังห้องฉาบด้วยปูนขาวส่วนพื้นปูด้วยกระเบื้องแผ่นใหญ่สีน้ำเงินจึงเดินเข้ามาได้โดยไม่ต้องถอดรองเท้า เพดานลาดจากผนังสี่ด้านขึ้นไปบรรจบกันเป็นหน้าต่างสิบด้านอยู่ตรงกลาง แสงสว่างจากภายนอกส่องผ่านขื่อลงมาที่โต๊ะสิบเหลี่ยมสีขาวกลางห้อง ล้อมรอบด้วยเก้าอี้บุผ้าสีน้ำเงินในกรอบไม้เนื้อขาวสิบตัว ภายในห้องไม่มีเครื่องประดับอื่นนอกจากดวงไฟทรงกลมห้อยลงมาจากขื่อคล้ายลูกตุ้มนาฬิกา

บ้านหลังนี้ไม่มีไฟฟ้า ห้องโถงได้แสงสว่างจากธรรมชาติที่ส่องผ่านหน้าต่างบนเพดานลงมาเท่านั้น จึงมีหลืบเงาดูลึกลับแม้ในตอนกลางวัน

ครู่หนึ่งต่อมา โปในชุดกางเกงยีนสีซีดกับเสื้อเชิ้ตสีฟ้าก็เปิดประตูห้องออกมาเงียบๆ

“เร็วจัง…รอแป๊บนะ ผมจะชงกาแฟให้”

แวนร้องทักแล้วเดินคีบบุหรี่ตรงไปที่ห้องครัว เด็กหนุ่มคนนี้เรียนอยู่คณะวิทยาศาสตร์ปีสาม น่าจะอ่อนกว่าโปที่อยู่คณะแพทย์ปีสี่ หนึ่งปี

“ขอโทษนะแวนที่ต้องเป็นธุระ ขนเครื่องนอนมามากมายทั้งฟูกทั้งผ้าห่ม เหนื่อยน่าดูเลย”

“ไม่เท่าไหร่หรอก คนของบริษัทขนส่งเขาช่วยน่ะเลยค่อยยังชั่ว”

อกาธาเดินพลางใช้ผ้าพันคอผูกผมออกมาสมทบ

“ห้องดูดีมากเลยนะแวน ทีแรกนึกว่าจะแย่–กาแฟหรือ เดี๋ยวฉันชงเอง”

เด็กสาวรับอาสาด้วยเสียงรื่นเริง และพอก้าวเข้าไปในครัวก็ร้องขึ้นเมื่อเห็นขวดแก้วป้ายดำที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์

“อ้าว กาแฟสำเร็จรูปหรอกหรือ”

อกาธายกขวดกาแฟขึ้นเขย่าให้ดู ท่าทางไม่ชอบใจนัก

“อย่าคิดว่าจะมาอยู่อย่างหรูเลยคุณ” แวนปราม “ที่นี่เกาะร้างนะครับ ไม่ใช่รีสอร์ตโฮเต็ล”

อกาธายื่นริมฝีปากสีกุหลาบนิดๆ พองาม ก่อนถามว่า “แล้วเสบียงอาหารล่ะ”

“อยู่ในตู้เย็นแต่แช่อะไรไม่ได้หรอกนะเพราะไฟฟ้าและโทรศัพท์ถูกตัดขาดหมดตอนเกิดไฟไหม้ พอใช้ประโยชน์ได้บ้างก็แค่เป็นตู้เก็บเสบียงอาหาร

“ไม่เป็นไรมั้ง แค่นี้ก็น่าจะพอ…อย่าบอกว่าไม่มีน้ำด้วยนะ”

“น้ำน่ะมีครับ ผมเปิดท่อเมนเอาไว้แล้ว แก๊สก็พร้อมเพราะผมหิ้วถังแก๊สมาเชื่อมกับเตาและหม้อต้มน้ำไว้เรียบร้อย จัดให้ดีๆ อาจขังน้ำร้อนใส่อ่างให้ลงแช่กันบ้างก็ได้นะ”

“โอ้โฮ…เตรียมพร้อมมากเลยแวน หม้อกับถ้วยชามพวกนี้เป็นของที่เหลืออยู่ในบ้านหรือว่าคุณขนมาหมดนี่”

“ของที่นี่น่ะคุณ มีมีดทำครัวอยู่ตั้งสามด้ามด้วยนะ แต่เขียงขึ้นราดำปี๋น่าจะไม่ไหว”

ระหว่างที่ชวนกันดูนั่นดูนี่อยู่นั้น ออร์กซีก็เดินเข้ามาในห้องครัวอย่างขลาดๆ

“ออร์กซีมาพอดี ช่วยหน่อยเร็ว มีเครื่องครัวเหลืออยู่เกือบครบมันก็ดีอยู่หรอก แต่ต้องล้างทุกอย่างให้สะอาดก่อนไม่งั้นคงใช่ไม่ลงแน่”

อกาธาห่อไหล่แสดงว่ารังเกียจความสกปรก ถอดแจ็กเก็ตหนังสีดำวางไว้ทางหนึ่ง แล้วหันไปทางแวนกับโปที่ตามหลังออร์กซีเข้ามาชะโงกดูในครัว ยกมือข้างหนึ่งขึ้นเท้าเอวแล้วบอกว่า

“ถ้าไม่ช่วยก็โน่นเลย ไปสำรวจเกาะกันเสียก่อนแล้วค่อยมากินกาแฟ”

แวนหัวเราะหึ หึ พยักหน้ากับโปชวนกันเดินหน้ามุ่ยออกไปจากตรงนั้น อกาธามองตามหลังสองหนุ่มที่กำลังเดินผ่านห้องโถง พร้อมกับพูดต่อว่า

“อย่าลืมทำป้ายติดหน้าห้องนะ ไม่อยากให้ใครโผล่เข้ามาตอนกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า”

เอลเลอรีกับเลอรูออกมาอยู่ที่ห้องโถงกันแล้ว

“โดนนางพญาไล่ออกมาจากครัวละซี”

เอลเลอรีร้องทักเพื่อน ยกนิ้วเรียวยาวขึ้นแตะปลายคางแหลมพร้อมกับหัวเราะคิกคัก

“เราออกไปเดินดูรอบเกาะกันก่อนตามพระเสาวนีย์ดีกว่าไหม”

“ดีเหมือนกันคุณ แล้วคารร์ล่ะ ยังไม่เสร็จหรือ”

“อ๋อ นายนั่นออกไปคนเดียวก่อนแล้ว”

เลอรูบอกพลางพยักหน้าไปทางประตูบ้าน

“ไปแล้วหรือ”

“หมอนั่นชอบทำตัวปลีกวิเวก”

เอลเลอรีประชดให้เต็มๆ และยิ้มน้อยๆ

*

ออกจากบ้านสิบเหลี่ยมไปทางขวาด้านเหนือของเกาะ จะพบกับทางทอดยาวมีต้นสนสูงลิ่วเรียงรายอยู่สองฝั่ง ระหว่างทางมีอยู่จุดหนึ่งที่ต้นสนดำสองฟากโน้มกิ่งเข้าหากันทำให้มีลักษณะเหมือนซุ้มประตู เด็กหนุ่มทั้งสี่เดินลอดซุ้มต้นสนมุ่งหน้าไปยังซากเคหาสน์สีน้ำเงินที่ถูกไฟไหม้ไปนานแล้ว

 

บนพื้นที่ที่เคยเป็นที่ตั้งของเคหาสน์สีน้ำเงินเหลือเพียงฐานบางส่วนของอาคาร กองถ่านเถ้าและซากปรักหักพังเศษกระเบื้องสกปรกจมดินจมทรายและกระจายเกลื่อน สวนกว้างเต็มไปด้วยขี้เถ้าดำๆ ทับถมหนาทึบและวัชพืชที่แทรกขึ้นมารกรุงรัง ต้นไม้ใหญ่ที่ล้อมรอบอาณาเขตเคหาสน์ถูกไฟไหม้ยืนต้นแห้งตายอย่างน่าเวทนา

“ไหม้หมดทั้งหลัง เรียบเลย”

เอลเลอรีมองไปยังความรกร้างว่างเปล่าบนพื้นที่โล่งกว้างตรงหน้าแล้วถอนใจ

“จริง ไม่มีอะไรเหลือสักอย่าง”

“เอ๊ะ แวน…คุณก็เพิ่งเคยมาครั้งแรกหรือ”

แวนพยักหน้า

“ลุงเคยเล่าอะไรๆ ให้ฟังแต่เพิ่งเคยมาที่เกาะวันนี้เป็นครั้งแรก นี่ก็ยังไม่ได้สำรวจอะไรเลย เพราะขนของตั้งแต่เช้าจนเหนื่อยและไข้ขึ้นพอดี เลยไม่มีอารมณ์ที่จะออกมาเดินดูคนเดียว”

“อือ…มีแต่ขี้เถ้ากับเศษกระเบื้องเต็มไปหมด”

“คุณคงจะดีใจนะเอลเลอรี ถ้าพบศพใครสักคนในกองขี้เถ้าพวกนี้” เลอรูยั่วเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสนุก

“ไม่ต้องมาพูดเลย คุณเองละไม่ว่า”

ป่าสนด้านตะวันตกมีทางเล็กๆ แยกออกไปที่หน้าผา และจากตรงนั้นมองผ่านท้องทะเลไปจะเห็นแหลม J เป็นเงาลางอยู่ไกลๆ

“อากาศแจ่มใสสดชื่นจัง”

เอลเลอรีหันหน้าไปทางทะเล ยืดตัวสูดอากาศเต็มปอด ซุกมือเข้าไปในชายเสื้อวอร์มสีเหลือง เลอรูหันร่างเล็กๆ มองตามออกไปทางทะเลด้วย

“ใช่ ไม่น่าเชื่อเลยนะเอลเลอรีว่าเมื่อครึ่งปีที่ผ่านมานี้เอง ตรงนี้เป็นที่เกิดเหตุการณ์สยองขวัญคดีนั้น”

“จริงของคุณ ฆาตกรรมปริศนาสี่คดีซ้อนที่เคหาสน์สีน้ำเงินบนเกาะสึโนชิมะ สยองขวัญเป็นที่สุด”

“ถ้าเป็นเรื่องในหนังสือก็ไม่แปลกอะไรที่จะมีฆาตกรใจโหดบ้าเลือดฆ่าคนทีละห้าคนสิบคน แต่นี่มันเรื่องจริงนะคุณ แล้วยังเป็นเรื่องใกล้ตัวด้วย ผมตกใจแทบแย่ตอนเห็นข่าวทางทีวี”

“ถ้าผมจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะเมื่อวันที่ 21 กันยายน บ้านของนายนากามูระ เซอิจิที่รู้จักกันในชื่อว่าเคหาสน์สีน้ำเงินบนเกาะสึโนชิมะ นอกชายฝั่งแหลม J ของคาบสมุทร S ได้ถูกไฟไหม้หมดทั้งหลัง ทำให้ผู้อยู่อาศัยในบ้านรวม 4 คนคือนายนากามูระ เซอิจิกับคาซูเอะภรรยา และสองสามีภรรยาผู้ดูแลบ้านซึ่งอาศัยอยู่ด้วยกัน ถูกไฟครอกเสียชีวิต”

เอลเลอรีเริ่มเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ต้น

“เจ้าหน้าที่ชันสูตรตรวจพบยานอนหลับปริมาณมากในศพทั้งสี่ ทั้งยังพบด้วยว่าสาเหตุการตายของแต่ละคนแตกต่างกัน สองสามีภรรยาผู้ดูแลบ้านถูกคนร้ายจับมัดแล้วใช้ขวานจามศีรษะจนสิ้นใจอยู่ในห้องพักส่วนตัวเซอิจิเจ้าของบ้านถูกราดด้วยน้ำมันก๊าดทั่วตัวแล้วจุดไฟเผา คาซูเอะถูกรัดคอตายด้วยเชือกอะไรสักอย่างอยู่ในห้องเดียวกัน และที่หวาดเสียวไปกว่านั้นคือมือข้างซ้ายของนางยังถูกของมีคมตัดขาดไปเหลือแต่ข้อมือ ซึ่งหาไม่พบในซากไฟไหม้

เรื่องราวมันก็ประมาณนี้แหละเลอรู”

“อือ รู้สึกว่าจะมีเรื่องแบบว่าช่างแต่งสวนหายตัวไปหรืออะไรสักอย่างด้วยใช่ไหม”

“ใช่ๆ  ช่างแต่งสวนที่มาทำงานและค้างอยู่ในเคหาสน์สีน้ำเงินมาหลายวันก่อนเกิดเหตุ หายตัวไป ค้นหากันทั่วเกาะก็ไม่เจอ และหลังจากนั้นก็ไม่มีใครได้ข่าวอะไรอีกเลย”

“จริงดิ”

“เขาก็เลยสันนิษฐานกันไปเป็นสองทางคือ ช่างแต่งสวนที่หายตัวไปเป็นฆาตกรตัวจริง และอีกทางหนึ่งคือพลัดตกหน้าผาระหว่างที่ถูกฆาตกรตัวจริงไล่ล่าและถูกกระแสน้ำทะเลพัดพาไป”

“ถ้าคิดแบบตำรวจก็น่าจะเป็นอย่างแรกคือช่างแต่งสวนเป็นฆาตกร แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผลการสืบสวนออกมายังไง เรื่องนี้เอลเลอรีคิดยังไงหรือ”

“ไม่รู้เหมือนกัน” เอลเลอรีเสยผมที่ถูกลมพัดยุ่งเหยิงให้เข้าที่แล้วจึงบอกว่า

“ผมไม่มีข้อมูลพอที่จะออกความเห็นได้ เท่าที่รู้ก็มีแต่ข่าวจากทีวีกับหนังสือพิมพ์ที่ลงกันครึกโครมอยู่หลายวันในช่วงเกิดเหตุ”

“ดูคุณไม่ค่อยกล้าออกความเห็นเลยนะ”

“ไม่ใช่ว่าไม่กล้า เรื่องแบบนี้ไม่ยากนักหรอกถ้าจะเดาสุ่มๆ เอาสนุก แต่จะให้ฟันธงแบบซ.ต.พ.[1]คงไม่ได้เพราะแทบไม่มีข้อมูล ตำรวจเองก็คงสืบสวนลำบากในเมื่อพื้นที่เกิดเหตุถูกไฟไหม้เรียบอย่างนี้จะเหลือหลักฐานอะไร นอกจากนั้นบนเกาะยังไม่มีคนอื่นอยู่อีกเลยนอกจากคนบ้านนี้ จึงไม่แปลกที่ตำรวจอยากสรุปว่าช่างแต่งสวนที่หายตัวไปเป็นฆาตกร”

“จริง”

“คำไขปริศนาทั้งหมดอยู่ในกองขี้เถ้านี้”

เอลเลอรีหันกลับมาแล้วเดินบุกเข้าไปในซากหักพังที่ฐานเคหาสน์สีน้ำเงิน เด็กหนุ่มทรุดตัวลงไปหยิบเศษแผ่นไม้ใกล้ตัวขึ้นมาและมองลงไป

“อะไรหรือคุณ” เลอรูเอียงคอถาม

“ถ้าเจอมือของคุณนายที่หายไปคงสนุกแน่” เอลเลอรีทำหน้าจริงจัง “หรือไม่ก็พบโครงกระดูกขาวจั๊วะของช่างแต่งสวนอยู่ใต้พื้นบ้านสิบเหลี่ยม”

“ว่าไปนั่น” โปนิ่งฟังสองคนคุยกันอยู่นาน ทำหน้าเหนื่อยหน่าย ลูบเครายาวพลางสอดขึ้น “เอลเลอรี จินตนาการของคุณนี่บรรเจิดจริงๆ”

“เห็นด้วย” เลอรูเออออ “สมมติว่าพรุ่งนี้เกิดเหตุฆาตกรรมแบบในนิยายประเภทมรสุมพยาบาท ณ เคหาสน์บนภูเขา อย่างที่เอลเลอรีบอกว่าชอบนักชอบหนาตอนคุยกันในเรือเมื่อกี้ แล้วกลายเป็นฆาตกรรมต่อเนื่องที่ทุกคนตายหมด เอลเลอรีคงสุดแสนจะดีใจ”

“แต่คนแบบนี้มักถูกฆ่าเป็นคนแรก”

ปกติโปเป็นคนเงียบไม่พูดไม่จา แต่พอเอ่ยออกมาคราใดวาจาของเขาก็จะคมกริบเช่นนี้ เลอรูกับแวนมองหน้ากันแล้วหัวเราะคิกคัก

ฆาตกรรมต่อเนื่องบนเกาะร้าง อืม…ไม่เลวนะ” เอลเลอรีเอ่ยขึ้นลอยๆ ไม่แสดงว่าขัดเคืองอะไร “อยากให้เกิดขึ้นจังเลย ผมจะทำหน้าที่เป็นนักสืบเอง ว่าไง มีใครจะเสนอตัวเป็นคู่แข่งกับผม เอลเลอรี ควีน คนนี้บ้างไหม”

[1] ย่อมาจาก ซึ่งต้องพิสูจน์

 

 

[1] Ellery Queen คือนามปากกาของนักเขียนนิยายอาชญากรรมชาวอเมริกัน Frederic Dannay (20 ตุลาคม ค.ศ. 1905 – 3 กันยายน ค.ศ. 1982) และManfred Bennington Lee (11 มกราคม ค.ศ. 1905 – 3 เมษายน ค.ศ. 1971) รวมถึงเป็นชื่อตัวละครหลักในนิยายของทั้งสองคนอีกด้วย

[2] John Dickson Carr (30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1906 – 28 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1977) นักเขียนชาวอเมริกัน มีผลงานมากกว่า 70 เล่ม ผลงานขึ้นชื่อของเขาคือ It Walks By Night (ค.ศ. 1930)

[3] Gaston Louis Alfred Leroux (6 พฤษภาคม ค.ศ. 1868 – 15 เมษายน ค.ศ. 1927) เป็นนักหนังสือพิมพ์และนักเขียนชาวฝรั่งเศส นิยายเล่มแรกของเขาคือ Le mystère de la chambre jaune เป็นหนึ่งในนิยายเล่มแรกๆ ที่มีฉากในห้องปิดตาย ต่อมาในปี ค.ศ. 1909 เลอรูตีพิมพ์นิยาย Le Fantôme de l’Opéra เป็นตอนๆ ในหนังสือพิมพ์เลอกอลัว ผลงานชิ้นนี้เป็นที่รู้จักดีที่สุดของเขา

[4] Edgar Allan Poe (19 มกราคม ค.ศ. 1809 – 7 ตุลาคม ค.ศ. 1849) เป็นนักเขียน กวี บรรณาธิการ และนักวิจารณ์วรรณกรรมชาวอเมริกัน เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดจากงานรหัสคดี และเรื่องสยองขวัญ โพเป็นนักเขียนคนแรกๆ ที่เขียนเรื่องสั้นและได้รับการนับถือว่าเป็นผู้ริเริ่มเขียนเรื่องแต่งแนวสืบสวนสอบสวน

[5] Agatha Christie (15 กันยายน ค.ศ. 1890 – 12 มกราคม ค.ศ. 1976) นักเขียนนิยายแนวสืบสวนสอบสวน ได้รับสมญานามว่า “ราชินีแห่งนวนิยายอาชญากรรม” และเป็นผู้ที่ได้รับการบันทึกจากกินเนสต์บุ๊คว่า เป็นนักเขียนที่มียอดขายหนังสือมากที่สุดในโลก ตัวละครนักสืบที่โด่งดังของเธอ อาทิเช่น แอร์กูล ปัวโร, เจน มาร์เปิ้ล

[6] Baroness Emma Orczy (23 กันยายน ค.ศ.1865 – 12 พฤศจิกายน ค.ศ. 1947) เป็นนักประพันธ์และนักเขียนบทละครชาวอังกฤษที่เกิดในฮังการี ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้เธอคือ The Scarlet Pimpernel (ค.ศ. 1905)

 

ใส่ความเห็น